โพสต์
โดย เสี่ยวภูธร »
สวัสดีครับพี่สมชาย อ.โก และพี่น้องผองเพื่อน
ฮีทสโตรก..โรคลมแดด 'ร้อนตาย !!'
"...เป็นภาวะวิกฤติของร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมระดับความร้อนภายในร่างกายได้ มีข้อมูลในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีประชาชนเสียชีวิตจากสาเหตุนี้ปีละประมาณ 400 คน...”
...นี่เป็นส่วนหนึ่งจากการแถลงเตือน “ภัยในช่วงฤดูร้อน” ของทางกระทรวงสาธารณสุข โดย นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงฯ เป็นการเตือน “ภัยจากอากาศร้อน” ที่อาจทำให้ “ถึงตาย” ได้ !!
ภัยร้อนที่มีชื่อเรียกเป็นไทยว่า “โรคลมแดด”
ภัยที่ในภาษาอังกฤษจะเรียกว่า “ฮีทสโตรก”
ทั้งนี้ แม้ในระยะนี้จะมี “พายุฤดูร้อน” มีฝนตกลงมาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย แต่ยังไง ๆ อากาศในเมืองไทยในช่วงฤดูร้อนปีนี้ก็ถือว่า “ร้อนจัด” เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทางโฆษกกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า... ขณะนี้สภาพอากาศในประเทศไทยร้อนมาก อันเป็นผลพวงมาจากสภาวะโลกร้อน ทำให้ประชาชนไทยเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหลายโรค โดยโรคที่ยังมีการพูดถึงกันน้อยมากคือ “โรคลมแดด” ซึ่งเกิดในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัด ทางการแพทย์เรียกว่า “ฮีทสโตรก” ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการได้รับความร้อนเป็นเวลานาน
กับโรคที่ถูกระบุว่าในเมืองไทยยังมีการพูดถึงกันน้อยนี้ อันที่จริง “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ได้เคยหยิบยกข้อมูลมานำเสนอแล้วตั้งแต่หลายปีก่อน ซึ่งโดยสรุปที่จะหยิบยกมาเตือนกันอีกครั้งหลังจากกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญ ก็คือ... “ฮีทสโตรก” (Heat stroke) เกิดจากการที่ ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสะสมสูง จนทำให้ อวัยวะภายใน เช่น... หัวใจ, ตับ, ปอด, ม้าม, สมอง ร้อนระอุจนสุก ทำงานผิดปกติ หรือหยุดทำงาน และทำให้ “เสียชีวิต” ในที่สุด !!
อาการดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นได้กับคนที่ต้องเผชิญกับอากาศร้อน จัด ๆ ซึ่งอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ... โดยปกติร่างกายจะใช้ “เหงื่อ” และ “ปัสสาวะ” เป็นตัว “ปรับอุณหภูมิในร่างกายให้สมดุล” ในช่วงที่อากาศร้อนมาก ๆ ร่างกายจะเกิดการคายความร้อนออกมาพร้อมกับน้ำในรูปของเหงื่อ ซึ่งพร้อมกับการสูญเสียน้ำก็จะมีการชดเชยด้วยการที่สมองจะสั่งให้เกิดความรู้สึก “หิวน้ำ” กลไกสั่งการนี้จะใช้ระดับความเข้มข้นของเลือดที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเสียน้ำเป็นตัวส่งสัญญาณไปยังสมอง...เพื่อสร้างความรู้สึกหิวน้ำให้เกิดขึ้น
แต่สำหรับคนที่เกิดอาการ “ฮีทสโตรก” ร่างกายไม่เพียงขับน้ำออกมาพร้อมกับเหงื่อเท่านั้น แต่ยังสูญเสียเกลือแร่ออกมาด้วย เพราะฉะนั้นสมองจะไม่มีทางรู้ว่าร่างกายเกิดขาดน้ำ เนื่องจากระดับความเข้มข้นของเลือดไม่เปลี่ยนแปลง กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะสายเกินไป ทั้งนี้ เมื่อร่างกายเสียน้ำมากเกินไปปริมาณเลือดจะลดลงจนไม่อาจไหลเวียนเลี้ยงร่างกายได้อย่างทั่วถึง...โดยเฉพาะสมอง และร่างกายจะไม่ยอมให้เกิดการสูญเสียน้ำอีก โดยต่อมเหงื่อจะหยุดทำงานทันที ซึ่งแม้จะหยุดการเสียน้ำได้ แต่ความร้อนก็จะไม่สามารถระบายออกได้
ถึงจุดนี้ก็จะทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เปรียบเหมือนหม้อความดันที่กำลังเดือด ผลก็คืออวัยวะภายในต่าง ๆ จะเกิดภาวะร้อนจนสุก และจะทำงานผิดปกติ หรือหยุดทำงาน อย่างที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ซึ่งถึงระดับนี้การรักษาจะทำได้ยาก...มีโอกาสเสียชีวิตสูง !!
ถามว่าใครที่เสี่ยงกับ “ฮีทสโตรก” มากที่สุด ? บางคนอาจคิดว่าก็ต้องเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน หรือเกษตรกร ที่ทำงานกลางแดด แต่จริง ๆ แล้วคนกลุ่มนี้ร่างกายจะปรับตัวจนสามารถรักษาเกลือแร่ไม่ให้สูญเสียไปพร้อมกับเหงื่อได้ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว คนที่ทำงานบริษัท, คนทำงานออฟฟิศ ที่ส่วนใหญ่อยู่แต่ในห้องแอร์ รวมถึง คนแก่, เด็กเล็ก ๆ ที่ร่างกายจะปรับตัวยากหากต้องโดนแดดแรง ๆ ต่างหาก...ที่เสี่ยงมากกว่า
และ ทหารเกณฑ์ ที่เพิ่งถูกเกณฑ์เข้าฝึกตามกรมกองต่างๆ ในช่วงฤดูร้อน ที่ต้องรับสภาพการฝึกกลางแดด ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิด “ฮีท สโตรก” หรือเสียชีวิตเฉียบพลันด้วยเหตุอื่นในช่วงที่ฝึก ซึ่งทางกองทัพก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ก็มีมาตรการป้องกัน จนนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมาก็ไม่ค่อยมีรายงานการเสียชีวิตอีก
ทั้งนี้ กล่าวสำหรับคำเตือนเกี่ยวกับ “ฮีทสโตรก-โรคลมแดด” โดยกระทรวงสาธารณสุข ที่เพิ่งมีออกมาเมื่อวันที่ 29 มี.ค.นั้น ผู้ที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ คนแก่ เด็ก รวมถึง คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง, คนอดนอน, คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมมีการระบุว่า... หากเกิดฮีทสโตรก อาการสำคัญที่เด่นชัดก็คือ ตัวร้อนจัด เพ้อ หรือหมดสติ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันเลือดลดลง ช็อก โดยผิวหนังจะแห้งและร้อน ไม่มีเหงื่อออก ระดับความรู้สึกตัวลดลง การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ล้มเหลว กระสับกระส่าย เอะอะ ก้าวร้าว เกร็ง ชัก หมดสติ
หากตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ เกิน 40 องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน มีโอกาสเสียชีวิต 17-70% ซึ่งในต่างประเทศนั้นมีข้อมูลว่าขนาดสหรัฐอเมริกาที่ว่าเจริญแล้ว ในแต่ละปีก็ยังมีผู้เสียชีวิตเพราะ “ฮีทสโตรก” ราว 400 คน ขณะที่ในประเทศไทยช่วงปี 2546-2550 เคยพบผู้ป่วย 2 รายที่พระนครศรีอยุธยาและลำปาง โชคดีที่แพทย์ช่วยชีวิตได้ทัน ทั้งนี้ กระทรวง สาธารณสุขระบุว่าในไทยยังไม่เคยมีรายงานอย่างเป็นทางการว่าใครเสียชีวิตด้วยสาเหตุนี้
อย่างไรก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าคนไทยไม่จำเป็นต้องระวัง ซึ่ง การออกกำลังกาย เป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายเกิดการปรับตัว-สร้างภูมิคุ้ม กันในจุดนี้ขึ้นมา และในช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัดหากต้องออกไปทำอะไรในแหล่งที่มีแดดแรงจัด การดื่มน้ำมาก ๆ แม้จะยังไม่รู้สึกหิวน้ำ ก็จะเป็นการ “ป้องกันไว้ก่อน”
“ร้อนตาย” กับคนไทย-คนเมืองร้อน...ก็สามารถเกิดขึ้นได้
ฤดูร้อนปี 2552 นี้...ก็หวังว่าคงจะไม่มีคนไทยเป็นเหยื่อ !!!.
.....คัดลอกมาให้อ่านเล่นๆครับ.....