คนเกษียณ..เรียนลัด (7)จบ ......ทุ่งช้าง-หลวงพระบาง…บันทึกการเดินทาง...สู่ฝัน
จากเวียงจันทน์..สู่่..หนองคาย..กรุงเทพฯ
เช้าวันที่ 16 มิ.ย. 54 ประมาณหกโมงเช้า...รถทัวร์จอดให้เข้าห้องน้ำมีร้านค้าอยู่ข้างทาง
ผมเตร่ไปซื้อ ข้าวเหนียวไก่ย่าง เพราะทานง่ายที่สุด และทาน นมถั่วเหลืองไปหนึ่งกล่อง
ขึ้นรถต่อมาก็ดูวิวสองข้างทางไปเรื่อยๆ คิดว่าสักวันต้องมาปั่นแก้มือเส้นทาง เวียงจันทน์ – หลวงพระบาง ให้ได้
ประมาณ 9.15 น.รถทัวร์ก็มาถึงสถานีขนส่งเวียงจันทน์ ซึ่งยังห่างจากเมืองหลวงอีกเกือบ 20 กม.
ผมใช้เวลาจัดแจงสัมภาระค่อนข้างนาน ที่นั่นแม้จะมีห้องน้ำ ห้องส้วม อ่างล้างหน้า แต่ก็ใช้ไม่ได้เพราะปิดและน้ำก็ไม่ไหล ..
ประมาณ 10 .00 น.ก็ปั่นออกจากสถานีขนส่ง....ติดกับสถานีขนส่งนั้นเอง มีปั้มน้ำมันอยู่ ผมเลี้ยวเข้าไปจัดการล้างหน้าล้างตาและเข้าห้องน้ำสบายครับไม่มีคนเลย
จิตใจสดชื่นแล้ว...แม้ร่างกายยังซึมๆเพราะฤทธิ์ยาแก้หวัดแต่ก็ยังดีกว่าเดิม ปั่นออกมาก็สอบถามตำรวจที่ป้อมตรงสามแยก ถึงทางไป สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว
เขาบอกให้ปั่นตรงไปอย่างเดียวเลย จากจุดนี้ไปอีกราว 20 กม ถึงเวียงจันทน์ แล้วไปอีก 20 กม.ก็ถึงสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว
แดดตอนนี้ร้อนมากและฝุ่นก็เยอะด้วย ถ้าไม่จำเป็นคงไม่ปั่นมาทางนี้แน่กลัวจะเป็นวัณโรคปอดเสียก่อน
ผมแวะทานมื้อเที่ยงในเมืองเวียงจันทน์ (เฝออีกตามเคย) และเที่ยวตามสถานที่ต่างๆด้วย เช่น ประตูชัย วัด ดูวิวริมแม่น้ำโขง ศาลประชาชนสูงสุด
เมื่อออกนอกเมือง ก็ผ่านโรงงานต่างๆ ผ่านทางเข้าสนามกอล์ฟลาวคันทรีคลับมีรูปปั้นช้างกำลังตีกอล์ฟ ...
ปั่นต่อไปเรื่อยๆเห็นสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว อยู่ข้างหน้า ผมมองหาทางขึ้นสะพานฯ ก็ไม่เจอ จนปั่นลอดใต้สะพานฯแล้วจึงถามคนแถวนั้น
เขาก็บอกเลยมาแล้วต้องปั่นกลับไปอีกเกือบสองกิโล

..แล้วเลี้ยวเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง ขาออกประทับตราออกก่อน...
เป็นการเสียค่าโง่อีกครั้ง เพราะไม่ได้ศึกษาข้อมูลมาก่อน แล้วก็ไม่ถามครับ
ถึงกองตรวจคนเข้าเมืองลาว ก็ยังเก้ๆกังๆว่า จักรยานมันจะเข้าช่องไหนนี่ เห็นมีแต่ ช่องคน กับรถยนต์ เลยตัดสินใจไปช่องคนต่างชาติ
ผ่านการประทับตราแล้ว ก็ยัง งงๆว่า จะปั่นไปทางไหน แต่เห็นรถเก๋งที่ผ่านการตรวจแล้วขับไป ก็เดาว่าคงทางนั้นละ..
จึงปั่นไป ก็ไม่ผิดทางครับ เป็นทางวนข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ตรงกลางสะพานมีทางรถไฟด้วย ต้องระวังล้อจักรยานตกลงไป เดี๋ยวได้ลงไปวัดพื้นสะพานครับ
สะพานฯนี้เปิดในปี 1994 ยาวเท่าไรก็ไม่ทราบครับลืมอ่านป้าย เท่ากับว่าผมได้ออกจากประเทศลาวแล้ว ..ลาก่อนลาว... คงมีโอกาสได้มาแก้มือปั่นที่นี่อีก..
ที่เชิงสะพานฝั่งไทยก็มีด่านพรมแดนศุลกากรตั้งอยู่ เห็นมีคนผ่านก็ตามเขาไป ประทับตราหนังสือเดินทางเข้าประเทศ...นี่คือหนองคาย
ผมเข้าประเทศไทยเมื่อเวลา 13.15 น.ได้นั่งพักตรึกตรองดูว่าเราจะกลับกรุงเทพโดยรถไฟหรือรถยนต์ดี
มีแผนที่จังหวัดหนองคายแผ่นใหญ่ติดอยู่ เลยพอจะรู้เป้าหมาย สถานีรถไฟจะถึงก่อน ก็จะแวะดูก่อน
ผมปั่นไปสถานีรถไฟ ราว 6 กม. เช็คดูรถไฟมีทั้งรถด่วน รถเร็ว ออกเวลา ประมาณหกโมงเย็น ถามคนที่นั่งอยู่ถึงความสะดวกในการนั่ง หรือนอน
ส่วนใหญ่จะนั่งหลับในโบกี้รถไฟฟรีเพื่อประชาชน ส่วนโบกี้ชั้นสอง และตู้นอนก็จะเสียเงินเพิ่มขึ้นตามลำดับ
ราคาค่าโดยสารไม่ใช่ถูกเลยครับ เลยคิดว่ากลับรถทัวร์ดีกว่า
ผมปั่นออกจากสถานีรถไฟไปสถานีขนส่งระยะทางอีกเกือบสิบ กม. เมื่อปั่นผ่านชุมนุมชนเห็นมีขบวนแห่เลยเลี้ยวรถเข้าไปดู....
เป็นการแห่บั้งไฟ เชิญชวนเที่ยวงานประเพณีบุญบั้งไฟเดือน 7 ผมตระเวนถ่ายรูปสักพัก ก็ปั่นต่อไปสถานีขนส่ง แดดร้อนมาก
เมื่อมาถึงก็มีรถทัวร์ไปกรุงเทพ หลายคันหลายเวลา ราคาถูกกว่ารถไฟเสียอีก ผมเลือกของ บขส.เพราะไม่เสียค่าจักรยาน เป็นรถ VIP 24 ที่นั่งเหมือนขามา
รถออกเวลา 20.20 น. ถึงกรุงเทพ 05.00 น .
จองตั๋วรถเรียบร้อย ก็ปั่นออกมาหาปั้มน้ำมัน ...เพื่อชำระเหงื่อไคลและเปลี่ยนชุด จากนั้นก็ปั่นหาอาหารทานแถวสถานีขนส่งนั่นเอง
ตอนนั้นเพิ่งจะสี่โมงเย็นเอง ผมใช้เวลาในร้านอาหารอยู่นาน แล้วจึงเข้ามานั่งจัดการเตรียมรถจักรยานเพื่อบรรทุกรถทัวร์ เสร็จแล้วก็นั่งงีบอยู่ที่เก้าอี้นั่นเอง
รถทัวร์ออกตรงเวลา และขับฝ่าสายฝนตั้งแต่ออกจากหนองคายมาเพียงเล็กน้อย มีการหยุดให้รับประทานอาหารที่โคราช แล้วก็วิ่งยาวมาถึงสถานีขนส่งหมอชิตเลย
รถทัวร์มาถึงช้านิดหน่อยเพราะหน้าสถานีขนส่งรถติดมาก เจ้านายได้มารอผมอยู่แล้ว ผมถึงบ้านประมาณ หกโมงเช้าของวันที่ 17 มิย.54 โดยสวัสดิภาพ
การกลับบ้านของแต่ละคนในทริป
อ.ชอบ พี่ไพศาล เฮียหมง ขึ้นรถทัวร์จากหลวงพระบางวันที่ 13 มิย.54
พี่สมชาย พี่สิงขร ขึ้นรถทัวร์จากหลวงพระบาง วันที่ 14 มิย.54
นู๋เล็ก ขึ้นรถทัวร์จากหลวงพระบาง วันที่ 15 มิย.54
อ.จารึก และ คุณตู่ นั่งเรือจากหลวงพระบางมาปากแบง วันที่ 17 มิย.54 จากปากแบงมาชายแดนตรงข้ามเชียงของ วันที่ 18 มิย.54
พี่เสือดอนดี พี่มานะ อ.มัลลิกา และเสือสร้อย ปั่นจากหลวงพระบางวันที่ 15 มิย.54
มี
สรุปบันทึกการปั่นกลับของพี่เสือดอนดีให้อ่านครับ...
เขียนโดย...ดอนดี
15-6-54 เวลา6.20 น. หลังจากจัดการภารกิจส่วนตัว+อาหารเช้า+กาแฟ (ร้านประชานิยม) แล้วก็เริ่มออกเดินทาง...
ปั่นไปได้ประมาณ 7 กม.ทางเริ่มไต่ขึ้นเขา ประมาณ 8 กม.ลงอีก 8 กม. เป็นการวอร์มก่อน... ต่อจากนั้นก้อเริ่มไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ อีก 15 กม. ลงก้อประมาณเนี้ยแหละ
แต่ผมว่าเขาช่วงนี้จากหลวงพระบาง ไปจนถึงวังเวียง ไม่ได้หนักหน่วงสูงชันอย่างที่คิดเลย เพราะผมปั่นควงด้วยเกียร์ 1-3,1-4 สบายๆ เลยล่ะ....
แต่ที่โหดคือมันขึ้นยาวๆ เท่านั้นเอง ปั่นไป พักไป รอๆกันไป 4 คนไม่ได้ทิ้งกันเลย แต่วันนี้อาจารย์สร้อยทำเซอร์ไพร์ ด้วยการปั่นขึ้นเขาแล้วทิ้งห่างหายไปจากสายตาการมองเห็นบ่อยๆ ไม่รู้ได้ยาดีอะไรจากหลวงพระบาง อิ อิ...
16.45 น. หลังจากปั่นไป พักไป แวะถ่ายรูป เก็บบรรยากาศตักตวงความสุขจากธรรมชาติ แถมเหนื่อย เราก้อมาถึงกิ่วกะจำ เข้าที่พัก 200บาท/ห้อง/ต่อคืน
ห้องน้ำรวม มีแอร์จากธรรมชาติอากาศค่อนข้างเย็นสบายๆ วันนี้ระยะทางประมาณ 79 ก.ม....
16-6-54 เวลา 6.00 น. ตื่นเช้ามาออกไปเก็บภาพสวยๆ หลังที่พักนั่นแหละ และตลอดเส้นทางวันนี้ ก้อปั่นกันอย่างมีความสุข
อากาศเย็นเมื่อปั่นขึ้นเขา และหนาวเมื่อยามขาลง แต่ที่สุดยอดก้อต้องวิวทิวทัศน์รอบๆตัวตลอดทางที่ปั่นมางดงามมากมาย ดังได้ปั่นอยู่บนสรวงสวรรค์ก้อมิปาน
ช่วงก่อนถึงภูคูน ปั่นขึ้นเขาน่าจะเป็นช่วงที่ยาวที่สุด ประมาณ 23 ก.ม. แต่ก้อไม่ได้ชันมากนักปั่นควงรอบขา 1-3,4 ได้ตลอดเลย
แต่โบนัสขาลงก้อไม่ค่อยได้เต็มโปรโมชั่นนัก เพราะมีน้องฝนโปรยปรายพอให้ถนนเปียกไปเป็นระยะๆ ...ก่อนถึงภูคูน มีบิ๊กไบค์ 2 คันโบกมือทักทายและแซงเราไป
จนปั่นไปถึงภูคูน จึงได้รู้ว่าเป็นรถของคุณนายปากเกร็ดกะพี่บ่าว และบุญเลิศ ก้อได้ทักทายพูดคุยตามประสาคนรู้จักกันมาก่อน ดีใจนะเนี่ยที่ได้เจอกันในต่างประเทศ...555
14.45 ถึงบ้านบ่อน้ำอุ่น คืนนี้เราพักกันที่นี้ เรือนพักบ่อน้ำอุ่น ลงไปอาบน้ำที่บ่อน้ำก้อไม่ค่อยอุ่นเท่าไหร่นัก คนแถวนั้นบอกว่าหน้าฝนน้ำจะไม่ค่อยอุ่นแบบนี้แหละจ้า
วันนี้ระยะทางประมาณ 75 หลัก...
17-6-54 เวลา 6.34 น.เริ่มออกเดินทาง 20 หลักถึงเมืองกาสี จัดการมื้อเช้า ทางค่อนข้างจะเริ่มปั่นสบายหน่อย มีขึ้นๆลงๆไม่มากไปตลอดจนถึงวังเวียง
12.30 น. ถึงวังเวียง...วันนี้อ.มัลลิกามีเซอร์ไพร์ ด้วยการปั่น.. ปั่น..จนล่วงหน้าไปถึงท่ารถโดยสาร เหมารถโดยสารกลับเวียงจันทน์เลย โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า
เป็นอันว่าถึงตอนนี้ก้อเหลือกัน 3 คน ตระเวณหาที่พัก ได้ห้องแอร์ 80,000 กีบ กะห้องพัดลม 50,000 กีบ วันนี้ระยะทางประมาณ 80 หลัก...
18-6-54 เวลา 5.00 น. ตื่นเช้ามา ตกลงว่าเสือแปลงยาวกับอ.สร้อย จะขึ้นรถโดยสารกลับเวียงจันทน์กัน แต่สำหรับผมกลัวตาเจ็บจึงต้องปั่นกลับเวียงจันทน์คนเดียว
ก้อรู้สึกว้าเหว่เหมือนกันจากที่ปั่น ปั่นด้วยกันมาหลายวัน วันนี้ต้องกลับมาปั่นเพียงคนเดียว แต่ก้อมีความสุขนะ ที่ได้ปั่นตามสไตล์ตัวเอง อยากปั่นเร็วก้อปั่น ปั่น ปั่นไป เบื่อความเร็วก้อค่อยๆ ไปเรื่อยๆ ถึงก้อช่าง ไม่ถึงก้อช่าง ตามอารมณ์ไปเรื่อยๆ นี่แหละกำไรของชีวิตเชียวล่ะ ...
11.00 น.ถึงสามแยกโพนโฮง แวะพักยาวหน่อย เพราะอากาศร้อนมาก หลังจากออกจากโพนโฮงได้ซักพักแวะกินน้ำโอวัลตินปั่น แม่ค้าบอกไม่มี มีแต่ช๊อคโกแล็ตได้เปล่า...555 มีหยังก้อเอาทั้งนั้นแหละเวลานี้มันร้อนจริงๆ จากที่ได้คุยกันกับแม่ค้าๆ แนะนำให้ไปเส้นทางใหม่ เป็นถนนฉลองกรุง 400 ปี ซึ่งไปถึงด่านตม.
จะใกล้กว่าเข้าทางเวียงจันทน์ 17.30 น. ถึงด่านตม.ลาว ยื่นเอกสารกลับเข้าไทย บ้านเกิดเมืองนอน 18.30 น. ถึงบขส. หนองคายซื้อตั๋ว รถออก 20.30 น.
19-6-54 เวลา 4.30 น. ของวันใหม่ถึงท่ารถหมอชิต ปั่นกลับบ้านสวนนนท์ จบทริปทุ่งช้าง-หนองคาย สะบายดีหลวงพระบาง อย่างมีความสุขอีกแล้วครับท่าน
...จากหลวงพระบาง จนกระทั่งถึงบ้าน ไอเลิฟยู เอ้ย ไอ คร๊อก คร๊อก ตลอดทางจนกระทั่งไปหาหมอได้ยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ จึงค่อยยังดีขึ้นมาได้ล่ะครับ...
...ด้วยรักและคิดถึง วิทยา ป๋าปั๊ม เสือดอนดี(เลือกเอาซักชื่อหนึ่งเรียกได้นะพี่...555) ขอบคุณครับ....

ขอบคุณครับพี่เสือดอนดี...สำนวนไม่ใช่ธรรมดาเลยครับ อ่านแล้วมันส์.ส์.ส์ ครับ ทำให้บันทึกของผมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
บทสรุป
ขอขอบคุณทุกท่าน....ที่อดทนอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ขอปรบมือให้ครับ
การปั่นแบบท่องเที่ยวในสไตล์ด๊อกแด๊กแบบผมนั้น ข้อดีคือปั่นตามกำลังของเราถึงไหนก็ถึงนั่น ไม่ต้องกังวลกับคนอื่นที่ปั่นเร็วกว่าเรา
แต่ก็มีข้อเสียครับ คือถ้าเราไปกับคณะใหญ่ๆหรือคนหมู่มาก จะถึงจุดหมายช้ากว่าเขา หากมีการทำกิจกรรมอะไรอาจไม่ได้ร่วมด้วย ....
ดังนั้นถ้าจะให้ดีแล้วต้องมีเพื่อนที่รู้ใจและยอมรับการปั่นรูปแบบนี้ จะเห็นได้ว่านักปั่นท่องเที่ยวหลายๆท่านมักจะปั่นคนเดียวหรือสองคน เพราะแต่ละคนต่างจิตต่างใจ
ชอบในสิ่งที่ไม่เหมือนกัน เวลาว่างไม่ตรงกัน การหาคนรู้ใจหรือปั่นสไตล์เดียวกันค่อนข้างยาก...
อย่างไรก็ตามหากท่านมาปั่นกับ อ.จารึก แล้วก็ไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ เพราะ อ.จารึกต้องการสร้างนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ และใจท่านนิ่งมากครับ....
การเตรียมอุปกรณ์ที่เหมาะสม การศึกษาข้อมูลต่างๆ เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ แต่เหนือสิ่งอื่นใดจิตใจของเราต้องมีความมุ่งมั่นที่จะปั่น รองลงมาคือร่างกายต้องพร้อมด้วย
การปั่นทริปนี้ของผมถือว่าขาดเรื่องร่างกายเพราะมีอาการของไข้หวัดตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่ได้ปั่นกลับจากหลวงพระบางมาหนองคาย
และผมก็ยังคิดว่า การเรียนลัดปั่นเที่ยวครั้งนี้ กระดูกผมยังอ่อนไปหน่อย เพราะปั่นจักรยานมาได้เพียง 4 เดือนเศษเอง...
หากระยะทางปั่นทางภูเขา ติดต่อกันหลายๆวันแล้ว ร่างกายอาจจะทนไม่ไหวก็ได้
แต่..หากไม่มีการเริ่มต้นก็จะไม่มีการพัฒนา..นักกีฬาหากไม่ลงสนาม หาประสบการณ์ไหนเลยจะประสบความสำเร็จได้...
จักรยานก็เช่นกันครับ คิดว่าสักวันผมคงจะขาแข็งกับเขาได้เหมือนกัน
ท้ายนี้ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขกับการปั่นจักรยาน...สวัสดีครับ.
ขออภัย หากข้อมูลหรือชื่อบุคคล สถานที่ต่างๆผิดเพี้ยนไปบ้าง เพราะเขียนขึ้นจากความทรงจำ
ขอขอบคุณ.... คุณนายปากเกร็ด ที่ผมถือวิสาสะ นำรูปมาลงบางรูปเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดครับ
ขอขอบคุณ.... พี่เสือดอนดีที่ช่วยเสริมข้อมูลช่วงปั่นกลับครับ
ขอขอบคุณ.... อ.จารึก ที่ให้โอกาส และ ดูแลลูกศิษย์ขาอ่อน คนนี้เป็นอย่างดีครับ
ขอขอบคุณ.... คุณตู่ 87 ที่คอยให้กำลังใจ และเอื้อเฟื้อภาพประกอบครับ
คนเกษียณ..เรียนลัด ......ทุ่งช้าง-หลวงพระบาง…บันทึกการเดินทาง...สู่ฝัน