Saturn Sky เขียน:จุ๊ ๆ เฮียอยากบอกใครว่าเรียนดิ เด๋วความแตกหมด![]()
คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
- reem ชานเมือง
- ขาประจำ
- โพสต์: 5501
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:15
- Tel: 0896889110
- team: ฅนชานเมือง
- Bike: SPECIALIZED
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
ปั่นไปกินไปสบายใจ IT,S STYLE MY LIFE
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=57&t=59872กระทู้ฅ..ชานเมืองบังมัด มีนบุรี
https://www.facebook.com/kcmnongchok
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=57&t=59872กระทู้ฅ..ชานเมืองบังมัด มีนบุรี
https://www.facebook.com/kcmnongchok
- sakalot
- ขาประจำ
- โพสต์: 55569
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 15:20
- Tel: Inferno Call☎
- team: ...endless team.. ☭....
- Bike: La blackline...& JaVa Team ♫ ♬ ♪ ♩
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
reem ชานเมือง เขียน:sakalot เขียน:...สวัสดีตอนเช้าครับ....
![]()
GOOD MORNING
![]()
![]()
❤..ต้องใช้หินสองก้อนถึงจะเกิดไฟได้.....ไม่อาจขาดไป แม้เพียงก้อนใดก้อนหนึ่ง....
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
- sakalot
- ขาประจำ
- โพสต์: 55569
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 15:20
- Tel: Inferno Call☎
- team: ...endless team.. ☭....
- Bike: La blackline...& JaVa Team ♫ ♬ ♪ ♩
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
reem ชานเมือง เขียน:Saturn Sky เขียน:จุ๊ ๆ เฮียอยากบอกใครว่าเรียนดิ เด๋วความแตกหมด![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
❤..ต้องใช้หินสองก้อนถึงจะเกิดไฟได้.....ไม่อาจขาดไป แม้เพียงก้อนใดก้อนหนึ่ง....
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
- Saturn Sky
- ขาประจำ
- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
เสียหายหมดเลยยยยยยยยยยsakalot เขียน:reem ชานเมือง เขียน:Saturn Sky เขียน:จุ๊ ๆ เฮียอยากบอกใครว่าเรียนดิ เด๋วความแตกหมด![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
...ความแตกแย้วววววว.......
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
- Saturn Sky
- ขาประจำ
- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
reem ชานเมือง เขียน:Saturn Sky เขียน:จุ๊ ๆ เฮียอยากบอกใครว่าเรียนดิ เด๋วความแตกหมด![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
สวัสดีค่ะคุณพี่เสือรีมมมมม อดปั่นลุยน้ำด้วยกันเลยเนาะ
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
- sakalot
- ขาประจำ
- โพสต์: 55569
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 15:20
- Tel: Inferno Call☎
- team: ...endless team.. ☭....
- Bike: La blackline...& JaVa Team ♫ ♬ ♪ ♩
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
[quote="Saturn Sky""sakalot"]
...ความแตกแย้วววววว.......[/quote]
เสียหายหมดเลยยยยยยยยยย
[/quote]
..เสือรีมบุกมาถึงที่นี่
reem ชานเมือง เขียน:Saturn Sky เขียน:จุ๊ ๆ เฮียอยากบอกใครว่าเรียนดิ เด๋วความแตกหมด![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
เสียหายหมดเลยยยยยยยยยย
❤..ต้องใช้หินสองก้อนถึงจะเกิดไฟได้.....ไม่อาจขาดไป แม้เพียงก้อนใดก้อนหนึ่ง....
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
- Saturn Sky
- ขาประจำ
- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
น่ากลัวนะเสือบุกsakalot เขียน:..เสือรีมบุกมาถึงที่นี่
![]()
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
- sakalot
- ขาประจำ
- โพสต์: 55569
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 15:20
- Tel: Inferno Call☎
- team: ...endless team.. ☭....
- Bike: La blackline...& JaVa Team ♫ ♬ ♪ ♩
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
Saturn Sky เขียน:น่ากลัวนะเสือบุกsakalot เขียน:..เสือรีมบุกมาถึงที่นี่
![]()
❤..ต้องใช้หินสองก้อนถึงจะเกิดไฟได้.....ไม่อาจขาดไป แม้เพียงก้อนใดก้อนหนึ่ง....
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
- Saturn Sky
- ขาประจำ
- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
เก่งนะ อดได้เราแค่สีล8 อดตอนเย็นแค่วันเดียวก็จะแย่ 5555
แอ๋วขอตัวแล้วนะคะ ไม่ไหวแล้วค่ะ
แอ๋วขอตัวแล้วนะคะ ไม่ไหวแล้วค่ะ
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
- sakalot
- ขาประจำ
- โพสต์: 55569
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 15:20
- Tel: Inferno Call☎
- team: ...endless team.. ☭....
- Bike: La blackline...& JaVa Team ♫ ♬ ♪ ♩
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
Saturn Sky เขียน:เก่งนะ อดได้เราแค่สีล8 อดตอนเย็นแค่วันเดียวก็จะแย่ 5555
แอ๋วขอตัวแล้วนะคะ ไม่ไหวแล้วค่ะ
❤..ต้องใช้หินสองก้อนถึงจะเกิดไฟได้.....ไม่อาจขาดไป แม้เพียงก้อนใดก้อนหนึ่ง....
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
- sakalot
- ขาประจำ
- โพสต์: 55569
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 15:20
- Tel: Inferno Call☎
- team: ...endless team.. ☭....
- Bike: La blackline...& JaVa Team ♫ ♬ ♪ ♩
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
...คุณต้นถ้าถึงบ้านแล้ว รายงานตัวด้วยครับ....
❤..ต้องใช้หินสองก้อนถึงจะเกิดไฟได้.....ไม่อาจขาดไป แม้เพียงก้อนใดก้อนหนึ่ง....
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
- sakalot
- ขาประจำ
- โพสต์: 55569
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 15:20
- Tel: Inferno Call☎
- team: ...endless team.. ☭....
- Bike: La blackline...& JaVa Team ♫ ♬ ♪ ♩
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
Saturn Sky เขียน:เก่งนะ อดได้เราแค่สีล8 อดตอนเย็นแค่วันเดียวก็จะแย่ 5555
แอ๋วขอตัวแล้วนะคะ ไม่ไหวแล้วค่ะ
❤..ต้องใช้หินสองก้อนถึงจะเกิดไฟได้.....ไม่อาจขาดไป แม้เพียงก้อนใดก้อนหนึ่ง....
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡ ♡☀
♂➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....★♡
- ton40
- ขาประจำ
- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
ถึงแล้ว ครับ...โชคดี ที่ตีนผีพังด้วย แต่ก็ยังขี่ไปถึงบ้านได้ ไม่งั้นไปทางไกลยุ่งเลยครับ...sakalot เขียน:...คุณต้นถ้าถึงบ้านแล้ว รายงานตัวด้วยครับ....![]()
- ton40
- ขาประจำ
- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
คำตอบอยู่ในข้อความข้างล่างครับsakalot เขียน:...เห็นยาวตลอด
![]()
ปุจฉา....เหยียบมดโดยไม่รู้ ผิดศิลหรือเปล่า...บาปหรือเปล่า...ต้องใช้กรรมหรือเปล่า
![]()
" คำว่า ปาราชิก แปลว่า “ผู้แพ้” อาบัติขั้นสูงสุด เรียกว่า ปาราชิก เป็นความผิดที่
ภิกษุละเมิดข้อห้ามใดข้อห้ามหนึ่งในจำนวน ๔ ข้อ คือ เสพเมถุน ถือเอาของที่เจ้าของ
เขาไม่ได้ให้หรือลักขโมยนั่นเอง ฆ่ามนุษย์ให้ตาย หรือ อวดอุตริมนุสธรรม ภิกษุผู้
กระทำผิด เรียกว่า ต้องอาบัติปาราชิก โทษที่ได้รับเป็นโทษหนัก คือ การขาดจาก
ความเป็นภิกษุครับ
ส่วนคำว่า เจตนา เป็นสภาพธรรมที่ตั้งใจ ขวนขวาย เกิดกับจิตทุกประเภทครับ
สำหรับข้อความที่คุณลุงหมานยกมานั้น เป็นเรื่องที่พระภิกษุกำลังทำนวกรรม คือ
การก่อสร้างอยู่ ภิกษุรูปหนึ่ง ส่งไม้ให้พระภิกษุอีกรูปที่อยู่ข้างบน แต่ภิกษุที่อยู่ข้างบน
จับไม้ไม่ดีไม้ก็เลยตกลงบนศีรษะของพระภิกษุที่ส่งไม้ให้ ถึงมรณภาพ ท่านก็เกิด
ความรังเกียจว่าท่านต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่ เพราะอาบัติปาราชิก 1 ใน 4 ข้อ คือ
ฆ่ามนุษย์ครับ
พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า เธอคิดอย่างไร ภิกษุรูปนั้น ทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ได้จงใจ
ฆ่า ภิกษุนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก คือ ในข้อที่ฆ่ามนุษย์นั่น
เองครับ
เหตุผลคืออย่างนี้ครับ เจตนาเจตสิกเกิดกับจิตทุกดวงก็จริงครับ แต่ไม่ได้หมายความ
ว่า เจตนาเจตสิกที่เกิดกับจิต ชาติวิบากและกิริยาจะเป็นกรรม ที่จะเป็นกุศลกรรม หรือ
อกุศลกรรมครับ เช่น ขณะที่เห็น เป็นวิบาก เป็นผลของกรรม มีเจตนาเจตสิกเกิดร่วม
ด้วย แต่เจตนานั้นไม่ได้เป็นกรรมที่เป็นกุศลกรรม และเป็นอกุศลกรรม ที่เป็นสุจริตและ
ทุจริตครับ เพียงแต่ทำกิจ เกิดร่วมกัน ทีเป็นเจตนา อันเป็นผลของกรรมครับ ไม่ได้เป็น
จิตที่ทุจริตและสุจริตในขณะนั้นครับ แต่ที่พระพุทธเจ้าตรัสถาม พระองค์หมายถึง
เจตนาที่เป็นไปในอกุศลกรรม คือ เจตนาฆ่า เพราะความสุจริตและทุจริต เกิดจาก
เจตนาที่เป็นไปในกุศลกรรมและอกุศลกรรมครับ ไม่ได้เกิดจากจิตที่เป็นชาติวิบาก ที่
เป็นผลของกรรม ดังนั้นแม้มีเจตนาที่เกิดกับจิตชาติวิบาก แต่ก็ไม่เป็นกรรมที่เป็น
เจตนาที่เป็นสุจริตและทุจริตครับ และขณะที่พระภิกษุท่านกำลังจับไม้และจับไม่มั่น
ท่านก็มีเจตนาเกิดขึ้นคือเจตนาจะจับไม้ แต่ไม่ได้มีเจตนาทุจริต ที่จงใจ ตั้งใจจะฆ่า
จึงไม่ต้องอาบัติปาราชิกเพราะไม่มีเจตนาฆ่านั่นเอง ดังนั้น ขณะนั้นมีเจตนาก็จริง แต่
ไม่ใช่เจตนาทุจริตตั้งใจจะฆ่าครับ
เรื่องของเจตนาจึงเป็นไปทั้งที่เกิดกับจิตทุกชาติ ทุกประเภท จึงแบ่งเจตนาที่เป็น
2 อย่าง คือ เจตนาทีเกิดพร้อมกับจิตทุกประเภท เรียกว่า สหชาตกัมมปัจจัย และ
เจตนาทีเกิดกับจิตที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรม อันสามารถให้ผลในขณะต่อไป เมื่อ
กรรมนั้นให้ผล เกิดวิบาก เรียกว่า นานักขณิกกัมมปัจจัยครับ เพราะฉะนั้น เจตนา
เจตสิกทีเกิดกับจิตทีเป็นผลของกรรม เกิดพร้อมกับจิตนั้น แต่ไม่ให้ผลและไม่เป็น
ทุจริต ไม่มีเจตนาจงในทุจริตอะไร เป็นสหชาตกัมมปัจจัย ส่วนเจตนาฆ่าและกรรม
นั้นสำเร็จคือสัตว์นั้นตาย และกรรมนั้นให้ผลได้ เจตนาที่เป็นเจตนาฆ่า เป็นเจตนา
ทุจริต เป็น นานักขณิกกัมมปัจจัย ครับ
ซึ่งในพระวินัย เรื่องต่อจากที่คุณลุงหมานยกมา พระภิกษุท่านก็จับไม้ไม่ดี
ไม้ก็หลุดลงมาโดนศีรษะพระอีกรูป ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า เธอคิด
อย่างไร ภิกษุรูปนั้นก็ทูลว่า ข้าพระองค์ประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
จะเห็นครับว่า แม้มีเจตนาเจตสิกเกิดกับจิตทุกดวง แต่ขณะที่เป็นทุจริตที่เป็นการ
ทำกรรมทีเป็นอกุศลกรรม ท่านมุ่งหมายถึง เจตนาทีเกิดกับจิต ทีเป็นเจตนาฆ่าเท่านั้น
ครับ เพราะเป็นเจตนาทุจริตประสงค์จะให้ตาย แต่เจตนาที่จับไม้ไม่มั่นคง มีเจตนา
จับไม้ แต่ไม่มีเจตนาฆ่า ก็มีเจตนาเกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ไม่เป็นเจตนาทุจริตทีเป็น
อกุศลกรรม ทีเป็นเจตนาฆ่า แม้ภิกษุรูปนั้นตาย แต่ไม่เป็นปาณาติบาตเพราะไม่มี
เจตนาฆ่าครับ ไม่มีเจตนาทุจริตเพียงแต่เจตนาจับไม้ เป็นต้นครับ ดังนั้น จะต้องแยก
ว่าเจตนามีต่างๆกัน คือที่เกิดร่วมกับจิตแต่ไม่มีเจตนาทุจริต และทีเป็นเพียงเจตนาทำ
สิ่งๆต่างๆแต่ไม่ถึงกับเจตนาทุจริตที่เป็นอกุศลกรรมครับ
บาปไม่บาปจึงสำคัญที่เจตนาเป็นสำคัญ แม้ในองค์ปาณาติบาตก็แสดงว่า จะต้องมี
จิตคิดจะฆ่าครับ พระพุทธเจ้าจึงไม่ปรับอาบัติปาราชิกสำหรับภิกษุที่ไม่มีเจตนาฆ่านั่น
เองครับ คือ ไม่เป็นปาราชิกคือการฆ่ามนุษย์ ขออนุโมทนาครับ
การศึกษาพระธรรมด้วยความละเอียดรอบคอบ ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าใจที่ถูก
ต้องตรงตามความเป็นจริง, ตามความเป็นจริงแล้ว เจตนาเจตสิก เป็นเจตสิกที่เกิด
ร่วมกับจิตทุกประเภท ไม่มียกเว้น ทุกครั้งที่จิตเกิดขึ้นจะต้องมีเจตนาเกิดร่วมด้วยทุก
ครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นเจตนาที่เกิดกับจิตประเภทใด กล่าวคือ ถ้าเกิดร่วมกับกุศลจิต
ก็เป็นกุศล ถ้าเกิดร่วมกับอกุศลจิต ก็เป็นอกุศล ถ้าเกิดร่วมกับวิบากจิต ก็เป็นวิบาก ถ้า
เกิดร่วมกับกิริยาจิต ก็เป็นกิริยา ความจริงเป็นอย่างไร ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ไม่มีใครไป
เปลี่ยนแปลงได้
เหตุการณ์ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับประเด็นที่คุณลุงหมานยกมานั้น มีมากในพระวินัย
ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็จะตรัสถามว่า เธอคิดอย่างไร หรือ มีเจตนาอย่างไร ภิกษุ
ที่กระทำก็จะกราบทูลตามความเป็นจริงว่า ตนเองมีเจตนาฆ่า หรือ ไม่มีเจตนาฆ่า
กล่าวคือ ถ้ามีเจตนาฆ่าและมนุษย์นั้นตาย เป็นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ
ภิกษุทันที แต่ถ้าไม่มีเจตนาฆ่า ก็ไม่ต้องอาบัติ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า องค์ของ
ปาณาติบาต ประการหนึ่ง คือ มีเจตนาฆ่า หรือ มีจิตคิดจะฆ่า (วธกจิตฺตํ = อกุศลจิตที่
เกิดขึ้นพร้อมกับเจตนาที่เป็นไปในการฆ่า) ถ้าจะพิจารณาให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น
เวลาเราเดินทางไปตามถนนหนทาง บางครั้งเหยียบมดบ้าง เหยียบแมลงบ้าง โดยที่
เราไม่รู้เลย ไม่มีเจตนาฆ่าเลย หรือ แม้กระทั่งปิดประตู หนีบจิ้งจกตาย โดยไม่รู้ ไม่มี
เจตนาฆ่าเลย ก็ไม่เป็นปาณาติบาต บาปย่อมไม่มี เพราะไม่ได้มีเจตนาฆ่า นั่นเอง
[แต่เวลาจะทำอะไร ถ้าสามารถกระทำด้วยความระมัดระวังขึ้น ก็จะเป็นการดี] ครับ "
ที่มา http://www.dhammahome.com/front/webboar ... 6c1af68f8c
- ton40
- ขาประจำ
- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
" กรรมคืออะไร ?
ถามว่า ชื่อว่า กรรม นี้ ได้แก่ อะไรบ้าง ?
ตอบว่า ได้แก่ เจตนา และ ธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนาบางอย่าง (อรรรถกถาอัฏฐสาลินี อภิ. เบอร์ ๗๕ หน้า ๒๗๒)
บรรดาธรรมทั้ง ๒ เหล่านั้น ความที่เจตนาเป็นกรรม มีพระสูตรเหล่านั้นกล่าวไว้ว่า
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม เพราะบุคคลจงใจแล้วจึง
กระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ " (นิพเพธิกสูตร องฺ. ฉกฺก. เบอร์ ๓๖ หน้า ๗๗๑)
" ดูก่อนอานนท์ จริงอยู่ เมื่อกายมีอยู่ ความสุขและทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้น
เพราะกายสัญเจตนาเป็นเหตุ (เพราะความจงใจทางกายเป็นเหตุ) ดูก่อนอานนท์
หรือเมื่อวาจามีอยู่ ความสุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะวจีสัญเจตนาเป็นเหตุ
ดูก่อนอานนท์ หรือว่า เมื่อใจมีอยู่ ความสุขและทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้น
เพราะมโนสัญเจตนาเป็นเหตุ " (ภูมิชสูตร สํ. นิ. เบอร์ ๒๖ หน้า ๑๔๓)
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายสัญเจตนา ๓ อย่าง เป็นกายกรรมฝ่ายอกุศล มี
ทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก. วจีสัญเจตนา ๔ อย่าง เป็นวจีกรรมฝ่ายอกุศล
มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก. .....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มโนสัญเจตนา ๓ อย่าง
เป็นมโนกรรมฝ่ายกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ... (ปฐมกัมมสูตร องฺ.ทสก. เบอร์ ๓๘ หน้า ๔๗๑)
" ดูก่อนอานนท์ ถ้าโมฆบุรุษ ชื่อว่าสมิทธินี้ ถูกโปตลิบุตรปริพาชกถามอย่างนี้
พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านโปตลิบุตร ท่านกระทำกรรมเนื่องด้วยสัญเจตนา
ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อันให้ผลเป็นสุข อันให้ผลเป็นสุข เขาย่อมเสวยสุขเวทนา ...
อันให้ผลเป็นอทุกขมสุขเขาย่อมเสวยอทุกขมสุขเวทนา ... ดังนี้ ดูก่อนอานนท์ เมื่อสมิทธิ
โมฆบุรุษนั้นพยากรณ์อย่างนี้ ชื่อว่า พยากรณ์โดยชอบแก่โปตลิบุตรปริพาชก "
(มหากัมมวิภังคสูตร ม.อุปริ. เบอร์ ๒๓ หน้า ๒๗๐) เป็นต้น
กรรม คือธรรมอีก ๒๑ อย่าง
ส่วนความที่ธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนา เป็นกรรม ท่านแสดงไว้โดยกรรมจตุกะ
(หมวด ๔ แห่งกรรม ในองฺ จตุกฺก.) สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ เหล่านั้น เรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ประกาศแล้ว กรรม ๔ เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กรรมดำมีวิบากดำก็มี กรรมขาวมีวิบากขาวก็มี
กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาวก็มี
กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมก็มี .....
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมเป็นไฉน ?
สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์
นี้เราเรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม "
(โพชฌังคสูตร องฺ. จตุกฺก. เบอร์ ๓๕ หน้า ๕๙๓)
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความสิ้นกรรม เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น
คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เราเรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว
มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม " (อริยมัคคสูตร องฺ. จตุกฺก. เบอร์ ๓๕ หน้า ๕๙๒)
ธรรม ๑๕ อย่าง ต่างโดยโพชฌงค์และองค์มรรคเหล่านั้น ทรงแสดงไว้ด้วยกรรมจตุกะ ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง พึงทราบธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนา ๒๑ อย่าง รวมกับธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ คือ
อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ อนภิชฌา อัพยาบาทและสัมมาทิฏฐิ
ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกรรม(ธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนาบางอย่าง)ด้วย "
กรรมจะให้ผลเมื่อไหร่ ?
" จริงอยู่ กุศลกรรมและอกุศลกรรม ย่อมไม่ให้ผลในขณะที่ตนเป็นไป ถ้าจะพึงให้ผล
ในขณะนั้นไซร้ คนทำกุศลกรรมที่เป็นเหตุให้เข้าถึงเทวโลกอันใดไว้ ก็จะพึงกลาย
เป็นเทวดาในขณะนั้นทีเดียว ด้วยอานุภาพแห่งกรรมนั้น.
ก็กรรมนั้นที่บุคคลทำไว้ในขณะใด แม้จะไม่มีอยู่ในขณะอื่นจากนั้น ย่อมยังผล ให้
เกิดขึ้นในกาลที่บุคคลพึงเข้าถึงปัจจุบันหรือต่อจากนั้น ในเมื่อมีการประกอบพร้อม
แห่งปัจจัยที่เหลือ เพราะเป็นสภาพที่กรรมทำไว้เสร็จแล้ว เปรียบเหมือนการหัดทำ
ศิลปะครั้งแรก แม้จะสิ้นสุดไปแล้ว ก็ให้เกิดการทำศิลปะครั้งหลัง ๆ ในกาลอื่นได้
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า นานักขณิกกัมมปัจจัย.
การให้ผลของกรรม
การให้ผลของนานักขณิกกัมมปัจจัย ยังขึ้นอยู่กับเหตุอีก ๔ อย่าง คือ
๑.คติ
๒.อุปธิ
๓.กาล
๔.ปโยคะ
ถ้าเป็นเหตุฝ่ายดี เรียกว่า สัมปัตติ เป็นปัจจัยแก่การให้ผลของกุศลกรรม ห้ามการให้ผลของอกุศลกรรม.
ถ้าเป็นเหตุฝ่ายไม่ดี เรียกว่า วิปัตติ เป็นปัจจัยแก่การให้ผลของอกุศลกรรม ห้ามการให้ผลของกุศลกรรม
๑. คติ ได้แก่ ที่เกิด
ถ้าเกิดในสุคติภูมิ เป็นคติสมบัติ เพราะเป็นเหตุให้ได้รับกุศลวิบากเป็นส่วนมาก.
ถ้าเกิดในทุคติภูมิ เป็นคติวิบัติ เพราะเป็นเหตุให้ได้รับอกุศล-วิบากเป็นส่วนมาก
๒. อุปธิ ได้แก่ รูปร่าง อวัยวะ หรืออายตนะ ๖
ถ้ารูปร่าง อวัยวะครบถ้วนด้วยอายตนะ ๖ เรียกว่า อุปธิสมบัติ เพราะเป็นเหตุให้ได้รับกุศลวิบาก
มีคนชื่นชมอุปถัมภ์ เป็นต้น.
ถ้าอวัยวะบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ เรียกว่า อุปธิวิบัติ เพราะเป็นเหตุให้ได้รับอกุศลวิบาก
มีคนดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นต้น
๓. กาล ได้แก่ ยุคหรือสมัย
ในกาลที่พระพุทธศาสนารุ่งเรือง ผู้นำประเทศเป็นสัมมาทิฏฐิ ตั้งอยู่ในธรรม เรียกว่า กาลสมบัติ
กุศลวิบากย่อมเกิดได้ง่าย.
ในกาลที่พระพุทธศาสนาเสื่อมลง ผู้นำประเทศเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ตั้งอยู่ในธรรมเรียกว่า กาลวิบัติ
อกุศลวิบากย่อมเกิดได้ง่าย
๔. ปโยคะ ได้แก่ ความเพียรหรือความฉลาดในการกระทำ คำพูดหรือความคิดไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม
ผู้ที่มีความเพียร ฉลาดในการประกอบอาชีพ เป็นปโยคสมบัติ ย่อมได้รับกุศลวิบากได้ง่าย.
ผู้ที่เกียจคร้าน ไม่ฉลาดในการประกอบอาชีพ เป็นปโยควิบัติ ย่อมได้รับอกุศลวิบากได้ง่าย "..

ถามว่า ชื่อว่า กรรม นี้ ได้แก่ อะไรบ้าง ?
ตอบว่า ได้แก่ เจตนา และ ธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนาบางอย่าง (อรรรถกถาอัฏฐสาลินี อภิ. เบอร์ ๗๕ หน้า ๒๗๒)
บรรดาธรรมทั้ง ๒ เหล่านั้น ความที่เจตนาเป็นกรรม มีพระสูตรเหล่านั้นกล่าวไว้ว่า
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม เพราะบุคคลจงใจแล้วจึง
กระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ " (นิพเพธิกสูตร องฺ. ฉกฺก. เบอร์ ๓๖ หน้า ๗๗๑)
" ดูก่อนอานนท์ จริงอยู่ เมื่อกายมีอยู่ ความสุขและทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้น
เพราะกายสัญเจตนาเป็นเหตุ (เพราะความจงใจทางกายเป็นเหตุ) ดูก่อนอานนท์
หรือเมื่อวาจามีอยู่ ความสุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะวจีสัญเจตนาเป็นเหตุ
ดูก่อนอานนท์ หรือว่า เมื่อใจมีอยู่ ความสุขและทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้น
เพราะมโนสัญเจตนาเป็นเหตุ " (ภูมิชสูตร สํ. นิ. เบอร์ ๒๖ หน้า ๑๔๓)
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายสัญเจตนา ๓ อย่าง เป็นกายกรรมฝ่ายอกุศล มี
ทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก. วจีสัญเจตนา ๔ อย่าง เป็นวจีกรรมฝ่ายอกุศล
มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก. .....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มโนสัญเจตนา ๓ อย่าง
เป็นมโนกรรมฝ่ายกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ... (ปฐมกัมมสูตร องฺ.ทสก. เบอร์ ๓๘ หน้า ๔๗๑)
" ดูก่อนอานนท์ ถ้าโมฆบุรุษ ชื่อว่าสมิทธินี้ ถูกโปตลิบุตรปริพาชกถามอย่างนี้
พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านโปตลิบุตร ท่านกระทำกรรมเนื่องด้วยสัญเจตนา
ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อันให้ผลเป็นสุข อันให้ผลเป็นสุข เขาย่อมเสวยสุขเวทนา ...
อันให้ผลเป็นอทุกขมสุขเขาย่อมเสวยอทุกขมสุขเวทนา ... ดังนี้ ดูก่อนอานนท์ เมื่อสมิทธิ
โมฆบุรุษนั้นพยากรณ์อย่างนี้ ชื่อว่า พยากรณ์โดยชอบแก่โปตลิบุตรปริพาชก "
(มหากัมมวิภังคสูตร ม.อุปริ. เบอร์ ๒๓ หน้า ๒๗๐) เป็นต้น
กรรม คือธรรมอีก ๒๑ อย่าง
ส่วนความที่ธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนา เป็นกรรม ท่านแสดงไว้โดยกรรมจตุกะ
(หมวด ๔ แห่งกรรม ในองฺ จตุกฺก.) สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ เหล่านั้น เรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ประกาศแล้ว กรรม ๔ เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กรรมดำมีวิบากดำก็มี กรรมขาวมีวิบากขาวก็มี
กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาวก็มี
กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมก็มี .....
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมเป็นไฉน ?
สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์
นี้เราเรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม "
(โพชฌังคสูตร องฺ. จตุกฺก. เบอร์ ๓๕ หน้า ๕๙๓)
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความสิ้นกรรม เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น
คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เราเรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว
มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม " (อริยมัคคสูตร องฺ. จตุกฺก. เบอร์ ๓๕ หน้า ๕๙๒)
ธรรม ๑๕ อย่าง ต่างโดยโพชฌงค์และองค์มรรคเหล่านั้น ทรงแสดงไว้ด้วยกรรมจตุกะ ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง พึงทราบธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนา ๒๑ อย่าง รวมกับธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ คือ
อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ อนภิชฌา อัพยาบาทและสัมมาทิฏฐิ
ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกรรม(ธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนาบางอย่าง)ด้วย "
กรรมจะให้ผลเมื่อไหร่ ?
" จริงอยู่ กุศลกรรมและอกุศลกรรม ย่อมไม่ให้ผลในขณะที่ตนเป็นไป ถ้าจะพึงให้ผล
ในขณะนั้นไซร้ คนทำกุศลกรรมที่เป็นเหตุให้เข้าถึงเทวโลกอันใดไว้ ก็จะพึงกลาย
เป็นเทวดาในขณะนั้นทีเดียว ด้วยอานุภาพแห่งกรรมนั้น.
ก็กรรมนั้นที่บุคคลทำไว้ในขณะใด แม้จะไม่มีอยู่ในขณะอื่นจากนั้น ย่อมยังผล ให้
เกิดขึ้นในกาลที่บุคคลพึงเข้าถึงปัจจุบันหรือต่อจากนั้น ในเมื่อมีการประกอบพร้อม
แห่งปัจจัยที่เหลือ เพราะเป็นสภาพที่กรรมทำไว้เสร็จแล้ว เปรียบเหมือนการหัดทำ
ศิลปะครั้งแรก แม้จะสิ้นสุดไปแล้ว ก็ให้เกิดการทำศิลปะครั้งหลัง ๆ ในกาลอื่นได้
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า นานักขณิกกัมมปัจจัย.
การให้ผลของกรรม
การให้ผลของนานักขณิกกัมมปัจจัย ยังขึ้นอยู่กับเหตุอีก ๔ อย่าง คือ
๑.คติ
๒.อุปธิ
๓.กาล
๔.ปโยคะ
ถ้าเป็นเหตุฝ่ายดี เรียกว่า สัมปัตติ เป็นปัจจัยแก่การให้ผลของกุศลกรรม ห้ามการให้ผลของอกุศลกรรม.
ถ้าเป็นเหตุฝ่ายไม่ดี เรียกว่า วิปัตติ เป็นปัจจัยแก่การให้ผลของอกุศลกรรม ห้ามการให้ผลของกุศลกรรม
๑. คติ ได้แก่ ที่เกิด
ถ้าเกิดในสุคติภูมิ เป็นคติสมบัติ เพราะเป็นเหตุให้ได้รับกุศลวิบากเป็นส่วนมาก.
ถ้าเกิดในทุคติภูมิ เป็นคติวิบัติ เพราะเป็นเหตุให้ได้รับอกุศล-วิบากเป็นส่วนมาก
๒. อุปธิ ได้แก่ รูปร่าง อวัยวะ หรืออายตนะ ๖
ถ้ารูปร่าง อวัยวะครบถ้วนด้วยอายตนะ ๖ เรียกว่า อุปธิสมบัติ เพราะเป็นเหตุให้ได้รับกุศลวิบาก
มีคนชื่นชมอุปถัมภ์ เป็นต้น.
ถ้าอวัยวะบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ เรียกว่า อุปธิวิบัติ เพราะเป็นเหตุให้ได้รับอกุศลวิบาก
มีคนดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นต้น
๓. กาล ได้แก่ ยุคหรือสมัย
ในกาลที่พระพุทธศาสนารุ่งเรือง ผู้นำประเทศเป็นสัมมาทิฏฐิ ตั้งอยู่ในธรรม เรียกว่า กาลสมบัติ
กุศลวิบากย่อมเกิดได้ง่าย.
ในกาลที่พระพุทธศาสนาเสื่อมลง ผู้นำประเทศเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ตั้งอยู่ในธรรมเรียกว่า กาลวิบัติ
อกุศลวิบากย่อมเกิดได้ง่าย
๔. ปโยคะ ได้แก่ ความเพียรหรือความฉลาดในการกระทำ คำพูดหรือความคิดไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม
ผู้ที่มีความเพียร ฉลาดในการประกอบอาชีพ เป็นปโยคสมบัติ ย่อมได้รับกุศลวิบากได้ง่าย.
ผู้ที่เกียจคร้าน ไม่ฉลาดในการประกอบอาชีพ เป็นปโยควิบัติ ย่อมได้รับอกุศลวิบากได้ง่าย "..