ตอนลงวิ่งมาเร็วๆ อันตรายมากครับ
แต่ก็ อยากไปอีกครับ ถ้าไม่ติดธุระอะไรจะไปร่วมปั่นด้วยครับ
ชื่นชม..กับมุมมองที่เห็นความปลอดภัยมาก่อนการแข่งขัน..เยี่ยมครับเสือดอนโพธิ์ เขียน:ถ้าพูดถึงจะจับเวลาจริงๆแล้วจุดสนใจน่าจะอยู่ตรงขึ้นไปถึงจุดกลับตัวด้วยเวลาเท่าไร(ปกติเวลาขึ้นเขาใหญ่ นักปั่นมักจะวัดว่าใครปั่นเร็วจากเวลาที่ใช้ในการปั่นจากหน้าด่าน-สามแยกเขาเขียว) ตรงนั้นน่าจะเป็นจุดเช็คพอยน์อยู่แล้วว่านักปั่นเบอร์อะไรไปถึงแล้วบ้าง(กันนักปั่นลัดสนาม ) คนที่ไปถึงจะได้พักเหนื่อยได้เต็มที่ไม่ต้องห่วงว่าจะกลับเร็วกลับช้า
ส่วนตอนกลับปั่นชิวๆ สบายๆ ทักทายเพื่อนๆที่ปั่นสวนกัน แต่เพื่อรักษาคอนเชพ 80 กม.บังคับต้องปั่นกลับมาให้ถึงเพื่อรับรางวัล แต่ถ้าขากลับแข่งกันด้วยผมว่าความเร็วที่ลงจะสูงมาก(ผมกลัวอันตรายจากนักปั่นมือใหม่และนักปั่นที่ไม่ชำนาญเส้นทางที่ปั่นลงเขาเร็วๆ) ที่สำคัญจุดกลับตัวแต่ละคนจะไม่ได้พักมากเพื่อทำเวลาให้น้อยที่สุด การปั่นทำเวลาขึ้นเขาใหญ่ในลักษณะแข่งขันเชื่อได้เลยว่า....เหนื่อยมาก...กับบางท่านที่ร่างกายไม่เต็มร้อย ถ้าฝืนมากอาจเป็นอันตรายได้
อยากให้เอาไปพิจารณาคอนเชพการแข่งของ 80 กม.คือปั่นไป-กลับเหมือนเดิมเพียงแต่ว่าถ้าเน้นเวลาน้อยที่สุดที่จะกลับมาเส้นชัย รับรองว่า...ลงเขาเป็นพายุแน่ๆ แต่ถ้าไปเน้นความสำคัญว่าจะจับเวลาตรงจุดเช็คพอยน์กลับตัวให้ทุกคน หาทีมงานขานเบอร์และเวลา บันทึกเป็นข้อมูลแจ้งกับผู้ร่วมแข่งภายหลัง(คนที่เป็นนักแข่งอยากรู้เวลาตรงนี้มากกว่า)
หลังจากนั้นแค่บังคับให้ปั่นกลับไปรับรางวัล(ทุกคนเพียงแต่คุมเวลาไม่ให้เกิน 5 ชม.แต่ความรู้สึกการแข่งขันทำความเร็วจบลงตรงจุดกลับตัวไปแล้ว) คนที่ปั่นถึงจุดกลับตัวจะได้พักเติมน้ำ เติมพลังงาน พักให้หายเหนื่อย ขากลับใครอยากแข่งก็คงไปห้ามไม่ได้เพียงแต่เราสามารถลดแรงกดดันของนักปั่นส่วนใหญ่ตอนที่ปั่นกลับ ปั่นชิวๆ ไม่ต้องทำความเร็วอะไรมากมาย นักปั่น 80 กม.จะมีเวลาได้กินลมชมวิวในช่วงปั่นกลับกะเขาบ้าง![]()
ทั้งสิ่งทั้งปวงที่เขียนมาจุดประสงค์เพียงแค่ว่า หลีกเลี่ยงหรือลดโอกาสการเกิดปัญหากับการปั่นลงเขาใหญ่ด้วยความเร็วสูง เนื่องจากผู้เข้าร่วมเปิดกว้างทั้งนักแข่งและผู้รักการปั่นทั่วไป มาตรฐานการปั่นที่หลากหลายอาจก่อเกิดปั่ญหาได้มากมาย......อย่าว่ากันนะ![]()