ศรัทธร เขียน:หวายไหงยัยแห้งหน้าตาเป็นงั้นไป๋
แกล้งเพื่อนเล่นนิดหน่อยอ่ะ
ศรัทธร เขียน:หวายไหงยัยแห้งหน้าตาเป็นงั้นไป๋
โป๊ะเช๊ะ เฮีย ถูกต้อง แต่ที่สุดไหมอันนี้ไม่รู้นะsakalot เขียน:การทำบุญ มี ๓ อย่าง คือ ๑.ให้ทาน ๒.รักษาศีล ๓.เจริญภาวนาSaturn Sky เขียน:ปุจฉา....ทำบุญแล้ว ส่งผลให้ร่ำรวยจริงหรือ?![]()
การทำบุญที่ส่งผลให้ร่ำรวย คือ การให้ทาน แต่ต้องทำให้ถูกวิธีและถูกบุคคลด้วย นั่นก็คือต้องทำด้วยจิตที่ประกอบด้วยศรัทธาอย่างแท้จริง และทำเพื่อต้องการเสียสละ(1) มิใช่มุ่งหวังประโยชน์อย่างอื่น เช่น เพื่อให้คนนับถือหรือ เพื่อให้ถูกหวย ต้องทำด้วยจิตบริสุทธิ์ สิ่งของที่ให้ก็ต้องเป็นของที่ได้มาโดยสุจริต ขณะให้มีจิตยินดีหลังจากให้ไปแล้วก็รู้สึกปลื้มใจทุกครั้งเมื่อนึกถึง และต้องทำในบุคคลผู้บริสุทธิที่แท้จริง(2) จึงจะได้อานิสงส์มากนั่นก็คือผู้มีศีลทั้งหลาย ยิ่งมีศีลมากมีศีลบริสุทธิ ผู้ให้ก็ยิ่งได้อานิสงส์มาก ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะได้รับอานิสงส์เป็น ความร่ำรวยดังที่ปรากฏในจูฬกัมมวิภังคสูตร(3) บางคนร่ำรวยทันตาเห็นในชาตินี้ บางคนต้องรอให้กรรมเก่าอ่อนกำลังเสียก่อนจึงจะร่ำรวยได้ใน ชาติต่อๆ ไป
แต่ ถึงแม้จะร่ำรวยปานใดก็ตาม ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้วย่อมทำทั้งดีและชั่ว ยิ่งมีฐานะร่ำรวยยิ่งส่งผลให้การกระทำยิ่งใหญ่ไปด้วย คือ ทำบุญก็เป็นบุญใหญ่ ทำบาปก็เป็นบาปหนักที่จะส่งผลให้ตกอบายนับชาตินับปีไม่ถ้วน โดยเฉพาะการต้องตกนรก เป็นการชดใช้กรรมด้วยการถูกทรมานอยู่ตลอดเวลา หาระหว่างขั้นมิได้เลย เมื่อพ้นจากนรกแล้วก็ยังต้องไปชดใช้เศษกรรมในกำเนิด เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย อีกนับชาติไม่ถ้วน
อาจจะมีบางคนอ้างว่า “ถ้ารวยแล้ว ฉันจะทำแต่ความดี ไม่ทำบาปเด็ดขาด” แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีสิ่งรับประกันได้ว่า ชาติก่อนๆ จะไม่เคยทำบาปอกุศลเอาไว้ เพราะบาปอกุศลบางอย่างมิได้ให้ผลในชาติถัดไปทันที แต่จะไปให้ผลในชาติ ที่๒,ที่๓ เป็นต้นไป(4) หรือถึงแม้ในชาติที่ผ่านๆ มาไม่ได้ทำบาปอกุศลไว้เลย แต่ก็ไม่มีสิ่งรับประกันได้ว่า ในชาติต่อๆ ไปเราจะไม่ทำบาปอกุศลที่ส่งผลให้ต้อง ตกนรกอีก ซึ่งสังเกตได้จากลูกเศรษฐีหลายๆ ท่านที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง บางคนได้ทำบาปอกุศลมากมาย ฆ่ากันระหว่างพี่น้องก็มี บางคนถึงกับฆ่าพ่อ แม่ตนเอง มีข่าวให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ มิใช่หรือ? ชาตินี้เขาเกิดมาร่ำรวยบน กองเงินกองทองเหมือนดั่งคาบช้อนทองออกมาจากท้องแม่ เพราะชาติก่อน ๆ ได้เคยให้ทานไว้มาก แต่ความร่ำรวยที่เขาได้รับนั้นกลับทำให้เขาต้อฆ่าพี่ ฆ่าน้อง เพื่อแย่งชิงสมบัติไว้แต่เพียงผู้เดียว บางคนร่ำรวยแล้วก็อยากจะเป็นใหญ่ จึง ต้องฆ่าศัตรูมากมายที่เขาคิดว่าจะขัดขวางไม่ให้ตนเป็นใหญ่
......... อย่าว่าแต่มนุษย์เลย ที่ต้องตกอบายทุกข์ทรมานในนรกอยู่เป็นอาจิณ แม้แต่ ผู้ที่มนุษย์บูชาขอพรอยู่เสมออย่างเช่น “พระพรหม” ก็ยังต้องตกนรกเลย(5) เพราะก่อนที่ท่านจะมาเกิดเป็นพรหมในพรหมโลก ท่านก็ต้องเคยเกิดเป็นมนุษย์มาก่อน บำเพ็ญเพียรจนได้ฌาน เมื่อตายแล้วจึงได้ไปเกิดเป็นพรหม เมื่อครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์ท่านก็ต้องเคยทำทั้งดีทั้งชั่วเอาไว้ไม่ชาติใด ก็ชาติหนึ่งแน่นอน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสเปรียบ เทียบให้พระภิกษุฟังว่า “ เมื่อพรหมเคลื่อนจากภพของตนแล้ว ที่จะได้กลับไปเกิดเป็นพรหมอีกหรือไปเกิดในภูมิที่ต่ำลงมามีจำนวนน้อยตกนรก เสียส่วนมาก เทียบได้กับจำนวนฝุ่นที่ปลายเล็บกับผืนดินทั้งปฐพี ฉะนั้น”(6)
คุณต้นมารับผิดชอบด่วนเลยค่ะเสือsea เขียน:ปุจฉา....." พระภิกษุ พระภิกษุสงฆ์ พระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันหนอ ? "ton40 เขียน:พระสงฆ์คือหมู่ไหน
" กลุ่มแห่งบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค ๔ ผู้มีขันธสันดานอันอบรมยิ่งแล้วด้วยสามัญญผล ๔ คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงบุรุษ ๘ บุคคล ผู้อบรมไตรสิกขา ตรัสรู้อริยสัจจ์ตามพระศาสดา โดยบัญญัติเป็นชื่อบุคคล อันได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ เป็นหมู่ผู้ประเสริฐ ด้วยความเสมอกันโดยศีลและทิฏฐิอันเป็นอริยะ เป็นพระผู้ปฏิบัติดี เป็นพระผู้ปฏิบัติตรง เป็นพระผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ เป็นพระผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว เป็นพระผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา เป็นพระผู้ควรแก่ของที่เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็นพระผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นพระผู้ควรแก่การทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า เพราะท่านเหล่านั้น เป็นผู้กระทำไทยธรรมแม้เล็กน้อย ให้กลับมีผลอันยิ่งใหญ่และไพบูลย์ ท่านเหล่านี้แหละ ชื่อว่า “ พระอริยสงฆ์ ” ผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า "
ปุจฉา....." พระภิกษุ พระภิกษุสงฆ์ พระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันหนอ ? "
ปุจฉา....." เราจะรู้จักพระอริยสงฆ์ได้อย่างแน่แท้ก็ต่อเมื่อเราได้รู้จักปฏิปทาที่ไปสู่ความเป็นพระอริยสงฆ์นั้น แล้วปฏิปทาที่ไปสู่ความเป็นพระอริยสงฆ์นั้นมีอะไรบ้างน่ะ ?"
แตกต่าง หรือ เหมือน อย่างไร -_-"
Saturn Sky เขียน:โป๊ะเช๊ะ เฮีย ถูกต้อง แต่ที่สุดไหมอันนี้ไม่รู้นะsakalot เขียน:การทำบุญ มี ๓ อย่าง คือ ๑.ให้ทาน ๒.รักษาศีล ๓.เจริญภาวนาSaturn Sky เขียน:ปุจฉา....ทำบุญแล้ว ส่งผลให้ร่ำรวยจริงหรือ?![]()
การทำบุญที่ส่งผลให้ร่ำรวย คือ การให้ทาน แต่ต้องทำให้ถูกวิธีและถูกบุคคลด้วย นั่นก็คือต้องทำด้วยจิตที่ประกอบด้วยศรัทธาอย่างแท้จริง และทำเพื่อต้องการเสียสละ(1) มิใช่มุ่งหวังประโยชน์อย่างอื่น เช่น เพื่อให้คนนับถือหรือ เพื่อให้ถูกหวย ต้องทำด้วยจิตบริสุทธิ์ สิ่งของที่ให้ก็ต้องเป็นของที่ได้มาโดยสุจริต ขณะให้มีจิตยินดีหลังจากให้ไปแล้วก็รู้สึกปลื้มใจทุกครั้งเมื่อนึกถึง และต้องทำในบุคคลผู้บริสุทธิที่แท้จริง(2) จึงจะได้อานิสงส์มากนั่นก็คือผู้มีศีลทั้งหลาย ยิ่งมีศีลมากมีศีลบริสุทธิ ผู้ให้ก็ยิ่งได้อานิสงส์มาก ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะได้รับอานิสงส์เป็น ความร่ำรวยดังที่ปรากฏในจูฬกัมมวิภังคสูตร(3) บางคนร่ำรวยทันตาเห็นในชาตินี้ บางคนต้องรอให้กรรมเก่าอ่อนกำลังเสียก่อนจึงจะร่ำรวยได้ใน ชาติต่อๆ ไป
แต่ ถึงแม้จะร่ำรวยปานใดก็ตาม ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้วย่อมทำทั้งดีและชั่ว ยิ่งมีฐานะร่ำรวยยิ่งส่งผลให้การกระทำยิ่งใหญ่ไปด้วย คือ ทำบุญก็เป็นบุญใหญ่ ทำบาปก็เป็นบาปหนักที่จะส่งผลให้ตกอบายนับชาตินับปีไม่ถ้วน โดยเฉพาะการต้องตกนรก เป็นการชดใช้กรรมด้วยการถูกทรมานอยู่ตลอดเวลา หาระหว่างขั้นมิได้เลย เมื่อพ้นจากนรกแล้วก็ยังต้องไปชดใช้เศษกรรมในกำเนิด เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย อีกนับชาติไม่ถ้วน
อาจจะมีบางคนอ้างว่า “ถ้ารวยแล้ว ฉันจะทำแต่ความดี ไม่ทำบาปเด็ดขาด” แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีสิ่งรับประกันได้ว่า ชาติก่อนๆ จะไม่เคยทำบาปอกุศลเอาไว้ เพราะบาปอกุศลบางอย่างมิได้ให้ผลในชาติถัดไปทันที แต่จะไปให้ผลในชาติ ที่๒,ที่๓ เป็นต้นไป(4) หรือถึงแม้ในชาติที่ผ่านๆ มาไม่ได้ทำบาปอกุศลไว้เลย แต่ก็ไม่มีสิ่งรับประกันได้ว่า ในชาติต่อๆ ไปเราจะไม่ทำบาปอกุศลที่ส่งผลให้ต้อง ตกนรกอีก ซึ่งสังเกตได้จากลูกเศรษฐีหลายๆ ท่านที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง บางคนได้ทำบาปอกุศลมากมาย ฆ่ากันระหว่างพี่น้องก็มี บางคนถึงกับฆ่าพ่อ แม่ตนเอง มีข่าวให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ มิใช่หรือ? ชาตินี้เขาเกิดมาร่ำรวยบน กองเงินกองทองเหมือนดั่งคาบช้อนทองออกมาจากท้องแม่ เพราะชาติก่อน ๆ ได้เคยให้ทานไว้มาก แต่ความร่ำรวยที่เขาได้รับนั้นกลับทำให้เขาต้อฆ่าพี่ ฆ่าน้อง เพื่อแย่งชิงสมบัติไว้แต่เพียงผู้เดียว บางคนร่ำรวยแล้วก็อยากจะเป็นใหญ่ จึง ต้องฆ่าศัตรูมากมายที่เขาคิดว่าจะขัดขวางไม่ให้ตนเป็นใหญ่
......... อย่าว่าแต่มนุษย์เลย ที่ต้องตกอบายทุกข์ทรมานในนรกอยู่เป็นอาจิณ แม้แต่ ผู้ที่มนุษย์บูชาขอพรอยู่เสมออย่างเช่น “พระพรหม” ก็ยังต้องตกนรกเลย(5) เพราะก่อนที่ท่านจะมาเกิดเป็นพรหมในพรหมโลก ท่านก็ต้องเคยเกิดเป็นมนุษย์มาก่อน บำเพ็ญเพียรจนได้ฌาน เมื่อตายแล้วจึงได้ไปเกิดเป็นพรหม เมื่อครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์ท่านก็ต้องเคยทำทั้งดีทั้งชั่วเอาไว้ไม่ชาติใด ก็ชาติหนึ่งแน่นอน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสเปรียบ เทียบให้พระภิกษุฟังว่า “ เมื่อพรหมเคลื่อนจากภพของตนแล้ว ที่จะได้กลับไปเกิดเป็นพรหมอีกหรือไปเกิดในภูมิที่ต่ำลงมามีจำนวนน้อยตกนรก เสียส่วนมาก เทียบได้กับจำนวนฝุ่นที่ปลายเล็บกับผืนดินทั้งปฐพี ฉะนั้น”(6)![]()
.....จำได้แม่น สวดทุกวัน....รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ....Saturn Sky เขียน:ปุจฉา....ขันธ์๕มีกี่ขันธ์ อะไรบ้าง![]()
เป็นคำตอบทีชัดเจนดีค่ะ ถ้าจะให้เพิ่มก็ไม่รู้ว่าจะเพิ่มส่วนไหน เพิ่ม นวกะดีป่ะ อิอิton40 เขียน:ปุจฉา....." พระภิกษุ พระภิกษุสงฆ์ พระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันหนอ ? "
" คำว่า " ภิกษุ " ในสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย ให้ความหมายว่า
1.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ
2.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าประพฤติภิกขาจรยวัตร
3.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว
4.ชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา
5.ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา
6.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นเอหิภิกษุ
7.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้เจริญ
8.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่ามีสารธรรม
9.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นพระเสขะ
10.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ
11.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกันให้อุปสมบทแล้วด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ "
พระภิกษุสงฆ์ หมายถึง หมู่แห่งพระภิกษุ
พระสงฆ์ หมายถึง สาวกของพระพุทธเจ้าได้แก่ พระอริยบุคคล 4 จำพวก
พระอริยสงฆ์ หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ที่ประพฤติธรรมแล้วบรรลุมรรค ผล
สมมุติสงฆ์ หมายถึง พระสงฆ์โดยสมมติ คือเป็นพระสงฆ์โดยการยอมรับกันรวมกันในหมู่พระภิกษุสงฆ์ หลังจากที่บุคคลนั้นได้ผ่านการอุปสมบทแล้ว "
คำตอบยังไม่สมบูรณ์ เพี่อนๆสหายธรรมช่วยเพิ่มเติมด้วย ครับ สาธุๆ