
ก่อนนอนคืนนี้ขอเล่านิทานให้นักปั่นอ่าน เพื่อเก็บไว้คิดสักเรื่องหนึ่ง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนกแขกเต้าผัวเมียอยู่คู่หนึ่ง พากันทำรังอยู่บนยอดไม้ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา เมื่อทำรังเป็นที่พักพิงตามความปรารถนาแล้ว แม่นกก็ออกไข่มาสองฟอง ทั้งแม่นกและพ่อนกช่วยกันกกไข่ให้ความอบอุ่นจนกระทั่งถึงกำหนด ลูกนกสองตัวก็ออกมาจากฟองไข่ทั้งสอง
พ่อและแม่นกดีใจเป็นอย่างมาก ที่มีลูกน่ารักพร้อมกันถึงสองตัว ต่างเฝ้าทะนุถนอมดูแลมิให้คลาดสายตา ยามที่แม่นกอยู่กับลูกในรวงรังพ่อนกก็ไปหาอาหารธัญญพืชต่าง ๆ มาเลี้ยงดูมิให้ขาดแคลน จนกระทั่งลูกนกทั้งคู่โตวันโตคืนขึ้นตามลำดับ ขนของลูกนกก็งอกเพิ่มขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป แต่ไม่ถึงเวลาที่พ่อแม่จะสอนบิน
จนกระทั่งวันหนึ่งเหตูการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เวลาดึกสงัดพายุหมุนที่พัดมาตามแม่น้ำคงคา ก็หอบเอารังนกบนยอดไม้หายไปตามกระแสลม รวงรังที่ทำด้วยใบไม้ใบหญ้าอย่างง่าย ๆ พอเจอลมแรงอย่างนั้นก็ปลิวว่อนไปคนละทิศละทาง พ่อ แม่ ลูกนกก็ล่องลอยไปตามกระแสลมที่พัดผ่าน
แม่นกก็ไปทางหนึ่ง พ่อนกก็ไปทางหนึ่ง ลูกนกทั้งสองตัวก็ถูกลมพัดไปคนละทิศละทาง ครอบครัวที่แสนจะอบอุ่นด้วยความรัก ต้องพลัดพรากจากไปอย่างกระทันหัน เป็นปรากฏการณ์ของความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นบนโลกและสากลจักรวาลนี้บ่อย ๆ
เช้าตรู่พระฤาษีที่บำเพ็ญความเพียรอยู่ในอาศรม ไม่ไกลจากแม่น้ำคงคาก็ออกหาผลไม้ป่ารับประทานตามปกติที่เคยทำมา ได้เห็นดอกไม้ดอกหนึ่งในระหว่างช่อดอกไม้อื่น ๆ ห้อยย้อยลงต่ำเป็นพิเศษเสมือนว่ามีอะไรมาถ่วง ให้ห้อยย้อยต่ำลงมากอย่างนั้น จึงเดินเข้าไปดู พบลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่งเกาะอยู่ที่ดอกไม้นั้นเอง
พระฤาษีเห็นว่าลูกนกยังเล็กไม่สามารถจะช่วยตัวเองได้ คงพลัดพรากจากรังมาพร้อมกับพายุหมุนเมื่อคืนที่ผ่านมาเป็นแน่ คิดดังนั้นแล้วจึงค่อยประคองลูกนกแขกเต้าอย่างแผ่วเบาอ่อนโยน แล้วนำมาอาศรมวางลูกนกลงบนผ้าเก่า ๆ ผืนหนึ่งเพื่อให้ลูกนกได้รับความอบอุ่นเพียงพอ ต่อมาพระฤาษีได้ตั้งชื่อว่า
ปุปผกะ ซึ่งแปลว่าดอกไม้
ในป่าลึกไกลเข้าไปจากหมู่บ้านที่ผู้คนอาศัย กลุ่มโจรกลุ่มใหญ่มีจำนวนประมาณห้าร้อยคนอาศัยอยู่ หัวหน้าโจรตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อตรวจดูพวกโจรทั้งหลาย ที่นอนอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในบริเวณนั้น ดูอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อเตรียมความพร้อม ที่จะได้ออกปล้นในภาคกลางวันอันเป็นกิจวัตร ที่เคยทำมาตามปกติ พลันเดินไปเห็นนกแขกเต้าน้อยตัวหนึ่ง นอนอยู่บนกองหอก หัวหน้าโจรเห็นแล้วนึกรักนกขึ้นมา คิดว่าจะฝึกนกเป็นนกสื่อสารได้ จึงรีบจับขึ้นมาอุ้มและตั้งชื่อว่า
สัตติกุมภะ ซึ่งแปลว่า เจ้ากองหอก
กาลเวลาผ่านไปนานเป็นปี จากวันเกิดเหตุ พระราชาองค์หนึ่งเสด็จประพาสป่าเพียงลำพังพระองค์ ได้พลัดหลงเข้าไปในป่าลึก รู้สึกอ่อนเพลียกับการเดินทาง จึงหยุดรถม้าและเอนพระองค์หลับไปใต้โคนไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เมื่อพระองค์เคลิ้มหลับไปสักครู่ ก็ได้ยินเสียงแว่วมาจากบนต้นไม้ว่า
เพชรก็งาม ทองก็งาม เงินก็งาม เดี๋ยวต้องบอกเจ้านายมาปล้นแล้วฆ่าทิ้ง
พระราชาทรงตื่นบรรทมเหลียวซ้ายแลขวา ทรงพระดำริว่าจะมีภัย ก็ไม่เห็นใคร เห็นแต่นกแขกเต้าเกาะอยู่บนยอดไม้ตัวเดียว รู้สึกพระองค์ว่าต้องหนีไปให้ไกลที่สุดและเร็วที่สุด ทรงดำริดังนั้นแล้ว ก็ขึ้นรถม้าขับออกจากที่นั้นไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็ออกจากป่าใหญ่ถึงป่าละเมาะเห็นอาศรมฤาษี จึงได้หยุดรถม้า แล้วเดินเข้าไปหวังจะได้ถามทาง เพราะพระองค์หลงทางเสียแล้ว
เมื่อเสด็จเข้าไปใกล้อาศรมก็ได้ยินเสียงนกแขกเต้าพูดว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว ขอพระองค์จงดื่มน้ำเย็น ๆ เสวยผลไม่สด ๆ ก่อนเถิดพระเจ้าค่ะ
พระราชาได้สดับเสียงนกแขกเต้าก็ทรงตกพระทัยยิ่งนัก เพราะทรงดำริว่าน่าจะมีภัยมาใกล้พระองค์อีก เพราะนกตัวนี้ก็คงเป็นนกตัวเดียวกันที่พูดให้พระองค์ตกพระทัยหนีมานั่นเอง พระองค์ทรงเหลียวซ้ายแลขวา พอทอดพระเนตรเห็นพระฤาษีก็มีพระทัยชื้นขึ้นมา แล้วเล่าพระดำริดังกล่าวให้พระฤาษีฟัง
พระฤาษีครั้นรับเสด็จแล้วอธิบายให้พระราชาทรงรับทราบว่า นกแขกเต้าตัวนี้และตัวที่พระองค์ได้พบมาก่อนหน้านี้ เป็นพี่น้องกันต้องพลัดพรากเมื่อคราวพายุหมุนพัด ตัวหนึ่งไปตกอยู่สำนักของโจร เมื่อเห็นโจรพูดและคิดอย่างไร นกก็พูดและคิดอย่างนั้น พอเห็นใครมีเครื่องประดับมากก็คิดว่าน่าจะปล้นดังที่โจรคิด แต่นกตัวนี้อยู่กับฤาษีก็ได้รับการเลี้ยงตามวิถีแห่งฤาษี เวลาเห็นใครผ่านมานกต้องเรียกเข้ามา โอภาปราศรัยด้วยน้ำใจอันงาม ดังที่ฤาษีได้ปฏิบัติต่อทุกคนและทุกชีวิต
พระราชาได้ฟังจึงสรุปว่า
การคบหาสมาคมและการฝึกอบรมมีอิทธิพลมากถึงเพียงนี้ แม้แต่สัตว์ที่เติบโตมาจากพ่อแม่เดียวกันเมื่อนำไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ลักษณะนิสัยก็แตกต่างกันไปตามสิ่งแวดล้อมที่เติบโตมานั้น ด้วยความประทับใจในนกแขกเต้าที่ได้กล่าวคำปฏิสันถารพระองค์อย่างไพเราะจับใจ ต่อมาพระองค์จึงประกาศเขตป่าริมฝั่งแม่น้ำคงคาแถบนั้นทั้งหมด เป็นเขตอภัยทาน ห้ามใครทำร้ายเนื้อและนกทุกชนิด เพราะสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายไม่เคยพูดร้ายหรือให้ร้ายใคร จะมีก็แต่มนุษย์นี้แหละที่ เบียดเบียนทำร้ายกันไม่รู้จักจบสิ้น
อ่านแล้วจะเอาคติเตือนใจอะไรจากนิทานเรื่องนี้ก็เลือกเอาตามใจชอบ ส่วนผมนั้นสนใจเรื่องคนพาล อยู่ไหน ๆ มันก็ไม่สร้างสุขให้เกิดขึ้น ผมจึงอยากเชิญชวนนักปั่นทุกท่าน เืพื่อให้การปั่นมีความสุขมากยิ่งขึ้น จึงเสนอว่าให้คบหาแต่กัลญาณมิตร ห่างไกลจากคนพาล เป็นหมื่นโยชน์แสนโยชน์กันทีเดียวเลยนะครับ สวัสดีครับ
