ครั้งแรกที่พบกันเป็นงานชุมนุมจักรยานพับได้ครั้งที่ 3 (The 3 rd Bangkok Folding Bike
& Vintage Summit 2009) ตอนนั้นผมเพิ่งเข้าสู่วงการจักรยานแบบจริงจัง ได้ทราบมาว่า
อาลิขิตเป็นทหารอากาศ เกษียณอายุราชการแล้ว เป็นทีมสต๊าฟคนสำคัญของสมาคมจักรยาน
เพื่อสุขภาพไทย
แล้วผมก็มีโอกาสได้ออกทริปปั่นจักรยานกับอาลิขิต ในงานวันเดย์ทริป สวนลุมพินี-บางปะกง
ในงานนี้เองที่ผมได้สัมผัสความเป็นสต๊าฟของอาลิขิตอย่างลึกซึ้ง ผู้ชายอายุเลย 60 ทำหน้าที่
ขี่ปิดท้ายขบวน เป่านกหวีดส่งสัญญาณเปิดทาง และคุ้มครองขบวนเดินทาง ตั้งแต่บางปะกง
กลับมาถึงสวนลุมพินี เสียงนกหวีดจากอาลิขิตคือสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกคนในขบวน
มันเป็นสัญญาณว่า ยังมีใครบางคนอยู่ข้างหลังเรา
และเขาพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างเราเสมอ
จากนั้นเป็นต้นมา ผมก็เริ่มออกทริปปั่นจักรยานกับอาลิขิตบ่อยครั้งขึ้น และเข้าไปเสนอตัวเป็น
ทีมสต๊าฟเพื่อทำงานช่วยเหลือต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้ ไม่นานนักผมก็ได้รับความไว้วางใจให้
เป็นชุดปิดท้ายขบวนเดินทาง
ความสำคัญของชุดปิดท้ายขบวน คือคนที่จะต้องคอยเก็บตกช่วยเหลือทุกคนในทีมที่ประสพปัญหา
ระหว่างเดินทาง ไม่ว่ายางแตก ล้อคด ต้องสามารถซ่อมฉุกเฉินแบบเร่งด่วนได้ และต้องสามารถ
ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้หากมีใครประสพอุบัติเหตุ
อาลิขิตบอกผมว่า ... คนปิดท้าย ไม่ใช่คนที่ขี่จักรยานได้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด
มีสัญชาติญาณเอาตัวรอด และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เมื่ออยู่ในสภาวะวิกฤติ และพร้อมเสมอ
ที่จะถูกสลัดหลุดจากขบวน เพื่ออยู่เคียงข้างใครบางคนที่ต้องการความช่วยเหลือ
การเข้าถึงที่หมายเป็นคนสุดท้าย ไม่ได้หมายความว่าคุณขี่จักรยานไม่เก่ง แต่มันคือเครื่องหมาย
รับประกันว่าเมื่อคุณถึงที่หมาย เราไม่ได้ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ...
ขอบคุณอาลิขิต ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับผมครับ
...

...
หมายเหตุ : ภาพนี้ผมถ่ายจากงาน Bangkok Car-Free Day 2011 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 กย. 2554
ซึ่งผมเองก็เป็นสต๊าฟของงานนี้ด้วยครับ
...
ปล. ที่หาย ๆ หน้าไป ไม่ได้เลิกปั่นจักรยานนะครับ ผมยังออกไปร่อนสม่ำเสมอ เพียงแต่ว่าหลัง ๆ มานี่
ผมเน้นบินเดี่ยว ไม่ค่อยได้ออกทริป เพราะผมต้องหยุดเพื่อถ่ายภาพระหว่างทางบ่อย ๆ ... คิดถึงเพื่อน ๆ
ทุกคนนะครับ ช่วงปลายปีหมดฝน คงได้เวลากลับมาลุยอีกรอบ แล้วพบกันนะครับ


