คณะฯ ปั่นในความมืดมาถึงตัวอำเภอบางปะกงเมื่อเวลาเกือบจะสองทุ่ม
ด้วยความหิวจนแทบจะหมดแรงจึงรีบหาอะไรมากระแทกกระเพาะก่อน
โดยไม่ทันคิดว่าคืนนี้จะไปนอนที่ไหนดี
ร้านขายของชำที่ที่แยกไปถนน 314 ชี้เป้าให้มาที่
“ร้านแพริมบาง” ริมแม่น้ำบางปะกง
พอไปถึงเจ้าของร้านก็ออกมาถามว่ามาจากไหนและจะไปไหนกัน
แม่โปเต้เลยถือโอกาสถามหาว่าแถวนี้มีที่พักไหม
คุณอาเจ้าของแพบอกยิ้มๆ ว่านอนที่แพก็ได้
หนุ่มนักปั่นนึกว่าพูดเล่น เลยออกปากฝากจักรยาน แล้วหัวเราะแหะๆ แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะ
ที่ร้านนี้เราได้ปลาหมึกแดดเดียว ยำยอดมะพร้าว
น้ำพริกไข่ปู แกงป่าปลาเห็ดโคน และไก่ทอดตะไคร้มาแก้หิว
ทันใดนั้นคุณกริชก็หยิบของในถุงใบเล็กออกมาจัดใส่จาน
ที่แท้ก็แอบเก็บผักข้างทางมาตลอดวัน
กินไป ดื่มไป ดื่มด่ำกับบรรยากาศริมน้ำไป...สบายจริงๆ ครับ
พอกินเสร็จ จะเดินออกไปเอารถคุณอาเจ้าของแพก็เดินมาถามย้ำอีกครั้งว่า
นอนที่แพนี่แหละ แถมยังยกมุ้งหมอนเสื่อมาให้เสร็จสรรพ
“แพไหนครับคุณป้า” คุณกฤชถาม เนื่องด้วยมองไม่เห็นว่าจะมีแพที่พักปรากฏในสายตา
“แพที่นั่งทานอาหารนี่แหละ เดี๋ยวแขกกลับหมดแล้วก็จองได้เลยว่าจะนอนมุมไหน”
เราสามคนมองหน้ากันแล้วพยักหน้าตอบตกลงทันที ใครจะคิดว่าวันนี้จะได้นอนริมแม่น้ำบางปะกง ว้าว!!!
ระหว่างรอร้านปิดคุณกฤชชักชวนสร้างบรรยากาศ
ให้คล้ายกับการเดินทางท่านสุนทรภู่ซึ่งร่ำสุรามาในเรือตลอดทาง
เมื่อร่ำเบียร์กันจนได้ที่ และได้เวลาแขกเช็คบิลหมดร้าน
แพริมบางก็กลายเป็นอาณาจักรของเรา
ที่นอนง่ายๆ มีแค่มุ้งกันยุงและเสื่อถูกกางขึ้นกลางแพ
ยกจักรยานมาไว้ใกล้ๆ ตัวให้อุ่นใจ
อาบน้ำในห้องน้ำร้านอาหารเสร็จแล้วก็เข้านอน
ริมแม่น้ำบางปะกงลมพัดเย็น
ช่วงหัวค่ำถึงก่อนเที่ยงคืนน้ำทะเลหนุนพากอสวะไหลจากปากแม่น้ำย้อนเข้าสู่ต้นน้ำ
“สายน้ำไม่เคยย้อนกลับ....”