เอาลิ้งค์ดู Tour de France 2011มาฝากครับอันนี้ลื่นไม่กระตุก
http://realtvsport.com/channel.php
ถ้าวันไหนดูไม่ได้ ให้เลื่อน All Channels Schedule - Ch 1 - Ch 2 - Ch 3 - Ch 4 - Ch 5 - Ch 6 - ข้างบนนะครับ จะมีตารางบอกอยู่ครับบ
ผู้ดูแล: เสือดอนโพธิ์










ไอ้นี่มันชื่อฟลุ้คนะครับเป็นลูกศิษย์ผมเรื่องแรงมันไม่หมดหรอกพี่เพราะมันเรียนพานิชย์นาวีพี่มีเท่าไหร่ซํดให้หมดเลยมันแรงควาย
แล้วอาจารย์โอ๊ตไม่ปั่นมั่งหรอครับ เย็นๆเจอกันร้านพี่วีนะครับจุดรวมตัว
spinbike เขียน:มาต่อกันอีกนิดครับ..
หลายๆ คำถามที่พอจะอธิบายได้ก็คือ ถ้าเทียบกันแล้วในระดับอาเซียน นักปั่นไทยอยู่ในระดับไหน ผมมองว่า ถ้าเมื่อในยุคปี 90 ถึง 2000 พวกเราไม่เป็นรองใครในอาเซี่ยนเลยครับ ถ้าในลู่เมื่อก่อน อินโดฯ เก่ง ถนนช่วงปี 2000 มาเลเซีย มีตัวที่ใช้งานได้อยู่หลายคน และส่งไปแข่งบ่อยมากๆ เรียกว่าเอเซียทัวร์แทบทุกรายการ เขาส่งไปตลอด คือการสร้างนักจักรยาน นอกจากทำให้แข็งแรงแล้ว สิ่งที่ต้องเติมเข้าไปอย่างมาก คือประสบการณ์ในการแข่งจริงครับ ยิ่งเจอของแข็งยิ่งเก่งเร็ว เมื่อก่อนผมเก็บตัวเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 11 แข่งที่ประเทศจีนปี 1990 ผมเก็บตัวในค่าย 9 เดือนเต็มๆ ซ้อมแบบไม่เคยอ่านนสพ.หรือดูทีวี ซ้อมหนักมาก เรียกได้ว่าขี่จากแพร่-พิษณุโลก-ชัยนาท-เวลโลโดรม แค่สามวัน ล่อกันวันละสองร้อยกว่ากิโล ไม่รู้จักเหนื่อยล้า แต่พอไปแข่งขี่ในกลุ่มเราคิดว่าเราแข็งแรงแต่ทำไม พวกมันขี่กันเร็วจัง..เลยลองเทียบเกียร์กับรอบขาดู ปรากฎว่าผมเหยียบหนัก แบบไม่มีรอบ เหมือนปั่นสามล้อเลยครับ พวกชาติอื่นๆ ควงขากันเนียนๆ เกียร์ก็เบากว่า แต่ไปได้เร็วกว่าเรามากนัก และก็ทำไมหายใจไม่เข้าเต็มปอด เหงื่อก็ไม่มีสักหยด เป็นคำถามที่สงสัย และหาคำตอบได้ว่า ผมไปแข่งอยู่ทางตอนเหนือของปักกิ่ง อากาศแห้ง และอยู่บนที่สูงเกือบสองพันเมตร หาออกซิเจนได้ยากและเบาบาง เลยมีอาการอย่างนั้น..ด้วยความเป็นเด็กใหม่ ถ้าไม่คิดเยอะ ก็คงคิดว่าตัวเองคงจะ โอเวอร์เทรน แต่จริงๆ แล้วมันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม และที่เราซ้อมมาไม่เคยเน้นรอบขาเลย มีแต่ซ้อมเยอะเข้าไว้ หรืออีกอย่างคือ มีปริมาณมาก แต่คุณภาพต่ำนั่นเองครับ และประสบการณ์ขี่ในกลุ่มใหญ่ๆ อย่างนี้แทบไม่มีเลยครับ..
หลังจากนั้นผมมีโอกาสได้เดินทางไปทัวร์นั้นทัวร์นี้อีกอย่างต่อเนื่่อง ปี 93 ไปแข่งทัวร์ไต้หวัน โอ้โห..อันนี้งานใหญ่มาก มีนักแข่งเก่งๆ เยอะ ตอนนั้นวิโนฯ ยังเป็นเยาวชนอยู่เลย โชคดีที่ผมเป็นนักปีนเขาเลยหลุดไปกลุ่มหน้าเกือบทุกวัน ช่วงลงเขา ผมลงตามฝรั่งคนนึ่งมันลงเร็วมาก เบรคแต่ละทีกลิ่นยางเบรคไหม้เข้าจมูกเลย ดูแม๊กสปีดที่ผมลงตามมันแล้วตกใจ พวกล่อไป 92 km/h สมัยนั้นยังไม่มีล้อคาร์บอนนะครับ เกียร์ก็ยังสับถังอยู่ แต่ผมใช้เฟรม VITUS คาร์บอนแล้ว ของสมาคมฯ และประทับใจหมอนี่มากๆ เพราะมันขี่รถสวยการวางท่า การยืนทุกอย่างมันโปรจริงๆ หลังจากนั้นสองสามปี หมอนี่ ชื่อ Patrick Jonker เป็นนักปั่นออสเตรเลีย ก็ไปเทรินโปร กับหลายทีม และมาโด่งดังกับทีม US postel Service เป็นทีมเมทกับ แลนซ์ และตอนนี้เป็นผู้จัดการทีม Saving&Lones
นี่คืออีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมตามดูรายการแข่งมาถึงทุกวันนี้ ดูความเคลื่อนไหวต่างๆ
พอปี 1994 มีโอกาสได้ไปแข่งเอเชี่ยนเกมส์อีกครั้งที่เมือง ฮิโรชิม่า ประเทศ ญี่ปุ่นตอนนี้คิดว่าพัฒนาขึ้นมาเยอะ รอบขาดีขึ้นมีประสบการณ์มากขึ้นคิดว่าปั่นตามนั่กปั่นเอเซียด้วยกันพอสูสีแล้ว เพราะที่ไต้หวัน แข่งเซอร์กิตเรซ รอบละ2 กม.x 50 รอบ = 100 กม.ผมขี่อยู่ในกลุ่มแรกที่ทำเวลา 1.58 ชั่วโมงได้ความเร็วเฉลี่ยต้องเกิน 50 km/h แน่ๆ ครับ คือซัดไม่ได้ลืมหูลืมตา แป๊ปๆ อ้าวถึงโค้งรอบแรกๆ ก็ตัดเข้าใน พอออกโค้งต้องยก และโยกไต่ความเร็วอีก พอเริ่มจับจังหวะได้ ก็สอยด้านนอกง่ายกว่าเยอะเลยครับ มาเท่าไหร่ก็แบนเข้าไปเท่านั้น นี่ไงครับ ประสบการณ์สอนกันตรงนั้นเลย อยู่ที่จะหากันเจอหรือเปล่า
ผมเริ่มขี่ได้เร็วขึ้น ในทางราบ ส่วนขึ้นเขานั้นเป็นขนมอยู่แล้ว ชอบขึ้นเขายาวๆ แต่พอมาญี่ปุ่น มีพวกรัสเซียแตกทัพออกมาอีก 5-6 ประเทศ มาร่วมวงด้วย ปรากฎว่า คาซักสถาน+อุซเบกิสถาน เอาไปกินหมดครับ จีนที่ว่าเก่งทีม 100 กม.ยังแพ้แบบราบคาบ มันสู้กันยากจริงๆ ครับ สำหรับเผ่าพันธ์ มองโกลอยด์ กับ คอเคซอยท์ ทำให้เส้นทางการเป็นนักปั่นยากขึ้นไปอีก..อีกทั้งเอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้แข่งเป็นเซอร์กิตรอบละ 12 กม.ไม่มีทางราบให้ปั่นนอกจากขึ้นเนินชันๆ และก็ลงเนินทางโค้ง ผลปรากฎว่าผมปั่นอยู่กับกลุ่มได้สัก 6-7 รอบ ก็หลุดกระเด็นเพราะต้านทานความเร็วแบบนี้ไม่ไหวจริงๆ
ที่เล่ามาทั้งหมดนี่เป็นการเอาเรื่องราวที่ผ่านมาเองมา ให้พิจารณาเปรียบเทียบดูนะครับว่าการที่ก้าวขึ้นไปเป็นนักปั่นอาชีพ แบบหัวข้อกระทู้นั้นมันต้องผ่านอะไรบ้าง ความยากง่าย ความเป็นไปได้ แรงสนับสนุนต่างๆ และใช้วิจารณญานดูกันครับ ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป..
ต่ออีกนิดครับ.. ผมเองเคยมีจังหวะชีวิตนึงไปแตะๆ ระดับนักปั่นอาชีพมาบ้างแต่ไม่ถึงขนาดเซนสัญญากันเป็นเรื่องเป็นราว ในช่วงปี 1999 ผมได้รับโอกาสจาก สมาคมจักรยาน ส่งผมไปเก็บตัวฝึกซ้อมและแข่งขันอยู่ที่เมือง อาดิเลส ประเทศออสเตรเลีย เพื่อมาแข่งซีเกมส์ที่ บรูไน ที่นั่นอากาศหนาวมาก แต่ได้ลงแข่งทุกสัปดาห์ เป็นการแข่งแบบแต้มต่อ หรือ แฮนดิแคป ซึ่งเร็วมากๆ ตั้งแต่ต้นยันเข้าเส้น เพราะทุกกลุ่มต้องช่วยกันลากหนีตาย และไล่กลุ่มหน้ากันอย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก จะไม่มีเกมส์หนีหรือเกี่ยงกัน แต่จะเป็นการผลัดนำทำความเร็วไล่กันตลอดทาง พอครบกำหนดกลับมาแข่งเจออากาศร้อนๆ ที่บรูไน ผมทำได้ดีที่สุดแค่อันดับ 4 ในไครทีเรี่ยม ไม่ได้สักเหรียญกลับบ้าน ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมขี่ไม่ได้ แต่ในช่วงนั้น ทีม Mapei ในอิตาลี่กำลังรุ่งเรื่องสุดๆ บริษัทฯ นี้ทำธุระกิจ อินทีเรีย ภายในสนามบินทั่วโลก ตอนนั้นสนามบิน เซปัง ของมาเลเซียก็ใช้บริการ Mapei เช่นกัน ผมดันไปเข้าตา จูเซปเป้ ซึ่งเป็นบอสใหญ่ ที่บินไปดูแข่งซีเกมส์ที่บรูไนด้วย และแกก็มีไอเดีย บรรเจิด อยากสร้างทีม Mapei อาเซียนขึ้นมา และกะว่าจะยกระดับเป็น Mapei Asia ต่อไป ก็เลยขอที่อยู่ผมไว้ผมไม่คิดหรอกครับ ว่าแกจะเอาจริง โทรมาหาผมในอีกสองเดือนถัดมา บอกว่าจองตั๋วให้ผมบินไปที่มาเลเซีย เพื่อร่วมทีมกับ นักปั่น มาเลย์ ฟิลิปปินส์ อินโดฯ และสิงค์โปร์ เพื่อลงแข่ง ปุตตราจาย่า คัพ ที่แข่งในสนามแข่งรถยนต์ และเดินทางต่อไป ทัวร์ออฟสิงค์โปร แต่เป็นรายการแข่งวันเดียว ต่อด้วย เจลาจาห์ ทัวร์ออฟตรังกานู ผมเลยเดินทางไปลองดูกับการแข่งจักรยานเป็นอาชีพครั้งแรกในชีวิต กับเพื่อนร่วมทีมที่ต่างชาติต่างภาษาจะเป็นอย่างไรต่อไป ไว้ค่อยมาต่อครับ..
รูปภาพไปค้นเจอ ตอนที่ขี่ให้ Mapei อาเซียน และก็ ทีมไทม์ไทรอัล 100 กม. เอเชี่ยนเกมส์ที่ ญี่ปุ่น ครับ
มาช้าจังเสือเก๋เก๋ ออน อาน เขียน:รายงานตัวเดือน กรกฏาคม ครับผม