ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ
-
Saturn Sky
- ขาประจำ

- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
โพสต์
โดย Saturn Sky »
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
-
Saturn Sky
- ขาประจำ

- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
โพสต์
โดย Saturn Sky »
ton40 เขียน:พระธรรมคืออะไร
" สภาวะที่ทรง(เป็นสภาพนามธรรม) คือ รักษาสัตว์ที่ทรงตนไว้ ไม่ให้ตกไปสู่ที่ชั่ว มีอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ชื่อว่า“ พระธรรม ” ดังที่ตรัสไว้ว่า
ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง ธัมโม สุจิณโณ สุขะมาวะหาติ
เอสานิสังโส ธัมเม สุจิณเณ นะ ทุคคติง คัจฉะติ ธัมมะจารี.
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้
นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ.
ว่าโดยนิปปริยาย(โดยตรง)“ พระธรรม ”หมายถึง อริยมรรคและนิพพาน เพราะอริยมรรคเป็นสภาพกำจัดกิเลส ส่วนพระนิพพานก็เป็นเครื่องออกจากวัฏฏทุกข์ ดังที่ทรงแสดงไว้ในอัคคัปปสาทสูตร ความว่า
...ธรรมทั้งหลายที่เป็นสังขตะมีประมาณเท่าใด อริยมรรคมีองค์ ๘ ปราชญ์กล่าวว่าเป็นเลิศกว่าธรรมทั้งหลายเหล่านั้น สัตว์เหล่าใดเลื่อมใสในอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเลิศ สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในธรรมอันเลิศ ผู้เลื่อมใสในวัตถุอันเลิศ ย่อมได้รับผลที่เลิศ.
ธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นสังขตะทั้งที่เป็นอสังขตะ มีประมาณเท่าใด วิราคธรรม ปราชญ์กล่าวว่าเป็นเลิศกว่าธรรมทั้งหลายเหล่านั้น
วิราคธรรมคืออะไร คือ ธรรมเป็นที่ทำให้สร่างความเมา ธรรมเป็นที่รำงับเสียซึ่งความกระหาย ธรรมเป็นที่ถอนขึ้นซึ่งความอาลัย ธรรมเป็นที่เข้าไปตัดเสียซึ่งวัฏฏะ ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ธรรมเป็นที่ปราศจากกำหนัด ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ คือ นิพพาน
สัตว์เหล่าใดเลื่อมใสในวิราคธรรมอันเลิศ สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในธรรมอันเลิศ ผู้เลื่อมใสในวัตถุอันเลิศย่อมได้รับผลที่เลิศ...
แต่โดยปริยาย(โดยอ้อม) ปริยัติและสามัญญผล ก็ชื่อว่า“ พระธรรม ”ด้วย เพราะมีปริยัติคือพระไตรปิฎก จึงสามารถปฏิบัติ และบรรลุอริยมรรคได้ กิเลสย่อมดับเป็นสมุจเฉทด้วยอริยมรรค แม้สามัญญผลก็เป็นความสงบที่เกิดจากการดับกิเลสได้แล้ว
เพราะฉะนั้น “ พระธรรม ” จึงได้แก่ พระสัทธรรม ๓ คือ ปริยัติสัทธรรม ๑ ปฏิบัติสัทธรรม ๑ ปฏิเวธสัทธรรม ๑
หรือได้แก่ พระสัทธรรม ๑๐ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ และปริยัติสัทธรรมอีก ๑
ปุจฉา....." จะทราบได้อย่างไรว่า ธรรมะของผู้ที่แสดงอยู่นั้น เป็นพระสัทธรรมที่แท้จริง ? "
วิสัชชนา...พระสัทธรรมมี ๓ อย่างคือ
ปริยัติสัทธรรม....พระบาลี อรรถกถา
ปฏิบัติสัทธรรม....การรักษาศิล การถือธุดงค์ การเจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน
ปฏิเวทสัทธรรม...มรรค ผล นิพพาน ฌาน อภิญญา
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
-
ton40
- ขาประจำ

- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
โพสต์
โดย ton40 »
พระสงฆ์คือหมู่ไหน
" กลุ่มแห่งบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค ๔ ผู้มีขันธสันดานอันอบรมยิ่งแล้วด้วยสามัญญผล ๔ คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงบุรุษ ๘ บุคคล ผู้อบรมไตรสิกขา ตรัสรู้อริยสัจจ์ตามพระศาสดา โดยบัญญัติเป็นชื่อบุคคล อันได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ เป็นหมู่ผู้ประเสริฐ ด้วยความเสมอกันโดยศีลและทิฏฐิอันเป็นอริยะ เป็นพระผู้ปฏิบัติดี เป็นพระผู้ปฏิบัติตรง เป็นพระผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ เป็นพระผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว เป็นพระผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา เป็นพระผู้ควรแก่ของที่เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็นพระผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นพระผู้ควรแก่การทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า เพราะท่านเหล่านั้น เป็นผู้กระทำไทยธรรมแม้เล็กน้อย ให้กลับมีผลอันยิ่งใหญ่และไพบูลย์ ท่านเหล่านี้แหละ ชื่อว่า “ พระอริยสงฆ์ ” ผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า "
ปุจฉา....." พระภิกษุ พระภิกษุสงฆ์ พระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันหนอ ? "
ปุจฉา....." เราจะรู้จักพระอริยสงฆ์ได้อย่างแน่แท้ก็ต่อเมื่อเราได้รู้จักปฏิปทาที่ไปสู่ความเป็นพระอริยสงฆ์นั้น แล้วปฏิปทาที่ไปสู่ความเป็นพระอริยสงฆ์นั้นมีอะไรบ้างน่ะ ?"
-
ton40
- ขาประจำ

- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
โพสต์
โดย ton40 »
ปุจฉา......" แล้วอย่างนี้ เจ้าชายสิทธัตถะ กับ พระพุทธเจ้า เป็นบุคคลคนเดียวกันหรือเปล่า ? "
วิสัชชนา...เป็นคนเดียวกันค่ะ แต่แตกต่างกันตรงการตรัสรู้ คือตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะนั้น ท่านยังเป็นเพียง ปถุชนคนธรรมดา
แต่หลังจากตรัสรู้ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว ท่านก็ได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เหมือนคนละคนอยู่ในคน ๆ เดียวกัน
เอาอย่างนี้นะ ถ้าเป็นคนเดียวกัน ขณะที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็ต้องเป็นพระพุทธเจ้าด้วย หรือขณะที่เป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นเจ้าชายสิทธัตถะด้วย ลองคิดต่ออีกนิดแล้วจะรู้คำตอบ
คำถาม คำตอบเหมือนกวนๆ...แต่จะทำให้เรารู้จักสภาวะความเป็นพระพุทธเจ้าได้ถูกต้องแท้จริงยิ่งขึ้นน่ะ...
-
Saturn Sky
- ขาประจำ

- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
โพสต์
โดย Saturn Sky »
ton40 เขียน:ปุจฉา......" แล้วอย่างนี้ เจ้าชายสิทธัตถะ กับ พระพุทธเจ้า เป็นบุคคลคนเดียวกันหรือเปล่า ? "
วิสัชชนา...เป็นคนเดียวกันค่ะ แต่แตกต่างกันตรงการตรัสรู้ คือตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะนั้น ท่านยังเป็นเพียง ปถุชนคนธรรมดา
แต่หลังจากตรัสรู้ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว ท่านก็ได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เหมือนคนละคนอยู่ในคน ๆ เดียวกัน
เอาอย่างนี้นะ ถ้าเป็นคนเดียวกัน ขณะที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็ต้องเป็นพระพุทธเจ้าด้วย หรือขณะที่เป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นเจ้าชายสิทธัตถะด้วย ลองคิดต่ออีกนิดแล้วจะรู้คำตอบ
คำถาม คำตอบเหมือนกวนๆ...แต่จะทำให้เรารู้จักสภาวะความเป็นพระพุทธเจ้าได้ถูกต้องแท้จริงยิ่งขึ้นน่ะ...
อ่า...ตอนนี้ยังเป็นญานวิปปยุตต์อยู่ค่ะ ขออาจารย์ขยายต่อเพิ่มเติมเลยละกัน

เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
-
ton40
- ขาประจำ

- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
โพสต์
โดย ton40 »
อภิญญา ยังไม่ใช่พระสัทธรรมนะครับ เพราะอภิญญาเป็นผลมาจากการเข้าฌาน 4 หรือฌาน 5 อย่างคล่องแคล้วชำนาญ ออกจากฌานที่ 4หรือ 5 นั่นแล้วอธิษฐานให้เกิดฤทธิ์หรืออภิญญาซึ่งจะให้ผลทันทีทันใดในขณะนั้นจนสิ้นสุดตามกำหนดเวลาที่อธิษฐานไว้ ไม่ส่งผลทำให้เราพ้นจากทุคติภูมิได้ ครับ....ฮิ ฮิ
-
Saturn Sky
- ขาประจำ

- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
โพสต์
โดย Saturn Sky »
ton40 เขียน:พระสงฆ์คือหมู่ไหน
" กลุ่มแห่งบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค ๔ ผู้มีขันธสันดานอันอบรมยิ่งแล้วด้วยสามัญญผล ๔ คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงบุรุษ ๘ บุคคล ผู้อบรมไตรสิกขา ตรัสรู้อริยสัจจ์ตามพระศาสดา โดยบัญญัติเป็นชื่อบุคคล อันได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ เป็นหมู่ผู้ประเสริฐ ด้วยความเสมอกันโดยศีลและทิฏฐิอันเป็นอริยะ เป็นพระผู้ปฏิบัติดี เป็นพระผู้ปฏิบัติตรง เป็นพระผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ เป็นพระผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว เป็นพระผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา เป็นพระผู้ควรแก่ของที่เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็นพระผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นพระผู้ควรแก่การทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า เพราะท่านเหล่านั้น เป็นผู้กระทำไทยธรรมแม้เล็กน้อย ให้กลับมีผลอันยิ่งใหญ่และไพบูลย์ ท่านเหล่านี้แหละ ชื่อว่า “ พระอริยสงฆ์ ” ผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า "
ปุจฉา....." พระภิกษุ พระภิกษุสงฆ์ พระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันหนอ ? "
ปุจฉา....." เราจะรู้จักพระอริยสงฆ์ได้อย่างแน่แท้ก็ต่อเมื่อเราได้รู้จักปฏิปทาที่ไปสู่ความเป็นพระอริยสงฆ์นั้น แล้วปฏิปทาที่ไปสู่ความเป็นพระอริยสงฆ์นั้นมีอะไรบ้างน่ะ ?"
วิสัชชนา..พระภิกษุ พระภิกษุสงฆ์ พระฆ์ พระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ ความหมายแตกต่างกัน แต่แตกต่างอย่างไรลึกลงรายละเอียดยังเป็นญานวิปปยุตต์อยู่ค่ะ ต้องขออาจารย์ช่วยอธิบายเพิ่มเติม
ปฏิปทาที่ไปสู่ความเป็นพระอริสงฆ์นั้นมีอะไรบ้าง
วิสัชชนา..มรรคมีองค์๘ อริยสัจ๔
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
-
Saturn Sky
- ขาประจำ

- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
โพสต์
โดย Saturn Sky »
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
-
ton40
- ขาประจำ

- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
โพสต์
โดย ton40 »
อย่างคุณ แอ๋ว ในขณะนี้ก็ไม่ใช่ ด.ญ.แอ๋วเมื่อหลายๆๆๆๆๆๆปีก่อน แต่มีคุณ แอ๋วในปัจจุบันนี้ได้ก็อาศัยความสืบต่อเนื่องของอัตตภาพจากด.ญ.แอ๋วในอดีต
ฉะนั้นจะว่าเป็นคนๆเดียวกันก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นคนละคนกันก็ไม่ใ่ช่ แต่เป็นการเปลี่ยนสถานะภาพจากสถานะภาพหนึ่งไปสู่อีกสถานภาพหนึ่งในขันธ์หนึ่งที่มีการเกิดขึ้นสืบเนื่องติดต่อกันอย่างไม่ขาดสายในชาติหนึ่งๆ งงไม่ครับ ผมเขียนเองยังงงงงเลย....ฮิ ฮิ
-
ton40
- ขาประจำ

- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
โพสต์
โดย ton40 »
จริงครับ อภิญญานี้เป็นผลหรือเกิดจากณาน เป็นจิตประเภทอภิญญาจิต 2 ดวง มีผลให้เกิดฤทธิ์เท่านั้น ไม่มีผลเป็นอย่างอื่นให้ผลในปัจจุบันเท่านั้นซึ่งต่างจากการรักษาศิล การเจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน มรรค ผล นิพพาน ฌาน ซึ่งจะส่งผลในอนาคตให้เราพ้นจากอบายภูมิได้ตามคำนิยาม
" สภาวะที่ทรง(เป็นสภาพนามธรรม) คือ รักษาสัตว์ที่ทรงตนไว้ ไม่ให้ตกไปสู่ที่ชั่ว มีอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ชื่อว่า“ พระธรรม ” นั่นไง ครับ
แล้วเรื่อง อภิญญานี้พระพุทธองค์ท่านไม่ได้ยกย่องสรรเสริญ แต่ก็ไม่ได้ทรงตำหนิโดยตรง เพราะจะทำให้บุคคลที่ไม่รู้เข้าใจหลงยึดติดจนไม่สนใจในเนื้อหาธรรมะ อย่างพระเจ้าเทวทัตแสดงฤทธิ์ให้พระเจ้าอชาตศัตรูจนเลื่อมใสไม่สนใจมาเฝ้าฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ถูกพระเทวทัตยุยงจนให้ปลงชีพพระบิดา แต่ถ้าพระเจ้าอชาตศัตรูไม่เลื่อมใสในฤทธิ์ของพระเทวทัตแต่มาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้ว มาฟังพระธรรมก็จะบรรลุเป็นพระโสดาบัน ไม่ต้องมาทำอนัตริยกรรมการฆ่าบิดาเลย จุดนี้พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้นะครับ
แต่ฤทธิ์ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง นะครับ มีหลายครั้งที่พระพุทธองค์ต้องแสดงฤทธิ์เพื่อให้ผู้คนในที่นั้นๆเกิดศรัทธาแล้วหันมาสนใจฟังพระธรรมแล้วบรรลุมรรค ผล หรือใช้ข่มมานะความถือตัวของผู้อื่น หรือพระอรหันต์ท่านแสดงฤทธิ์เพื่อให้เกิดความผาสุก ป้องกันภัยที่จะพึ่งมี
ของอย่างนี้ถ้าใช้ให้เป็น ถูกที่ ถูกกาล ก็มีคุณอนันต์ นะครับ...
-
Saturn Sky
- ขาประจำ

- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
โพสต์
โดย Saturn Sky »
ton40 เขียน:จริงครับ อภิญญานี้เป็นผลหรือเกิดจากณาน เป็นจิตประเภทอภิญญาจิต 2 ดวง มีผลให้เกิดฤทธิ์เท่านั้น ไม่มีผลเป็นอย่างอื่นให้ผลในปัจจุบันเท่านั้นซึ่งต่างจากการรักษาศิล การเจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน มรรค ผล นิพพาน ฌาน ซึ่งจะส่งผลในอนาคตให้เราพ้นจากอบายภูมิได้ตามคำนิยาม
" สภาวะที่ทรง(เป็นสภาพนามธรรม) คือ รักษาสัตว์ที่ทรงตนไว้ ไม่ให้ตกไปสู่ที่ชั่ว มีอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ชื่อว่า“ พระธรรม ” นั่นไง ครับ
แล้วเรื่อง อภิญญานี้พระพุทธองค์ท่านไม่ได้ยกย่องสรรเสริญ แต่ก็ไม่ได้ทรงตำหนิโดยตรง เพราะจะทำให้บุคคลที่ไม่รู้เข้าใจหลงยึดติดจนไม่สนใจในเนื้อหาธรรมะ อย่างพระเจ้าเทวทัตแสดงฤทธิ์ให้พระเจ้าอชาตศัตรูจนเลื่อมใสไม่สนใจมาเฝ้าฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ถูกพระเทวทัตยุยงจนให้ปลงชีพพระบิดา แต่ถ้าพระเจ้าอชาตศัตรูไม่เลื่อมใสในฤทธิ์ของพระเทวทัตแต่มาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้ว มาฟังพระธรรมก็จะบรรลุเป็นพระโสดาบัน ไม่ต้องมาทำอนัตริยกรรมการฆ่าบิดาเลย จุดนี้พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้นะครับ
แต่ฤทธิ์ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง นะครับ มีหลายครั้งที่พระพุทธองค์ต้องแสดงฤทธิ์เพื่อให้ผู้คนในที่นั้นๆเกิดศรัทธาแล้วหันมาสนใจฟังพระธรรมแล้วบรรลุมรรค ผล หรือใช้ข่มมานะความถือตัวของผู้อื่น หรือพระอรหันต์ท่านแสดงฤทธิ์เพื่อให้เกิดความผาสุก ป้องกันภัยที่จะพึ่งมี
ของอย่างนี้ถ้าใช้ให้เป็น ถูกที่ ถูกกาล ก็มีคุณอนันต์ นะครับ...
ถ้าพูดถึงการปฏิบัติินำไปใช้นั้น แม้ฌานก็นะจะถูกนำไปใช้แบบผิด ๆ ได้ คนที่ได้ฌาน อภิญญา ยังไม่ถือว่าบรรลุถึงโลกุตตร ยังมีกิเลส
ดังนั้น การนำไปใช้ไปปฏิบัติจึงมีที่ยังหลงผิดไป หรือแม้บรรลุถึงขั้นโลกุตตร คือโสดา สกทาคา อนาคา ก็ยังมีกิเลส อรหัตตผล เท่านั้นที่หมดสิ้นแล้วซึ่งอสวะกิเลส

เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
-
Saturn Sky
- ขาประจำ

- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
โพสต์
โดย Saturn Sky »
ton40 เขียน:อย่างคุณ แอ๋ว ในขณะนี้ก็ไม่ใช่ ด.ญ.แอ๋วเมื่อหลายๆๆๆๆๆๆปีก่อน แต่มีคุณ แอ๋วในปัจจุบันนี้ได้ก็อาศัยความสืบต่อเนื่องของอัตตภาพจากด.ญ.แอ๋วในอดีต
ฉะนั้นจะว่าเป็นคนๆเดียวกันก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นคนละคนกันก็ไม่ใ่ช่ แต่เป็นการเปลี่ยนสถานะภาพจากสถานะภาพหนึ่งไปสู่อีกสถานภาพหนึ่งในขันธ์หนึ่งที่มีการเกิดขึ้นสืบเนื่องติดต่อกันอย่างไม่ขาดสายในชาติหนึ่งๆ งงไม่ครับ ผมเขียนเองยังงงงงเลย....ฮิ ฮิ
อื่มมม...เจ้าชายสิทธัตถะ ยังถือว่าเป็นปถุชน แต่หลังจากออกผนวชและตรัสรู้ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้พ้นแล้วจากตัณหาเครื่องร้อยรัด เป็นผู้ก้าวล่วงไปจากขันธ์๕ ฯลฯ
แต่กัมชรูปยังคงบัญญัติว่าอดีตคือเจ้าชายสิทธัตถะ ยังงี้ใช่มั๊ยคะ
ส่วน"ขันธ์หนึ่งที่มีการเกิดขึ้นสืบต่อเนื่องติดต่อกันอย่างไม่ขาดสายในชาติหนึ่ง ๆ" แอ๋วไม่เข้าใจค่ะ
แต่ถ้าบอกว่าจิตเกิดดับเกิดดับสืบต่อเนื่องกันตลอดเวลา อันนี้พอเข้าใจ

เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
-
Saturn Sky
- ขาประจำ

- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
โพสต์
โดย Saturn Sky »
ton40 เขียน:'" แอ๋วคนนึงขอบายเช่นกันค่ะ ไม่อยากไป แต่ไม่รู้จะห้ามได้หรือเปล่าอ่ะดิ เกิดพอจะตายร่อแร่ ๆ ๆ ๆ จิตดับไปตอนกำลังเสพทุกขเวทนาละก็ ตัวใครตัวเผือกละงานนี้ "
ใช่แล้วครับ คุณ Saturn Sky(แอ๋ว) สภาวะจิตใกล้จะตายนี้ สำคัญมากครับ(อาสันนกรรม=กรรมที่ทำไว้ใกล้ตาย) เป็นตัวบ่งชี้ว่า ทริปในชาติต่อไปจะเป็นที่ไหน แม้คนนั้นจะทำบุญมามากมายนับไม่ถ้วนแต่มาพลาดท่าเอาตอนจบ ลืมนึกถึงความดีมากมายที่ทำมาแต่กลับไปนึกถีงเรื่องไม่ดีเล็กๆน้อยที่เคยทำไว้ของตนเองบ้าง ของคนอื่นบ้างแล้วจิตเศร้าหมองไม่ผ่องใสแล้วตายไป ก็คงต้องดาวล์้HELLก่อนละครับรับโทษครบแล้วก็ไปสู่ที่อื่นแล้วแต่กรรมจะพาไป แต่บ้างคนทำความไม่ดี ชั่ว มาแถบตลอดชีวิต นานทีปีหนถึงจะทำบุญ เข้าวัดบ้าง ช่วยเหลือกิจการงานที่เป็นประโยชน์ของผู้อื่นบ้าง เป็นต้น แต่ก่อนตายเขาทำจิตระลึกถึงบุญเล็กๆน้อยๆนั้นได้โดยอาจจะมีญาติคอยเตือนให้ระลึกหรือระลึกได้เอง จิตผ่องใสแล้วตายไป ก็ TO HEAVEN ก่อน หมดบุญแล้วค่อยมาว่ากันอีกที ครับ ท่านอุปมาเหมือน " วัวแก่ที่ยืนอยู่ที่ประตูปากคอก แม้กำลังจะน้อยแต่ก็ออกจากคอกก่อนวัวตัวหนุ่มๆที่มีกำลังมากกว่าที่ยืนถัดเข้าไปในคอก "
ส่วนคนที่ไปอย่างทันทีไม่รู้ตัว ไม่ทันตั้งตัว(อุปฆาตกกรรม=กรรมที่มาตัดความเป็นไปของชีวิตให้สิ้นลง) เช่น รถมาชนท้ายจ.ก.ย ของเรา หมวกหลุดล้มศีรษะฝาดพื้นเส้นเลือดใหญ่ในสมองแตกตายทันที อย่างนี้อยู่ที่ว่า ในเวลาก่อนเกิดเหตุ หรือในวันนั้นเขาได้ทำอะไรไว้บ้าง ที่ครบองค์กรรมบถ(กรรมที่จะเป็นทางนำไป คือ การกระทำนั้นมีกำลังที่จะส่งผลเป็นตัวทำหน้าที่นำปฏิสนธิ(เกิด)ในภพต่อไปได้) หรือก่อนนั้นเขาทำอะไรไว้บ้างที่เป็นปกติทุกวันหรือสม่ำเสมอ(อาจิณนกรรม=กรรมที่ทำบ่อยๆ เสมอเป็นประจำ) ก็จะเป็นสิ่งที่มาตัดสินอีกทีว่าจะไปทริปที่ไหนดี ครับ
พระท่านจึงบอก " ให้ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใส(ในบุญทุกอย่าง ในทุกที่ทุกสถาน) " แล้วจิตจะคุ้นเคย มีกำลัง แม้จะทุกขเวทนาแรงกล้า จิตก็จะกลับมาระลึกถึงความดี ไม่ใส่ใจกับทุกขเวทนาแรงกล้านั้น กายเจ็บแต่ใจไม่เจ็บ (พูดไป ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า...ฮิ ฮิ)
หากว่าไม่เคยเจริญสติเลย แม้จะมีใครบอกให้นึกถึงแต่สิ่งที่ดี บางทีก็นึกไม่ออกค่ะ เช่นเรื่องคนขายหอย
ชีวิตผูกพันอยู่แต่กับหอย พอใกล้ดับ ญาติ ๆ ก็พากันบอกว่า ให้คิดถึงพระอรหันต์ แกก็คิดไม่ออก บอกแต่อรหอย ๆ เหอะๆๆ
สมัยก่อนตอนยังไม่เรียนอภิธรรม แอ๋วชอบเจริญแต่ทุกขเวทนา แม้ว่าในขณะจิตนั้นจะว่างเปล่าไม่มีอะไรต้องเครียด
ก็จะเปิดเพลงเศร้า ๆ พอฟังเพลงเศร้าจิตก็อินไปกับเพลงเศร้า จิตก็พลอยเศร้าหมองไปด้วย เป็นการทำร้าย
ิจิตใจไปโดยไม่รู้ตัว..จิตคนเราชอบไหลลงสู่ที่ต่ำอยู่แล้ว ถ้าไม่หมั่นคอยเจริญสติก็เข้าทางโชะเด๊ะเลย
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
-
Saturn Sky
- ขาประจำ

- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
โพสต์
โดย Saturn Sky »
พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า
การปฏิบัติธรรมเป็นอกาลิโล คือ
ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล การปฏิบัติ คือความเพียงรพยายามที่จะมีสติสัมปชัญญะ
คือความระลึก รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ ๆ
โดยตั้งสติอยู่ที่สติปัฏฐานทั้ง 4 ได้แก่
กาย เวทนา จิต ธรรม จนเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง
คือรู้เห็นรูปนามปรมัตถ์ เกิดดับ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
จึงถอนความยึดมั่นถือมั่น สำคัญมั่นหมายผิดไป
ที่ว่าเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ออกไป
เกิดความรู้ความเข้าใจในสังขาร
ว่าสิ่งที่ประกอบเป็นชีวิตและสิ่งที่มาสัมผัสทั้งหมดล้วนเป็นเพียงธรรมชาติที่มีความเกิดขึ้น
เป็นธรรมดาและดับไปเป็นธรรมดา
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง