Silverliner เขียน:ท่านหัวหน้าจารึกครับ วันอังคารที่ ๖ จะนัดเจอกันกี่โมงยามครับ ผมคงกลับจากเขาใหญ่วันจันทร์ที่ ๕ แต่ไม่ทราบว่ากี่โมงถึงบ้านครับ
ชวนซ้อมปั่นแถวถนนบ้านคุณหมอ
เจตนา...ล่อหลอก...คุณหมอ ให้จับฟูจิออกมาซ้อม
นัดเจอริมถนนใหญ่หน้าป้อมบ้านคุณหมอ ทุกวัน
เพื่อซ้อมให้ได้เนื้อ...ให้ได้หนัง เจอกันทุกวันทำงาน เริ่มแต่บ่ายสี่โมงเย็น ๑๖.๐๐ น ครับคุณหมอ ซ้อมปั่นกันวันละ ๒ ชั่วโมง
ผมจะชวนพี่อำนาจ เป็นตัวหลัก ไปซ้อมกันคร้าบบบ
ท่านใดสะดวก ช่วยไปซ้อมเป็นเพื่อนกันหน่อยนะคร้าบบบ
ปีนี้...ส่วนตัวผมเองก็กลัวเดี้ยงกลางคันครับ
ส่วนตัวผมใช้วิธีซ้อมวิ่ง...เพราะชอบมากกว่าซ้อมปั่น ใช้วิธีซ้อมวิ่งเพื่อหวังเรียกคืนความฟิต
หากได้ความฟิตมานี่ เชื่อมั่นได้อย่างนึงว่าร่างกายมันพอจะทนแดดทนฝนได้พอควร
ตัววัดความฟิตของผม ใช้แบบง่ายๆ ใช้วิธีจับชีพจรยามพัก ตื่นเช้า...ก่อนจะลุกจากที่นอน จับชีพจรที่ข้อมือ นับมันเต้นซักกี่ตุ๊บในหนึ่งนาที
ขออนุญาตเล่าสู่กันฟังนะครับ
ช่วงที่ผมฟิตร่างกายดีพอควรในชีวิตประจำวัน ชีพจรยามพักของผมจะเต้นประมาณ ๕๐ ครั้งต่อนาที
ช่วงที่ผมฟิตสุดๆ แบบเตรียมลงมาราธอนเพื่อทำเวลาให้ต่ำกว่าสี่ชั่วโมงยังงี้ ชีพจรยามพักหลังจากซ้อมจนถึงจุดที่จะถึงวันแข่งแล้วนี่ เหลืออยู่ซัก ๔๕ ตุ๊บต่อนาที ได้ความฟิตขนาดนี้...วิ่งกันมันสสส์ละครับ แล้วอย่าว่าผมคุยเลย ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...เฮียเซ้งก็เฮียเซ้ง เถอะ มาเจอกันหน่อย หากผมฟิตได้ถึงระดับนี้ อิ...อิ...อิ
ทีนี้ในการสร้างเรียกความแข็งแรง รูปแบบการซ้อมหรือการเล่นแต่ละวันนี่ ใช่ว่าจะตะบี้ตะบันซ้อมให้มันหนักขึ้น...หนักขึ้นทุกวันนะครับ ไม่ช่ายยย มันก็ต้องมีแผนซ้อมนะครับ ว่าจะเติมความหนักขนาดไหน พักแบบไหน
ชีพจรยามพัก ที่จับแต่ละวัน มันถึงจะไม่กระเพื่อมผิดไปในแต่ละวัน มันมีแต่จะลดลง...แปลว่าการซ้อมได้ผลในทางฟิต หากมันกระเพื่อมสูงแปลว่ากายมันเสื่อมในทางโทรม ต้องเลิกซ้อมจนมันลง คงตัวก่อน
ที่นี้หลังจากผมโดนปอดบวมมันเล่นเอานี่ และเริ่มซ้อมวิ่งมาซักเกือบห้าสัปดาห์แล้ว
ปัญหาร่างกายผมตอนนี้ ผมบ่นกะพี่อำนาจเมื่อวานว่า ซ้อมวิ่งเก็บระยะซ้อมทำได้ไม่เกิน ๖๐ กิโลเมตรต่อสัปดาห์ เกินกว่านี้ชีพจรยามพักมันกระเพื่อมสูงกว่าปรกติซะแล้ว แปลว่า...ขืนตื่นไปวิ่งในวันที่มันกระเพื่อม อาจจะเดี้ยงโทรมเอา
ก็ต้องหยุดพัก อย่างน้อยต้องเก็บร่างกาย อย่าไปทำอะไรให้มันเหนื่อย ในช่วง ๔๘ ชั่วโมง
ครับ...เป็นเหตุผล วันนี้หยุดซ้อมวิ่งครับ พี่อำนาจ ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...เบี้ยวซ้อมแบบมีเหตุผลครับ
พูดต่อยาวอีกนิด
ด้วยผมใช้วิธีการซ้อมวิ่ง ในการฟิตร่างกาย ทำจนคุ้นครับ
ทีนี้พอวิ่งสะสมได้แค่ ๖๐ กิโลเมตรต่อสัปดาห์นี่ ภาษานักวิ่งระดับลงแข่งขันเขาถือว่าเป็นระดับการซ้อมสะสมต่อสัปดาห์ที่เบบี๋มากครับ แบบพวกมืออ่อนตีนอ่อน พวกอายุหัดวิ่งไม่ถึงปี...ว่างั้นเถอะ
ก็แปลว่า ร่างกายผมหลังจากที่มันทรุดจากภาวะติดไวรัสถึงขั้นปอดบวมนี่ มันต้องการการพักฟื้นและฟิตตัวอีกนานครับ ความแข็งที่จะทนอะไรต่อมิอะไรมันถึงจะเข้าที่ ก็คงจะอีกเกือบปีหรือหกเดือนโน่นละครับ ถึงจะซ่าสสส์ได้ถึงขนาด
ถือเป็นการเล่าสู่กันฟังนะครับ ว่าเป็นเรื่องชั้นเชิงอันนึงที่ผมคิดว่าพึงมี วิธีการดูแลตัวเอง วิธีการมอร์นิเตอร์...รับฟังร่างกายตัวเอง อย่าให้มันถึงขั้นโทรมระหว่างการปั่นยาวนานเป็นเดือน แบบที่เราจะทำกันครับ