
วัดเขาคีรีวงกตนั้นวัดเขาคีรีวงกต
ตั้งอยู่บนภูเขาห่างจากโรงเรียนบ้านถ้ำพริกประมาณ ๔ กิโลเมตร
อยู่ในเขตป่าสงวนของสวนป่าเขากระยาง วนอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
มีพื้นที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรม ๔๐๐ ไร่
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ ก่อตั้งโดยหลวงปู่เที่ยง
(กราบขอขมาอย่างสูงครับที่จำไม่ได้ว่าเต็มๆว่าอย่างไร)
ลักษณะพื้นที่เป็นพื้นหินสูงชันตั้งอยู่บริเวณริมผา
มีอุโบสถ โบสถ์ สถูป เจดีย์
ส่วนกุฎิพระนั้นตั้งอยู่กระจายทั่วไปบริเวณรอบๆโขดหิน(ก็รอบๆบริเวณวัดนะแหละ)
อากาศเย็นสบาย ลมพัดตลอด ส่วนไฟฟ้าที่นี่ปั่นใช้กันเองครับ
และแล้วก็ถึงวันดีเดย์ที่ทางชมรมจักรยานเสือลั่ลล้าของเรากำหนดไว้
วันที่ 12 มิ.ย.54 แต่ได้เลื่อนกำหนดการเร็วขึ้นมาเป็น 6.00 น.จากเดิม 6.30 น.
เนื่องจากทางชมรมเห็นกันว่าหากสายกว่านี้จะแดดร้อนจะกลับมาค่ำ
เพราะระยะทางที่มากโขและความยากลำบากในการเดินทาง( 100 กม.พอดีครับ)
นัดรวมตัวกันที่เดิมคือหน้า ศูนย์สุขภาพชุมชน (PCU) รพร.นครไทย
ในครั้งนี้ได้มีเสือหน้าใหม่มาร่วมแจมคือ พี่โด่ง เทศบาลนครไทย
มาร่วมทริปกับเราครั้งแรกและเป็นครั้งแรกของพี่ท่านที่ออกทริปเป็นระยะทางไกลขนาดนี้
แต่ระยะทางไม่ใช่ปัญหาครับ ปัญหาคือที่ใจต่างหาก
ไม่ว่าท่านจะล้มลุกคลุกคลาน หมดแรงข้าวต้มขนาดไหน สมาชิกในชมรมเราก็จะไม่มีทาง
ปล่อยให้ท่านขี่คนเดียวอย่างแน่นอน ไปด้วยกัน ก็ต้องกลับด้วยกัน สนุกด้วยกันครับ



ผู้เขียนหายใจทางเหงือกแทนแล้ว


สมาชิกใหม่ของกลุ่มครับ พี่เสือโด่ง เพิ่งมาออกทริปไกลครั้งนี้ครั้งแรก

ระหว่างทางออกทริปสมาชิกเราเกียร์มีปัญหาขึ้นใบ 1 ไม่ได้ครับ ช่างจำยอมและจำเป็นจัดให้

ช่วยกันดู...ช่วยกันทำครับ...ต่างคนต่างเติมเต็มความรู้ของกันและกัน
ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาไปได้ด้วยดี
เราออกเดินทางเวลา 6.00 น.ผู้เขียนนอนตื่นสายอีกตามเคย ขี่ไปทางเส้นนครไทย- บ้านแยง ระยะทางช่วงนี้ประมาณ 30 กม. ส่วนมากเป็นทางขึ้นเขา เนื่องจากนครไทยมีพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ
เส้นทางไม่ชันมากครับแต่ขึ้นเรื่อยๆ และเป็นเส้นทางเดินทางสายหลักจากนครไทยไป จึงมีรถค่อนข้างเยอะครับ ประกอบกับทางด่านซ้ายมีงานแข่งจักรยานและงานท่องเที่ยว จึงมีรถมากเป็นพิเศษ
ทางชมรมเราเห็นว่ามือยังไม่ถึง จึงตัดสินใจไม่ไปร่วมงานครับ(แต่ผู้เขียนอยากไปมาก)
หลังจากที่เราถึง ต.บ้านแยงกันแล้วก็แวะพักทานอาการเช้าเบาๆกันก่อนเข้าสู่ช่วงขึ้นเขาวัดคีรีวงกต บริเวณต.บ้านแยงทางแยกเข้าสู่วัดนั้นจะต้องเข้าไปอีกประมาณ 20กว่า กม.ครับ ทางเข้าจะเป็นตลาดสดในช่วงเช้า มีของสดใหม่มาปรุงให้ทานกันหลายอย่างครับ มีทั้งไก่ทอด ไก่ต้ม ข้าวแกง แกงถุง บลาๆๆๆ สรุปว่าอยากทานอะไรมีหมดครับ แต่เราวะร้านนี้กัน ร้านอาหารตะขบทอง เนื่องจากจะถือโอกาสเติมน้ำฟรีและมีสมาชิกในกลุ่มคนนึงปวดท้องถ่าย T_T รสชาติก็ทั่วไปครับ แนะนำให้หาของในตลาดทานดีกว่าหลากหลายดีครับ(แต่ที่แวะเพราะปวดท้องหรอก)

ร้านที่เราแวะพักทานอาหารเช้ากันครับ



เมื่อเราทานเสร็จก็พักพอย่อยเล็กน้อยแล้วก็ออกเดินทางกันต่อครับ ก่อนถึงทางแยกไปเพชรบูรณ์-พิษณุโลก จะมีทางเลี้ยวขวาหากมาจากตัวนครไทย ไปทางหมู่บ้านเกษตรสุขเส้นทางช่วงนี้ยังเป็นทางลาดยางอยู่ครับ ประชาชนแถวนี้ส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรมกัน แต่อย่าดูถูกเค้ากันเชียว เพราะรถในแต่ละบ้านที่เรา ผ่านนั้นมีแต่ Fortuner หรือไม่ก็ MU7 (ชักอยากลาออกมาทำอาชีพเกษตรกรรมซะแล้วสิครับ) ดินที่นี่ค่อนข้างดีครับ ปลูกอะไรก็ขึ้น มีผลไม้ตามฤดูกาล ทั้งทุเรียน กะท้อน เงาะ ลำไย มะไฟ สับปะรด (ขออนุญาตเอาภาพที่เคยมาออกหน่วย พอสว.แล้วมาเยี่ยมบ้านประชาชนแถวนี้มาอวดหน่อยนะครับ ผมชอบน้อยหน่าที่นี่มาก ใหญ่เท่าหัวคนเลยวุ้ย เงาะก็เก็บสดๆจากต้น อร่อยหวานสดชื่นมากครับ) ที่ขึ้นชื่อลือชาของที่นี่ก็จะเป็นสวนสับปะรดและก็สวนยางพาราครับ ดังนั้นสองข้างทางที่เราผ่านก็จะเป็นสวนยางพาราและสวนสับปะรดสุดลูกหูลูกตา ขี่ๆไปก็ได้กลิ่นหอมสับปะรดไป ส่วนทางด้านสวนยางพารานั้นใครเคยเข้าไปในสวนยางพาราก็จะรู้ว่ากลิ่นค่อนข้างแรงครับ เหมือนกลิ่นรองเท้าแตะ
และก็ระวังนิดนึงสำหรับท่านที่เข้าไปในสวนยาง ระวังหลงทิศครับ เพราะสวนยางพาราจะปลูกติดๆกันเป็นไร่ๆ ใบจะทึบบังแดดจนมิด มองไม่เห็นท้องฟ้า ไม่รู้ทิศรู้ทางครับ(ผู้เขียนเคยหลงมาแล้ว T_T)
ช่วงนี้จะเป็นทางตัดผ่านหมู่บ้านไปเรื่อยๆ มีร้านขายของอยู่ตลอด 2 ข้างทาง ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำดื่มหรือของกินครับ ดีไปอีกแบบ เส้นทางช่วงนี้ก็ยังเป็นทางขึ้นต่อเรื่อยๆทีละนิด สลับลงพอให้ได้หายเหนื่อยบ้าง ถึงว่าช่วงนึ้เหนื่อยไม่มากครับ ขี่เพลินๆ

น้อยหน่ายักษ์


เงาะสดๆจากสวนครับ


ออกเดินทางกันต่อครับ

บรรยากาศ 2 ข้างทางครับ


สวนยางพาราครับ


เตรียมกรีดกันแล้วครับ

ส่วนนี้ไร่สับปะรด

หน้าใหม่ซิงๆของกลุ่มครับ มาครั้งแรกก็ 100 กม.เลย


ไม่ต้องเตือนตูก็ด้ายยยยยยย@$%##$%#^%&*#@#


ตัวผู้เขียนเองคร๊าบบบบบ!!!!

Good job!!

ขาแรงประจำกลุ่ม ลุงติ่ง อายุเยอะสุด แต่ก็แรงสุดเหมือนกันครับ
(ตอนนี้นอน รพ.ไปแล้วเพราะท้องเสีย)

ขี่เบื่อแล้ว...ของจูงมั่ง...

แวะพักระหว่างทางครับ

เห่อรถใหม่เนื่องจากเจ็บใจที่ไปแหกโค้งทริปภูหินร่องกล้า ได้รถปุ๊บก็เอามาลงทริปนี้เลยครับ

ถึงเป็นกลุ่มเล็กๆ(จากกลุ่มใหญ่ที่แตกแล้ว)แต่ก็เหนียวแน่นนะครับ

ต้องเข้าไปอีกกว่าจะถึงจุดหมายครับ


ขบวนการห้าสี ลั่ลล้าเรนเจอร์!!!

แค่นี้...ชิลๆ..

หนีเดี่ยวมาถ่ายเล่นเอง คนอื่นตามไม่ทัน ชะล่ะล่า...
เมื่อขี่เข้ามาได้ประมาณ 10 กม.ก็จะถึงทางลูกรังครับ ยาวไปจนถึงวัดเลย ระยะทางช่วงนี้เป็นทางขึ้นสลับลง ไม่ยากมาก เหนื่อยพอทนได้อยู่ เมื่อมาถึงช่วงนี้ พี่ที่กลุ่มของเราถึงกับอุทานร้องจ๊ากกกก!@#^%$^!@$
เนื่องจากพี่แกเป็นเสือหมอบคันเดียวที่มากับเรา(ลืมบอกไปครับ กลุ่มเราประกอบด้วยเสือภูเขา 3 ตัว เสือหมอบ 1 ตัว) เนื่องจากพี่แกถูกพวกเราเกลี้ยกล่อม(มีหลอกล่อนิดๆ) ว่ามันเป็นทางเรียบ เสือหมอบขี่ได้น่า
มีทางดินหน่อยเดียวเอง(เนื่องจากสมาชิกมีน้อยครับ เลยต้องหลอกให้มาด้วยเยอะๆ) พี่แกก็บ่นอุบว่า
“ตูว่าตูเคยมานะ ว่ามันเป็นทางดินนี่หว่า?” พวกผมก็ขำๆกันว่า “ขืนบอกว่าเป็นทางดินพี่ก็ไม่มาอ่ะดิ!”
(พี่แกมีแต่เสือหมอบครับ แล้วก็เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ ขาดไม่ได้) ทางช่วงนี้ขี่กันเพลินๆครับ ไม่ยากมาก
ชาวบ้านแถวนี้ก็ใจดีครับ ทักทายเราทุกที่ที่ผ่านเลย(อันที่จริงผู้เขียนอยากกินสับปะรดสดๆจากไร่อ่ะ...แต่ไม่กล้าขอ)

โดนลากเข้ามารุมโทรมในป่าซะแล้วเสือหมอบหนึ่งเดียวของเรา


แบกไปก็บ่นไป “โดนต้มซะสุกเลยตรู”

กำลังคิดว่าเสือหมอบจะโดดเนินมั่งละ!


สังเกตด้านหลังให้ดีๆครับ ตรงเมืองที่เห็นลิบๆในภาพนั่นล่ะ

คือทรัพย์ไพวัลย์นั่นเอง






ตอนนี้เสือยังอยู่เป็นฝูงอยู่


และแล้วก็มาถึงวัดเขาคีรีวงกตกันสักที วัดเขาคีรีวงกตนั้นวัดเขาคีรีวงกต ตั้งอยู่บนภูเขาห่างจากโรงเรียนบ้านถ้ำพริกประมาณ ๔ กิโลเมตร อยู่ในเขตป่าสงวนของสวนป่าเขากระยาง วนอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง มีพื้นที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรม ๔๐๐ ไร่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ ก่อตั้งโดยหลวงปู่เที่ยง(กราบขอขมาอย่างสูงครับที่จำไม่ได้ว่าเต็มๆว่าอย่างไร) ลักษณะพื้นที่เป็นพื้นหินสูงชันตั้งอยู่บริเวณริมผา มีอุโบสถ โบสถ์ สถูป เจดีย์ ส่วนกุฎิพระนั้นตั้งอยู่กระจายทั่วไปบริเวณรอบๆโขดหิน(ก็รอบๆบริเวณวัดนะแหละ) อากาศเย็นสบาย ลมพัดตลอด ส่วนไฟฟ้าที่นี่ปั่นใช้กันเองครับ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีก็เป็นพักหลอดไฟซะส่วนใหญ่ น้ำก็เป็นน้ำฝน น่าจะสะอาดเพราะว่ามลพิษทางอากาศที่นี่แทบไม่มีเลยครับ
พระภิกษุ ผู้ปฏิบัติธรรมที่นี่ก็ใจดีครับ ต้อนรับขับสู้เต็มที่ แนะนำสถานที่ต่างๆให้ ขอบขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ (ส่วนมากก็รู้จักกันดีเพราะว่าเป็นลูกค้าของโรงพยาบาลก็เยอะครับ) หากใครต้องการมาปฎิบัติธรรม เสาะหาความสงบอย่างแท้จริง ขอแนะนำครับที่นี่เลย ห่างไกลความศิวิไลย์ไร้สาระทั้งหลาย ไม่แน่นะครับ หากใครได้ลองมาบวชที่นี่ อาจจะไม่ยอมสึกเลยก็ได้ครับ ส่วนเส้นทางภายในวัดนั้นลักษณะจะเป็นทางตัดผ่านช่องหินใหญ่ๆ เป็น single track เชื่อมต่อระหว่างสถานที่ต่างๆภายในวัด ซิ่งไม่ดีมีชนอั๊กเข้ากับหินแน่ๆ อากาศไม่ร้อนครับ ขี่เล่นได้ทั้งวัน สามารถขี่เข้าไปได้ทุกที่ที่ไปถึงครับ ขออย่างเดียวอย่าส่งเสียงดังรบกวนการทำวัตรก็พอ

ถึงจะมาแบบสะบักสะบอม แต่ก็ถึงจนได้




เสือหมอบก็ยังมีชีวิตอยู่ครับ


POWER BAR Made in Thailand กล้วยน้ำว้าครับ



ช่วงแรกแม่ชีพาเราเดินแนะนำที่เทียวกันครับ

มานมัสการหลวงพ่อกุวังสะกันครับ





องค์หลวงพ่อนั้นแกะสลักจากไม้สักทั้งองค์ครับผม

ประวัติหลวงพ่อคร่าวๆครับ


ภายในวิหารของหลวงพ่อจะมีโอ่งน้ำมนต์อยู่ครับ ต่อตรงลงเข้าสู่ทางน้ำใต้ดิน
หากเวลาหน้าน้ำหลาก น้ำก็จะขึ้นมาเต็มโอ่งครับ

ภายในโอ่งครับ ตอนนี้เพิ่งเริ่มหน้าฝน

บ่อน้ำนี้ก็เช่นกันครับ

หลังจากนนั้นเราก็แวะออกมาขี่รถเล่นบริเวณรอบๆกัน มีทางให้เล่นหลายแบเลยครับ

สนามฟุตซอลฝึกทักษะเลี้ยงหลบกองหลัง







กุฎิพระครับ



ที่เก็บอัฐิครับ

เดินเที่ยวภายในวัด

นกยูงครับ ที่นี่เลี้ยงกันแบบไก่บ้านเราเลย เยอะมาก


แวะนมัสการหลวงพ่อเที่ยงผู้ก่อตั้งวัดกันครับ




บรรยากาศภายในวัดครับ
ขออนุญาตนำภาพจาก http://pukpuii.multiply.com/
เพื่อนำเสนอในมุมมองอื่นๆนะครับ
ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ครับ












เราแวะพักผ่อนและเที่ยวชมภายในวัดอยู่นานโขทีเดี่ยวครับ เมื่อหายเหนื่อยกันแล้วก็ออกเดินทางกลับอำเภอนครไทยกันตามเส้นทางเดิมที่มา ขากลับค่อนข้างสบายหน่อยเพราะว่าเป็นทางลงซะส่วนใหญ่ เลยใช้เวลาไม่นานนัก แต่ก็หมดแรงกันเป็นแถวๆ เรากลับมาถึงเวลา 16.00 น. รวมระยะทางทั้งหมด 100 กม.
พอดีครับ ความเร็วเฉลี่ย 16 กม./Hrs. เป็นทริปที่ขี่ได้ทุกเพศทุกวัยครับ ไม่ยากหรือเหนื่อยจนเกินไป หากมีเวลาว่างมาเที่ยวนครไทย แนะนำให้มาลองเส้นทางกันครับ

ขากลับพ่อคนนี้ไปตั้งกล้องแล้วรีบวิ่งกลับมาถ่ายแบบตั้งเวลาครับ



อันนี้ไร่พริกไทยครับผม

เม็ดพริกไทยที่ยังดิบอยู่ครับ เห็นเค้าบอกว่าหากได้ที่แล้วจะขายได้กิโลละหลายร้อยอยู่เลยทีเดียว
สรุปทริปครับ
ระยะทางทั้งหมด 100 กม.
ใช้เวลา 10 ชม.(รวมเวลาเอ้อระเหยลอยชายด้วยครับ)
ความเร็วเฉลี่ย 16 กม./Hrs.
เหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
มีทักษะในการขี่จักรยานบ้างพอสมควร
มากันเป็นกลุ่มอย่างน้อย 3 คน
เส้นทางขี่ไม่ยากครับ เหนื่อยพอทนได้
ความสวยงามระหว่างทางไปผมให้ 7/10
ภายในวัด 10/10
ขอบคุณครับที่ติดตาม