จังหวัดไหนอยากได้ Shakariki สิงห์นักปั่น ไปฉาย ติดต่อด่วน ต้องรวบรวมข้อมูลส่งขอนาย
ผู้ดูแล: ผู้ดูแลบอร์ดชมรมย่อย
- ลุงเนตร
- ขาประจำ
- โพสต์: 19650
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 19:20
- Tel: 0898133936
- team: อิสระ
- Bike: Trek 3900, Dark Rock ทัวร์ริ่ง
- ตำแหน่ง: ๔๖๕ ซอยจ่าโสด ถนนทางรถไฟเก่า แขวง,เขตบางนา กทม.๑๐๒๖๐
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
..ฝากบทความนี้ด้วยครับ เผื่อจะมีประโยชน์บ้าง นานแล้วพบเห็นคิดว่าดี เก็บไว้ในไดร์นานแล้ว..
01162
อยากให้ชาวจักรยานได้อ่านกันครับ
คุณทวีศักดิ์ บุตรตัน ได้เขียนบทความเกี่ยวกับจักรยานและทางจักรยานไว้ในคอลัมน์ สิ่งแวดล้อม หนังสือ มติชนรายสัปดาห์ มาติดต่อกัน 5 ฉบับ 5 สัปดาห์แล้วครับ มีเนื้อหาที่ดีและน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องทางจักรยานและการจัดการระบบทางจักรยานในต่างประเทศมาเล่าให้กันฟังด้วยครับก็เลยอยากเอามาฝากให้ท่านที่สนใจได้อ่านกันด้วย
ถ้าใครอ่านแล้วอยากคุยหรือให้กำลังใจก็เมล์ไปได้ที่
butrton@yahoo.com ครับ หรืออยากอ่านจากฉบับจริง ก็หาอ่านได้ใน "มติชน" รายสัปดาห์ ครับ
ทำไมต้อง"จักรยาน" (1)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ทำไมต้อง"จักรยาน" (2)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ทำไมต้อง"จักรยาน" (3)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ทำไมต้อง"จักรยาน" (4)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ทำไมต้อง"จักรยาน" (5)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
By : เสือ Spectrum [ 26 มิ.ย. 49 - 22:40:01 น. ]
ความเห็นที่ 1
ขอบคุณครับ
ถ้าจะก็อปปี้มาโพสต์บนเว็บบอร์ดนี้เลยก็น่าจะดีนะครับ ..เดี๋ยวผมลองตอนแรกก่อน
From : ธานินทร์๙๙ [ 26 มิ.ย. 49 - 23:49:57 น. ]
ความเห็นที่ 2
มติชนสุดสัปดาห์
วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1344
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (1)
ยืนยันนั่งยันมาตลอดว่า จักรยานคือพาหนะที่ดีที่สุดสำหรับชุมชนทุกแห่ง เป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยประหยัดน้ำมันที่กำลังวิกฤต ลดภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ สร้างสุขภาพผู้คนให้แข็งแรง และยังช่วยฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชนอีกด้วย
ถ้ารัฐบาลไทยหันกลับมาคิดสนับสนุนให้ประชาชนร่วมกันใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางภายในชุมชน และบริเวณในเมืองอย่างจริงจังแล้ว ผมเชื่อว่า เมืองไทยจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ
มองย้อนหลังไปช่วงเกือบ 30 ปี ในการพัฒนาประเทศ สังคมเปลี่ยนแปรไปอย่างรวดเร็ว รถยนต์กลายเป็นพาหะที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
รถยนต์มีความหมายมากมายนอกเหนือจากความเป็นพาหนะแล้ว ยังเป็นตัวแทนของค่านิยมของผู้คนในสังคม ใครมีรถยนต์ถือเป็นผู้มีสถานะอีกระดับหนึ่ง ยิ่งมีรถราคาแพงยิ่งแสดงถึงความร่ำรวย ความสำเร็จในชีวิต และยังให้ความเป็นอิสระเพราะการนั่งอยู่ในรถส่วนตัวเท่ากับแปลกแยกออกจากสังคม ชุมชน
หมู่บ้านไหนที่ผู้คนใช้รถยนต์ส่วนตัวกันมาก หมู่บ้านนั้นแทบจะไม่มีการปะทะสังสรรค์ ต่างคนต่างอยู่ ตื่นเช้าขึ้นมาพากันยกครอบครัวเข้าไปซุกอยู่ในรถเพื่อเดินทางไปโรงเรียน ที่ทำงาน
การทักทายไปมาหาสู่ระหว่างเพื่อนบ้านด้วยกันค่อยๆ เหือดหายไปในที่สุด
รถยนต์เป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้ความสัมพันธ์ภายในชุมชนเสื่อมลง นอกเหนือจากการเป็นตัวทำลายสภาพแวดล้อมในอันดับต้นๆ
ชุมชนที่เคยอยู่กันอย่างสงบเงียบ มีอากาศบริสุทธิ์สดใส เมื่อรถยนต์เข้ามาแทรกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นๆ ทำให้สิ่งแวดล้อมแปรเปลี่ยน
เสียงแผดดังลั่นจากท่อไอเสียและเครื่องยนต์ ควันพิษที่พ่นออกมาทำให้สุขภาพผู้คนทรุดโทรม โรคทางเดินหายใจ โรคปอด โรคหัวใจ โรคภูมิแพ้ หอบหืด และอีกหลายโรค เพราะควันพิษเหล่านั้น
รถยนต์ยังเป็นตัวการคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากๆ จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่เว้นในแต่ละวัน
นี่หากนับรวมถึงการเผาผลาญพลังงานจากการใช้และผลิตรถยนต์ การทำลายป่าและการขุดหาวัตถุดิบต่างๆ เพื่อทำเป็นถนนหนทาง สามารถกล่าวได้ว่า รถยนต์คือส่วนสำคัญทำให้เกิดวิกฤตการณ์พลังงานของโลก
หลายประเทศทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาการใช้รถยนต์และคิดหาทางเลือกเพื่อลดปริมาณรถยนต์มานานแล้วโดยเฉพาะประเทศที่ผลิตรถยนต์รู้ซึ้งต่อปัญหานี้เป็นอย่างดี
ในอังกฤษมีการตั้งเป้าให้ประชาชนหันมาใช้พาหนะ "จักรยาน" ภายในชุมชนมากขึ้นในแต่ละปี มีการศึกษาวางแผนสร้างเส้นทางจักรยานเพื่อเชื่อมโครงข่ายขยายระหว่างบ้านไปยังสำนักงาน โรงเรียน โบสถ์ และแหล่งสันทนาการ มีการคิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการใช้เส้นทางจักรยาน และการประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อทำให้ผู้ขี่จักรยานมีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย
สภาชุมชน "อ๊อกซ์ฟอร์ดเชียร์" ของอังกฤษ กำหนดแผนสนับสนุนให้ชาวเมืองใช้จักรยานภายในชุมชนเพิ่มขึ้นจากปี 2536 มาจนถึงปี 2544 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
ถนนภายในเมืองอ๊อกซ์ฟอร์ดเชียร์ ต้องมีเส้นทางจักรยานควบขนานกับทางเดินเท้า ถนนไฮเวย์ถูกกำหนดให้มีทางจักรยานด้วย
ผลของการสนับสนุนการใช้จักรยานใน "อ๊อกซ์ฟอร์ดเชียร์" พบว่า ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ปริมาณอากาศเสียและเสียงดังจากรถยนต์ลดลง ขณะที่ความสัมพันธ์ผู้คนภายในชุมชนแนบแน่นมากกว่าเดิม
ในสหรัฐอเมริกาซึ่งผลิตรถยนต์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่กลับสนับสนุนใช้เส้นทางจักรยานไม่น้อยหน้าประเทศใด
อย่างที่นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ มีการศึกษา "ไบก์เลน" อย่างละเอียดยิบโดยจัดทำเป็นคู่มือการออกแบบทางจักรยานในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานของทางจักรยาน ควรจะมีความกว้างเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมกับพื้นที่ของถนน โดยไม่ทำให้เกิดปัญหาด้านการจราจร การกำหนดเลนควรจะใช้กี่ช่องทาง ให้เป็นวันเวย์หรือทูเวย์สำหรับคนขี่จักรยาน กำหนดสถานที่จอดรถจักรยาน ทางเลี้ยวหรือทางเชื่อมต่อและการแบ่งพื้นที่เพื่อใช้ทางจักรยานร่วมกับรถบัสโดยสารประจำทาง
เขาทำถึงขนาดกำหนดวัสดุการใช้ตีเส้นทางจักรยานควรจะใช้ประเภทไหนดีเพื่อเห็นได้ชัด อยู่ได้ทนนาน ปลอดภัยทั้งคนขี่จักรยาน คนเดินเท้าและคนขับรถยนต์
พูดถึงเรื่องนี้ยังไม่หายสะใจ คราวหน้ามาว่ากันอีกหน ทำไมต้องเป็น "จักรยาน"
From : ธานินทร์๙๙ [ 26 มิ.ย. 49 - 23:53:31 น. ]
ความเห็นที่ 3
เป็นบทความที่น่าอ่านมากเลยคะ ขอบคุณที่กรุณานำมาลงให้ได้อ่านกัน เดี๋ยวเวชอ่านต่อตอนต่อไปพรุ่งนี้ วันนี้ชักไม่ไหวแล้วคะ ขอบคุณอีกครั้งคะ
From : เวช [ 27 มิ.ย. 49 - 00:15:34 น. ]
ความเห็นที่ 4
ความเห็นผมนะครับ ขอแสดงออกหน่อยนะ เรามองข้ามช๊อตไปอะครับ บ้านเมืองเราเป็นสังคมที่เกือบทุกอย่างขึ้นอยู่กับน้ำมัน(ที่มาจากฟอสซิล) ถ้านับย้อนไปก็เริ่มมาตั้งแต่สมัยที่เราเริ่มมีถนนนั่นหละ ฝ่ายที่ปรึกษาฝรั่งที่เสนอให้สร้างถนนเจริญกรุงคือคนที่มาจากบริษัทแสดนดาร์ดออย์ แล้วสังคมเราก็พัฒนาในเส้นทางนี้มาตลอด
ผมเห็นว่าเราเลยจุดทางแยกของมุมมองในการพัฒนามาแล้ว ตอนนี้เรื่องน้ำมันเอย สิ่งแวดล้อมเอย สุขภาพ ประหยัดต่างๆนานา ทำให้เราพยายามจะปรับระบบสังคมที่มันวิ่งอยู่บนรางแบบเดิมตั้งนานแล้วครับ ลำบาก และต้องใช้เวลานานแน่ ต้องยอมรับว่า คนส่วนใหญ่ที่มีสิทธิมีเสียง ยังเคยชินและสะดวกสบายอยู่กับระบบนั้นอยู่
ประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ในสายตาผม ไม่ใช่ยุหร่งยุโรปที่ไหน แต่คือเมืองจีนต่างหาก ขนาดพวกดัชต์ยังยอมรับว่า ประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนคนใช้จักรยานมากกว่าเค้า ก็คือจีน
ทางจักรยาน วินัยจราจร การรณรงค์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ไขปัญหา แต่ผมว่า ปรับมุมมองของการพัฒนาครับ เป็นปัจจัยต้นน้ำที่ต้องทำควบคู่กันไป หากเราต้องการจัดการปัญหานี้อย่างยั่งยืน
ตราบเท่าที่เจ้ากระทรวงพลังงานกับผู้บริหารสูงลิ่วของประเทศยังใช้รถสิบสองสูบ เดินทางพร้อมกันเป็นขบวน เปิดแอร์ทำงานทั้งวันทั้งคืน ติดไฟแสงจันทร์ทางเข้าหมู่บ้านตัวเอง มันก็แสดงความยากขึ้นไปอีก
ความเห็นผม ลบได้นะครับ ถ้าไม่เข้าจังหวะกับเวป ไม่ว่ากัน
From : เริ่มจากตัวเอง [ 27 มิ.ย. 49 - 05:35:10 น. ]
ความเห็นที่ 5
ตอนนี้ได้ข่าวว่าที่วิกฤตหนักเข้าไปใหญ่เพราะคนจีนบางมณฑลเสรีขึ้นเริ่มหันไปใช้รถยนต์รถมอเตอร์ไซค์ แทนจักรยานกันมากขึ้น บางทีอัตราการขยายตัวสูงถึง 80 % เลยทีเดียว ยอดจำหน่ายจักรยานและอุปกรณ์ถึงกับลดลง จริงหรือเปล่า?
From : ศักดิ์ดา [ 27 มิ.ย. 49 - 06:18:24 น. ]
ความเห็นที่ 6
ผมว่าทางจักรยาน และการรณรงค์การใช้จักรยานในบ้านเราไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง เพราะเกรงว่าอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างมาก หรือเปล่า ...... เฮ้อ ..
From : ซาตาน K2 แก๊ง [ 27 มิ.ย. 49 - 08:30:05 น. ]
ความเห็นที่ 7
ขอบคุณ คุณธานินทร์๙๙ ครับ สำหรับเนื้อหาของบทความ พอดีเห็นว่ามีถึง 5 ตอนก็เลยยังไม่แน่ใจว่าจะเอามา Post ดีหรือไม่ แต่ผมได้อ่านทั้งหมดแล้วเห็นว่าเป็นความรู้ที่ดีมากและทำให้เรารู้แนวโน้มของโลกว่าที่อื่นเขากำลังทำอะไรอยู่ แม้ว่าเรื่องของทางจักรยานในบ้านเมืองเราจะยังเป็นฝันกลางวันชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็ตามครับ
From : เสือ Spectrum [ 27 มิ.ย. 49 - 08:47:30 น. ]
ความเห็นที่ 8
ตามมาอ่านแล้วค่ะพี่เป็ค
From : oh [ 27 มิ.ย. 49 - 08:51:56 น. ]
ความเห็นที่ 9
ตามมาด้วยคน เดี๋ยวตก
From : N_N [ 27 มิ.ย. 49 - 09:09:02 น. ]
ความเห็นที่ 10
ผมขี่จักรยานไปเที่ยวพัทยา ขี่ในเลนจักรยานที่ตีเส้นไว้ที่ถนนบางนาตราด ผมเห็น 99.99% เป็นรถมอเตอไซด์ที่ขี่สวนเลนผมมา ไม่เห็นจักรยานซักคันเดียว มันเป็น Fact
From : ชายน้อย(สวนหลวง) [ 27 มิ.ย. 49 - 09:21:53 น. ]
ความเห็นที่ 11
ขอบคุณครับสำหรับบทความดีๆ ผม copy เก็บไว้แล้ว และขอร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่อง "ทางจักรยานที่มาตรฐานและเป็นระบบ" (ซึ่งต่อไปนี้ขอเรียกย่อว่า "ทจย."ซึ่งพวกเราและอีกหลายๆคนต้องการให้เกิด ดังนี้
ทจย.ดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้ด้วย 3 สาเหตุ โดยอาจจะเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือผสมกัน คือ
1. ประชาชน ก็คือพวกเรานี่แหละ ช่วยกันรณรงค์ ส่งเสริม และปฏิบัติด้วย ออกมาขี่จักรยานกันให้เยอะๆ ให้บ่อยๆ ไม่ว่าจักรยานประเภทไหน ไปในเส้นทางต่างๆ สุดท้ายหน่วยงานภาครัฐ หรือรัฐบาลก็จะลงมาทำ ทจย.ให้ ตัวอย่างนี้ มีให้เห็นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (จากบทความมติชน ตอนที่ 5) ดังนั้น ทจย.จะได้ช้า หรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับพวกเราผลักดันด้วยการกระทำข้างต้นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภาครัฐ ซึ่งดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วบอกได้ว่า มีโอกาสได้ ทจย. แต่ช้า ซึ่งก็ยังดีกว่าข้อ 2.ข้างล่างนี้
2. หน่วยงานภาครัฐ หรือรัฐบาล ทำ ทจย. ให้ เช่น ในประเทศทางยุโรป แต่บ้านเราดูมาทุกรัฐบาลแล้ว ดูท่าจะไร้อนาคต แต่ถ้าทำได้ จะได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญจากผู้ใช้จักรยานอย่างล้นหลาม รวมถึงประชาชนผู้อื่นที่ไม่ใช้จักรยาน ก็จะหันกลับมาใช้ ผลงานชิ้นนี้ยังได้รับรางวัล ได้รับการยกย่องจากอารยประเทศ (ผมมองไกลเสียเหลือเกิน)
3. เกิดวิกฤติการณ์หลายๆอย่างรวมกัน เช่น ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อยๆ มลภาวะทางอากาศเป็นพิษมากขึ้น สภาวะโลกร้อน เศรษฐกิจตกต่ำ สุขภาพคุณภาพประชาชนย่ำแย่ ฯลฯ ดูท่าสาเหตุนี้จะเหมือน สึนามิ เริ่มก่อตัวแล้ว โดยมีพลังงาน (น้ำมัน) เป็นหัวหอก อีกไม่นานเราคงจะเห็นฤทธิ์เดช ซึ่งจะทำให้ทั้งรัฐบาลและประชาชนต้องหันมาร่วมมือกันสร้าง ทจย. เป็น ทจย.ที่แท้จริง เป็น ทจย. แห่งความพอเพียง ตามกระแสพระราชดำรัสของในหลวง
จากทั้ง 3 สาเหตุนั้น มีสาเหตุที่ 1 เท่านั้น อยู่ในวิสัยที่เราช่วยกันทำได้ ผมเองพยายามจัดกิจกรรมจักรยานให้มันดูยิ่งใหญ่ เพื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองได้เหลียวมามองบ้าง กิจกรรมจักรยาน ทีโอที เฉลิมพระเกียรติที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 30 ก.ค.นี้ เป็นตัวอย่างหนึ่ง แต่ดู ๆ แล้วเหมือนจะเป็นไฟไหม้ฟาง มาแล้วก็หายไป การรณรงค์ควรมีความต่อเนื่องจึงจะได้ผล ผมไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ จึงอยากจะให้ท่านใดที่มีกำลัง ช่วยกันจัดกิจกรรม ให้สานอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมใหญ่ๆ เล็กๆก็ได้แต่ถี่ ๆ เช่น นัดหมายกันเป็นกลุ่ม (โปรดอย่าขี่เดี่ยว เพราะอันตรายกว่า และช่วยรณรงค์ได้น้อยกว่า) ขี่ในเมือง ขี่ผ่านเมือง ถ้าขี่กันในวันทำงานได้ก็ดี วันนี้ถนนเส้นนี้ วันหน้าถนนเส้นโน้น เดี๋ยวก็เต็มทุกเส้นและซ้ำเส้น (นึกถึงศึกเมืองถลาง ที่ท้าวเทพกษัตรีย์และท้าวศรีสุนทร เกณฑ์ผู้หญิงแต่งตัวเป็นทหารด้วยเดินผ่านหน้าค่ายเรื่อยๆ จนพม่าเข้าใจว่ามีกำลังทหารมากกว่า ก็ล่าถอยไป)
ขอร่วมแสดงความคิดเห็นเท่านี้ก่อนครับ
From : ทรงศักดิ์ [ 27 มิ.ย. 49 - 10:02:07 น. ]
ความเห็นที่ 12
คุณ ชายน้อย(สวนหลวง) ครับ
เห็นด้วยว่ามันเป็นธรรมชาติที่จะเป้นอย่างนั้น แต่ว่าสภาพธรรมชาติก็แก้ไขและป้องกันได้ด้วยความเอาจริงเอาจังของภาครัฐครับ ถามว่าเราแอบทิ้งขยะที่ใหนก็ได้ในบ้านเราใช่ใหมครับ แต่ถามกลับไปว่าลองไปแอบทำอย่างเดียวกันในสิงคโปร์ได้หรือไม่
สิ่งที่คุณชายน้อย(สวนหลวง) พบเจอมาที่บางแสนมีอยู่ทุกที่ในเมืองไทยครับ แม้แต่ทางจักรยานริมถนนประดิษฐ์มนูธรรมก็เป็นอย่างนี้เช่นกัน แต่ ลุงแม นราธิวาส เคยเล่าและเอาภาพมาให้ดูในกระทู้กลุ่มไม้คำตะวันครับว่าเลนจักรยานในมาเลเซียใกล้บ้านเราเขาทำไว้เลนซ้ายริมถนนแบบใช้เส้นแบ่งถนนตีกั้นไว้เท่านั้น แต่ไม่มีรถยนต์กล้าล้ำเส้นเลยครับเพราะเขาใช้กล้องวงจรปิดจับภาพการละเมิดตลอดเส้นทางและที่สำคัญ ค่าปรับแพงมหาโหด ครับ
ที่เราพอจะทำได้ในขณะนี้ก็คือการปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้องให้รับทราบกันแพร่หลายนะครับ แม้ว่าจะเป็นแบบน้ำทีละหยดก็ต้องช่วยกันทำครับ เพื่อที่ว่าสักวันมันจะได้กลายเป็นบึงน้ำใหญ่ให้ได้ใช้ประโยชน์กันทั่วหน้า
From : เสือ Spectrum [ 27 มิ.ย. 49 - 10:03:13 น. ]
ความเห็นที่ 13
ขอบพระคุณพี่เป็คครับ...
From : เอฟ ^_^ [ 27 มิ.ย. 49 - 17:52:16 น. ]
ความเห็นที่ 14
ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1345
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (2)
ผมปั่นจักรยานมาทำงานได้เพียงไม่กี่ครั้งต้องเลิกความพยายาม หลังเจออุปสรรคมากมายซึ่งล้วนเป็นความเสี่ยงเกินความจำเป็นของชีวิต
ผมไม่ต้องการสังเวยความตายด้วยรถเมล์ รถบรรทุกที่พยายามเบียดจักรยานของผมที่วิ่งอยู่ในเลนซ้ายสุด หรือรถเก๋งที่วิ่งรี่เข้าใส่เมื่อผมโบกมือขอทางเลี้ยว
แต่ผมไม่เคยก่นด่าคนเหล่านี้ เพราะเชื่อว่ามาจากสังคมเมืองอันเร่งรีบทำให้น้ำใจแบ่งปันคนใช้ถนนร่วมด้วยกันเหือดแห้ง อย่าว่าแต่จักรยานเลย แม้กระทั่งเด็กหรือคนแก่ข้ามถนน คนขับรถในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยจะยอมเบรกจอดเพื่อให้เขาเหล่านั้นข้ามไปด้วยความสบายใจ
จักรยานของผมจะใช้งานเฉพาะวันหยุดเท่านั้น เส้นทางที่ผมปั่นก็ไม่ไกลจากบ้านนัก บางวันอาจจะปั่นบนทางขนานมอเตอร์เวย์หรือวงแหวนรอบนอก มีรถวิ่งน้อยและมีไหล่ทางให้ปั่นได้โดยไม่ต้องพะวงหลังมากนัก
บางวันปั่นบนถนนรามคำแหงมีเลนกว้าง แต่กระนั้นยังเสี่ยงเนื่องจากรถยนต์แล่นกันเร็วมาก ส่วนเลนจักรยานที่ กทม. เคยทำไว้สมัยก่อนๆ เดี๋ยวนี้กลายเป็นที่จอดรถเข็นขายลูกชิ้นปิ้ง ส้มตำ หรือแผงลอยสินค้าไปแล้ว
นี่เป็นความล้มเหลวของนโยบายรณรงค์การใช้จักรยานเพื่อการประหยัดพลังงานที่เห็นได้ชัด สาเหตุเนื่องมากจากผู้บริหารขาดวิสัยทัศน์ เห็นเรื่องนี้กระจอกงอกง่อย จึงไม่มีการสานต่อนโยบาย
ถ้าหาก กทม. ทำเลนจักรยานอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบเชื่อมต่อระหว่างชุมชน สำนักงาน สถาบันการศึกษา สถานีรถไฟฟ้า ป่านนี้จะมีนักปั่นจักรยานเพิ่มขึ้นมาก การจราจรอาจติดขัดน้อยลงก็เป็นได้ ยิ่งสถานการณ์น้ำมันที่แปรปรวน ราคาถีบตัวใกล้จะถึง 30 บาทต่อลิตร เชื่อว่าคนจะหันกลับมาเห็นความสำคัญกับ "จักรยาน" เหมือนอย่างในต่างประเทศ
คราวที่แล้ว ผมอ้างถึงประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งสหรัฐและอังกฤษ มีแนวนโยบายส่งเสริมการใช้จักรยานอย่างชัดเจนและทำกันจริงๆ จังๆ ทั้งเรื่องการออกแบบเลนจักรยาน แผนป้องกันอุบัติเหตุและการคิดค้นวัสดุเพื่อความปลอดภัยให้กับผู้ขี่จักรยานเนื่องจากเขาเห็นความสำคัญกับ "จักรยาน" ซึ่งเป็นพาหนะที่ทีดีที่สุดในการเดินทางในระยะสั้นๆ เท่าที่มนุษย์คิดค้นได้ในขณะนี้
ถ้าเปรียบเทียบรถยนต์กับรถจักรยานในเรื่องของการประหยัดพลังงานนั้น จะเห็นความแตกต่างกันอย่างลิบลับ
รถยนต์ต้องใช้เชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน ต้องมีน้ำมันหล่อลื่น วัตถุดิบในการผลิตรถยนต์ ต้องใช้ในปริมาณมากๆ และการผลิตที่มีขั้นตอนซับซ้อน
การก่อสร้างถนนทางหลวงมีมูลค่าสูงมาก กิโลเมตรละ 30 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ เมื่อเปรียบเทียบถึงความปลอดภัยในการเมื่อรถยนต์มีอุบัติเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างมากมาย เราต้องสร้างโรงพยาบาล แพทย์และพยาบาล เครื่องมืออุปกรณ์เพื่อรองรับกับอุบัติทางรถยนต์มูลค่าเป็นหมื่นล้าน
เราต้องสูญเสียชีวิตของผู้คนและเกิดคนพิการเพราะอุบัติเหตุ
ขณะที่จักรยาน ใช้พลังงาน "น่อง" เพื่อปั่นล้อเท่านั้น การผลิตรถจักรยานใช้เทคโนโลยีพื้นฐานมาก วัสดุในการผลิตมีสัดส่วนต่ำ
รถจักรยานใช้พื้นที่ของถนนเมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ ต่างกันถึง 6 เท่าตัว กล่าวคือ พื้นที่ถนนนั้น ให้รถจักรยานปั่นได้ถึง 6 คัน แต่รถยนต์วิ่งได้แค่ 1 คัน
สำหรับที่จอดรถยนต์ซึ่งต้องใช้พื้นที่กว้างขวางกว่า เมื่อเอารถจักรยานเข้าไปจอดแทนสามารถจอดได้ 20 คัน
เมื่อคิดเรื่องระยะเวลาการเดินทาง ในช่วงเวลาที่การจราจรติดขัด การปั่นจักรยานใช้เวลาที่สั้นกว่ามาก
มีคนคำนวณว่า ผู้ขับขี่รถยนต์ในกรุงเทพฯ ใช้เวลานั่งอยู่ในรถเฉลี่ยปีละ 44 วัน นั่นหมายความว่า ถ้าเราเวลาที่สูญเสียเพราะการนั่งอยู่ในรถไปทำงานจะได้งานเพิ่มขึ้นอีก 44 วัน
นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงมลพิษจากควันรถยนต์ทำลายสภาพแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนนั้นๆ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายตามมาอีก
ปัจจุบันองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา (โออีซีดี) จัดทำวิจัยเรื่องจักรยานและอุปกรณ์ชิ้นส่วนจักรยานเพื่อเสนอต่อองค์การการค้าโลกกำหนดเป็นสินค้าที่ปลอดจากพิกัดภาษีศุลกากรเพราะถือว่าจักรยานคือพาหนะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
From : Pc [ 27 มิ.ย. 49 - 22:04:27 น. ]
ความเห็นที่ 15
ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1346
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (3)
ในการเจรจาระหว่างรัฐมนตรีการค้าของสมาชิกองค์การการค้าโลก ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2545 มีเสียงเรียกร้องให้สมาชิกพิจารณาสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรืออีอีพี (EPPs-Environmentally Preferable Products) และการบริการที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมว่าควรจะลดพิกัดภาษีศุลกากรหรือไม่ต้องคิดภาษี และยกเลิกการกีดกันสินค้าเหล่านี้ได้หรือเปล่า
อีกสองปีต่อมาคือในปี 2547 โออีซีดี ร้องขอให้บรรดาสมาชิกโออีซีไปศึกษาถึงผลดีของอีพีพี โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ปรากฏว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าสินค้าอีพีพีจะช่วยเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจและปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น
ซึ่งจักรยานเป็นหนึ่งในสามของสินค้าอีพีพี
พอมาถึงกลางปีที่แล้ว สมาชิกโออีซีดีประชุมกันที่สวิตเซอร์แลนด์ ได้ข้อสรุปว่าจักรยาน ชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมจักรยานคือสินค้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมจากนั้นได้ยื่นข้อเสนอนี้ต่อองค์การการค้าโลก
บรรดาสมาชิกองค์การการค้าโลกเชื่อว่า จักรยานจะกลายเป็นสินค้าที่มีบทบาทสำคัญของโลกในอนาคตข้างหน้า เนื่องจากภาวะสิ่งแวดล้อมโลกบีบบังคับให้คนต้องหันมาใช้พลังงานอย่างประหยัด พลังงานสะอาดและเสริมสร้างสุขภาพของมนุษย์
จักรยานรองรับเหตุผลนี้ได้ทั้งหมด
ความนิยมใช้จักรยานลดลงมาเรื่อยๆ เพราะคนหันไปขับรถยนต์ซึ่งเป็นพาหนะที่มีความเร็ว ความสะดวกคล่องตัว แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันในช่วงระหว่างปี 2513 กระตุกความรู้สึกของคนทั้งโลก
คนกลัวน้ำมันแพง ขาดแคลน จึงหันกลับมาใช้จักรยานกันอีกครั้ง ประกอบกับกระแส "เขียว" ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ช่วยกระพือ "โลก" ของจักรยานให้แรงขึ้น เพียงระยะสิบปี คือตั้งแต่ 2516-2526 ความต้องการจักรยานทั่วโลก เพิ่มจาก 52 ล้านคัน เป็น 74 ล้านคัน และในปี 2543 ประเทศต่างๆ ผลิตจักรยานได้ถึง 101 ล้านคัน
ประเทศที่ให้ความสำคัญกับจักรยานมากๆ ก็คือยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้ วางแผนโครงการ "จักรยาน" อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกแบบจักรยาน ไปจนถึงการก่อสร้างทางจักรยานเพื่อเชื่อมกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ และการออกกฎระเบียบใหม่ๆ ในการใช้จักรยานเป็นพาหนะเพื่อการเดินทาง สันทนาการและเพื่อสุขภาพ
โครงการ "จักรยาน" ของประเทศเหล่านั้น ทำได้ผลเกินคาด
ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เป็นหนึ่งในเมืองอันมั่นคั่งที่สุดในโลกนั้น สร้างทางจักรยานเชื่อมกับเส้นทางรถไฟ รถบัส เกือบทั่วประเทศ
คนในชุมชนปั่นจักรยานไปจอดที่สถานีซึ่งทำเป็นลานจอดจักรยานเฉพาะ หิ้วกระเป๋าขึ้นรถไฟหรือรถบัสไปทำงานในเมือง
ปริมาณรถยนต์ในสวีเดน ลดวูบอย่างรวดเร็ว
เวลานี้คนสวีเดนในชุมชนนอกเมืองปั่นจักรยานราว 10 เปอร์เซ็นต์ อีก 40 เปอร์เซ็นต์ เดินทางเท้าที่คู่ขนานกับทางจักรยาน มีเพียง 36 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ขับรถยนต์ไปทำงานส่วนที่เหลือนั่งรถบัสและรถไฟ
เนเธอร์แลนด์ ก็ถือเป็นเมืองจักรยานของโลก เส้นทางจักรยานเชื่อมไปทุกชุมชน สถานีรถไฟในนครอัมสเตอร์ดัม มีอาคารจอดรถจักรยานสูงถึง 3 ชั้น ในวันทำงานนั้นจักรยานจอดแน่นเอี๊ยดเต็มไปหมด
เส้นทางจักรยานในเนเธอร์แลนด์วัดรวมกันแล้วยาวถึง 19,000 กิโลเมตร
ส่วนเยอรมนี เมืองแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์ กลับก้าวล้ำหน้าใครๆ เพราะเขาทำทางจักรยานเชื่อมทั้งประเทศกว่า 31,000 กิโลเมตร
ตรงกันข้ามกับบ้านเรา ไม่ใช่เป็นผู้ผลิตรถยนต์ แต่กลับส่งเสริมการใช้รถยนต์มากกว่า "จักรยาน"
From : Pc [ 27 มิ.ย. 49 - 22:06:52 น. ]
ความเห็นที่ 16
ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1347
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (4)
อ่านอี-เมลของ คุณนิคม บุญญานุสิทธิ์ จากสาขาวิชาการจัดการผังเมือง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา ส่งมาถึงผมเมื่อไม่กี่วันก่อน ได้เห็นความพยายามอันน่าชื่นชมของคุณนิคมที่ต้องการผลักดันให้มีเส้นทางจักรยานรอบคูเมืองนครราชสีมา
คุณนิคมสำรวจเส้นทางเกือบทุกซอกซอยอย่างละเอียด ควรจะปรับปรุงเส้นทางในโคราชให้เป็นทางจักรยานได้อย่างไร ตรงไหนเป็นจุดที่มีปัญหา นอกจากนี้ ยังคำนวณงบประมาณการก่อสร้างทางจักรยานให้เสร็จสรรพแถมยังคิดถึงการใช้ทางจักรยานร่วมกับคนเดินเท้าและคนพิการ เช่น ขอบทางถนน ให้ทำลาดชันเพื่อให้รถเข็นคนพิการใช้ร่วมได้ด้วย
โครงการเส้นทางจักรยานของคุณนิคมทำมานานตั้งแต่ปี 2541 นำเสนอไปถึงผู้บริหารเมืองและผู้เกี่ยวข้องมาโดยตลอด แต่ไม่เกิดอะไรเป็นรูปธรรม
"ผมว่าข้อบกพร่องอย่างหนึ่งของท้องถิ่นเราก็คือผู้บริหารส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเรื่องกายภาพเมืองและผลกระทบของการพัฒนา การวางแผนจราจรส่วนใหญ่เป็นการวางแผนเพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์เกิดความสะดวกเป็นหลัก ทำให้เพิ่มภาระกับคนเดินเท้าและขี่จักรยาน" คุณนิคมตัดพ้อผ่านอี-เมล
ในอี-เมลยังบรรยายต่ออีกว่า เมื่อพูดถึงทางจักรยานส่วนใหญ่มักคิดไปเป็นทางเฉพาะหรือการขี่จักรยานบนถนนและมักคิดว่าไม่มีความจำเป็นเพราะส่วนใหญ่คนขี่จักรยานก็ใช้พื้นที่ถนนอยู่แล้ว
"ผมพยายามที่จะสร้างแนวคิดว่าจักรยานก็คือคนที่เดินเร็ว เพราะฉะนั้น ไม่ว่าตรงไหนที่คนเดินได้ก็ควรจะให้ขี่จักรยานได้ ยกเว้นบริเวณที่คนพลุกพล่านต้องจูงจักรยาน
คำถามที่ตามมาก็คือแล้วจักรยานจะไม่เป็นอุปสรรคต่อคนที่เดินเท้าหรือ เพราะคนเดินเท้าต้องหลบหลีกจักรยาน ซึ่งก็มีคำอธิบายคือคนที่ขี่จักรยานต่างหากที่ต้องระวังคนเดินเท้าและต้องชะลอความเร็วโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
เมื่อมีอุปสรรคอยู่ข้างหน้า อาจจะขลุกขลักบ้าง แต่ยังพอใช้ร่วมกันได้เพราะจักรยานชนคนเดินเท้าก็แค่บาดเจ็บไม่ถึงตาย แต่ถ้าให้จักรยานลงไปวิ่งบนถนนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จักรยานจะบาดเจ็บหรืออาจตายได้"
คุณนิคมปิดท้ายว่า สิ่งสำคัญที่เราต้องคำนึงถึงกันก่อนสร้างทางจักรยานก็คือทางเท้าที่ทุกวันนี้แทบทุกท้องถิ่นยังไม่ให้ความสำคัญ หากสามารถทำทางเท้าได้เรียบเสมอกันไม่มีอุปสรรคกีดขวางทางเท้า มีการประกับตกแต่งให้เกิดความเพลิกเพลินในการเดินตลอดเส้นทาง คนจะเดินเท้าได้สะดวกมากขึ้น ขั้นต่อมาจะสามารถกำหนดให้ทางเท้าใช้เป็นทางจักรยานร่วมกันได้ เมืองจะเกิดเส้นทางจักรยานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
นอกจากทำข้อมูลสำรวจเส้นทางแล้ว คุณนิคมยังทำเว็บไซต์ www.archkorat.com/bicycle เผยแพร่โครงการ และอธิบายแนวคิดรวมทั้งรวบรวมข้อมูลเรื่องของเส้นทางจักรยานของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่อังกฤษ อินเดีย อิสราเอล เยอรมนี ออสเตรเลีย ชิลี หรือในเมืองต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา พร้อมภาพประกอบค่อนข้างละเอียดซึ่งน่านับถือในความพยายาม
และนี่เป็นหนึ่งความคิด ของนักนิยมปั่นสองล้อและเห็นอนาคตของจักรยานว่าจะต้องเป็น "พาหนะ" ที่โลกต้องกลับหันกลับมาใช้อย่างแพร่หลายอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนความคิดดีๆ อย่างนี้จะซึมซับผ่านผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารท้องถิ่น เมื่อไหร่นั้น คงต้องว่ากันอีกเรื่อง
From : Pc [ 27 มิ.ย. 49 - 22:11:07 น. ]
ความเห็นที่ 17
ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1349
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (5)
สํานักงานบริหารทางหลวงแห่งสหพันธรัฐ (The Federal Highway Administration : FHWA) สหรัฐอเมริกา ขึ้นกับกระทรวงการขนส่ง ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องสร้างระบบการขนส่งให้สอดคล้องกับเมือง คือ ทำถนนให้ขนส่งสินค้า ผู้โดยสารอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ขณะเดียวกัน ต้องปกป้องสิ่งแวดล้อม และปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองผู้พิการ ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว การก่อการร้าย
รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ชุมชนอยู่ได้อย่างมีชีวิตชีวา คนเดินทางเท้าและคนขี่จักรยานสามารถใช้เส้นทางได้ร่วมกัน ภายใต้ทรัพยากรธรรมชาติอันจำกัด
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นวิสัยของผู้นำประเทศสหรัฐซึ่งเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก แต่มองเห็นอนาคตของพลังงานจะกลายเป็นปัญหาใหญ่และเตรียมแผนรองรับให้คนที่ใช้รถยนต์จะหันมาพึ่งพาพลังงานอื่นๆ
"ทอม ลาร์สัน" อดีตผู้บริหารของสำนักงานดังกล่าว ยก "อัมสเตอร์ดัม" เมืองท่าแห่งเนเธอร์แลนด์ เป็นตัวอย่างของเมืองจักรยานที่มีประสิทธิภาพทั้งการเดินทางอย่างประหยัดพลังงาน ไร้มลพิษ สะอาดและเงียบ มีผลกระทบทางสิ่แวดล้อมต่ำ ขณะที่การใช้พื้นที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบพาหนะชนิดอื่นๆ
เส้นทางจักรยานและทางเดินเท้าถูกสร้างควบขนานไปกับการขยายตัวของชุมชนเมืองต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการขนส่งบนเส้นทางร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ (The Intermodal Surface Transportation Efficiency Act of 1991) และกฎหมายว่าด้วยการขนส่งอย่างเสมอภาคเพื่อศตวรรษที่ 21 (The Transportation Equity Act for the the 21st Century) มีการเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติประชาชนที่ใช้เส้นทางทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับเมืองไปจนถึงระดับประเทศ เพื่อนำมาปรับปรุงให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด
สำนักงานสถิติด้านการขนส่งของสหรัฐ พบว่า คนอเมริกันขี่จักรยานเฉลี่ย 33 ล้านคน ในจำนวนนี้เดือนหนึ่งจะขี่จักรยาน 6 วัน ส่วนคนเดินเท้าเพื่อไปทำงานเฉลี่ย 140 ล้านคน
เมื่อห้าปีที่แล้วพบว่า คนเดินเท้าเกือบ 5 พันคน และนักปั่นจักรยาน 700 คน เสียชีวิตเนื่องมาจากรถยนต์ชน
อุบัติเหตุดังกล่าวนำไปสู่การปรับปรุงการก่อสร้างถนน ทางเดินเท้าและทางจักรยานให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด ในเวลาเดียวกัน หน่วยงานอื่นๆ กระโดดเข้ามาร่วมช่วยกันแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ทางจักรยาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security Department)
กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐ มองเห็นปัญหาสุขภาพคนอเมริกันซึ่งเป็นโรคอ้วนกันมากเพราะกินดีอยู่ดีเกินไป แต่ออกกำลังกายน้อย จึงสนับสนุนให้รัฐบาลสร้างทางเท้าทางจักรยานเพื่อให้คนหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น
ส่วนกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมินั้น เกิดปิ๊งไอเดียจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 เมื่อกลุ่มก่อการร้ายถล่มตึกเวิร์ลด์เทรดและเพนตากอน จึงคิดให้ทางจักรยานและทางเท้าเป็นทางอพยพฉุกเฉินเมื่อมีเหตุก่อการร้าย
แทร็กจักรยาน "เมาต์เวอร์มอน" ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย เชื่อมต่อระหว่างกระทรวงกลาโหม สนามบินแห่งชาติ "เรแกน" เป็นเส้นทางอพยพฉุกเฉิน สร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ 9/11
วงการตำรวจสหรัฐ เปลี่ยนโฉมหน้าในการป้องกันความปลอดภัยให้กับชุมชนเมือง แทนที่จะขับรถยนต์ตรวจการณ์ หันมาปั่นจักรยานสายตรวจแทน ทีมสายตรวจที่ขี่จักรยานออกตรวจพื้นที่ มีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก กองกำลัง "จักรยาน" มีจำนวนราว 4 ใน 5 ของสถานีตำรวจทั่วสหรัฐ
จักรยานสายตรวจเหล่านี้ มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงจุดเกิดเหตุสูงกว่ารถสายตรวจ ทำให้การจับกุมคนร้ายได้เร็วกว่าถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่งบประมาณค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาจักรยานต่ำกว่ารถสายตรวจหลายเท่าตัว
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจปั่นจักรยานมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และบางคนกลายเป็นนักกีฬาระดับ "แชมป์"
นอกจากนี้ การออกกฎหมาย "อากาศสะอาด" หรือ Clean Air Act ในปี 2543 มีส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองต่างๆ ของสหรัฐต้องพัฒนาเส้นทางจักรยานและทางเท้าให้มีมาตรฐานสูงและขยายเส้นทางเพิ่มขึ้น เนื่องจากกฏหมายดังกล่าวป้องกันยานพาหนะพ่นควันพิษใส่ชุมชน
ยังมีสถิติที่ชี้ให้เห็นคุณประโยชน์ของ "จักรยาน" ในทางธุรกิจอีกอย่าง นั่นคือ "จักรยานส่งเอกสาร"
เมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐอย่างมหานครนิวยอร์ก แอลเอ หรือชิคาโก เจอปัญหา "จราจร" ติดขัด บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างหันมาพึ่งพา "ไบก์ แมสเซนเจอร์"
แต่ละปีบริษัท "ไบซีเคิล แมสเซนเจอร์" ในมหานครนิวยอร์ก ทำรายได้เป็นมูลค่า 700 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นเงินบาทเบาะๆ ปาเข้าไปกว่า 27,000 ล้านบาท
From : Pc [ 27 มิ.ย. 49 - 22:15:04 น. ]
ความเห็นที่ 18
http://www.jabchai.com/main/view_joke.php?id=3363 คิกๆๆ
From : ศ.พระราม 4.5 [ 28 มิ.ย. 49 - 08:26:50 น. ]
ความเห็นที่ 19
ขอบคุณ คุณ Pc ครับ ที่มาช่วย Post บทความจนครบ
From : เสือ Spectrum [ 28 มิ.ย. 49 - 11:05:49 น. ]
ความเห็นที่ 20
ขอบคุณจากใจ ที่นำข้อคิดดีๆนำเสนอ หวังว่าผู้มีหน้าที่วางแผนจราจร คงได้ข้อคิดดีๆ ประกอบการพิจราณา
From : ตี๋พัฒนาการ [ 28 มิ.ย. 49 - 12:12:54 น. ]
ความเห็นที่ 21
ตอบคุณศักดาครับ
ที่เมืองจีนนั้นในที่สุดชนชั้นนำก็ทนความเย้ายวนของทุนนิยมไม่ได้ จักรยานเป็นสัญลักษณ์ของความล้าหลัง ชนชั้นนำติดความสบาย ถนนหลายสายห้ามจักรยานใช้งานโดยเด็ดขาด พื้นที่ของชาวจักรยานถูกบีบขนาดลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่น่ากลัวเท่ากับ เป้าหมายและความฝันของคนจีนรุ่นใหม่คือการได้เป็นเจ้าของรถยนต์สักคัน ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือความเป็นไปในปัจจุบันของเมืองจีนครับ ฟังดูคล้ายๆที่ไหนสักที่แถวนี้ไหมครับ มีความหวังริบหรี่มากครับแต่ก็เอาใจช่วยทุกความพยายามครับ
From : bend and break [ 28 มิ.ย. 49 - 17:42:32 น. ]
ความเห็นที่ 22
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (6)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับรณรงค์ปั่นจักรยานเพื่อการเดินทางแทนรถยนต์ บ้างก็อ้างว่าอากาศบ้านเราไม่อำนวย เนื่องจากร้อน หรือไม่ก็ฝนตก
เรื่องนี้สามารถแก้ปัญหาได้ หากผู้บริหารบ้านเมืองต้องการสร้างทางจักรยานเพื่อจูงใจให้คนใช้จักรยานเป็นพาหนะมากๆ จะต้องวางแผนออกแบบเส้นทางจักรยานให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม
ผมเห็นนักปั่นจักรยานในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ขี่เจ้าพาหนะสองล้อในทุกสภาพอากาศ ร้อนหรือเย็น หรือมีฝนเทลงมาสักแค่ไหน ก็ปั่นกันอย่างสบายใจ เนื่องจากเลนจักรยานที่ทำให้เกิดความสะดวกในการเดินทางนั่นคือการสร้างเส้นทางให้อยู่ในแนวต้นไม้ ซึ่งเกิดความร่มรื่นระหว่างการปั่น
บางเส้นทางขนานไปกับแนวชายฝั่งทะเล ปั่นไปก็สูดลมทะเลอันสดชื่นไปจนลืมเหนื่อย
บ้านเรา หากคิดจะทำไบก์เลน ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นอันดับแรกๆ โดยเฉพาะพื้นที่ในการก่อสร้างควรจะออกแบบเส้นทางให้อยู่ในแนวร่มไม้ให้มากที่สุด ผมเชื่อว่าคนจะหันมาปั่นจักรยานเพิ่มขึ้นอีกเยอะ
เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวอันน่าดีใจสำหรับคนปั่นจักรยานชาวกรุงเทพฯ นั่นคือ คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนส่งเสริมคนกรุงหันมาใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ทั้งเพื่อสันทนาการ การท่องเที่ยว การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
คุณอภิรักษ์ยอมรับว่าสถานการณ์ปัจจุบันราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงเป็นเงาตามตัว กทม. จึงหันมาส่งเสริมการเดินทางด้วยรถจักรยานเพื่อประหยัดพลังงาน
กทม. เตรียมแผนเพื่อรองรับการใชัจักรยานของชาวกรุงเทพฯ โดยเฉพาะสำนักงานของ กทม. ทั้ง 50 เขตรวมถึงศาลาว่าการ กทม. ทั้งสองแห่ง จะมีที่จอดรถจักรยาน นอกจากนี้ ยังให้แต่ละเขตสำรวจเส้นทางในชุมชนว่าสามารถทำเส้นทางจักรยานและจุดจอดรถจักรยานได้หรือไม่
กทม. เล็งสำรวจเส้นทางจักรยานเพื่อเชื่อมระหว่างชุมชนกับตลาด ชุมชนกับวัด มัสยิด หรือโรงเรียน และยังจัดเส้นทางจักรยานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอีก 10 เส้นทาง
แถวๆ บ้านผม ก็มีเส้นทางจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว เลียบวงแหวนรอบนอกสายตะวันออก เชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์ เส้นทางสายนี้ ผมชอบปั่นตอนเช้าๆ จะมีช่องตัดเข้าสู่ทุ่งนากว้าง เห็นฝูงนกบินว่อนหาปูปลา ก่อนวกเข้าสู่ทางเรียบทะลุไปถึงวัดลานบุญ นั่งพักเอาแรงและสงบสติที่นั่นสักครึ่งชั่วโมงก่อนปั่นกลับบ้านอย่างอิ่มเอิบใจ
ถ้า กทม. ปรับทางเท้าริมถนนรามคำแหงทั้งสองฝั่งลบมุมทำให้ลาดชันน้อยลงเพื่อให้นักปั่นจักรยานปั่นโดยไม่ต้องเสี่ยงลงไปปั่นบนถนน ผมเชื่อว่าถนนสายนี้จะได้รับความนิยมสำหรับการปั่นเพื่อการท่องเที่ยวอีกเยอะ เพราะนอกจากจะไปปั่นเที่ยววัดลานบุญที่อยู่ฝั่งตะวันออกแล้ว หากปั่นไปทางทิศเหนือเลียบวงแหวนขึ้นไปแถวๆ มีนบุรี ก็มีที่น่าปั่นเพื่อการท่องเที่ยวหลายแห่ง
สำหรับโครงการของ กทม. ที่น่าสนใจอีกโครงการได้แก่ การรณรงค์วินัยจราจรให้เยาวชน เรื่องนี้ผมถือว่ามีความสำคัญมากทีเดียว
คนปั่นจักรยาน ก็เหมือนคนขับรถยนต์ ถ้าไม่รู้กฎจราจร โอกาสจะเกิดอุบัติเหตุ ทำอันตรายทั้งผู้ขับขี่และผู้ที่สัญจรไปมาย่อมมีสูง
บ้านเรายังขาดสำนึกเรื่องวินัยจราจรอยู่มากจึงทำให้สถิติอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกมาก เนื่องจากว่า รถยนต์ที่ผลิตขึ้นในปัจจุบันมีระบบป้องกันอันตรายกับตัวบุคคลเยอะแยะมากมาก ทั้งเข็มขัดนิรภัย ถุงลมด้านหน้า ด้านข้าง มีเหล็กกั้นรอบคันรถ ขณะที่ถนนหนทางมีการปรับปรุงดีขึ้นมาก ทางเรียบขึ้น วิ่งสบายขึ้น แต่คนเสียชีวิตเพราะรถชนกันนั้นมีไม่เว้นแต่ละวัน
นี่ก็เพราะการใช้รถใช้ถนนขาดวินัยนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ถ้าใครคิดจะพัฒนาระบบจราจรไม่ว่าจะเป็นทางจักรยานหรือทางรถ ต้องเน้นเรื่องวินัยในการสัญจรควบคู่กันด้วย
From : เสือ Spectrum [ 2 ก.ค. 49 - 21:42:00 น. ]
ความเห็นที่ 23
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (7)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ถ้าใครติดตามเรื่องราวของทางจักรยานอย่างใกล้ชิดจะพบว่า บ้านเราพูดมากกว่าทำ หน่วยงานต่างๆ มีไอเดียออกมาเยอะแยะ แต่การผลักดันเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมชัดเจนใช้ได้ผลนั้นมีน้อยมาก หรือมีก็ทำได้ไม่ต่อเนื่อง อีกมากโครงการที่นอกจากประสิทธิผลต่ำแล้ว บางครั้งยังมีเรื่องราวการโกงกินเงินหลวงเข้ามาพัวพันให้ชาวบ้านช้ำใจอีกต่างหาก
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2544 พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ เลขาธิการคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน บอกว่า สำนักงานคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (สจร.) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการเดินทาง โดยไม่ใช้เครื่องยนต์ (Non Motorization)
เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ควรได้รับการส่งเสริม และสนับสนุนให้แพร่หลาย เพราะจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ลดปริมาณการใช้น้ำมันในการสัญจร ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางในระยะสั้นๆ
เนื่องจากสภาพพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีถนนสายรอง และตรอก ซอยจำนวนมาก
นอกจากนี้ ทางคู่ขนานหลายแห่งและทางเดินเท้าที่กว้างตามแนวถนนสายหลัก หากได้รับการจัดทำเครื่องหมายและปรับปรุงขอบทางให้เหมาะสม ก็สามารถปรับมาใช้เป็นทางจักรยานได้ ซึ่งในปัจจุบัน จัดทำทางวิ่งจักรยานใต้ทางด่วน และบนทางเท้าที่สามารถทำได้โดยเฉพาะบริเวณชานเมือง เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้จักรยานและการเดินเท้าเพิ่มขึ้น
เลขาฯ สจร. กล่าวว่า สจร. ได้กำหนดกรอบพัฒนาระบบการเดินทาง ไม่ใช้เครื่องยนต์ โดยจัดเตรียมมาตรการด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้เดินเท้าและผู้ขับขี่จักรยาน พร้อมๆ กับสนับสนุนให้ประชาชนยอม รับการเดินทางด้วยวิธีนี้เพิ่มมากขึ้น โดยเสนอ คจร. ปรับปรุงคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการเดินทางที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ในเขตเมือง
"จากการศึกษาเรื่องการเดินทาง โดยไม่ใช้เครื่องยนต์ในสหรัฐอเมริกา พบว่า การเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์มาเป็นจักรยาน จะสามารถประหยัดได้ประมาณ 0.2 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9 บาทต่อการเดินทาง 1 กิโลเมตรในชนบท หรือ 0.8 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 34 บาท ต่อการเดินทาง 1 กิโลเมตร ในเขตเมืองช่วงเวลาที่มีการจราจรคับคั่งสูงสุด"
พ.ต.ต.ยงยุทธปิดท้ายว่า ถ้าหากประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง โดยหันมาใช้จักรยานก็จะช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางและลดค่า ใช้จ่าย ลงได้มาก นอกจากนี้ ประโยชน์ ที่ประชาชนจะได้รับคือ สุขภาพที่ดีขึ้น และได้พักผ่อนหย่อนใจไปในตัว
เหตุการณ์นี้ผ่านมา 5 ปี พ.ต.ท.ยงยุทธพ้นจากตำแหน่งเลขาฯ "คจร." ไปนานแล้ว แต่แนวคิดดีๆ อย่างนี้ไม่ได้สานต่ออย่างเป็นรูปธรรม
ความจริงในเวลานั้น สถานการณ์น้ำมันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเหมือนในปัจจุบัน แต่การมองอนาคตของ พ.ต.ท.ยงยุทธ กลับไม่มีคนมาช่วยสนับสนุนให้เป็นจริงเป็นจัง
ถ้าหากรัฐบาลฉุกคิดและทุ่มเทกำลังกายกำลังเงินเพื่อสร้างทางจักรยานให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ห้าปีก่อน การเดินทางโดยไม่ใช้เครื่องยนต์อย่างที่อดีตเลขาฯ คจร. วาดฝันเอาไว้จะเป็นจริงขึ้น
นี่คือการขาดความต่อเนื่องของการจัดวางนโยบายภาครัฐ
เพราะฉะนั้น นักปั่นจักรยานทั้งหลายอย่าเพิ่งคาดหวังอะไรกันมากนักว่า เมืองไทยจะมีเส้นทางจักรยานให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการเดินทาง ท่ามกลางกระแสโลกที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันประหยัดพลังงาน และอนุรักษ์สภาพแวดล้อม
From : เสือ Spectrum [ 8 ก.ค. 49 - 00:08:06 น. ]
ความเห็นที่ 24
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (8)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ข่าวชิ้นเล็กๆ จากประเทศญี่ปุ่น เมื่อหลายวันมาแล้ว รายงานเรื่องราวของการใช้จักรยานและการอบรมผู้นิยมใช้จักรยาน โดยเฉพาะเด็กๆ เพื่อฝึกให้เป็นนิสัยในการใช้กฎกติกาจราจรและความปลอดภัยในการปั่นเจ้าสองล้อคู่ชีพ
เนื้อข่าวมีอยู่ว่า สถานีตำรวจในจังหวัดอิชิกา เริ่มเข้มงวดกับการใช้กฎกติกามารยาทในการขี่จักรยานด้วยการนำสติ๊กเกอร์สีเหลืองมาใช้เพื่อตักเตือนพฤติกรรมในการขี่รถจักรยานสำหรับนักเรียนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร
หากนักเรียนคนใดฝ่าฝืนกฎจราจร เช่น ขี่จักรยานฝ่าไฟแดงจะได้รับสติ๊กเกอร์สีเหลืองหนึ่งใบ และหากได้รับสติ๊กเกอร์ถึง 3 ใบ ทางสถานีตำรวจจะรายงานพฤติกรรมดังกล่าวให้ทางครอบครัวและทางโรงเรียนทราบ
"โนบูอาคิ นากาโมโต้" ตำรวจจราจร ประจำสถานีตำรวจมัตโตบอกว่า รถจักรยานถือเป็นยานพาหนะอย่างหนึ่งจึงต้องอยู่ภายใต้กฎจราจรเช่นเดียวกับพาหนะประเภทอื่น หากผู้ขับขี่ละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรจะต้องถูกลงโทษ
ในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่นกำหนดให้ผู้ขี่รถจักรยานต้องเข้าอบรมเพื่อสอบขอใบอนุญาตขี่จักรยาน เช่น ที่จังหวัดเฮียวโกะ เด็กนักเรียนประถมและมัธยมต้องได้รับใบอนุญาตขี่จักรยานจากเจ้าหน้าที่ของทางจังหวัดและตำรวจ
เด็กๆ จะเข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎจราจรเพื่อสอบขอใบอนุญาตเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนและรู้จักเห็นอกเห็นใจคนเดินถนน ผู้ขับขี่ยวดยานอื่นที่ร่วมใช้รถใช้ถนนกับพวกเขา นอกจากการสอนภาคทฤษฎีแล้วยังฝึกภาคปฏิบัติจริงด้วย และเด็กเหล่านี้จะได้รับใบอนุญาตขี่รถจักรยานหลังจากสอบผ่านแล้วเท่านั้น
เจ้าหน้าที่กำลังประเมินว่า ผู้ขี่จักรยานจะข้ามถนนบริเวณทางแยกที่มียวดยานจอแจไปได้อย่างไรโดยไม่ไปรบกวนพื้นที่บนทางเท้า แต่ละคนก็เสนอความเห็นว่าควรจะไปเส้นทางใด และในที่สุดก็ได้ขอสรุปว่า ควรจะมีแผนที่เส้นทางสำหรับรถจักรยาน โดยระบุให้ทราบว่า บริเวณใดที่ควรใช้ความระมัดระวังในการขี่รถเป็นพิเศษ และบริเวณใดที่ควรเดินจูงรถไปและย้ำให้ขี่รถอย่างระมัดระวังในบริเวณที่รถเข้าออกในจุดจอดรถ
เจ้าหน้าที่ได้ออกสำรวจพื้นที่ต่างๆ ทั่วกรุงโตเกียว เพื่อให้มั่นใจว่าแผนที่ที่จัดทำขึ้นสามารถนำมาใช้งานได้จริง ปัจจุบันในญี่ปุ่นมีเด็กนักเรียนประถมและมัธยมที่ได้รับใบอนุญาตขี่รถจักรยานแล้วเกือบ 2,000 คน
ผมนำข่าวนี้มาเล่าให้ฟังกัน เพื่อจะบอกว่า ประเทศญี่ปุ่นวันนี้เป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ของโลกไปแล้ว และปริมาณการผลิตเพิ่งแซงหน้าสหรัฐอเมริกาหมาดๆ นี่เอง แต่รัฐบาลที่นั่นให้ความสำคัญกับการปลูกฝังจิตสำนึกแก่เด็กๆ ผู้จะเป็นอนาคตของชาติ ให้รู้จักการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทางเลือกที่คุ้มค่า และความมีระเบียบวินัย เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
นอกจากการรณรงค์ให้เด็กเรียนรู้กับ "จักรยาน" พาหนะที่เป็นประดิษฐกรรมอันเก่าแก่ของโลกแล้ว เด็กยังฝึกร่างกายให้เกิดความแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันโรคไปในตัวด้วย
ตรงกันข้ามกับบ้านเรา ที่นับวันผู้ใหญ่ยัดเยียดคำสอนเรื่องความมักง่าย เห็นแก่ตัวเอาแก่ได้ บางทีเพียงพูดยังไม่พอ แต่ยังแสดงพฤติกรรมให้เห็นกันชัดๆ โดยเฉพาะผู้บริหารประเทศบางคนนี่แหละ พูดอย่างทำอย่างจนเด็กงงๆ ไปหมดแล้ว ว่าการเป็นผู้นำได้ต้องมีคุณธรรมความดีงามหรือโกงเก่งอย่างเดียวก็พอ?
From : เสือ Spectrum [ 24 ก.ค. 49 - 21:32:09 น. ]
ความเห็นที่ 25
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ถนนเพื่อ"จักรยาน"
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ราคาน้ำมันกระฉูดกลับมาเป็นข่าวอีกหน และเป็นเช่นเดิมคือเมื่อมีข่าวใหญ่อย่างนี้ รัฐบาลทำท่าแสดงอาการกระตือรือร้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตีปี๊บแผนรณรงค์กระตุ้นให้คนประหยัดพลังงาน
แต่ผลสุดท้ายล้มเหลวเช่นเคยเพราะคนยังใช้น้ำมันไม่ได้ลดลง มิหนำซ้ำยังมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี
ขณะที่ความคิดเพื่อจัดหาพลังงานทางเลือกอื่นๆ เกิดประกายได้แค่วูบเดียวแล้วก็หายไป ไม่มีการทำอย่างต่อเนื่อง หรือทำไปก็แค่ให้เป็นข่าวฮือฮาเท่านั้น เมื่อข่าวจางหายไป ราคาน้ำมันหล่นลงมา สถานการณ์ "ผลาญ" น้ำมันกลับมาสู่ภาวะปกติ คือใช้กันอย่างไม่บันยะบันยัง
จึงไม่น่าแปลกเมื่อเราต้องสูญเสียเงินเพื่อซื้อน้ำมันมาใช้ปีละ 5 แสนล้านบาท
ถ้าเอาตัวเลขซื้อน้ำมันนี้มาคิดเล่นๆ เปรียบเทียบกับการผลิตข้าวส่งออก แต่ละปีไทยส่งออกข้าวได้เฉลี่ย 7-8 ล้านตัน ราคาข้าวตกตันละ 350 เหรียญสหรัฐ เราจะขายข้าวได้ราว 1-1.2 แสนล้านบาท
ฉะนั้น คนไทยต้องปลูกข้าวถึง 5 ปีเพื่อขายข้าวเอามาอุดกับน้ำมันที่ผลาญกันแค่ปีเดียว
นี่เป็นความไม่สมดุลของการจัดการบริหารประเทศ
แม้วันนี้โครงสร้างประเทศจะเปลี่ยนจากการเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ คอมพิวเตอร์ แต่ในที่สุดเราก็ต้องพึ่งพาการใช้น้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตอยู่ดี
มองไปข้างหน้า ประเทศไทยรอวันทรุดเพราะไม่ได้คิดวางแผนและลงมือเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันอย่างจริงจัง
มีตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ เรื่องการขนส่งคมนาคม นโยบายของรัฐบาลแทบทุกสมัยทำเหมือนเอาใจบริษัทผลิตรถยนต์ ด้วยการวางแผนสร้างโครงข่ายถนนอย่างเว่อร์ๆ ทำถนนให้ใหญ่ให้รถวิ่งได้มากๆ ทั้งที่มีระบบการขนส่งอื่นๆ อีกมากมายที่ควรจะทำ เป็นต้นว่า ในเส้นทางหลักๆ ควรเป็นขยายทางรถไฟเพื่อรองรับปริมาณการเติบโตของการขนส่ง เมืองใหญ่ควรมีระบบขนส่งมวลชน หรือการปรับปรุงเส้นทางขนส่งทางน้ำ ซึ่เป็นแนวทางที่สามารถจะขนส่งในปริมาณมากๆ ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า
ขณะเดียวกัน ไม่มีรัฐบาลชุดใดวางแผนผังเมืองให้สอดประสานระหว่างการพักอาศัยกับการทำธุรกิจเพื่อลดปริมาณการใช้รถยนต์ แต่กลับขยายเมืองออกไปอย่างสะเปะสะปะ ทำให้คนต้องคิดหาซื้อรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์เพื่อเดินทาง
ในชุมชนทุกแห่ง ควรจะมีเส้นทางจักรยานสำหรับการใช้เดินทางในระยะสั้นๆ แต่กลับไม่มีการคิดวางนโยบายและทำขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่จักรยานคือพาหนะที่ถูกที่สุดสำหรับแผนรณรงค์ประหยัดน้ำมัน
เวลานี้ข่าวน้ำมันแพงโหมประโคมในสื่อก็ได้ยินว่ากระทรวงมหาดไทยเริ่มหันกลับมาวางแผนปลุกใจข้าราชการจังหวัดต่างๆ ให้กลับมาใช้จักรยานในการเดินทางและทำเส้นทางจักรยาน ตำรวจคิดใช้จักรยานสำหรับตรวจการณ์ในพื้นที่ชุมชน
ผมสนับสนุนเรื่องเส้นทางจักรยานมานานแล้วและอยากให้ฝันเป็นจริง แต่อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ความคิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะเป็นไฟไหม้ฟางอีกครั้ง เพราะเท่าที่จับกระแสดู จะมีเพียงกลุ่มคนขี่จักรยานและโพลสำรวจของบางสำนักเท่านั้นที่ไปสำรวจความเห็นของประชาชนซึ่งส่วนเห็นด้วย กระนั้นก็ยังเป็นแค่ความเห็น
ผมอยากเห็นรัฐบาลปักธงทำเส้นทางจักรยานเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อให้นโยบายนี้สามารถเห็นผลในทันตา โดยตัดงบประมาณที่เป็นงบฯ ซึ่งทำให้เกิดการบริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้น นั่นคืองบฯ การสร้างขยายถนนขนาดใหญ่ให้เปลี่ยนมาเป็นงบฯ ทำทางจักรยานแทน ใช้งบฯ ที่น้อยกว่าและทำได้เร็วกว่าถนนสำหรับรถยนต์
ในปีต่อๆ ไป รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงานหรือกระทรวงมหาดไทย ต้องจัดงบประมาณสำหรับทำเส้นทางจักรยานโดยเฉพาะในทุกจังหวัด ทุกอำเภอและลงไปถึงระดับชุมชนต่างๆ รวมทั้งยังต้องมีงบฯ สำหรับฝึกอบรมผู้ใช้รถจักรยาน งบฯ เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมจักรยาน รองรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมประเภทนี้ เชื่อว่าในอนาคตจะเติบโตอย่างรวดเร็ว
ตราบใดที่ราคาน้ำมันยังแพงและยังไม่มีใครคิดค้นพลังงานทางเลือกสำหรับการเดินทางในระยะสั้นๆ ได้ดีกว่าการใช้พลังงาน "คน" ในการปั่นจักรยาน
From : เสือ Spectrum [ 24 ก.ค. 49 - 21:35:06 น. ]
ความเห็นที่ 26
มารับทราบเนื้อหาดีมีสาระ ขอบคุณพี่เป็คมากๆ
From : O_o [ 24 ก.ค. 49 - 21:39:58 น. ]
ความเห็นที่ 27
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
จักรยานเพิ่มค่า
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ข่าวเล็กๆ สั้นๆ สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ผมเกิดสะดุดใจอยากนำข่าวนี้มาเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน และโดยเฉพาะบรรดานักคิดที่เป็นหัวแถวของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับรู้อย่างทั่วถึง
เนื้อข่าวมีอยู่ว่า รัฐบาลนอร์เวย์ริเริ่มโครงการจูงใจให้ชาวนอร์เวย์เลิกใช้รถยนต์หันมาปั่นจักรยาน เพื่อประหยัดน้ำมันและลดมลพิษโดยยอมจ่ายเงินสดๆ ให้คนทำงานที่ปั่นสองล้อไปทำงานสนองนโยบายของรัฐบาล
นอกจากจุดประสงค์ในการประหยัดน้ำมันและลดมลภาวะแล้ว รัฐบาลนอร์เวย์มีเป้าหมายที่จะช่วยให้สุขภาพของประชาชนแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ โครงการนี้เริ่มแล้วตั้งแต่วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม ใช้ชื่อว่า เมืองแห่งสุขภาพ (HEALTHY CITY) โดยจะจ่ายเงินให้พนักงานเทศบาลเขตแซนด์เนส ทางตะวันตกเฉียงใต้ของนอร์เวย์
ทุกๆ กิโลเมตรที่ปั่นจักรยานไปติดต่อทำธุรกิจ จะได้เงินสดประมาณ 43 เซ็นต์ หรือเกือบ 20 บาท แต่ต้องไม่เกินระยะทาง 5 กิโลเมตร ไม่นับรวมระยะทางที่ปั่นไป-กลับจากบ้านและที่ทำงาน
นายฮานส์ อิวาร์ โซมเม่ (Hans Ivar Soemar) แกนนำผู้ริเริ่มโครงการนี้บอกว่า ต้องการให้พนักงานสุขภาพแข็งแรงและไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
ขณะเดียวกัน นักปั่นประมาณ 75,000 คน ขี่จักรยานไปทำงานขานรับสัปดาห์รณรงค์ถีบสองล้อไปทำงานประจำปี (BICYCLE TO WORK) หลายรายแวะพักกินอาหารมื้อเช้าที่จัดเตรียมไว้ให้รายทางด้วย
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลนอร์เวย์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตสูงที่สุดในโลก ก็ได้ริเริ่มมาตรการห้ามสูบบุหรี่ตามบาร์และร้านอาหารทั่วประเทศเป็นแห่งแรกในโลก โดยจะเริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เพื่อให้ประชาชน 4.5 ล้านคนมีความสุขและสุขภาพแข็งแรง
ข่าวนี้จะเห็นได้ว่า รัฐบาลนอร์เวย์มีความตั้งใจให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีมีสุขภาพแข็งแรงจริงๆ ไม่ใช่แค่คุยโตโอ้อวดเหมือนบางรัฐบาล ซึ่งคิดเพียงสร้างภาพฉาบฉวยไปวันๆ
โครงการปั่นจักรยานในเมือง โดยเฉพาะเมืองไทยนั้นถ้ารัฐบาลตั้งใจทำ ก็สามารถทำได้นานแล้ว แต่ที่ไม่ทำเพราะไม่ได้คิด ที่ไม่คิดก็เพราะเห็นว่าเรื่องจักรยานเป็นแค่เรื่องเล็กๆ กระจอกงอกง่อย หันไปคิดเรื่องสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ คิดโครงการสร้างถนนสายใหญ่เพราะจะได้เงินงบประมาณเยอะๆ ได้ค่าคอมมิสชั่นมากๆ โกงกันอย่างสนุกสนาน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ไม่เคยมองถึงผลลบจากการส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ จักรยานยนต์และการสร้างถนนสายใหญ่ๆ ที่ตามมา อย่างที่เห็นกันในวันนี้ ซึ่งมีอุบัติเหตุบนถนนร้ายแรงเกิดขึ้นแทบทุกวัน มีผู้เสียชีวิตมากมาย บางวันยอดคนตายสูงกว่าสงครามอิรักเสียอีก และยังมีผลร้ายอื่นๆ ไม่ว่าเรื่องของการจราจรแออัด มลพิษในอากาศ เสียงดัง สุขภาพของผู้คน
หากย้อนประเมินเงินงบประมาณจากการขยายเส้นทางสร้างถนนผมคิดว่ามีจำนวนนับหมื่นๆ ล้านบาท ค่าความเสียหายอันเกิดจากอุบัติเหตุมีจำนวนนับหมื่นๆ ล้านบาทเช่นกัน ทั้งค่าเสียหายอันเกิดจากรถยนต์ที่พังพินาศ ค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ ยังไม่นับรวมค่าชีวิตของผู้คนซึ่งพิการและเสียชีวิต
ผมอยากให้รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งอวดสรรพคุณตัวเองว่า "คิดใหม่ทำใหม่" หันมาสนใจกับเรื่องการลดปัญหามลพิษด้วยการส่งเสริมจักรยานเป็นยานพาหนะ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่จะต้องสร้างถนนสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ สามารถปั่นได้สะดวกเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึง และถ้าเป็นไปได้ต้องอุดหนุนอุตสาหกรรมจักรยานและสร้างเครือข่ายการขนถ่ายจักรยาน เช่น รถบัสโดยสาร รถไฟให้ผู้ใช้จักรยานสามารถขนจักรยานขึ้นรถไฟ-รถยนต์เพื่อปั่นไปทำงาน
ถ้าทำได้อย่างนี้ ผมเชื่อว่า คนไทยจะมีสุขภาพแข็งแรงและชีวิตยืนยาวขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อีกหลายเท่าตัว
From : เสือ Spectrum [ 24 ก.ค. 49 - 21:41:06 น. ]
ความเห็นที่ 28
หมุนตามโลก
เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง
รสชาติจักรยาน
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
หลายคนที่อ่านมติชนสุดสัปดาห์กันอยู่ คนที่เป็นคนกรุง ส่วนใหญ่คงลืมรสชาติความสนุกมันยามได้ปั่นจักรยาน ปล่อยให้การขี่จักรยานเป็นเรื่องของเด็กๆ ไป
นั่นเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ถนนในกรุงไม่ทำให้เรามีที่มีทางจะขี่จักรยานได้เอาเสียเลย น่าสงสารสิงห์นักปั่นจักรยานตัวจริง สวมหัวใจเหล็กฟันฝ่าความเครียดและอันตรายจากรถรารอบตัว ก้มหน้าก้มตาปั่นจักรยานแทรกเข้าไปชนิดเสี่ยงอันตราย น่าให้รางวัลจริงๆ
หลายประเทศเขามีวัฒนธรรมขี่จักรยาน อย่างฮอลแลนด์หรือญี่ปุ่น ไทยเราพอน้ำมันแพงก็มีข่าวจะรื้อฟื้นเรื่องจักรยานกันขึ้นมาอีก เป็นอย่างนี้ทุกที แต่เชื่อเถอะ พูดไปเดี๋ยวก็ลืม ถ้ารถยนต์ยังมากมายขับกันโกลาหลเต็มถนนอย่างนี้ จักรยานที่ไหนจะสู้ไหว
ผู้เขียนมีความฝันสองอย่าง หนึ่งอยากเห็นกรุงเทพขี่จักรยานได้ กับสองอยากเห็นน้ำในคลองใสสะอาด เห็นทีจะต้องฝันค้าง
ที่ญี่ปุ่น ระบบขนส่งมวลชนของเขายอดเยี่ยมมาก ทำให้บนถนนหนทางมีรถยนต์น้อย ทั้งๆ ที่เป็นประเทศผลิตรถยนต์ ตลกไหมล่ะ ไม่ตลกหรอก เขาส่งไปขายต่างประเทศกับไปเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในต่างประเทศ ส่วนในประเทศของเขา เขาใช้รถใต้ดินกัน คนฉลาดก็อย่างนี้แหละ ผลิตรถได้แต่ไม่เห่อ คนที่ผลิตรถไม่ได้อย่างเราไงล่ะ ไปเห่อรถกัน ถึงมีรถเต็มบ้านเต็มเมือง
รถเยอะ ถึงขี่จักรยานกันไม่ได้
ที่ญี่ปุ่นคนขี่จักรยานกันแบบบนทางเท้าเขาก็ขี่ขึ้นมาได้ค่ะ แล้วก็ไม่เห็นชนคนสักที แถมบางทีเราเดินอยู่ในมอลล์ คุณแม่บ้านญี่ปุ่นก็ขี่จักรยานเข้ามาในมอลล์ได้ด้วยแฮะ เรียกว่าเขาทำทางจักรยานให้ไปถึงได้ทุกหนแห่ง ฟุตบาททุกแห่งเป็นทางลาดกลมกลืนลงไปสู่ท้องถนน ขี่ไปไหนไปได้ตลอดไม่ต้องหยุดยกจักรยาน
สุขภาพคนก็ดี น้ำมันก็ประหยัดนะแบบนี้ อยากจะบอกว่าสูงสุดสู่สามัญ คือญี่ปุ่นรวยจนไม่อยากขับรถ ขี่จักรยานกันดีกว่า
นี่สวนทางกับจีน ซึ่งก่อนเปิดเสรีการค้าคนจีนในเมืองขี่จักรยานกันมาก ตอนนี้หันมาขี่รถกัน เพื่อแสดงความร่ำรวย
ญี่ปุ่นขี่จักรยานกันเยอะก็เลยช่ำชองเรื่องการผลิตชิ้นส่วนจักรยาน ถ้าใครชอบขี่จักรยานระดับเคยไปร่วมกิจกรรมกับชมรมจักรยาน ก็จะรู้จักจักรยานยี่ห้อมีระดับชื่อ Shimano เพราะว่าจะไม่พอใจอยู่แค่จักรยานจ่ายกับข้าว มันไม่เท่ ต้องไปซื้อหาเสือภูเขาชนิดมีเกียร์ไต่ขึ้นที่สูงได้แบบชิมาโน่
พวกนักขี่จักรยานมืออาชีพระดับโลกเขาจะไปแข่ง Tour de France กัน ตอนนี้แชมเปี้ยนของ Tour de France ชื่อ Lance Armstrong เป็นชาวอเมริกัน ครองตำแหน่งมาเป็นสมัยที่ 6 แล้ว ชัยชนะของเขาเกิดขึ้นได้จากจักรยานคู่ใจที่มีชิ้นส่วนผลิตโดย Shimano ไม่ว่าจะเป็นเบรก ซี่ล้อหรือที่ถีบ
อันว่าชิ้นส่วนที่ผลิตโดย Shimano นั้นเป็นที่ยอมรับกันว่ายอดเยี่ยมด้วยนวัตกรรม คุณภาพและความทนทาน แม้แต่จักรยานยี่ห้อชั้นนำในสหรัฐอย่าง Trek หรือ Giant ก็ยังใช้ชิ้นส่วนของ Shimano
ว่ากันว่า Shimano นั้นเปรียบได้กับ Intel ของชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ทีเดียว Shimano ไม่เอาดีทางอื่น มุ่งเอาดีด้านชิ้นส่วนกิฬาลูกเดียว ผลิตเบ็ดตกปลายังงี้ บู๊ทแผ่นสกีกับที่รัดยังงี้ ไม้กอล์ฟยังงี้ รากฐานของธุรกิจ Shimano อยู่ที่ใกล้เมืองโอซากา จนบัดนี้ยังเป็นธุรกิจครอบครัว และชิ้นส่วนจักรยานถือว่าเป็นตัวหลัก
มิน่าล่ะ ผู้เขียนเพิ่งไปโฉบๆ แถวโอซาก้ามา ถึงได้เห็นคนโอซาก้าขี่จักรยานกันเป็นล่ำเป็นสัน ธุรกิจชิ้นส่วนจักรยานนี่ไม่ใช่เล่นๆ ทั้งบริษัทมียอดขายถึง 1.3 พันล้านเหรียญ และบริษัทนี้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย เห็นทีกิจกรรมขี่จักรยานในประเทศต่างๆ จะเติบโตดี มาสนองกระแสรักษาสุขภาพซะละมัง
หุ้น Shimano จึงไปได้สวย ราคาหุ้นขึ้นไปตั้ง 20% ในปีนี้
ว่ากันว่าเรื่องของงานวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดยั้งนี่แหละที่ทำให้ Shimano เจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ รวมถึงความเอาใจใส่ในผู้บริโภคด้วย ในแต่ละปี Shimano จะส่งพนักงานไปทำงานร่วมกับผู้ผลิต และผู้จำหน่ายเป็นเวลาหลายๆ เดือนติดต่อกันเพื่อจะเรียนรู้แนวโน้มผู้บริโภค
ส่วนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านประธานบริษัทก็หมั่นไปคลุกคลีกับนักแข่งระดับแนวหน้าทั้งหลายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันเรื่องผลิตภัณฑ์และรูปแบบของสินค้า เหตุชะนี้ Shimano จึงได้เอาข้อมูลทั้งหลายแหล่ที่ได้จากหลายๆ ทางมาออกแบบชิ้นส่วนจักรยานแบบเสือภูเขาที่ไต่ที่กันดารได้เป็นอย่างดี มีลูกเล่นเด็ดหลายอย่างเช่นที่เหยียบสามารถรัดติดเท้าได้เหมือนที่รัดกระดานสกี
เรื่องพวกนี้ญี่ปุ่นเขาถนัดนักละค่ะ ไม่มีชาติใหนสู้ อเมริกาก็อเมริกาเถอะเรื่องประดิษฐ์อุปกรณ์กระจุกกระจิกที่ถูกใจผู้ใช้นี่น่ะ ไม่ต้องดูอื่นดูไกลแม้แต่เรื่องส้วมญี่ปุ่นที่ทำอะไรได้สารพัดตั้งแต่ชำระล้างส่วนสำคัญทั้งด้านหน้าด้านหลังหลังขับถ่ายเพียงกดปุ่มนิดเดียว เสร็จแล้วก็มีลมเป่าให้แห้งอีก
ชาติไหนคิดได้อย่างนี้บ้างล่ะ
ขั้นต่อไปทาง shimano ก็กำลังค้นคว้าทดลองต่อเนื่องในการที่จะหาวัสดุที่เบามากที่สุดมาผลิตจักรยานอย่างเช่นคาร์บอน หลังจากที่ทำใจว่าอลูมิเนียมก็เบาสุดแล้วน่ะ
ยิ่งเบาได้เท่าไหร่ นักขี่จักรยานก็ชอบไปเท่านั้น
From : เสือ Spectrum [ 24 ก.ค. 49 - 21:44:55 น. ]
ความเห็นที่ 29
“จักรยาน”ทางเลือกใหม่หลังวินาศกรรมลอนดอน
http://www.prachatai.com/news/show.php? ... nm&No=5264
เอเอฟพีรายงานข่าวว่า หลังจากเกิดเหตุวางระเบิดขึ้นบริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และบนรถประจำทาง ในกรุงลอนดอนเมื่อเช้าวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ชาวอังกฤษในกรุงลอนดอนหันมาใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางแทนระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น แม้ว่าเดิมจะมีความกังวลว่าจะถูกรถยนต์ชนในขณะที่ขับขี่รถจักรยานอยู่ก็ตาม
ทั้งนี้ยอดขายรถจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นจักรยานรุ่นพับได้ ไปจนถึงรุ่นที่มีเครื่องยนต์เปลี่ยนเกียร์ใน
ร้านขายจักรยานทั่วกรุงลอนดอน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันพฤหัสที่ผ่านมา เนื่องจากทางการได้ประกาศยุติการให้บริการระบบขนส่งมวลชนใต้ดินเป็นการชั่วคราว
ผลทำให้ประชาชนที่สัญจรในลอนดอนหลายล้านคน ต้องหันมาพึ่งระบบขนส่งบนพื้นดิน ซึ่งอาจเป็นทางเรือหรือโดยการเดินกลับบ้าน และบางส่วนเลือกที่จะเดินเข้าร้านขายจักรยานเพื่อซื้อจักรยาน
"มีคนเข้ามาในร้านเรื่อยๆ คนหนึ่งเข้ามา อีกคนหนึ่งออกไปโดยไม่สิ้นหวัง" แกรนท์ ยัง เจ้าของร้านคอนดอร์ ไบค์ในเขตตะวันตกของลอนดอน ซึ่งเป็นร้านขายจักรยานที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง ขายรถจักรยานได้ประมาณ 50 คันต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับวันธรรมดาที่ขายได้เพียง 15 คันต่อวัน
"หลายคนบอกกับผมว่าร้านขายจักรยานเป็นธุรกิจที่ทำเงิน แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียว นับเป็นเรื่องดีที่เราขายจักรยานได้ แต่ขอให้ขายดีด้วยจุดประสงค์อื่นเถิด" เขากล่าว
หลังจากเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เลวร้ายที่สุดในอังกฤษได้คลี่คลายลง ส่งผลให้ชาวอังกฤษจำนวนมากยังคงหวาดกลัวต่อความเสี่ยงในการขึ้นรถไฟใต้ดินหรือรถโดยสารสาธารณะ บางคนก็นำจักรยานเก่าในโรงเก็บของในสวนมาใช้ บ้างก็ลงทุนซื้อจักรยานใหม่เพื่อทดลองการสัญจรด้วยวิธีที่แตกต่างไปจากเดิม
"ผมคิดว่าการโจมตีครั้งนี้ ส่งผลให้คนส่วนน้อยคิดว่า พวกเขาตกใจกลัวเล็กน้อยที่จะเดินทางโดยใช้ระบบขนส่งมวลชนในขณะนี้" ยังกล่าว และเพิ่มเติมว่า ความนิยมในจักรยานแบบชั่วครั้งชั่วคราวนี้จะทำให้ทุกคนใช้จักรยานต่อไปในอนาคตหรือไม่
"สถานการณ์จะกลับไปเป็นปกติ ดังนั้นจะมีผู้ขี่จักรยานหน้าใหม่กว่า 500 คนในขณะนี้ และอีก 200 คนจะติดใจกับการขี่จักรยาน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม" เขากล่าวกับเอเอฟพีในระหว่างที่กำลังให้บริการลูกค้าอยู่
ร้านอีวานส์ ไซเคิลส์ ซึ่งเป็นร้านขายจักรยานสาขาที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ขายจักรยานได้สูงถึง 4 เท่าจากยอดขายปกติใน 9 สาขาในใจกลางกรุงลอนดอนเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว โดยอีวานส์สามารถขายจักรยานได้ประมาณ 400 คัน และในวันศุกร์ก็ยังขายดีอีกด้วย มาร์ค สมิธ ผู้อำนวย
การร้านกล่าว
เขาชี้ว่าในอดีตประชาชนกล่าวว่า พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาที่ขี่จักรยานในเมืองเพราะการ
จราจรที่หนาแน่น แต่"ปัจจุบันนี้ พวกเขารู้สึกว่าระบบขนส่งสาธารณะไม่ปลอดภัย ดังนั้น ผมคาดว่าในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ประชาชนจำนวนมากขึ้นจะหันมาขี่จักรยานแทน" สมิธกล่าวกับ
เอเอฟพี โดยเพิ่มเติมว่า จักรยานจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าตั๋วรถไฟและตั๋วรถโดยสารให้กับผู้สัญจรในเมือง และจะทำให้คุณแข็งแรง
ส่วนที่ ร้านออนยัวร์ไบค์ ซึ่งเป็นร้านขายจักรยานอิสระอีกร้านหนึ่งข้างสะพานลอนดอน บริดจ์ ปรากฎว่า มีผู้คนจำนวนมากแห่ไปอุดหนุน หลายคนทดสอบหมวกนิรภัยและเกียร์สะท้อนกลับ อีกหลายคนลองจักรยานรุ่นต่างๆ และหลายคนซื้อรองเท้าสำหรับขี่จักรยานโดยเฉพาะ
โทฟิก อาลี นักวิจัยของบีบีซีวัย 25 ปี เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่คิดจะซื้อจักรยาน หลังเหตุการณ์ระเบิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมากระตุ้นให้เขาซื้อจักรยานคันใหม่แทนจักรยานคันเก่าที่พังมานานกว่าเดือนแล้ว
"ผมไม่ชอบระบบขนส่งสาธารณะไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม และผมชอบที่จะขี่จักรยานของตัวเองมากกว่า เพราะคุณสามารถพึ่งพาตัวเองได้" อาลีกล่าวกับเอเอฟพี
"ผมอยากจะไปซื้อจักรยาน แต่การโจมตีครั้งนี้กระตุ้นให้ผมไปร้านจักรยานเร็วขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้" เขากล่าว
อีกหลายคนก็ทำเช่นเดียวกัน ไมค์ แบล็คเบิร์น ผู้จัดการร้านออนยัวร์ไบค์กล่าว โดยร้านจักรยานของเขาขายจักรยานได้มากกว่า 17 คันในระหว่างชั่วโมงเร่งด่วนในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายประจำวันโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 คัน
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากผลกระทบจากปัจจัยเรื่องการก่อการร้ายแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาห
กรรมจักรยานชี้ว่า ความนิยมในจักรยานขยายตัวขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยตลาดในอังกฤษขยายตัวที่อัตราประมาณ 20-25% ต่อปี
แรงกระตุ้นเรื่องความแออัดในการขับรถประกอบกับความร้อนที่ทำให้ไม่สบายเนื้อสบายตัวของรถไฟใต้ดินในลอนดอนในช่วงฤดูร้อนช่วยผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้น
"นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ลองขี่จักรยานเพิ่งเข้าใจเป็นครั้งแรกว่าพวกเขาสามารถขี่จักรยานไปทำงานได้เร็วกว่าการนั่งรถโดยสารหรือรถไฟใต้ดิน" ยังกล่าว
เมื่อมองในด้านลบแล้ว แม้ว่าการขี่จักรยานบนท้องถนนจะมีความเสี่ยงที่ชัดเจน แต่กลุ่มผู้ขี่จักรยานสามารถวานแผนที่ระบุเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดได้
แต่ทั้งนี้ ก็อาจจะมีเรื่องการขโมยจักรยานรวมอยู่ด้วย
From : เสือ Spectrum [ 28 ก.ค. 49 - 11:09:22 น. ]
ความเห็นที่ 30
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
01162
อยากให้ชาวจักรยานได้อ่านกันครับ
คุณทวีศักดิ์ บุตรตัน ได้เขียนบทความเกี่ยวกับจักรยานและทางจักรยานไว้ในคอลัมน์ สิ่งแวดล้อม หนังสือ มติชนรายสัปดาห์ มาติดต่อกัน 5 ฉบับ 5 สัปดาห์แล้วครับ มีเนื้อหาที่ดีและน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องทางจักรยานและการจัดการระบบทางจักรยานในต่างประเทศมาเล่าให้กันฟังด้วยครับก็เลยอยากเอามาฝากให้ท่านที่สนใจได้อ่านกันด้วย
ถ้าใครอ่านแล้วอยากคุยหรือให้กำลังใจก็เมล์ไปได้ที่
butrton@yahoo.com ครับ หรืออยากอ่านจากฉบับจริง ก็หาอ่านได้ใน "มติชน" รายสัปดาห์ ครับ
ทำไมต้อง"จักรยาน" (1)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ทำไมต้อง"จักรยาน" (2)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ทำไมต้อง"จักรยาน" (3)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ทำไมต้อง"จักรยาน" (4)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ทำไมต้อง"จักรยาน" (5)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
By : เสือ Spectrum [ 26 มิ.ย. 49 - 22:40:01 น. ]
ความเห็นที่ 1
ขอบคุณครับ
ถ้าจะก็อปปี้มาโพสต์บนเว็บบอร์ดนี้เลยก็น่าจะดีนะครับ ..เดี๋ยวผมลองตอนแรกก่อน
From : ธานินทร์๙๙ [ 26 มิ.ย. 49 - 23:49:57 น. ]
ความเห็นที่ 2
มติชนสุดสัปดาห์
วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1344
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (1)
ยืนยันนั่งยันมาตลอดว่า จักรยานคือพาหนะที่ดีที่สุดสำหรับชุมชนทุกแห่ง เป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยประหยัดน้ำมันที่กำลังวิกฤต ลดภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ สร้างสุขภาพผู้คนให้แข็งแรง และยังช่วยฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชนอีกด้วย
ถ้ารัฐบาลไทยหันกลับมาคิดสนับสนุนให้ประชาชนร่วมกันใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางภายในชุมชน และบริเวณในเมืองอย่างจริงจังแล้ว ผมเชื่อว่า เมืองไทยจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ
มองย้อนหลังไปช่วงเกือบ 30 ปี ในการพัฒนาประเทศ สังคมเปลี่ยนแปรไปอย่างรวดเร็ว รถยนต์กลายเป็นพาหะที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
รถยนต์มีความหมายมากมายนอกเหนือจากความเป็นพาหนะแล้ว ยังเป็นตัวแทนของค่านิยมของผู้คนในสังคม ใครมีรถยนต์ถือเป็นผู้มีสถานะอีกระดับหนึ่ง ยิ่งมีรถราคาแพงยิ่งแสดงถึงความร่ำรวย ความสำเร็จในชีวิต และยังให้ความเป็นอิสระเพราะการนั่งอยู่ในรถส่วนตัวเท่ากับแปลกแยกออกจากสังคม ชุมชน
หมู่บ้านไหนที่ผู้คนใช้รถยนต์ส่วนตัวกันมาก หมู่บ้านนั้นแทบจะไม่มีการปะทะสังสรรค์ ต่างคนต่างอยู่ ตื่นเช้าขึ้นมาพากันยกครอบครัวเข้าไปซุกอยู่ในรถเพื่อเดินทางไปโรงเรียน ที่ทำงาน
การทักทายไปมาหาสู่ระหว่างเพื่อนบ้านด้วยกันค่อยๆ เหือดหายไปในที่สุด
รถยนต์เป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้ความสัมพันธ์ภายในชุมชนเสื่อมลง นอกเหนือจากการเป็นตัวทำลายสภาพแวดล้อมในอันดับต้นๆ
ชุมชนที่เคยอยู่กันอย่างสงบเงียบ มีอากาศบริสุทธิ์สดใส เมื่อรถยนต์เข้ามาแทรกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นๆ ทำให้สิ่งแวดล้อมแปรเปลี่ยน
เสียงแผดดังลั่นจากท่อไอเสียและเครื่องยนต์ ควันพิษที่พ่นออกมาทำให้สุขภาพผู้คนทรุดโทรม โรคทางเดินหายใจ โรคปอด โรคหัวใจ โรคภูมิแพ้ หอบหืด และอีกหลายโรค เพราะควันพิษเหล่านั้น
รถยนต์ยังเป็นตัวการคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากๆ จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่เว้นในแต่ละวัน
นี่หากนับรวมถึงการเผาผลาญพลังงานจากการใช้และผลิตรถยนต์ การทำลายป่าและการขุดหาวัตถุดิบต่างๆ เพื่อทำเป็นถนนหนทาง สามารถกล่าวได้ว่า รถยนต์คือส่วนสำคัญทำให้เกิดวิกฤตการณ์พลังงานของโลก
หลายประเทศทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาการใช้รถยนต์และคิดหาทางเลือกเพื่อลดปริมาณรถยนต์มานานแล้วโดยเฉพาะประเทศที่ผลิตรถยนต์รู้ซึ้งต่อปัญหานี้เป็นอย่างดี
ในอังกฤษมีการตั้งเป้าให้ประชาชนหันมาใช้พาหนะ "จักรยาน" ภายในชุมชนมากขึ้นในแต่ละปี มีการศึกษาวางแผนสร้างเส้นทางจักรยานเพื่อเชื่อมโครงข่ายขยายระหว่างบ้านไปยังสำนักงาน โรงเรียน โบสถ์ และแหล่งสันทนาการ มีการคิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการใช้เส้นทางจักรยาน และการประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อทำให้ผู้ขี่จักรยานมีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย
สภาชุมชน "อ๊อกซ์ฟอร์ดเชียร์" ของอังกฤษ กำหนดแผนสนับสนุนให้ชาวเมืองใช้จักรยานภายในชุมชนเพิ่มขึ้นจากปี 2536 มาจนถึงปี 2544 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
ถนนภายในเมืองอ๊อกซ์ฟอร์ดเชียร์ ต้องมีเส้นทางจักรยานควบขนานกับทางเดินเท้า ถนนไฮเวย์ถูกกำหนดให้มีทางจักรยานด้วย
ผลของการสนับสนุนการใช้จักรยานใน "อ๊อกซ์ฟอร์ดเชียร์" พบว่า ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ปริมาณอากาศเสียและเสียงดังจากรถยนต์ลดลง ขณะที่ความสัมพันธ์ผู้คนภายในชุมชนแนบแน่นมากกว่าเดิม
ในสหรัฐอเมริกาซึ่งผลิตรถยนต์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่กลับสนับสนุนใช้เส้นทางจักรยานไม่น้อยหน้าประเทศใด
อย่างที่นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ มีการศึกษา "ไบก์เลน" อย่างละเอียดยิบโดยจัดทำเป็นคู่มือการออกแบบทางจักรยานในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานของทางจักรยาน ควรจะมีความกว้างเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมกับพื้นที่ของถนน โดยไม่ทำให้เกิดปัญหาด้านการจราจร การกำหนดเลนควรจะใช้กี่ช่องทาง ให้เป็นวันเวย์หรือทูเวย์สำหรับคนขี่จักรยาน กำหนดสถานที่จอดรถจักรยาน ทางเลี้ยวหรือทางเชื่อมต่อและการแบ่งพื้นที่เพื่อใช้ทางจักรยานร่วมกับรถบัสโดยสารประจำทาง
เขาทำถึงขนาดกำหนดวัสดุการใช้ตีเส้นทางจักรยานควรจะใช้ประเภทไหนดีเพื่อเห็นได้ชัด อยู่ได้ทนนาน ปลอดภัยทั้งคนขี่จักรยาน คนเดินเท้าและคนขับรถยนต์
พูดถึงเรื่องนี้ยังไม่หายสะใจ คราวหน้ามาว่ากันอีกหน ทำไมต้องเป็น "จักรยาน"
From : ธานินทร์๙๙ [ 26 มิ.ย. 49 - 23:53:31 น. ]
ความเห็นที่ 3
เป็นบทความที่น่าอ่านมากเลยคะ ขอบคุณที่กรุณานำมาลงให้ได้อ่านกัน เดี๋ยวเวชอ่านต่อตอนต่อไปพรุ่งนี้ วันนี้ชักไม่ไหวแล้วคะ ขอบคุณอีกครั้งคะ
From : เวช [ 27 มิ.ย. 49 - 00:15:34 น. ]
ความเห็นที่ 4
ความเห็นผมนะครับ ขอแสดงออกหน่อยนะ เรามองข้ามช๊อตไปอะครับ บ้านเมืองเราเป็นสังคมที่เกือบทุกอย่างขึ้นอยู่กับน้ำมัน(ที่มาจากฟอสซิล) ถ้านับย้อนไปก็เริ่มมาตั้งแต่สมัยที่เราเริ่มมีถนนนั่นหละ ฝ่ายที่ปรึกษาฝรั่งที่เสนอให้สร้างถนนเจริญกรุงคือคนที่มาจากบริษัทแสดนดาร์ดออย์ แล้วสังคมเราก็พัฒนาในเส้นทางนี้มาตลอด
ผมเห็นว่าเราเลยจุดทางแยกของมุมมองในการพัฒนามาแล้ว ตอนนี้เรื่องน้ำมันเอย สิ่งแวดล้อมเอย สุขภาพ ประหยัดต่างๆนานา ทำให้เราพยายามจะปรับระบบสังคมที่มันวิ่งอยู่บนรางแบบเดิมตั้งนานแล้วครับ ลำบาก และต้องใช้เวลานานแน่ ต้องยอมรับว่า คนส่วนใหญ่ที่มีสิทธิมีเสียง ยังเคยชินและสะดวกสบายอยู่กับระบบนั้นอยู่
ประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ในสายตาผม ไม่ใช่ยุหร่งยุโรปที่ไหน แต่คือเมืองจีนต่างหาก ขนาดพวกดัชต์ยังยอมรับว่า ประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนคนใช้จักรยานมากกว่าเค้า ก็คือจีน
ทางจักรยาน วินัยจราจร การรณรงค์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ไขปัญหา แต่ผมว่า ปรับมุมมองของการพัฒนาครับ เป็นปัจจัยต้นน้ำที่ต้องทำควบคู่กันไป หากเราต้องการจัดการปัญหานี้อย่างยั่งยืน
ตราบเท่าที่เจ้ากระทรวงพลังงานกับผู้บริหารสูงลิ่วของประเทศยังใช้รถสิบสองสูบ เดินทางพร้อมกันเป็นขบวน เปิดแอร์ทำงานทั้งวันทั้งคืน ติดไฟแสงจันทร์ทางเข้าหมู่บ้านตัวเอง มันก็แสดงความยากขึ้นไปอีก
ความเห็นผม ลบได้นะครับ ถ้าไม่เข้าจังหวะกับเวป ไม่ว่ากัน
From : เริ่มจากตัวเอง [ 27 มิ.ย. 49 - 05:35:10 น. ]
ความเห็นที่ 5
ตอนนี้ได้ข่าวว่าที่วิกฤตหนักเข้าไปใหญ่เพราะคนจีนบางมณฑลเสรีขึ้นเริ่มหันไปใช้รถยนต์รถมอเตอร์ไซค์ แทนจักรยานกันมากขึ้น บางทีอัตราการขยายตัวสูงถึง 80 % เลยทีเดียว ยอดจำหน่ายจักรยานและอุปกรณ์ถึงกับลดลง จริงหรือเปล่า?
From : ศักดิ์ดา [ 27 มิ.ย. 49 - 06:18:24 น. ]
ความเห็นที่ 6
ผมว่าทางจักรยาน และการรณรงค์การใช้จักรยานในบ้านเราไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง เพราะเกรงว่าอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างมาก หรือเปล่า ...... เฮ้อ ..
From : ซาตาน K2 แก๊ง [ 27 มิ.ย. 49 - 08:30:05 น. ]
ความเห็นที่ 7
ขอบคุณ คุณธานินทร์๙๙ ครับ สำหรับเนื้อหาของบทความ พอดีเห็นว่ามีถึง 5 ตอนก็เลยยังไม่แน่ใจว่าจะเอามา Post ดีหรือไม่ แต่ผมได้อ่านทั้งหมดแล้วเห็นว่าเป็นความรู้ที่ดีมากและทำให้เรารู้แนวโน้มของโลกว่าที่อื่นเขากำลังทำอะไรอยู่ แม้ว่าเรื่องของทางจักรยานในบ้านเมืองเราจะยังเป็นฝันกลางวันชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็ตามครับ
From : เสือ Spectrum [ 27 มิ.ย. 49 - 08:47:30 น. ]
ความเห็นที่ 8
ตามมาอ่านแล้วค่ะพี่เป็ค
From : oh [ 27 มิ.ย. 49 - 08:51:56 น. ]
ความเห็นที่ 9
ตามมาด้วยคน เดี๋ยวตก
From : N_N [ 27 มิ.ย. 49 - 09:09:02 น. ]
ความเห็นที่ 10
ผมขี่จักรยานไปเที่ยวพัทยา ขี่ในเลนจักรยานที่ตีเส้นไว้ที่ถนนบางนาตราด ผมเห็น 99.99% เป็นรถมอเตอไซด์ที่ขี่สวนเลนผมมา ไม่เห็นจักรยานซักคันเดียว มันเป็น Fact
From : ชายน้อย(สวนหลวง) [ 27 มิ.ย. 49 - 09:21:53 น. ]
ความเห็นที่ 11
ขอบคุณครับสำหรับบทความดีๆ ผม copy เก็บไว้แล้ว และขอร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่อง "ทางจักรยานที่มาตรฐานและเป็นระบบ" (ซึ่งต่อไปนี้ขอเรียกย่อว่า "ทจย."ซึ่งพวกเราและอีกหลายๆคนต้องการให้เกิด ดังนี้
ทจย.ดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้ด้วย 3 สาเหตุ โดยอาจจะเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือผสมกัน คือ
1. ประชาชน ก็คือพวกเรานี่แหละ ช่วยกันรณรงค์ ส่งเสริม และปฏิบัติด้วย ออกมาขี่จักรยานกันให้เยอะๆ ให้บ่อยๆ ไม่ว่าจักรยานประเภทไหน ไปในเส้นทางต่างๆ สุดท้ายหน่วยงานภาครัฐ หรือรัฐบาลก็จะลงมาทำ ทจย.ให้ ตัวอย่างนี้ มีให้เห็นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (จากบทความมติชน ตอนที่ 5) ดังนั้น ทจย.จะได้ช้า หรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับพวกเราผลักดันด้วยการกระทำข้างต้นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภาครัฐ ซึ่งดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วบอกได้ว่า มีโอกาสได้ ทจย. แต่ช้า ซึ่งก็ยังดีกว่าข้อ 2.ข้างล่างนี้
2. หน่วยงานภาครัฐ หรือรัฐบาล ทำ ทจย. ให้ เช่น ในประเทศทางยุโรป แต่บ้านเราดูมาทุกรัฐบาลแล้ว ดูท่าจะไร้อนาคต แต่ถ้าทำได้ จะได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญจากผู้ใช้จักรยานอย่างล้นหลาม รวมถึงประชาชนผู้อื่นที่ไม่ใช้จักรยาน ก็จะหันกลับมาใช้ ผลงานชิ้นนี้ยังได้รับรางวัล ได้รับการยกย่องจากอารยประเทศ (ผมมองไกลเสียเหลือเกิน)
3. เกิดวิกฤติการณ์หลายๆอย่างรวมกัน เช่น ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อยๆ มลภาวะทางอากาศเป็นพิษมากขึ้น สภาวะโลกร้อน เศรษฐกิจตกต่ำ สุขภาพคุณภาพประชาชนย่ำแย่ ฯลฯ ดูท่าสาเหตุนี้จะเหมือน สึนามิ เริ่มก่อตัวแล้ว โดยมีพลังงาน (น้ำมัน) เป็นหัวหอก อีกไม่นานเราคงจะเห็นฤทธิ์เดช ซึ่งจะทำให้ทั้งรัฐบาลและประชาชนต้องหันมาร่วมมือกันสร้าง ทจย. เป็น ทจย.ที่แท้จริง เป็น ทจย. แห่งความพอเพียง ตามกระแสพระราชดำรัสของในหลวง
จากทั้ง 3 สาเหตุนั้น มีสาเหตุที่ 1 เท่านั้น อยู่ในวิสัยที่เราช่วยกันทำได้ ผมเองพยายามจัดกิจกรรมจักรยานให้มันดูยิ่งใหญ่ เพื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองได้เหลียวมามองบ้าง กิจกรรมจักรยาน ทีโอที เฉลิมพระเกียรติที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 30 ก.ค.นี้ เป็นตัวอย่างหนึ่ง แต่ดู ๆ แล้วเหมือนจะเป็นไฟไหม้ฟาง มาแล้วก็หายไป การรณรงค์ควรมีความต่อเนื่องจึงจะได้ผล ผมไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ จึงอยากจะให้ท่านใดที่มีกำลัง ช่วยกันจัดกิจกรรม ให้สานอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมใหญ่ๆ เล็กๆก็ได้แต่ถี่ ๆ เช่น นัดหมายกันเป็นกลุ่ม (โปรดอย่าขี่เดี่ยว เพราะอันตรายกว่า และช่วยรณรงค์ได้น้อยกว่า) ขี่ในเมือง ขี่ผ่านเมือง ถ้าขี่กันในวันทำงานได้ก็ดี วันนี้ถนนเส้นนี้ วันหน้าถนนเส้นโน้น เดี๋ยวก็เต็มทุกเส้นและซ้ำเส้น (นึกถึงศึกเมืองถลาง ที่ท้าวเทพกษัตรีย์และท้าวศรีสุนทร เกณฑ์ผู้หญิงแต่งตัวเป็นทหารด้วยเดินผ่านหน้าค่ายเรื่อยๆ จนพม่าเข้าใจว่ามีกำลังทหารมากกว่า ก็ล่าถอยไป)
ขอร่วมแสดงความคิดเห็นเท่านี้ก่อนครับ
From : ทรงศักดิ์ [ 27 มิ.ย. 49 - 10:02:07 น. ]
ความเห็นที่ 12
คุณ ชายน้อย(สวนหลวง) ครับ
เห็นด้วยว่ามันเป็นธรรมชาติที่จะเป้นอย่างนั้น แต่ว่าสภาพธรรมชาติก็แก้ไขและป้องกันได้ด้วยความเอาจริงเอาจังของภาครัฐครับ ถามว่าเราแอบทิ้งขยะที่ใหนก็ได้ในบ้านเราใช่ใหมครับ แต่ถามกลับไปว่าลองไปแอบทำอย่างเดียวกันในสิงคโปร์ได้หรือไม่
สิ่งที่คุณชายน้อย(สวนหลวง) พบเจอมาที่บางแสนมีอยู่ทุกที่ในเมืองไทยครับ แม้แต่ทางจักรยานริมถนนประดิษฐ์มนูธรรมก็เป็นอย่างนี้เช่นกัน แต่ ลุงแม นราธิวาส เคยเล่าและเอาภาพมาให้ดูในกระทู้กลุ่มไม้คำตะวันครับว่าเลนจักรยานในมาเลเซียใกล้บ้านเราเขาทำไว้เลนซ้ายริมถนนแบบใช้เส้นแบ่งถนนตีกั้นไว้เท่านั้น แต่ไม่มีรถยนต์กล้าล้ำเส้นเลยครับเพราะเขาใช้กล้องวงจรปิดจับภาพการละเมิดตลอดเส้นทางและที่สำคัญ ค่าปรับแพงมหาโหด ครับ
ที่เราพอจะทำได้ในขณะนี้ก็คือการปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้องให้รับทราบกันแพร่หลายนะครับ แม้ว่าจะเป็นแบบน้ำทีละหยดก็ต้องช่วยกันทำครับ เพื่อที่ว่าสักวันมันจะได้กลายเป็นบึงน้ำใหญ่ให้ได้ใช้ประโยชน์กันทั่วหน้า
From : เสือ Spectrum [ 27 มิ.ย. 49 - 10:03:13 น. ]
ความเห็นที่ 13
ขอบพระคุณพี่เป็คครับ...
From : เอฟ ^_^ [ 27 มิ.ย. 49 - 17:52:16 น. ]
ความเห็นที่ 14
ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1345
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (2)
ผมปั่นจักรยานมาทำงานได้เพียงไม่กี่ครั้งต้องเลิกความพยายาม หลังเจออุปสรรคมากมายซึ่งล้วนเป็นความเสี่ยงเกินความจำเป็นของชีวิต
ผมไม่ต้องการสังเวยความตายด้วยรถเมล์ รถบรรทุกที่พยายามเบียดจักรยานของผมที่วิ่งอยู่ในเลนซ้ายสุด หรือรถเก๋งที่วิ่งรี่เข้าใส่เมื่อผมโบกมือขอทางเลี้ยว
แต่ผมไม่เคยก่นด่าคนเหล่านี้ เพราะเชื่อว่ามาจากสังคมเมืองอันเร่งรีบทำให้น้ำใจแบ่งปันคนใช้ถนนร่วมด้วยกันเหือดแห้ง อย่าว่าแต่จักรยานเลย แม้กระทั่งเด็กหรือคนแก่ข้ามถนน คนขับรถในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยจะยอมเบรกจอดเพื่อให้เขาเหล่านั้นข้ามไปด้วยความสบายใจ
จักรยานของผมจะใช้งานเฉพาะวันหยุดเท่านั้น เส้นทางที่ผมปั่นก็ไม่ไกลจากบ้านนัก บางวันอาจจะปั่นบนทางขนานมอเตอร์เวย์หรือวงแหวนรอบนอก มีรถวิ่งน้อยและมีไหล่ทางให้ปั่นได้โดยไม่ต้องพะวงหลังมากนัก
บางวันปั่นบนถนนรามคำแหงมีเลนกว้าง แต่กระนั้นยังเสี่ยงเนื่องจากรถยนต์แล่นกันเร็วมาก ส่วนเลนจักรยานที่ กทม. เคยทำไว้สมัยก่อนๆ เดี๋ยวนี้กลายเป็นที่จอดรถเข็นขายลูกชิ้นปิ้ง ส้มตำ หรือแผงลอยสินค้าไปแล้ว
นี่เป็นความล้มเหลวของนโยบายรณรงค์การใช้จักรยานเพื่อการประหยัดพลังงานที่เห็นได้ชัด สาเหตุเนื่องมากจากผู้บริหารขาดวิสัยทัศน์ เห็นเรื่องนี้กระจอกงอกง่อย จึงไม่มีการสานต่อนโยบาย
ถ้าหาก กทม. ทำเลนจักรยานอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบเชื่อมต่อระหว่างชุมชน สำนักงาน สถาบันการศึกษา สถานีรถไฟฟ้า ป่านนี้จะมีนักปั่นจักรยานเพิ่มขึ้นมาก การจราจรอาจติดขัดน้อยลงก็เป็นได้ ยิ่งสถานการณ์น้ำมันที่แปรปรวน ราคาถีบตัวใกล้จะถึง 30 บาทต่อลิตร เชื่อว่าคนจะหันกลับมาเห็นความสำคัญกับ "จักรยาน" เหมือนอย่างในต่างประเทศ
คราวที่แล้ว ผมอ้างถึงประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งสหรัฐและอังกฤษ มีแนวนโยบายส่งเสริมการใช้จักรยานอย่างชัดเจนและทำกันจริงๆ จังๆ ทั้งเรื่องการออกแบบเลนจักรยาน แผนป้องกันอุบัติเหตุและการคิดค้นวัสดุเพื่อความปลอดภัยให้กับผู้ขี่จักรยานเนื่องจากเขาเห็นความสำคัญกับ "จักรยาน" ซึ่งเป็นพาหนะที่ทีดีที่สุดในการเดินทางในระยะสั้นๆ เท่าที่มนุษย์คิดค้นได้ในขณะนี้
ถ้าเปรียบเทียบรถยนต์กับรถจักรยานในเรื่องของการประหยัดพลังงานนั้น จะเห็นความแตกต่างกันอย่างลิบลับ
รถยนต์ต้องใช้เชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน ต้องมีน้ำมันหล่อลื่น วัตถุดิบในการผลิตรถยนต์ ต้องใช้ในปริมาณมากๆ และการผลิตที่มีขั้นตอนซับซ้อน
การก่อสร้างถนนทางหลวงมีมูลค่าสูงมาก กิโลเมตรละ 30 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ เมื่อเปรียบเทียบถึงความปลอดภัยในการเมื่อรถยนต์มีอุบัติเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างมากมาย เราต้องสร้างโรงพยาบาล แพทย์และพยาบาล เครื่องมืออุปกรณ์เพื่อรองรับกับอุบัติทางรถยนต์มูลค่าเป็นหมื่นล้าน
เราต้องสูญเสียชีวิตของผู้คนและเกิดคนพิการเพราะอุบัติเหตุ
ขณะที่จักรยาน ใช้พลังงาน "น่อง" เพื่อปั่นล้อเท่านั้น การผลิตรถจักรยานใช้เทคโนโลยีพื้นฐานมาก วัสดุในการผลิตมีสัดส่วนต่ำ
รถจักรยานใช้พื้นที่ของถนนเมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ ต่างกันถึง 6 เท่าตัว กล่าวคือ พื้นที่ถนนนั้น ให้รถจักรยานปั่นได้ถึง 6 คัน แต่รถยนต์วิ่งได้แค่ 1 คัน
สำหรับที่จอดรถยนต์ซึ่งต้องใช้พื้นที่กว้างขวางกว่า เมื่อเอารถจักรยานเข้าไปจอดแทนสามารถจอดได้ 20 คัน
เมื่อคิดเรื่องระยะเวลาการเดินทาง ในช่วงเวลาที่การจราจรติดขัด การปั่นจักรยานใช้เวลาที่สั้นกว่ามาก
มีคนคำนวณว่า ผู้ขับขี่รถยนต์ในกรุงเทพฯ ใช้เวลานั่งอยู่ในรถเฉลี่ยปีละ 44 วัน นั่นหมายความว่า ถ้าเราเวลาที่สูญเสียเพราะการนั่งอยู่ในรถไปทำงานจะได้งานเพิ่มขึ้นอีก 44 วัน
นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงมลพิษจากควันรถยนต์ทำลายสภาพแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนนั้นๆ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายตามมาอีก
ปัจจุบันองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา (โออีซีดี) จัดทำวิจัยเรื่องจักรยานและอุปกรณ์ชิ้นส่วนจักรยานเพื่อเสนอต่อองค์การการค้าโลกกำหนดเป็นสินค้าที่ปลอดจากพิกัดภาษีศุลกากรเพราะถือว่าจักรยานคือพาหนะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
From : Pc [ 27 มิ.ย. 49 - 22:04:27 น. ]
ความเห็นที่ 15
ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1346
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (3)
ในการเจรจาระหว่างรัฐมนตรีการค้าของสมาชิกองค์การการค้าโลก ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2545 มีเสียงเรียกร้องให้สมาชิกพิจารณาสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรืออีอีพี (EPPs-Environmentally Preferable Products) และการบริการที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมว่าควรจะลดพิกัดภาษีศุลกากรหรือไม่ต้องคิดภาษี และยกเลิกการกีดกันสินค้าเหล่านี้ได้หรือเปล่า
อีกสองปีต่อมาคือในปี 2547 โออีซีดี ร้องขอให้บรรดาสมาชิกโออีซีไปศึกษาถึงผลดีของอีพีพี โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ปรากฏว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าสินค้าอีพีพีจะช่วยเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจและปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น
ซึ่งจักรยานเป็นหนึ่งในสามของสินค้าอีพีพี
พอมาถึงกลางปีที่แล้ว สมาชิกโออีซีดีประชุมกันที่สวิตเซอร์แลนด์ ได้ข้อสรุปว่าจักรยาน ชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมจักรยานคือสินค้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมจากนั้นได้ยื่นข้อเสนอนี้ต่อองค์การการค้าโลก
บรรดาสมาชิกองค์การการค้าโลกเชื่อว่า จักรยานจะกลายเป็นสินค้าที่มีบทบาทสำคัญของโลกในอนาคตข้างหน้า เนื่องจากภาวะสิ่งแวดล้อมโลกบีบบังคับให้คนต้องหันมาใช้พลังงานอย่างประหยัด พลังงานสะอาดและเสริมสร้างสุขภาพของมนุษย์
จักรยานรองรับเหตุผลนี้ได้ทั้งหมด
ความนิยมใช้จักรยานลดลงมาเรื่อยๆ เพราะคนหันไปขับรถยนต์ซึ่งเป็นพาหนะที่มีความเร็ว ความสะดวกคล่องตัว แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันในช่วงระหว่างปี 2513 กระตุกความรู้สึกของคนทั้งโลก
คนกลัวน้ำมันแพง ขาดแคลน จึงหันกลับมาใช้จักรยานกันอีกครั้ง ประกอบกับกระแส "เขียว" ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ช่วยกระพือ "โลก" ของจักรยานให้แรงขึ้น เพียงระยะสิบปี คือตั้งแต่ 2516-2526 ความต้องการจักรยานทั่วโลก เพิ่มจาก 52 ล้านคัน เป็น 74 ล้านคัน และในปี 2543 ประเทศต่างๆ ผลิตจักรยานได้ถึง 101 ล้านคัน
ประเทศที่ให้ความสำคัญกับจักรยานมากๆ ก็คือยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้ วางแผนโครงการ "จักรยาน" อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกแบบจักรยาน ไปจนถึงการก่อสร้างทางจักรยานเพื่อเชื่อมกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ และการออกกฎระเบียบใหม่ๆ ในการใช้จักรยานเป็นพาหนะเพื่อการเดินทาง สันทนาการและเพื่อสุขภาพ
โครงการ "จักรยาน" ของประเทศเหล่านั้น ทำได้ผลเกินคาด
ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เป็นหนึ่งในเมืองอันมั่นคั่งที่สุดในโลกนั้น สร้างทางจักรยานเชื่อมกับเส้นทางรถไฟ รถบัส เกือบทั่วประเทศ
คนในชุมชนปั่นจักรยานไปจอดที่สถานีซึ่งทำเป็นลานจอดจักรยานเฉพาะ หิ้วกระเป๋าขึ้นรถไฟหรือรถบัสไปทำงานในเมือง
ปริมาณรถยนต์ในสวีเดน ลดวูบอย่างรวดเร็ว
เวลานี้คนสวีเดนในชุมชนนอกเมืองปั่นจักรยานราว 10 เปอร์เซ็นต์ อีก 40 เปอร์เซ็นต์ เดินทางเท้าที่คู่ขนานกับทางจักรยาน มีเพียง 36 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ขับรถยนต์ไปทำงานส่วนที่เหลือนั่งรถบัสและรถไฟ
เนเธอร์แลนด์ ก็ถือเป็นเมืองจักรยานของโลก เส้นทางจักรยานเชื่อมไปทุกชุมชน สถานีรถไฟในนครอัมสเตอร์ดัม มีอาคารจอดรถจักรยานสูงถึง 3 ชั้น ในวันทำงานนั้นจักรยานจอดแน่นเอี๊ยดเต็มไปหมด
เส้นทางจักรยานในเนเธอร์แลนด์วัดรวมกันแล้วยาวถึง 19,000 กิโลเมตร
ส่วนเยอรมนี เมืองแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์ กลับก้าวล้ำหน้าใครๆ เพราะเขาทำทางจักรยานเชื่อมทั้งประเทศกว่า 31,000 กิโลเมตร
ตรงกันข้ามกับบ้านเรา ไม่ใช่เป็นผู้ผลิตรถยนต์ แต่กลับส่งเสริมการใช้รถยนต์มากกว่า "จักรยาน"
From : Pc [ 27 มิ.ย. 49 - 22:06:52 น. ]
ความเห็นที่ 16
ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1347
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (4)
อ่านอี-เมลของ คุณนิคม บุญญานุสิทธิ์ จากสาขาวิชาการจัดการผังเมือง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา ส่งมาถึงผมเมื่อไม่กี่วันก่อน ได้เห็นความพยายามอันน่าชื่นชมของคุณนิคมที่ต้องการผลักดันให้มีเส้นทางจักรยานรอบคูเมืองนครราชสีมา
คุณนิคมสำรวจเส้นทางเกือบทุกซอกซอยอย่างละเอียด ควรจะปรับปรุงเส้นทางในโคราชให้เป็นทางจักรยานได้อย่างไร ตรงไหนเป็นจุดที่มีปัญหา นอกจากนี้ ยังคำนวณงบประมาณการก่อสร้างทางจักรยานให้เสร็จสรรพแถมยังคิดถึงการใช้ทางจักรยานร่วมกับคนเดินเท้าและคนพิการ เช่น ขอบทางถนน ให้ทำลาดชันเพื่อให้รถเข็นคนพิการใช้ร่วมได้ด้วย
โครงการเส้นทางจักรยานของคุณนิคมทำมานานตั้งแต่ปี 2541 นำเสนอไปถึงผู้บริหารเมืองและผู้เกี่ยวข้องมาโดยตลอด แต่ไม่เกิดอะไรเป็นรูปธรรม
"ผมว่าข้อบกพร่องอย่างหนึ่งของท้องถิ่นเราก็คือผู้บริหารส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเรื่องกายภาพเมืองและผลกระทบของการพัฒนา การวางแผนจราจรส่วนใหญ่เป็นการวางแผนเพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์เกิดความสะดวกเป็นหลัก ทำให้เพิ่มภาระกับคนเดินเท้าและขี่จักรยาน" คุณนิคมตัดพ้อผ่านอี-เมล
ในอี-เมลยังบรรยายต่ออีกว่า เมื่อพูดถึงทางจักรยานส่วนใหญ่มักคิดไปเป็นทางเฉพาะหรือการขี่จักรยานบนถนนและมักคิดว่าไม่มีความจำเป็นเพราะส่วนใหญ่คนขี่จักรยานก็ใช้พื้นที่ถนนอยู่แล้ว
"ผมพยายามที่จะสร้างแนวคิดว่าจักรยานก็คือคนที่เดินเร็ว เพราะฉะนั้น ไม่ว่าตรงไหนที่คนเดินได้ก็ควรจะให้ขี่จักรยานได้ ยกเว้นบริเวณที่คนพลุกพล่านต้องจูงจักรยาน
คำถามที่ตามมาก็คือแล้วจักรยานจะไม่เป็นอุปสรรคต่อคนที่เดินเท้าหรือ เพราะคนเดินเท้าต้องหลบหลีกจักรยาน ซึ่งก็มีคำอธิบายคือคนที่ขี่จักรยานต่างหากที่ต้องระวังคนเดินเท้าและต้องชะลอความเร็วโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
เมื่อมีอุปสรรคอยู่ข้างหน้า อาจจะขลุกขลักบ้าง แต่ยังพอใช้ร่วมกันได้เพราะจักรยานชนคนเดินเท้าก็แค่บาดเจ็บไม่ถึงตาย แต่ถ้าให้จักรยานลงไปวิ่งบนถนนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จักรยานจะบาดเจ็บหรืออาจตายได้"
คุณนิคมปิดท้ายว่า สิ่งสำคัญที่เราต้องคำนึงถึงกันก่อนสร้างทางจักรยานก็คือทางเท้าที่ทุกวันนี้แทบทุกท้องถิ่นยังไม่ให้ความสำคัญ หากสามารถทำทางเท้าได้เรียบเสมอกันไม่มีอุปสรรคกีดขวางทางเท้า มีการประกับตกแต่งให้เกิดความเพลิกเพลินในการเดินตลอดเส้นทาง คนจะเดินเท้าได้สะดวกมากขึ้น ขั้นต่อมาจะสามารถกำหนดให้ทางเท้าใช้เป็นทางจักรยานร่วมกันได้ เมืองจะเกิดเส้นทางจักรยานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
นอกจากทำข้อมูลสำรวจเส้นทางแล้ว คุณนิคมยังทำเว็บไซต์ www.archkorat.com/bicycle เผยแพร่โครงการ และอธิบายแนวคิดรวมทั้งรวบรวมข้อมูลเรื่องของเส้นทางจักรยานของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่อังกฤษ อินเดีย อิสราเอล เยอรมนี ออสเตรเลีย ชิลี หรือในเมืองต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา พร้อมภาพประกอบค่อนข้างละเอียดซึ่งน่านับถือในความพยายาม
และนี่เป็นหนึ่งความคิด ของนักนิยมปั่นสองล้อและเห็นอนาคตของจักรยานว่าจะต้องเป็น "พาหนะ" ที่โลกต้องกลับหันกลับมาใช้อย่างแพร่หลายอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนความคิดดีๆ อย่างนี้จะซึมซับผ่านผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารท้องถิ่น เมื่อไหร่นั้น คงต้องว่ากันอีกเรื่อง
From : Pc [ 27 มิ.ย. 49 - 22:11:07 น. ]
ความเห็นที่ 17
ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1349
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (5)
สํานักงานบริหารทางหลวงแห่งสหพันธรัฐ (The Federal Highway Administration : FHWA) สหรัฐอเมริกา ขึ้นกับกระทรวงการขนส่ง ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องสร้างระบบการขนส่งให้สอดคล้องกับเมือง คือ ทำถนนให้ขนส่งสินค้า ผู้โดยสารอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ขณะเดียวกัน ต้องปกป้องสิ่งแวดล้อม และปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองผู้พิการ ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว การก่อการร้าย
รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ชุมชนอยู่ได้อย่างมีชีวิตชีวา คนเดินทางเท้าและคนขี่จักรยานสามารถใช้เส้นทางได้ร่วมกัน ภายใต้ทรัพยากรธรรมชาติอันจำกัด
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นวิสัยของผู้นำประเทศสหรัฐซึ่งเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก แต่มองเห็นอนาคตของพลังงานจะกลายเป็นปัญหาใหญ่และเตรียมแผนรองรับให้คนที่ใช้รถยนต์จะหันมาพึ่งพาพลังงานอื่นๆ
"ทอม ลาร์สัน" อดีตผู้บริหารของสำนักงานดังกล่าว ยก "อัมสเตอร์ดัม" เมืองท่าแห่งเนเธอร์แลนด์ เป็นตัวอย่างของเมืองจักรยานที่มีประสิทธิภาพทั้งการเดินทางอย่างประหยัดพลังงาน ไร้มลพิษ สะอาดและเงียบ มีผลกระทบทางสิ่แวดล้อมต่ำ ขณะที่การใช้พื้นที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบพาหนะชนิดอื่นๆ
เส้นทางจักรยานและทางเดินเท้าถูกสร้างควบขนานไปกับการขยายตัวของชุมชนเมืองต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการขนส่งบนเส้นทางร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ (The Intermodal Surface Transportation Efficiency Act of 1991) และกฎหมายว่าด้วยการขนส่งอย่างเสมอภาคเพื่อศตวรรษที่ 21 (The Transportation Equity Act for the the 21st Century) มีการเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติประชาชนที่ใช้เส้นทางทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับเมืองไปจนถึงระดับประเทศ เพื่อนำมาปรับปรุงให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด
สำนักงานสถิติด้านการขนส่งของสหรัฐ พบว่า คนอเมริกันขี่จักรยานเฉลี่ย 33 ล้านคน ในจำนวนนี้เดือนหนึ่งจะขี่จักรยาน 6 วัน ส่วนคนเดินเท้าเพื่อไปทำงานเฉลี่ย 140 ล้านคน
เมื่อห้าปีที่แล้วพบว่า คนเดินเท้าเกือบ 5 พันคน และนักปั่นจักรยาน 700 คน เสียชีวิตเนื่องมาจากรถยนต์ชน
อุบัติเหตุดังกล่าวนำไปสู่การปรับปรุงการก่อสร้างถนน ทางเดินเท้าและทางจักรยานให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด ในเวลาเดียวกัน หน่วยงานอื่นๆ กระโดดเข้ามาร่วมช่วยกันแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ทางจักรยาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security Department)
กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐ มองเห็นปัญหาสุขภาพคนอเมริกันซึ่งเป็นโรคอ้วนกันมากเพราะกินดีอยู่ดีเกินไป แต่ออกกำลังกายน้อย จึงสนับสนุนให้รัฐบาลสร้างทางเท้าทางจักรยานเพื่อให้คนหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น
ส่วนกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมินั้น เกิดปิ๊งไอเดียจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 เมื่อกลุ่มก่อการร้ายถล่มตึกเวิร์ลด์เทรดและเพนตากอน จึงคิดให้ทางจักรยานและทางเท้าเป็นทางอพยพฉุกเฉินเมื่อมีเหตุก่อการร้าย
แทร็กจักรยาน "เมาต์เวอร์มอน" ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย เชื่อมต่อระหว่างกระทรวงกลาโหม สนามบินแห่งชาติ "เรแกน" เป็นเส้นทางอพยพฉุกเฉิน สร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ 9/11
วงการตำรวจสหรัฐ เปลี่ยนโฉมหน้าในการป้องกันความปลอดภัยให้กับชุมชนเมือง แทนที่จะขับรถยนต์ตรวจการณ์ หันมาปั่นจักรยานสายตรวจแทน ทีมสายตรวจที่ขี่จักรยานออกตรวจพื้นที่ มีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก กองกำลัง "จักรยาน" มีจำนวนราว 4 ใน 5 ของสถานีตำรวจทั่วสหรัฐ
จักรยานสายตรวจเหล่านี้ มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงจุดเกิดเหตุสูงกว่ารถสายตรวจ ทำให้การจับกุมคนร้ายได้เร็วกว่าถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่งบประมาณค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาจักรยานต่ำกว่ารถสายตรวจหลายเท่าตัว
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจปั่นจักรยานมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และบางคนกลายเป็นนักกีฬาระดับ "แชมป์"
นอกจากนี้ การออกกฎหมาย "อากาศสะอาด" หรือ Clean Air Act ในปี 2543 มีส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองต่างๆ ของสหรัฐต้องพัฒนาเส้นทางจักรยานและทางเท้าให้มีมาตรฐานสูงและขยายเส้นทางเพิ่มขึ้น เนื่องจากกฏหมายดังกล่าวป้องกันยานพาหนะพ่นควันพิษใส่ชุมชน
ยังมีสถิติที่ชี้ให้เห็นคุณประโยชน์ของ "จักรยาน" ในทางธุรกิจอีกอย่าง นั่นคือ "จักรยานส่งเอกสาร"
เมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐอย่างมหานครนิวยอร์ก แอลเอ หรือชิคาโก เจอปัญหา "จราจร" ติดขัด บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างหันมาพึ่งพา "ไบก์ แมสเซนเจอร์"
แต่ละปีบริษัท "ไบซีเคิล แมสเซนเจอร์" ในมหานครนิวยอร์ก ทำรายได้เป็นมูลค่า 700 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นเงินบาทเบาะๆ ปาเข้าไปกว่า 27,000 ล้านบาท
From : Pc [ 27 มิ.ย. 49 - 22:15:04 น. ]
ความเห็นที่ 18
http://www.jabchai.com/main/view_joke.php?id=3363 คิกๆๆ
From : ศ.พระราม 4.5 [ 28 มิ.ย. 49 - 08:26:50 น. ]
ความเห็นที่ 19
ขอบคุณ คุณ Pc ครับ ที่มาช่วย Post บทความจนครบ
From : เสือ Spectrum [ 28 มิ.ย. 49 - 11:05:49 น. ]
ความเห็นที่ 20
ขอบคุณจากใจ ที่นำข้อคิดดีๆนำเสนอ หวังว่าผู้มีหน้าที่วางแผนจราจร คงได้ข้อคิดดีๆ ประกอบการพิจราณา
From : ตี๋พัฒนาการ [ 28 มิ.ย. 49 - 12:12:54 น. ]
ความเห็นที่ 21
ตอบคุณศักดาครับ
ที่เมืองจีนนั้นในที่สุดชนชั้นนำก็ทนความเย้ายวนของทุนนิยมไม่ได้ จักรยานเป็นสัญลักษณ์ของความล้าหลัง ชนชั้นนำติดความสบาย ถนนหลายสายห้ามจักรยานใช้งานโดยเด็ดขาด พื้นที่ของชาวจักรยานถูกบีบขนาดลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่น่ากลัวเท่ากับ เป้าหมายและความฝันของคนจีนรุ่นใหม่คือการได้เป็นเจ้าของรถยนต์สักคัน ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือความเป็นไปในปัจจุบันของเมืองจีนครับ ฟังดูคล้ายๆที่ไหนสักที่แถวนี้ไหมครับ มีความหวังริบหรี่มากครับแต่ก็เอาใจช่วยทุกความพยายามครับ
From : bend and break [ 28 มิ.ย. 49 - 17:42:32 น. ]
ความเห็นที่ 22
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (6)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับรณรงค์ปั่นจักรยานเพื่อการเดินทางแทนรถยนต์ บ้างก็อ้างว่าอากาศบ้านเราไม่อำนวย เนื่องจากร้อน หรือไม่ก็ฝนตก
เรื่องนี้สามารถแก้ปัญหาได้ หากผู้บริหารบ้านเมืองต้องการสร้างทางจักรยานเพื่อจูงใจให้คนใช้จักรยานเป็นพาหนะมากๆ จะต้องวางแผนออกแบบเส้นทางจักรยานให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม
ผมเห็นนักปั่นจักรยานในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ขี่เจ้าพาหนะสองล้อในทุกสภาพอากาศ ร้อนหรือเย็น หรือมีฝนเทลงมาสักแค่ไหน ก็ปั่นกันอย่างสบายใจ เนื่องจากเลนจักรยานที่ทำให้เกิดความสะดวกในการเดินทางนั่นคือการสร้างเส้นทางให้อยู่ในแนวต้นไม้ ซึ่งเกิดความร่มรื่นระหว่างการปั่น
บางเส้นทางขนานไปกับแนวชายฝั่งทะเล ปั่นไปก็สูดลมทะเลอันสดชื่นไปจนลืมเหนื่อย
บ้านเรา หากคิดจะทำไบก์เลน ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นอันดับแรกๆ โดยเฉพาะพื้นที่ในการก่อสร้างควรจะออกแบบเส้นทางให้อยู่ในแนวร่มไม้ให้มากที่สุด ผมเชื่อว่าคนจะหันมาปั่นจักรยานเพิ่มขึ้นอีกเยอะ
เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวอันน่าดีใจสำหรับคนปั่นจักรยานชาวกรุงเทพฯ นั่นคือ คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนส่งเสริมคนกรุงหันมาใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ทั้งเพื่อสันทนาการ การท่องเที่ยว การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
คุณอภิรักษ์ยอมรับว่าสถานการณ์ปัจจุบันราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงเป็นเงาตามตัว กทม. จึงหันมาส่งเสริมการเดินทางด้วยรถจักรยานเพื่อประหยัดพลังงาน
กทม. เตรียมแผนเพื่อรองรับการใชัจักรยานของชาวกรุงเทพฯ โดยเฉพาะสำนักงานของ กทม. ทั้ง 50 เขตรวมถึงศาลาว่าการ กทม. ทั้งสองแห่ง จะมีที่จอดรถจักรยาน นอกจากนี้ ยังให้แต่ละเขตสำรวจเส้นทางในชุมชนว่าสามารถทำเส้นทางจักรยานและจุดจอดรถจักรยานได้หรือไม่
กทม. เล็งสำรวจเส้นทางจักรยานเพื่อเชื่อมระหว่างชุมชนกับตลาด ชุมชนกับวัด มัสยิด หรือโรงเรียน และยังจัดเส้นทางจักรยานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอีก 10 เส้นทาง
แถวๆ บ้านผม ก็มีเส้นทางจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว เลียบวงแหวนรอบนอกสายตะวันออก เชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์ เส้นทางสายนี้ ผมชอบปั่นตอนเช้าๆ จะมีช่องตัดเข้าสู่ทุ่งนากว้าง เห็นฝูงนกบินว่อนหาปูปลา ก่อนวกเข้าสู่ทางเรียบทะลุไปถึงวัดลานบุญ นั่งพักเอาแรงและสงบสติที่นั่นสักครึ่งชั่วโมงก่อนปั่นกลับบ้านอย่างอิ่มเอิบใจ
ถ้า กทม. ปรับทางเท้าริมถนนรามคำแหงทั้งสองฝั่งลบมุมทำให้ลาดชันน้อยลงเพื่อให้นักปั่นจักรยานปั่นโดยไม่ต้องเสี่ยงลงไปปั่นบนถนน ผมเชื่อว่าถนนสายนี้จะได้รับความนิยมสำหรับการปั่นเพื่อการท่องเที่ยวอีกเยอะ เพราะนอกจากจะไปปั่นเที่ยววัดลานบุญที่อยู่ฝั่งตะวันออกแล้ว หากปั่นไปทางทิศเหนือเลียบวงแหวนขึ้นไปแถวๆ มีนบุรี ก็มีที่น่าปั่นเพื่อการท่องเที่ยวหลายแห่ง
สำหรับโครงการของ กทม. ที่น่าสนใจอีกโครงการได้แก่ การรณรงค์วินัยจราจรให้เยาวชน เรื่องนี้ผมถือว่ามีความสำคัญมากทีเดียว
คนปั่นจักรยาน ก็เหมือนคนขับรถยนต์ ถ้าไม่รู้กฎจราจร โอกาสจะเกิดอุบัติเหตุ ทำอันตรายทั้งผู้ขับขี่และผู้ที่สัญจรไปมาย่อมมีสูง
บ้านเรายังขาดสำนึกเรื่องวินัยจราจรอยู่มากจึงทำให้สถิติอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกมาก เนื่องจากว่า รถยนต์ที่ผลิตขึ้นในปัจจุบันมีระบบป้องกันอันตรายกับตัวบุคคลเยอะแยะมากมาก ทั้งเข็มขัดนิรภัย ถุงลมด้านหน้า ด้านข้าง มีเหล็กกั้นรอบคันรถ ขณะที่ถนนหนทางมีการปรับปรุงดีขึ้นมาก ทางเรียบขึ้น วิ่งสบายขึ้น แต่คนเสียชีวิตเพราะรถชนกันนั้นมีไม่เว้นแต่ละวัน
นี่ก็เพราะการใช้รถใช้ถนนขาดวินัยนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ถ้าใครคิดจะพัฒนาระบบจราจรไม่ว่าจะเป็นทางจักรยานหรือทางรถ ต้องเน้นเรื่องวินัยในการสัญจรควบคู่กันด้วย
From : เสือ Spectrum [ 2 ก.ค. 49 - 21:42:00 น. ]
ความเห็นที่ 23
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (7)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ถ้าใครติดตามเรื่องราวของทางจักรยานอย่างใกล้ชิดจะพบว่า บ้านเราพูดมากกว่าทำ หน่วยงานต่างๆ มีไอเดียออกมาเยอะแยะ แต่การผลักดันเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมชัดเจนใช้ได้ผลนั้นมีน้อยมาก หรือมีก็ทำได้ไม่ต่อเนื่อง อีกมากโครงการที่นอกจากประสิทธิผลต่ำแล้ว บางครั้งยังมีเรื่องราวการโกงกินเงินหลวงเข้ามาพัวพันให้ชาวบ้านช้ำใจอีกต่างหาก
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2544 พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ เลขาธิการคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน บอกว่า สำนักงานคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (สจร.) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการเดินทาง โดยไม่ใช้เครื่องยนต์ (Non Motorization)
เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ควรได้รับการส่งเสริม และสนับสนุนให้แพร่หลาย เพราะจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ลดปริมาณการใช้น้ำมันในการสัญจร ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางในระยะสั้นๆ
เนื่องจากสภาพพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีถนนสายรอง และตรอก ซอยจำนวนมาก
นอกจากนี้ ทางคู่ขนานหลายแห่งและทางเดินเท้าที่กว้างตามแนวถนนสายหลัก หากได้รับการจัดทำเครื่องหมายและปรับปรุงขอบทางให้เหมาะสม ก็สามารถปรับมาใช้เป็นทางจักรยานได้ ซึ่งในปัจจุบัน จัดทำทางวิ่งจักรยานใต้ทางด่วน และบนทางเท้าที่สามารถทำได้โดยเฉพาะบริเวณชานเมือง เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้จักรยานและการเดินเท้าเพิ่มขึ้น
เลขาฯ สจร. กล่าวว่า สจร. ได้กำหนดกรอบพัฒนาระบบการเดินทาง ไม่ใช้เครื่องยนต์ โดยจัดเตรียมมาตรการด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้เดินเท้าและผู้ขับขี่จักรยาน พร้อมๆ กับสนับสนุนให้ประชาชนยอม รับการเดินทางด้วยวิธีนี้เพิ่มมากขึ้น โดยเสนอ คจร. ปรับปรุงคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการเดินทางที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ในเขตเมือง
"จากการศึกษาเรื่องการเดินทาง โดยไม่ใช้เครื่องยนต์ในสหรัฐอเมริกา พบว่า การเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์มาเป็นจักรยาน จะสามารถประหยัดได้ประมาณ 0.2 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9 บาทต่อการเดินทาง 1 กิโลเมตรในชนบท หรือ 0.8 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 34 บาท ต่อการเดินทาง 1 กิโลเมตร ในเขตเมืองช่วงเวลาที่มีการจราจรคับคั่งสูงสุด"
พ.ต.ต.ยงยุทธปิดท้ายว่า ถ้าหากประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง โดยหันมาใช้จักรยานก็จะช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางและลดค่า ใช้จ่าย ลงได้มาก นอกจากนี้ ประโยชน์ ที่ประชาชนจะได้รับคือ สุขภาพที่ดีขึ้น และได้พักผ่อนหย่อนใจไปในตัว
เหตุการณ์นี้ผ่านมา 5 ปี พ.ต.ท.ยงยุทธพ้นจากตำแหน่งเลขาฯ "คจร." ไปนานแล้ว แต่แนวคิดดีๆ อย่างนี้ไม่ได้สานต่ออย่างเป็นรูปธรรม
ความจริงในเวลานั้น สถานการณ์น้ำมันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเหมือนในปัจจุบัน แต่การมองอนาคตของ พ.ต.ท.ยงยุทธ กลับไม่มีคนมาช่วยสนับสนุนให้เป็นจริงเป็นจัง
ถ้าหากรัฐบาลฉุกคิดและทุ่มเทกำลังกายกำลังเงินเพื่อสร้างทางจักรยานให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ห้าปีก่อน การเดินทางโดยไม่ใช้เครื่องยนต์อย่างที่อดีตเลขาฯ คจร. วาดฝันเอาไว้จะเป็นจริงขึ้น
นี่คือการขาดความต่อเนื่องของการจัดวางนโยบายภาครัฐ
เพราะฉะนั้น นักปั่นจักรยานทั้งหลายอย่าเพิ่งคาดหวังอะไรกันมากนักว่า เมืองไทยจะมีเส้นทางจักรยานให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการเดินทาง ท่ามกลางกระแสโลกที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันประหยัดพลังงาน และอนุรักษ์สภาพแวดล้อม
From : เสือ Spectrum [ 8 ก.ค. 49 - 00:08:06 น. ]
ความเห็นที่ 24
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (8)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ข่าวชิ้นเล็กๆ จากประเทศญี่ปุ่น เมื่อหลายวันมาแล้ว รายงานเรื่องราวของการใช้จักรยานและการอบรมผู้นิยมใช้จักรยาน โดยเฉพาะเด็กๆ เพื่อฝึกให้เป็นนิสัยในการใช้กฎกติกาจราจรและความปลอดภัยในการปั่นเจ้าสองล้อคู่ชีพ
เนื้อข่าวมีอยู่ว่า สถานีตำรวจในจังหวัดอิชิกา เริ่มเข้มงวดกับการใช้กฎกติกามารยาทในการขี่จักรยานด้วยการนำสติ๊กเกอร์สีเหลืองมาใช้เพื่อตักเตือนพฤติกรรมในการขี่รถจักรยานสำหรับนักเรียนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร
หากนักเรียนคนใดฝ่าฝืนกฎจราจร เช่น ขี่จักรยานฝ่าไฟแดงจะได้รับสติ๊กเกอร์สีเหลืองหนึ่งใบ และหากได้รับสติ๊กเกอร์ถึง 3 ใบ ทางสถานีตำรวจจะรายงานพฤติกรรมดังกล่าวให้ทางครอบครัวและทางโรงเรียนทราบ
"โนบูอาคิ นากาโมโต้" ตำรวจจราจร ประจำสถานีตำรวจมัตโตบอกว่า รถจักรยานถือเป็นยานพาหนะอย่างหนึ่งจึงต้องอยู่ภายใต้กฎจราจรเช่นเดียวกับพาหนะประเภทอื่น หากผู้ขับขี่ละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรจะต้องถูกลงโทษ
ในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่นกำหนดให้ผู้ขี่รถจักรยานต้องเข้าอบรมเพื่อสอบขอใบอนุญาตขี่จักรยาน เช่น ที่จังหวัดเฮียวโกะ เด็กนักเรียนประถมและมัธยมต้องได้รับใบอนุญาตขี่จักรยานจากเจ้าหน้าที่ของทางจังหวัดและตำรวจ
เด็กๆ จะเข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎจราจรเพื่อสอบขอใบอนุญาตเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนและรู้จักเห็นอกเห็นใจคนเดินถนน ผู้ขับขี่ยวดยานอื่นที่ร่วมใช้รถใช้ถนนกับพวกเขา นอกจากการสอนภาคทฤษฎีแล้วยังฝึกภาคปฏิบัติจริงด้วย และเด็กเหล่านี้จะได้รับใบอนุญาตขี่รถจักรยานหลังจากสอบผ่านแล้วเท่านั้น
เจ้าหน้าที่กำลังประเมินว่า ผู้ขี่จักรยานจะข้ามถนนบริเวณทางแยกที่มียวดยานจอแจไปได้อย่างไรโดยไม่ไปรบกวนพื้นที่บนทางเท้า แต่ละคนก็เสนอความเห็นว่าควรจะไปเส้นทางใด และในที่สุดก็ได้ขอสรุปว่า ควรจะมีแผนที่เส้นทางสำหรับรถจักรยาน โดยระบุให้ทราบว่า บริเวณใดที่ควรใช้ความระมัดระวังในการขี่รถเป็นพิเศษ และบริเวณใดที่ควรเดินจูงรถไปและย้ำให้ขี่รถอย่างระมัดระวังในบริเวณที่รถเข้าออกในจุดจอดรถ
เจ้าหน้าที่ได้ออกสำรวจพื้นที่ต่างๆ ทั่วกรุงโตเกียว เพื่อให้มั่นใจว่าแผนที่ที่จัดทำขึ้นสามารถนำมาใช้งานได้จริง ปัจจุบันในญี่ปุ่นมีเด็กนักเรียนประถมและมัธยมที่ได้รับใบอนุญาตขี่รถจักรยานแล้วเกือบ 2,000 คน
ผมนำข่าวนี้มาเล่าให้ฟังกัน เพื่อจะบอกว่า ประเทศญี่ปุ่นวันนี้เป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ของโลกไปแล้ว และปริมาณการผลิตเพิ่งแซงหน้าสหรัฐอเมริกาหมาดๆ นี่เอง แต่รัฐบาลที่นั่นให้ความสำคัญกับการปลูกฝังจิตสำนึกแก่เด็กๆ ผู้จะเป็นอนาคตของชาติ ให้รู้จักการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทางเลือกที่คุ้มค่า และความมีระเบียบวินัย เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
นอกจากการรณรงค์ให้เด็กเรียนรู้กับ "จักรยาน" พาหนะที่เป็นประดิษฐกรรมอันเก่าแก่ของโลกแล้ว เด็กยังฝึกร่างกายให้เกิดความแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันโรคไปในตัวด้วย
ตรงกันข้ามกับบ้านเรา ที่นับวันผู้ใหญ่ยัดเยียดคำสอนเรื่องความมักง่าย เห็นแก่ตัวเอาแก่ได้ บางทีเพียงพูดยังไม่พอ แต่ยังแสดงพฤติกรรมให้เห็นกันชัดๆ โดยเฉพาะผู้บริหารประเทศบางคนนี่แหละ พูดอย่างทำอย่างจนเด็กงงๆ ไปหมดแล้ว ว่าการเป็นผู้นำได้ต้องมีคุณธรรมความดีงามหรือโกงเก่งอย่างเดียวก็พอ?
From : เสือ Spectrum [ 24 ก.ค. 49 - 21:32:09 น. ]
ความเห็นที่ 25
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ถนนเพื่อ"จักรยาน"
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ราคาน้ำมันกระฉูดกลับมาเป็นข่าวอีกหน และเป็นเช่นเดิมคือเมื่อมีข่าวใหญ่อย่างนี้ รัฐบาลทำท่าแสดงอาการกระตือรือร้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตีปี๊บแผนรณรงค์กระตุ้นให้คนประหยัดพลังงาน
แต่ผลสุดท้ายล้มเหลวเช่นเคยเพราะคนยังใช้น้ำมันไม่ได้ลดลง มิหนำซ้ำยังมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี
ขณะที่ความคิดเพื่อจัดหาพลังงานทางเลือกอื่นๆ เกิดประกายได้แค่วูบเดียวแล้วก็หายไป ไม่มีการทำอย่างต่อเนื่อง หรือทำไปก็แค่ให้เป็นข่าวฮือฮาเท่านั้น เมื่อข่าวจางหายไป ราคาน้ำมันหล่นลงมา สถานการณ์ "ผลาญ" น้ำมันกลับมาสู่ภาวะปกติ คือใช้กันอย่างไม่บันยะบันยัง
จึงไม่น่าแปลกเมื่อเราต้องสูญเสียเงินเพื่อซื้อน้ำมันมาใช้ปีละ 5 แสนล้านบาท
ถ้าเอาตัวเลขซื้อน้ำมันนี้มาคิดเล่นๆ เปรียบเทียบกับการผลิตข้าวส่งออก แต่ละปีไทยส่งออกข้าวได้เฉลี่ย 7-8 ล้านตัน ราคาข้าวตกตันละ 350 เหรียญสหรัฐ เราจะขายข้าวได้ราว 1-1.2 แสนล้านบาท
ฉะนั้น คนไทยต้องปลูกข้าวถึง 5 ปีเพื่อขายข้าวเอามาอุดกับน้ำมันที่ผลาญกันแค่ปีเดียว
นี่เป็นความไม่สมดุลของการจัดการบริหารประเทศ
แม้วันนี้โครงสร้างประเทศจะเปลี่ยนจากการเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ คอมพิวเตอร์ แต่ในที่สุดเราก็ต้องพึ่งพาการใช้น้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตอยู่ดี
มองไปข้างหน้า ประเทศไทยรอวันทรุดเพราะไม่ได้คิดวางแผนและลงมือเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันอย่างจริงจัง
มีตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ เรื่องการขนส่งคมนาคม นโยบายของรัฐบาลแทบทุกสมัยทำเหมือนเอาใจบริษัทผลิตรถยนต์ ด้วยการวางแผนสร้างโครงข่ายถนนอย่างเว่อร์ๆ ทำถนนให้ใหญ่ให้รถวิ่งได้มากๆ ทั้งที่มีระบบการขนส่งอื่นๆ อีกมากมายที่ควรจะทำ เป็นต้นว่า ในเส้นทางหลักๆ ควรเป็นขยายทางรถไฟเพื่อรองรับปริมาณการเติบโตของการขนส่ง เมืองใหญ่ควรมีระบบขนส่งมวลชน หรือการปรับปรุงเส้นทางขนส่งทางน้ำ ซึ่เป็นแนวทางที่สามารถจะขนส่งในปริมาณมากๆ ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า
ขณะเดียวกัน ไม่มีรัฐบาลชุดใดวางแผนผังเมืองให้สอดประสานระหว่างการพักอาศัยกับการทำธุรกิจเพื่อลดปริมาณการใช้รถยนต์ แต่กลับขยายเมืองออกไปอย่างสะเปะสะปะ ทำให้คนต้องคิดหาซื้อรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์เพื่อเดินทาง
ในชุมชนทุกแห่ง ควรจะมีเส้นทางจักรยานสำหรับการใช้เดินทางในระยะสั้นๆ แต่กลับไม่มีการคิดวางนโยบายและทำขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่จักรยานคือพาหนะที่ถูกที่สุดสำหรับแผนรณรงค์ประหยัดน้ำมัน
เวลานี้ข่าวน้ำมันแพงโหมประโคมในสื่อก็ได้ยินว่ากระทรวงมหาดไทยเริ่มหันกลับมาวางแผนปลุกใจข้าราชการจังหวัดต่างๆ ให้กลับมาใช้จักรยานในการเดินทางและทำเส้นทางจักรยาน ตำรวจคิดใช้จักรยานสำหรับตรวจการณ์ในพื้นที่ชุมชน
ผมสนับสนุนเรื่องเส้นทางจักรยานมานานแล้วและอยากให้ฝันเป็นจริง แต่อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ความคิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะเป็นไฟไหม้ฟางอีกครั้ง เพราะเท่าที่จับกระแสดู จะมีเพียงกลุ่มคนขี่จักรยานและโพลสำรวจของบางสำนักเท่านั้นที่ไปสำรวจความเห็นของประชาชนซึ่งส่วนเห็นด้วย กระนั้นก็ยังเป็นแค่ความเห็น
ผมอยากเห็นรัฐบาลปักธงทำเส้นทางจักรยานเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อให้นโยบายนี้สามารถเห็นผลในทันตา โดยตัดงบประมาณที่เป็นงบฯ ซึ่งทำให้เกิดการบริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้น นั่นคืองบฯ การสร้างขยายถนนขนาดใหญ่ให้เปลี่ยนมาเป็นงบฯ ทำทางจักรยานแทน ใช้งบฯ ที่น้อยกว่าและทำได้เร็วกว่าถนนสำหรับรถยนต์
ในปีต่อๆ ไป รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงานหรือกระทรวงมหาดไทย ต้องจัดงบประมาณสำหรับทำเส้นทางจักรยานโดยเฉพาะในทุกจังหวัด ทุกอำเภอและลงไปถึงระดับชุมชนต่างๆ รวมทั้งยังต้องมีงบฯ สำหรับฝึกอบรมผู้ใช้รถจักรยาน งบฯ เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมจักรยาน รองรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมประเภทนี้ เชื่อว่าในอนาคตจะเติบโตอย่างรวดเร็ว
ตราบใดที่ราคาน้ำมันยังแพงและยังไม่มีใครคิดค้นพลังงานทางเลือกสำหรับการเดินทางในระยะสั้นๆ ได้ดีกว่าการใช้พลังงาน "คน" ในการปั่นจักรยาน
From : เสือ Spectrum [ 24 ก.ค. 49 - 21:35:06 น. ]
ความเห็นที่ 26
มารับทราบเนื้อหาดีมีสาระ ขอบคุณพี่เป็คมากๆ
From : O_o [ 24 ก.ค. 49 - 21:39:58 น. ]
ความเห็นที่ 27
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
จักรยานเพิ่มค่า
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ข่าวเล็กๆ สั้นๆ สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ผมเกิดสะดุดใจอยากนำข่าวนี้มาเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน และโดยเฉพาะบรรดานักคิดที่เป็นหัวแถวของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับรู้อย่างทั่วถึง
เนื้อข่าวมีอยู่ว่า รัฐบาลนอร์เวย์ริเริ่มโครงการจูงใจให้ชาวนอร์เวย์เลิกใช้รถยนต์หันมาปั่นจักรยาน เพื่อประหยัดน้ำมันและลดมลพิษโดยยอมจ่ายเงินสดๆ ให้คนทำงานที่ปั่นสองล้อไปทำงานสนองนโยบายของรัฐบาล
นอกจากจุดประสงค์ในการประหยัดน้ำมันและลดมลภาวะแล้ว รัฐบาลนอร์เวย์มีเป้าหมายที่จะช่วยให้สุขภาพของประชาชนแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ โครงการนี้เริ่มแล้วตั้งแต่วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม ใช้ชื่อว่า เมืองแห่งสุขภาพ (HEALTHY CITY) โดยจะจ่ายเงินให้พนักงานเทศบาลเขตแซนด์เนส ทางตะวันตกเฉียงใต้ของนอร์เวย์
ทุกๆ กิโลเมตรที่ปั่นจักรยานไปติดต่อทำธุรกิจ จะได้เงินสดประมาณ 43 เซ็นต์ หรือเกือบ 20 บาท แต่ต้องไม่เกินระยะทาง 5 กิโลเมตร ไม่นับรวมระยะทางที่ปั่นไป-กลับจากบ้านและที่ทำงาน
นายฮานส์ อิวาร์ โซมเม่ (Hans Ivar Soemar) แกนนำผู้ริเริ่มโครงการนี้บอกว่า ต้องการให้พนักงานสุขภาพแข็งแรงและไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
ขณะเดียวกัน นักปั่นประมาณ 75,000 คน ขี่จักรยานไปทำงานขานรับสัปดาห์รณรงค์ถีบสองล้อไปทำงานประจำปี (BICYCLE TO WORK) หลายรายแวะพักกินอาหารมื้อเช้าที่จัดเตรียมไว้ให้รายทางด้วย
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลนอร์เวย์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตสูงที่สุดในโลก ก็ได้ริเริ่มมาตรการห้ามสูบบุหรี่ตามบาร์และร้านอาหารทั่วประเทศเป็นแห่งแรกในโลก โดยจะเริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เพื่อให้ประชาชน 4.5 ล้านคนมีความสุขและสุขภาพแข็งแรง
ข่าวนี้จะเห็นได้ว่า รัฐบาลนอร์เวย์มีความตั้งใจให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีมีสุขภาพแข็งแรงจริงๆ ไม่ใช่แค่คุยโตโอ้อวดเหมือนบางรัฐบาล ซึ่งคิดเพียงสร้างภาพฉาบฉวยไปวันๆ
โครงการปั่นจักรยานในเมือง โดยเฉพาะเมืองไทยนั้นถ้ารัฐบาลตั้งใจทำ ก็สามารถทำได้นานแล้ว แต่ที่ไม่ทำเพราะไม่ได้คิด ที่ไม่คิดก็เพราะเห็นว่าเรื่องจักรยานเป็นแค่เรื่องเล็กๆ กระจอกงอกง่อย หันไปคิดเรื่องสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ คิดโครงการสร้างถนนสายใหญ่เพราะจะได้เงินงบประมาณเยอะๆ ได้ค่าคอมมิสชั่นมากๆ โกงกันอย่างสนุกสนาน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ไม่เคยมองถึงผลลบจากการส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ จักรยานยนต์และการสร้างถนนสายใหญ่ๆ ที่ตามมา อย่างที่เห็นกันในวันนี้ ซึ่งมีอุบัติเหตุบนถนนร้ายแรงเกิดขึ้นแทบทุกวัน มีผู้เสียชีวิตมากมาย บางวันยอดคนตายสูงกว่าสงครามอิรักเสียอีก และยังมีผลร้ายอื่นๆ ไม่ว่าเรื่องของการจราจรแออัด มลพิษในอากาศ เสียงดัง สุขภาพของผู้คน
หากย้อนประเมินเงินงบประมาณจากการขยายเส้นทางสร้างถนนผมคิดว่ามีจำนวนนับหมื่นๆ ล้านบาท ค่าความเสียหายอันเกิดจากอุบัติเหตุมีจำนวนนับหมื่นๆ ล้านบาทเช่นกัน ทั้งค่าเสียหายอันเกิดจากรถยนต์ที่พังพินาศ ค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ ยังไม่นับรวมค่าชีวิตของผู้คนซึ่งพิการและเสียชีวิต
ผมอยากให้รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งอวดสรรพคุณตัวเองว่า "คิดใหม่ทำใหม่" หันมาสนใจกับเรื่องการลดปัญหามลพิษด้วยการส่งเสริมจักรยานเป็นยานพาหนะ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่จะต้องสร้างถนนสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ สามารถปั่นได้สะดวกเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึง และถ้าเป็นไปได้ต้องอุดหนุนอุตสาหกรรมจักรยานและสร้างเครือข่ายการขนถ่ายจักรยาน เช่น รถบัสโดยสาร รถไฟให้ผู้ใช้จักรยานสามารถขนจักรยานขึ้นรถไฟ-รถยนต์เพื่อปั่นไปทำงาน
ถ้าทำได้อย่างนี้ ผมเชื่อว่า คนไทยจะมีสุขภาพแข็งแรงและชีวิตยืนยาวขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อีกหลายเท่าตัว
From : เสือ Spectrum [ 24 ก.ค. 49 - 21:41:06 น. ]
ความเห็นที่ 28
หมุนตามโลก
เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง
รสชาติจักรยาน
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
หลายคนที่อ่านมติชนสุดสัปดาห์กันอยู่ คนที่เป็นคนกรุง ส่วนใหญ่คงลืมรสชาติความสนุกมันยามได้ปั่นจักรยาน ปล่อยให้การขี่จักรยานเป็นเรื่องของเด็กๆ ไป
นั่นเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ถนนในกรุงไม่ทำให้เรามีที่มีทางจะขี่จักรยานได้เอาเสียเลย น่าสงสารสิงห์นักปั่นจักรยานตัวจริง สวมหัวใจเหล็กฟันฝ่าความเครียดและอันตรายจากรถรารอบตัว ก้มหน้าก้มตาปั่นจักรยานแทรกเข้าไปชนิดเสี่ยงอันตราย น่าให้รางวัลจริงๆ
หลายประเทศเขามีวัฒนธรรมขี่จักรยาน อย่างฮอลแลนด์หรือญี่ปุ่น ไทยเราพอน้ำมันแพงก็มีข่าวจะรื้อฟื้นเรื่องจักรยานกันขึ้นมาอีก เป็นอย่างนี้ทุกที แต่เชื่อเถอะ พูดไปเดี๋ยวก็ลืม ถ้ารถยนต์ยังมากมายขับกันโกลาหลเต็มถนนอย่างนี้ จักรยานที่ไหนจะสู้ไหว
ผู้เขียนมีความฝันสองอย่าง หนึ่งอยากเห็นกรุงเทพขี่จักรยานได้ กับสองอยากเห็นน้ำในคลองใสสะอาด เห็นทีจะต้องฝันค้าง
ที่ญี่ปุ่น ระบบขนส่งมวลชนของเขายอดเยี่ยมมาก ทำให้บนถนนหนทางมีรถยนต์น้อย ทั้งๆ ที่เป็นประเทศผลิตรถยนต์ ตลกไหมล่ะ ไม่ตลกหรอก เขาส่งไปขายต่างประเทศกับไปเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในต่างประเทศ ส่วนในประเทศของเขา เขาใช้รถใต้ดินกัน คนฉลาดก็อย่างนี้แหละ ผลิตรถได้แต่ไม่เห่อ คนที่ผลิตรถไม่ได้อย่างเราไงล่ะ ไปเห่อรถกัน ถึงมีรถเต็มบ้านเต็มเมือง
รถเยอะ ถึงขี่จักรยานกันไม่ได้
ที่ญี่ปุ่นคนขี่จักรยานกันแบบบนทางเท้าเขาก็ขี่ขึ้นมาได้ค่ะ แล้วก็ไม่เห็นชนคนสักที แถมบางทีเราเดินอยู่ในมอลล์ คุณแม่บ้านญี่ปุ่นก็ขี่จักรยานเข้ามาในมอลล์ได้ด้วยแฮะ เรียกว่าเขาทำทางจักรยานให้ไปถึงได้ทุกหนแห่ง ฟุตบาททุกแห่งเป็นทางลาดกลมกลืนลงไปสู่ท้องถนน ขี่ไปไหนไปได้ตลอดไม่ต้องหยุดยกจักรยาน
สุขภาพคนก็ดี น้ำมันก็ประหยัดนะแบบนี้ อยากจะบอกว่าสูงสุดสู่สามัญ คือญี่ปุ่นรวยจนไม่อยากขับรถ ขี่จักรยานกันดีกว่า
นี่สวนทางกับจีน ซึ่งก่อนเปิดเสรีการค้าคนจีนในเมืองขี่จักรยานกันมาก ตอนนี้หันมาขี่รถกัน เพื่อแสดงความร่ำรวย
ญี่ปุ่นขี่จักรยานกันเยอะก็เลยช่ำชองเรื่องการผลิตชิ้นส่วนจักรยาน ถ้าใครชอบขี่จักรยานระดับเคยไปร่วมกิจกรรมกับชมรมจักรยาน ก็จะรู้จักจักรยานยี่ห้อมีระดับชื่อ Shimano เพราะว่าจะไม่พอใจอยู่แค่จักรยานจ่ายกับข้าว มันไม่เท่ ต้องไปซื้อหาเสือภูเขาชนิดมีเกียร์ไต่ขึ้นที่สูงได้แบบชิมาโน่
พวกนักขี่จักรยานมืออาชีพระดับโลกเขาจะไปแข่ง Tour de France กัน ตอนนี้แชมเปี้ยนของ Tour de France ชื่อ Lance Armstrong เป็นชาวอเมริกัน ครองตำแหน่งมาเป็นสมัยที่ 6 แล้ว ชัยชนะของเขาเกิดขึ้นได้จากจักรยานคู่ใจที่มีชิ้นส่วนผลิตโดย Shimano ไม่ว่าจะเป็นเบรก ซี่ล้อหรือที่ถีบ
อันว่าชิ้นส่วนที่ผลิตโดย Shimano นั้นเป็นที่ยอมรับกันว่ายอดเยี่ยมด้วยนวัตกรรม คุณภาพและความทนทาน แม้แต่จักรยานยี่ห้อชั้นนำในสหรัฐอย่าง Trek หรือ Giant ก็ยังใช้ชิ้นส่วนของ Shimano
ว่ากันว่า Shimano นั้นเปรียบได้กับ Intel ของชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ทีเดียว Shimano ไม่เอาดีทางอื่น มุ่งเอาดีด้านชิ้นส่วนกิฬาลูกเดียว ผลิตเบ็ดตกปลายังงี้ บู๊ทแผ่นสกีกับที่รัดยังงี้ ไม้กอล์ฟยังงี้ รากฐานของธุรกิจ Shimano อยู่ที่ใกล้เมืองโอซากา จนบัดนี้ยังเป็นธุรกิจครอบครัว และชิ้นส่วนจักรยานถือว่าเป็นตัวหลัก
มิน่าล่ะ ผู้เขียนเพิ่งไปโฉบๆ แถวโอซาก้ามา ถึงได้เห็นคนโอซาก้าขี่จักรยานกันเป็นล่ำเป็นสัน ธุรกิจชิ้นส่วนจักรยานนี่ไม่ใช่เล่นๆ ทั้งบริษัทมียอดขายถึง 1.3 พันล้านเหรียญ และบริษัทนี้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย เห็นทีกิจกรรมขี่จักรยานในประเทศต่างๆ จะเติบโตดี มาสนองกระแสรักษาสุขภาพซะละมัง
หุ้น Shimano จึงไปได้สวย ราคาหุ้นขึ้นไปตั้ง 20% ในปีนี้
ว่ากันว่าเรื่องของงานวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดยั้งนี่แหละที่ทำให้ Shimano เจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ รวมถึงความเอาใจใส่ในผู้บริโภคด้วย ในแต่ละปี Shimano จะส่งพนักงานไปทำงานร่วมกับผู้ผลิต และผู้จำหน่ายเป็นเวลาหลายๆ เดือนติดต่อกันเพื่อจะเรียนรู้แนวโน้มผู้บริโภค
ส่วนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านประธานบริษัทก็หมั่นไปคลุกคลีกับนักแข่งระดับแนวหน้าทั้งหลายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันเรื่องผลิตภัณฑ์และรูปแบบของสินค้า เหตุชะนี้ Shimano จึงได้เอาข้อมูลทั้งหลายแหล่ที่ได้จากหลายๆ ทางมาออกแบบชิ้นส่วนจักรยานแบบเสือภูเขาที่ไต่ที่กันดารได้เป็นอย่างดี มีลูกเล่นเด็ดหลายอย่างเช่นที่เหยียบสามารถรัดติดเท้าได้เหมือนที่รัดกระดานสกี
เรื่องพวกนี้ญี่ปุ่นเขาถนัดนักละค่ะ ไม่มีชาติใหนสู้ อเมริกาก็อเมริกาเถอะเรื่องประดิษฐ์อุปกรณ์กระจุกกระจิกที่ถูกใจผู้ใช้นี่น่ะ ไม่ต้องดูอื่นดูไกลแม้แต่เรื่องส้วมญี่ปุ่นที่ทำอะไรได้สารพัดตั้งแต่ชำระล้างส่วนสำคัญทั้งด้านหน้าด้านหลังหลังขับถ่ายเพียงกดปุ่มนิดเดียว เสร็จแล้วก็มีลมเป่าให้แห้งอีก
ชาติไหนคิดได้อย่างนี้บ้างล่ะ
ขั้นต่อไปทาง shimano ก็กำลังค้นคว้าทดลองต่อเนื่องในการที่จะหาวัสดุที่เบามากที่สุดมาผลิตจักรยานอย่างเช่นคาร์บอน หลังจากที่ทำใจว่าอลูมิเนียมก็เบาสุดแล้วน่ะ
ยิ่งเบาได้เท่าไหร่ นักขี่จักรยานก็ชอบไปเท่านั้น
From : เสือ Spectrum [ 24 ก.ค. 49 - 21:44:55 น. ]
ความเห็นที่ 29
“จักรยาน”ทางเลือกใหม่หลังวินาศกรรมลอนดอน
http://www.prachatai.com/news/show.php? ... nm&No=5264
เอเอฟพีรายงานข่าวว่า หลังจากเกิดเหตุวางระเบิดขึ้นบริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และบนรถประจำทาง ในกรุงลอนดอนเมื่อเช้าวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ชาวอังกฤษในกรุงลอนดอนหันมาใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางแทนระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น แม้ว่าเดิมจะมีความกังวลว่าจะถูกรถยนต์ชนในขณะที่ขับขี่รถจักรยานอยู่ก็ตาม
ทั้งนี้ยอดขายรถจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นจักรยานรุ่นพับได้ ไปจนถึงรุ่นที่มีเครื่องยนต์เปลี่ยนเกียร์ใน
ร้านขายจักรยานทั่วกรุงลอนดอน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันพฤหัสที่ผ่านมา เนื่องจากทางการได้ประกาศยุติการให้บริการระบบขนส่งมวลชนใต้ดินเป็นการชั่วคราว
ผลทำให้ประชาชนที่สัญจรในลอนดอนหลายล้านคน ต้องหันมาพึ่งระบบขนส่งบนพื้นดิน ซึ่งอาจเป็นทางเรือหรือโดยการเดินกลับบ้าน และบางส่วนเลือกที่จะเดินเข้าร้านขายจักรยานเพื่อซื้อจักรยาน
"มีคนเข้ามาในร้านเรื่อยๆ คนหนึ่งเข้ามา อีกคนหนึ่งออกไปโดยไม่สิ้นหวัง" แกรนท์ ยัง เจ้าของร้านคอนดอร์ ไบค์ในเขตตะวันตกของลอนดอน ซึ่งเป็นร้านขายจักรยานที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง ขายรถจักรยานได้ประมาณ 50 คันต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับวันธรรมดาที่ขายได้เพียง 15 คันต่อวัน
"หลายคนบอกกับผมว่าร้านขายจักรยานเป็นธุรกิจที่ทำเงิน แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียว นับเป็นเรื่องดีที่เราขายจักรยานได้ แต่ขอให้ขายดีด้วยจุดประสงค์อื่นเถิด" เขากล่าว
หลังจากเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เลวร้ายที่สุดในอังกฤษได้คลี่คลายลง ส่งผลให้ชาวอังกฤษจำนวนมากยังคงหวาดกลัวต่อความเสี่ยงในการขึ้นรถไฟใต้ดินหรือรถโดยสารสาธารณะ บางคนก็นำจักรยานเก่าในโรงเก็บของในสวนมาใช้ บ้างก็ลงทุนซื้อจักรยานใหม่เพื่อทดลองการสัญจรด้วยวิธีที่แตกต่างไปจากเดิม
"ผมคิดว่าการโจมตีครั้งนี้ ส่งผลให้คนส่วนน้อยคิดว่า พวกเขาตกใจกลัวเล็กน้อยที่จะเดินทางโดยใช้ระบบขนส่งมวลชนในขณะนี้" ยังกล่าว และเพิ่มเติมว่า ความนิยมในจักรยานแบบชั่วครั้งชั่วคราวนี้จะทำให้ทุกคนใช้จักรยานต่อไปในอนาคตหรือไม่
"สถานการณ์จะกลับไปเป็นปกติ ดังนั้นจะมีผู้ขี่จักรยานหน้าใหม่กว่า 500 คนในขณะนี้ และอีก 200 คนจะติดใจกับการขี่จักรยาน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม" เขากล่าวกับเอเอฟพีในระหว่างที่กำลังให้บริการลูกค้าอยู่
ร้านอีวานส์ ไซเคิลส์ ซึ่งเป็นร้านขายจักรยานสาขาที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ขายจักรยานได้สูงถึง 4 เท่าจากยอดขายปกติใน 9 สาขาในใจกลางกรุงลอนดอนเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว โดยอีวานส์สามารถขายจักรยานได้ประมาณ 400 คัน และในวันศุกร์ก็ยังขายดีอีกด้วย มาร์ค สมิธ ผู้อำนวย
การร้านกล่าว
เขาชี้ว่าในอดีตประชาชนกล่าวว่า พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาที่ขี่จักรยานในเมืองเพราะการ
จราจรที่หนาแน่น แต่"ปัจจุบันนี้ พวกเขารู้สึกว่าระบบขนส่งสาธารณะไม่ปลอดภัย ดังนั้น ผมคาดว่าในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ประชาชนจำนวนมากขึ้นจะหันมาขี่จักรยานแทน" สมิธกล่าวกับ
เอเอฟพี โดยเพิ่มเติมว่า จักรยานจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าตั๋วรถไฟและตั๋วรถโดยสารให้กับผู้สัญจรในเมือง และจะทำให้คุณแข็งแรง
ส่วนที่ ร้านออนยัวร์ไบค์ ซึ่งเป็นร้านขายจักรยานอิสระอีกร้านหนึ่งข้างสะพานลอนดอน บริดจ์ ปรากฎว่า มีผู้คนจำนวนมากแห่ไปอุดหนุน หลายคนทดสอบหมวกนิรภัยและเกียร์สะท้อนกลับ อีกหลายคนลองจักรยานรุ่นต่างๆ และหลายคนซื้อรองเท้าสำหรับขี่จักรยานโดยเฉพาะ
โทฟิก อาลี นักวิจัยของบีบีซีวัย 25 ปี เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่คิดจะซื้อจักรยาน หลังเหตุการณ์ระเบิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมากระตุ้นให้เขาซื้อจักรยานคันใหม่แทนจักรยานคันเก่าที่พังมานานกว่าเดือนแล้ว
"ผมไม่ชอบระบบขนส่งสาธารณะไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม และผมชอบที่จะขี่จักรยานของตัวเองมากกว่า เพราะคุณสามารถพึ่งพาตัวเองได้" อาลีกล่าวกับเอเอฟพี
"ผมอยากจะไปซื้อจักรยาน แต่การโจมตีครั้งนี้กระตุ้นให้ผมไปร้านจักรยานเร็วขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้" เขากล่าว
อีกหลายคนก็ทำเช่นเดียวกัน ไมค์ แบล็คเบิร์น ผู้จัดการร้านออนยัวร์ไบค์กล่าว โดยร้านจักรยานของเขาขายจักรยานได้มากกว่า 17 คันในระหว่างชั่วโมงเร่งด่วนในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายประจำวันโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 คัน
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากผลกระทบจากปัจจัยเรื่องการก่อการร้ายแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาห
กรรมจักรยานชี้ว่า ความนิยมในจักรยานขยายตัวขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยตลาดในอังกฤษขยายตัวที่อัตราประมาณ 20-25% ต่อปี
แรงกระตุ้นเรื่องความแออัดในการขับรถประกอบกับความร้อนที่ทำให้ไม่สบายเนื้อสบายตัวของรถไฟใต้ดินในลอนดอนในช่วงฤดูร้อนช่วยผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้น
"นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ลองขี่จักรยานเพิ่งเข้าใจเป็นครั้งแรกว่าพวกเขาสามารถขี่จักรยานไปทำงานได้เร็วกว่าการนั่งรถโดยสารหรือรถไฟใต้ดิน" ยังกล่าว
เมื่อมองในด้านลบแล้ว แม้ว่าการขี่จักรยานบนท้องถนนจะมีความเสี่ยงที่ชัดเจน แต่กลุ่มผู้ขี่จักรยานสามารถวานแผนที่ระบุเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดได้
แต่ทั้งนี้ ก็อาจจะมีเรื่องการขโมยจักรยานรวมอยู่ด้วย
From : เสือ Spectrum [ 28 ก.ค. 49 - 11:09:22 น. ]
ความเห็นที่ 30
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*
- ลุงเนตร
- ขาประจำ
- โพสต์: 19650
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 19:20
- Tel: 0898133936
- team: อิสระ
- Bike: Trek 3900, Dark Rock ทัวร์ริ่ง
- ตำแหน่ง: ๔๖๕ ซอยจ่าโสด ถนนทางรถไฟเก่า แขวง,เขตบางนา กทม.๑๐๒๖๐
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
..ต่ออีกส่วนหนึ่ง..โพสท์ครั้งเดียวไม่ได้..
ทำไมต้อง"จักรยาน" (9)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
สํานักงานบริหารทางหลวงแห่งสหพันธรัฐ กระทรวงการขนส่งสหรัฐอเมริกา ทำบทสำรวจความต้องการใช้จักรยานและทางเท้า ซึ่งรวบรวมข้อมูลในทุกๆ ด้านทั้งข้อมูลประวัติศาสตร์เมือง การจัดวางผังเมือง การขยายตัวของชุมชนเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับระบบขนส่งมวลชน การใช้รถยนต์ส่วนบุคคล การใช้ที่ดิน คุณภาพชีวิต สุขภาพ ความปลอดภัยและปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ โดยข้อมูลทั้งหมดนี้นำมาจัดประมวลเพื่อศึกษาและวางแผนในการสร้างทางจักรยานและทางเท้าของสหรัฐ
ในบทสำรวจดังกล่าว ได้มองย้อนอดีตการเติบโตของเมืองและชุมชน มีการขยายตัวแตกต่างกันขึ้นกับรายได้ของประชากร ชุมชนไหนมีรายได้สูง การเปลี่ยนแปลงของเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็ว การใช้ยวดยานพาหนะแตกต่างกัน เช่น ใช้รถยนต์ในการเดินทาง ขณะที่บางเมืองรายได้ประชากรต่ำ ผู้คนยังใช้รถจักรยาน ม้า รถลากเกวียน ลักษณะของผังเมืองแต่ละเมืองจึงไม่เหมือนกัน
เมื่อสหรัฐก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ความเป็นชุมชนและเมืองเปลี่ยนไป รถยนต์กลายเป็นยานพาหนะสำคัญของเมือง แม้ว่าในบางเมืองนั้นชุมชนจะมีความเข้มแข็งในเรื่องของการรักษาสภาพเมืองให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีเขตประวัติศาสตร์ แต่กระนั้นพื้นที่ของเมืองจะถูกเฉือนไปเป็นถนนและที่จอดรถยนต์
สภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนเปลี่ยนไปด้วย ส่วนใหญ่จะใช้รถยนต์เพื่อทำกิจกรรมในทุกด้าน ไปโรงเรียน ไปทำงาน ไปซื้อของ หรือการไปออกกำลังกาย ก็ยังขับรถยนต์ไปฟิตเนสเซ็นเตอร์
เพราะฉะนั้น ผังเมืองในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จึงออกแบบรองรับความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้คนในชุมชน การสร้างถนนสายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น มี่สี่แยก ติดตั้งไฟสัญญาณจราจร ทางลอดใต้ดิน หรือสะพานลอยเพื่ออำนวยความสะดวกให้รถยนต์ และผู้ใช้รถยนต์ ผังเมืองที่ออกแบบมาได้ลืมคนเดินเท้าและทางจักรยานเสียสิ้น
เมื่อผู้คนกลับมาฉุกคิดว่า รถยนต์คือตัวปัญหาใหญ่ของเมือง เป็นตัวทำให้มลพิษทางอากาศ เกิดฝุ่นละออง เสียงดัง และเมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันแพง คนอเมริกันยิ่งหวนมานึกถึงการใช้ยานพาหนะอื่นๆ ที่ไม่ใช้เครื่องยนต์เผาผลาญเชื้อเพลิงหรือ non-motorizied มากขึ้น และตัวเลือกที่สำคัญสำหรับการเดินทางภายในเมือง ชุมชน ก็คือจักรยานและทางเดินเท้า
แต่เมืองเปลี่ยนไปแล้ว เป็นเมืองของรถยนต์ ถ้าจะพลิกโฉมให้กลายเป็นเมืองจักรยานและทางเท้าจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
นักวิชาการด้านผังเมือง ศึกษาการปรับสภาพเมือง มีการเปรียบเทียบชุมชนต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อจะทำทางเดินเท้าและทางจักรยาน โดยจำลองภาพสี่แยกของชุมชนใหญ่ๆ เช่น ที่ลอสเองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย พบว่าใน 1 ตารางไมล์มีสี่แยก 160 แห่ง เมืองเออร์วิน อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เหมือนกัน มีสี่แยกแค่ 15 แห่งต่อตารางไมล์ เปรียบเทียบกับกรุงโรม อิตาลี มีสี่แยก 500 แห่ง /ตร.ไมล์ และเมืองเวนิส ของอิตาลี มีสี่แยก 1,500 แห่ง/ตร.ไมล์
ความสัมพันธ์ระหว่างสี่แยกกับผังเมือง มีผลต่อการเดินทางของประชาชน ความปลอดภัยในการคมนาคมขนส่งและลักษณะโครงสร้างเมือง
ดังนั้น เมื่อแต่ละเมืองคิดจะสร้างทางจักรยานและทางเท้า ต้องหากลยุทธ์เพื่อทำให้ชุมชนเห็นความจำเป็นและประโยชน์ อันดับแรกนั่นคือ ประชาชนต้องรู้สึกร่วมกันว่า จักรยานและทางเท้าจะช่วยทำให้สภาพแวดล้อมของชุมชนดีขึ้น ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงกว่าเดิม
มีการเผยแพร่ผลวิจัยใหม่ๆ ด้านสุขภาพ เพื่อชักชวนให้ผู้คนในชุมชนได้เห็นว่า การออกกำลังกายด้วยการเดินเท้า ขี่จักรยาน ลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ ความดันโลหิต ภูมิแพ้หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ นอกจากนี้ ยังช่วยลดน้ำหนักทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น ขณะเดียวกัน ยังศึกษาเรื่องของสภาวะความเป็นพิษในอากาศ หากเปิดถนนให้รถยนต์วิ่งกันขวักไขว่
ที่รัฐมินเนโซต้า มีผลสำรวจพบว่า หากคนปั่นจักรยานหรือเดินทุก 1 ไมล์ แทนการขับรถยนต์ นอกจากจะลดควันพิษลงแล้ว แต่ยังช่วยประหยัดนำเข้าน้ำมันได้ราว 5-22 เซ็นต์
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือความเป็นเมืองกลับคืนมา เมื่อคนเดินเท้ากันมากขึ้น ปั่นจักรยานกันเยอะขึ้น บรรดาร้านค้าในชุมชนจะสนับสนุนให้ทำทางเท้าและทางจักรยานเพราะสินค้าโชว์อยู่ในร้านจะได้รับความสนใจจากผู้คนหรือนักปั่นจักรยานที่ผ่านไปมานั่นเอง
From : เสือ Spectrum [ 3 ส.ค. 49 - 16:12:02 น. ]
ความเห็นที่ 31
วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1356
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (10)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
บ่ายวันอาทิตย์ที่แล้ว ตั้งใจปั่นจักรยานเลาะเส้นทางวงแหวนรอบนอก ตรงด่านทับช้างและตัดเข้ามอเตอร์เวย์ หวังจะไปนั่งเล่นริมศาลาวัดลานบุญ ย่านลาดกระบัง ที่นั่นมีปลานานาชนิดให้ดูเล่นเพลินตา
ระหว่างปั่นเลียบถนนวงแหวน เกิดนึกสนุกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ อยากเปลี่ยนเส้นทางใหม่ๆ มั่ง จึงตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปทางหมู่บ้านเคซี เลาะเลียบคลองคู่ขนานกับถนนวงแหวน ไปโผล่ออกหมู่บ้านนักกีฬา
เส้นทางเลียบคลองนี้ ทำให้ผมสัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ เห็นสภาพน้ำดำคร่ำ ขยะลอยฟ่องเกลื่อนคลอง ขณะที่ชีวิตผู้คนที่นั่นอยู่กันเรียบง่ายสบายๆ
การปั่นบนสะพานคอนกรีตยกพื้นขนานไปบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ริมคลองนั้น ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงเพราะทางกว้างแค่หนึ่งเมตร ขืนใจลอย สมาธิไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเมื่อไหร่ มีหวังตกคลองเปียกน้ำป๋อมแป๋มให้อับอายชาวบ้านชาวช่อง ไหนยังต้องหลบหลีกชาวบ้านที่เดินไปเดินมาและเพื่อนมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานเด็กๆ ในละแวกนั้น
ผมปั่นเส้นทางนี้เป็นครั้งแรก นอกจากต้องตั้งสมาธิให้แน่วแน่แล้ว ปากยังต้องถามชาวบ้านเป็นระยะๆ เพราะมีทางแยก ทางข้ามเหมือนเป็นใยแมงมุม
ปั่นอยู่เกือบสองชั่วโมง โผล่ถึงหมู่บ้านนักกีฬาในช่วงเวลาฟ้าเริ่มสลัวๆ ใกล้จะค่ำแล้ว ถ้าปั่นกลับทางเลียบคลอง โอกาสหลงทางเป็นไปได้สูง ดีไม่ดีอาจจะตกน้ำก็ได้เพราะสายตาผมหย่อนสมรรถภาพไปมาก เลยต้องถามทางชาวบ้านอีกครั้งว่า ทางลัดหมู่บ้านทะลุออกมอเตอร์เวย์ไปทางไหน
ผมใช้เวลาปั่นเลียบมอเตอร์เวย์ถึงบ้านเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เพราะคุ้นเส้นทาง เร่งสปีดเจ้าสองล้อคันโปรดได้เต็มที่ไม่ต้องห่วงอุปสรรคข้างหน้าเหมือนปั่นเลียบคลอง
กลับถึงบ้านนั่งอ่านบทสำรวจการสร้างเส้นทางจักรยานและทางเท้าของสำนักบริหารทางหลวงแห่งสหพันธรัฐ กระทรวงการขนส่งของสหรัฐอเมริกา ต่อจากวันก่อน
คราวที่แล้ว (ตอนที่9) ผมพูดถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลสหรัฐที่มีต่อ "จักรยาน" และทางจักรยานเพื่อให้เป็นทางเลือกในการประหยัดพลังงาน โดยการจัดทำแผนแม่บท ศึกษาและสำรวจความต้องการของชุมชนกับการใช้จักรยาน การออกแบบในเชิงวิศวกรรมเส้นทางจักรยานให้สอดคล้องกับชุมชน แผนการป้องกันอุบัติเหตุและความปลอดภัย
ช่วงทศวรรษ 1970 หรือ 30 ปีที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐเริ่มหันมาวิจัย "จักรยาน" อย่างเป็นระบบ มีการให้ทุนศึกษาการสร้างจักรยาน ทำทางจักรยาน และทางเท้า ผลวิจัยหลายชิ้นเผยแพร่ในระหว่างช่วงทศวรรษปี 1980 กระแสสังคมตอบรับกับแนวคิดเรื่องนี้อย่างมาก
เวลานั้นคนอเมริกันเริ่มตื่นตระหนกกับภัยรถยนต์มากขึ้น มีนักปั่นจักรยานและคนเดินเท่าเสียชีวิตเพราะรถยนต์พุ่งชนในแต่ละปีมากขึ้น เฉพาะในรัฐฟลอริด้า ช่วงทศวรรษ 1980 มีผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุดังกล่าวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 90,000 คน
ต่อมารัฐบาลสหรัฐศึกษาปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างจริงจัง
มีการจัดงบประมาณให้กับกองทุนความช่วยเหลือทางหลวงแห่งสหพันธรัฐ สำหรับการก่อสร้างทางจักรยาน ทางเท้าและสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นทุกปี ในปีงบประมาณ 2534 หรือเมื่อ 15 ปีที่แล้ว รัฐบาลกลางสหรัฐให้งบฯ กองทุนนี้เพียง 17.1 ล้านเหรียญ ราว 684 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2546 เพิ่มกระโดดเป็น 422.7 ล้านเหรียญ ราว 1.7 หมื่นล้านบาท
นั่นเป็นงบฯ แค่สร้างทางจักรยานกับทางเท้า ถ้าเอามาเปรียบกับบ้านเรา มากกว่างบประมาณกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปี 2549 ทั้งกระทรวงเสียด้วยซ้ำไป
รัฐบาลสหรัฐยังมองยาวไปข้างหน้า นอกจากจะสร้างทางจักรยาน ทำทางเดินเท้าดีๆ กว้างๆ เพื่อให้คนหันมาปั่นจักรยาน เดินกันมากขึ้น ช่วยเพิ่มระดับคุณภาพชีวิต สุขภาพแข็งแรง และประหยัดพลังงานแล้ว เขายังคิดเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ในปี 2534 รัฐสภาสหรัฐ ผ่านกฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) เป็นกฎหมายปรับปรุงครั้งสอง ในการเพิ่มมาตรฐานการป้องกันและควบคุมอากาศให้สะอาดมากขึ้น ทั้งจากการปล่อยควันพิษของรถยนต์ หรือโรงงาน
การออกกฎหมายดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับแผนการรณรงค์ให้มีทางจักรยานและทางเท้า
เท่ากับกรุยทางขจัดอุปสรรคต่างๆ ในการสำรวจ ศึกษาหรือการออกกฎระเบียบใหม่ๆ โครงการสร้างทางจักรยานและทางเท้า เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น
From : เสือ Spectrum [ 11 ส.ค. 49 - 23:11:00 น. ]
ความเห็นที่ 32
* ขอบคุณทุกท่านครับ ที่นำสิ่งดี ๆ มาให้ได้อ่านกัน.
From : "ลุงเนตร" [ 12 ส.ค. 49 - 05:13:09 น. ]
ความเห็นที่ 33
ขอบคุณครับสำหรับบทความดีๆ
ต่อไปพวกเราต้องถามนักการเมืองที่เจอทุกครั้งว่า "คุณคิดอย่างไรกับทางสำหรับจักรยาน"
เมื่อไรพวกคุณคิดที่จะสร้างอย่างจริงจัง และจริงใจ เสียที ครับ
From : กิตติ [ 13 ส.ค. 49 - 02:29:19 น. ]
ความเห็นที่ 34
ขอบคุณมากครับ ขอก๊อปไปเผยแพร่ต่ออีกที
นำภาพเส้นทางจักรยานในแถบประเทศสแกนดิเนเวียมาแลกครับ / Helsinki / Stockholm / Oslo
http://www.racing-club.net/board/index. ... eadid=3438
มีเป็นร้อยภาพ เนทช้าก็ค่อยๆ ชมวันละนิดก็ได้ครับ
From : O'Pern [ 13 ส.ค. 49 - 11:44:40 น. ]
ความเห็นที่ 35
ขอบคุณสำหรับ Links ครับ คุณ O'Pern
เคยแวะเข้าไปดูแล้วเพราะผมเองก็ใช้รถพับสำหรับเดินทางใน กทม. อยู่เช่นกันครับ แต่ตอนหลังนี้รู้สึกว่าจะเข้าไปอ่านอย่างเดียวก็ต้อง Log-in ด้วยก็เลยเข้าไปดูได้ลำบากหน่อยครับ
ผมอ่านบทความของคุณทวีศักดิ์ใน "มติชนรายสัปดาห์" อยู่เป็นประจำเห็นว่าเป็นเรื่องที่นักจักรยานน่าจะได้อ่านกันก็เลยเก็บมาฝากทุกสัปดาห์ที่มีบทความครับ อย่างน้อยๆ จะได้เป็นประกายความคิดสำหรับวันข้างหน้าเผื่อว่าเราอาจจะได้มีโอกาสในเรื่องของทางจักรยนอย่างประเทศที่เขาเจริญแล้วบ้างนะครับ
From : เสือ Spectrum [ 13 ส.ค. 49 - 13:09:54 น. ]
ความเห็นที่ 36
วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1357
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (11)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ขออนุญาตลงลึกในรายละเอียดเรื่องของรณรงค์การใช้จักรยานในสหรัฐอเมริกาอีกสักบทหนึ่งเพราะเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ แต่กลับให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือกมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โดยเฉพาะการสร้างทางจักรยานและทางเท้าเพื่อให้คนหันมาปั่นจักรยานหรือเดินแทนการขับขี่รถยนต์ในระยะทางสั้นๆ สหรัฐศึกษาและทำวิจัยมานานกว่าสิบปีแล้ว
เมื่อเสร็จสิ้นการศึกษาวิจัย รัฐบาลกลางสหรัฐตั้งงบประมาณ จัดทำแผนแม่บท ออกกฎหมายใหม่ๆ รวมถึงการจัดกองทุนและองค์กรต่างๆ ในการช่วยเหลือรัฐบาลท้องถิ่นได้บรรลุเป้าหมาย คือคนขี่จักรยานและเดินเพิ่มขึ้น
ในหลายๆ เมืองซึ่งชุมชนมีความเข้มแข็งมาก เมื่อรัฐบาลท้องถิ่นยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทำให้เมืองนั้นมีเส้นทางจักรยาน มีทางเท้าและคนปั่นจักรยานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน ผู้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบให้รัฐบาลท้องถิ่นอนุมัติพันธบัตรมูลค่า 120 ล้านเหรียญ หรือราว 4,800 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดิน ก่อสร้างเส้นทางจักรยาน ทางเท้า
รัฐอริโซนา ชาวบ้านอนุมัติให้กองทุนอริโซนา เฮอริเทจ เอาเงินกำไรที่ได้จากการขายลอตเตอรี่ เมื่อปี 2533 ราว 800 ล้านบาท เอาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเอาไปทำทางจักรยาน อีกส่วนให้กับอุทยานของรัฐอริโซนา เพื่อไปทำแทร็กจักรยานและทางเชื่อมภายในอุทยานให้คนไปเที่ยวอุทยานขี่หรือเดินพักผ่อนหย่อนใจ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์เพื่อการจัดการด้านการขนส่งและสนับสนุนการคมนาคม ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบทางจักรยาน ทางเท้า และการให้ความรู้กับประชาชนเพื่อปั่นจักรยานอย่างปลอดภัยถูกวิธี มีวินัย รักษากฎจราจรและการบำรุงรักษารถ
วิศวกร นักปั่นจักรยาน สถาปนิก นักกฎหมาย นักผังเมือง ตำรวจ นักธุรกิจ รวมถึงผู้บริหารโรงเรียน ในชุมชนนั้นๆ จะพากันมานั่งสุมหัวช่วยกันคิดการทำจักรยานเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ปลอดภัยมากที่สุด
บ้างก็คิดเรื่องที่จอดรถจักรยานตรงไหนจอดสะดวกเข้าออกสบาย มีการออกแบบล็อกเกอร์ให้นักปั่นสบายใจ เมื่อปั่นมาจอดที่สถานีรถไฟหรือหน้าอาคารสำนักงานแล้วไม่โดนขโมย
สถาปนิก คิดเรื่องของป้ายสัญญาณจักรยาน จะใช้สัญลักษณ์แบบไหน สีอะไรให้นักปั่น คนขับรถหรือคนเดินถนนเห็นได้ชัดๆ เข้าใจง่ายๆ และยังต้องคิดก่อสร้างทางแยกทางร่วมให้การใช้จักรยาน ทางเท้าสะดวก สามารถปั่นหรือเดินจากสำนักงาน มาบ้าน ไปโบส์ถ ไปขึ้นรถไฟ รถเมล์ หรือเชื่อมต่อกับทางเข้าสวนสาธารณะ หรือเแหล่งอุทยาน
จุดประสงค์ทั้งหมด เขาทำเมืองให้เป็นเป็นน่าอยู่ "Livable cities" เพื่อบรรดาชาวเมืองใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แข็งแรง ปลอดภัยและไร้มลพิษ
เมืองน่าอยู่ที่ว่านี้มีกระจายทั่วสหรัฐ ยกตัวอย่าง เช่น กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ชาวเมืองสนับสนุนให้ผู้บริหารเมืองทำทางเท้า ทางจักรยานจนเชื่อมต่ออย่างเป็นระบบกับรถไฟฟ้าใต้ดิน "เมโทร" แถมยังตกแต่งให้สวยงามอีกต่างหาก
เมืองซาวันนาห์ รัฐจอร์เจีย ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง "ฟอร์เรสต์ กัมพ์" ที่ดาราคนดัง "ทอม แฮงก์ส" แสดงนำ มีการปรับปรุงผังเมืองใหม่เกือบทั้งหมด หลังเจอพายุเฮอร์ริเคน พัดกระหน่ำ
ซาวันนาห์กลายเป็นเมืองน่าอยู่ ใครไปที่นั่น จะเห็นสวนหย่อม อนุสาวรีย์ รูปปั้นประติกรรม กระจายไปทั่วเมือง มีทางเท้ากว้างให้เดินเล่นเชื่อมถึงกันได้หมด สอดประสานกับอาคารสมัยเก่าๆ ที่อนุรักษ์ไว้อย่างดี
การร่วมใจกันทำเมืองให้น่าอยู่เช่นนี้เอง ทำให้คนอเมริกันหันมาใช้จักรยานและเดินเท้าแทนรถยนต์กันมากขึ้น
จากผลสำรวจเมื่อปี 2534 พบว่า คนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปขี่จักรยานไปทำงาน 82 ล้านคน นี่ก็ผ่านมา 15 ปีแล้ว คนอเมริกัน น่าจะปั่นจักรยานเพิ่มเป็นร้อยล้านคนแล้วกระมัง?
หันมามองบ้านเรา ป่านนี้เคยมีใครสำรวจตัวเลขจริงๆ จังๆ ว่าคนปั่นจักรยาน ทั้งปั่นไปทำงาน ปั่นเล่นๆ เป็นกีฬายามว่าง ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ชายหญิงมีเท่าไหร่?
หน้า 72
From : เสือ Spectrum [ 18 ส.ค. 49 - 21:55:04 น. ]
ความเห็นที่ 37
วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1358
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (12)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
เล่าเรื่อง "ทางจักรยาน" ในสหรัฐอเมริกามาเยอะแล้ว คราวนี้ขออนุญาตพาไปอังกฤษไปดูการรณรงค์ใช้จักรยานเป็นพาหนะแทนรถยนต์ที่นั่นกันมั่ง
ที่กรุงลอนดอน มี "แอลซีซี" (LCC : London Cycling Campaign) ถือเป็นองค์กรนักปั่นจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในโลก องค์กรนี้เป็นแกนกลางสำคัญที่รณรงค์เคลื่อนไหวให้คนอังกฤษหันมาปั่นจักรยานกันเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
แอลซีซี ก่อตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 โดยกลุ่มนักปั่นจักรยานและนักสิ่งแวดล้อม จากนั้นในวันที่ 28 กันยายน 2521 จัดกิจกรรมปั่นจักรยานแข่งกับรถเก๋งและรถบัสโดยสารในกรุงลอนดอน ผลปรากฏว่า นักปั่นจักรยานทำเวลาถึงที่หมายได้เร็วกว่า
การปั่นจักรยานในกรุงลอนดอน ระยะทาง 4 ไมล์ใช้เวลาเพียง 22 นาที เปรียบเทียบกับขับรถเก๋งต้องใช้เวลาถึง 40 นาที หรือถ้านั่งรถไฟใต้ดิน รถบัสโดยสารใช้เวลาครึ่งชั่วโมง
ต่อมา "แอลซีซี" จัดรณรงค์ "เพื่อนนักปั่น" ชักชวนให้คนปั่นจักรยานอยู่แล้วไปกระตุ้นคนทั่วไปหันมาร่วมกันขี่จักรยานแทนการขับรถยนต์ โดยกลุ่มเป้าหมายเน้นไปที่พนักงานบริษัท
แอลซีซีพยายามชี้ให้พนักงานบริษัทเห็นความสำคัญของการปั่นจักรยาน เพราะจะช่วยให้พนักงานเหล่านั้นสุขภาพดี สามารถทำงานได้อย่างกระชุ่มกระชวย มีชีวิตชีวา สมองปลอดโปร่ง ถ้าบริษัทไหนต้องการขอความช่วยเหลือให้องค์กรนี้ไปให้คำแนะนำพนักงาน พวกเขายินดีอย่างยิ่ง
บริษัทที่มีพนักงานเป็นนักปั่นจักรยานได้รับประโยชน์มากมาย เพราะคนที่เป็นนักปั่นจะมาทำงานได้เร็วกว่าพนักงานที่ขับรถยนต์ การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนเหล่านี้มีสุขภาพแข็งแรงลดปัญหาเรื่องการลาป่วยลง
สมาคมการแพทย์อังกฤษบอกว่านักปั่นจะลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ โรคเบาหวานและมะเร็งบางชนิด ถ้าปั่นทุกวัน วันละ 30 นาที จะทำให้อายุยืนขึ้น
ส่วนบริษัทประหยัดพื้นที่จอดรถยนต์เพราะจักรยานใช้พื้นที่แคบกว่ามาก รถจักรยานในอังกฤษจอดในที่จอดรถยนต์ช่องเดียวได้ถึง 12 คัน
บางบริษัทเห็นความสำคัญในเรื่องนี้โดยให้สิทธิพิเศษกับคนปั่นจักรยานมาทำงาน ด้วยการให้คูปองกินอาหารเช้าฟรีทุกวัน มีบริการห้องอาบน้ำ ผ้าขนหนู ที่เป่าผมและเตารีดผ้า
ถ้าหากพนักงานในบริษัทจัดตั้งกลุ่มนักปั่นแล้วไปสมัครเป็นสมาชิกของแอลซีซีจะได้รับผลประโยชน์ต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย เช่น มีบริการที่จอดรถจักรยาน บริการซ่อมหรือซื้อจักรยานในราคาพิเศษ มีประกันภัย
ปัญหาใหญ่ของนักปั่นจักรยานในลอนดอนก็คือ หัวขโมย ใครขืนจอดเซ่อซ่า ล็อคไม่แน่นหนาพอมีหวังโดนซิว ปัญหานี้แอลซีซีต้องทำเป็นคู่มือแจกให้นักปั่นได้เรียนรู้กรรมวิธีการล็อคโดยเฉพาะพร้อมทั้งแนะนำสถานที่ที่จอดปลอด "ขโมย"
แอลซีซีมีเครือข่ายอยู่ทั่วลอนดอน สมาชิกจะเข้าไปช่วยเหลือนักปั่นที่ประสบปัญหาต่างๆ มีบริการแนะนำให้รู้จักสัญญาณจราจรบนถนนหลวง การฝึกทักษะการขี่อย่างปลอดภัย แนะนำวิธีการซ่อมรถ จัดหาบัดดี้เป็นเพื่อนขี่และบอกเส้นทางที่ขี่แล้วปลอดภัยหรือเป็นเส้นทางที่ไม่วุ่นวาย จราจรไม่แออัดจอแจไปถึงที่ทำงานได้เร็วกว่า
การขี่จักรยานในลอนดอนถือว่าอยู่ในขั้นปลอดภัย เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญในการสร้างทางจักรยาน มีเส้นทางปั่นเชื่อมโยงทั่วเมืองหลวง
แต่ละวันชาวลอนดอนปั่นจักรยานประมาณ 6.5 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นพนักงานบริษัทซึ่งใช้จักรยานเป็นพาหนะปั่นจากบ้านไปทำงาน 1 แสนคน
สถิติเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีอุบัติเหตุบนถนนในกรุงลอนดอน 44,494 ครั้ง แต่มีนักปั่นจักรยานได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุเพียง 3,322 คนเท่านั้น ถือเป็นสัดส่วนน้อยมาก
วันที่ 22 กันยายนที่จะถึงนี้ มีกิจกรรมครั้งใหญ่ชื่อว่า "เมืองของเราปลอดรถยนต์" หรือคาร์ฟรีเดย์ เป็นกิจกรรมจัดกันต่อเนื่องหลายปีแล้ว ชาวลอนดอนจัดกิจกรรมนี้ด้วยพร้อมๆ กับเมืองเล็กเมืองใหญ่ในยุโรป
คาดว่าชาวยุโรปประมาณ 70 ล้านคนร่วมสนับสนุนไม่ขับรถยนต์ แต่หันมาปั่นจักรยานและเดินเท้าแทน
บ้านเราจัดแคมเปญอย่างนี้ให้กระหึ่มทั่วประเทศสักวันหนึ่งในรอบหนึ่งปี ได้หรือเปล่า?
หน้า 90
From : เสือ Spectrum [ 26 ส.ค. 49 - 09:56:44 น. ]
ขอเชิญร่วมเสนอแนะความคิดเห็นครับ
ท่านสามารถแทรกรูปภาพในกระทู้ได้ กรุณาบีบอัด (compress) ภาพก่อนส่งเพื่อความรวดเร็วในการแสดงผล
ถ้ารูปขนาดไฟล์เกิน 64KB แต่ไม่เกิน 100KB จะแสดงผลเป็น icon เท่านั้นต้องคลิกดูรูปอีกทีนึง
ถ้ารูปขนาดไฟล์เกิน 100KB ส่งรูปไม่ได้ครับ
Insert file :
- แสดงรูป (.jpg .gif) - Save เป็น Icon
Filename:
รายละเอียด :
จาก :
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียวครับ....
ดูวิธีใส่รูปการ์ตูน ..คลิกที่นี่
ดูวิธีใส่ลูกเล่นข้อความ..คลิกที่นี่
*..ผมคิดว่า น่าส่งบทความนี้ไปให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีทุกกระทรวง, ปลัดกระทรวงทุกกระทรวง และผู้เกี่ยวข้อง ตลอดถึงนายกเทศมนตรีเทศบาล, นายก อบจ., นายก อบต. และประชาชนทุกคนได้อ่านด้วย อาจช่วยได้มากในการรณรงค์ให้รัฐสร้างทางเฉพาะจักรยานและประชาชนใช้จักรยานในชีวิตประจำวันกันมากชึ้น..*
ทำไมต้อง"จักรยาน" (9)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
สํานักงานบริหารทางหลวงแห่งสหพันธรัฐ กระทรวงการขนส่งสหรัฐอเมริกา ทำบทสำรวจความต้องการใช้จักรยานและทางเท้า ซึ่งรวบรวมข้อมูลในทุกๆ ด้านทั้งข้อมูลประวัติศาสตร์เมือง การจัดวางผังเมือง การขยายตัวของชุมชนเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับระบบขนส่งมวลชน การใช้รถยนต์ส่วนบุคคล การใช้ที่ดิน คุณภาพชีวิต สุขภาพ ความปลอดภัยและปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ โดยข้อมูลทั้งหมดนี้นำมาจัดประมวลเพื่อศึกษาและวางแผนในการสร้างทางจักรยานและทางเท้าของสหรัฐ
ในบทสำรวจดังกล่าว ได้มองย้อนอดีตการเติบโตของเมืองและชุมชน มีการขยายตัวแตกต่างกันขึ้นกับรายได้ของประชากร ชุมชนไหนมีรายได้สูง การเปลี่ยนแปลงของเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็ว การใช้ยวดยานพาหนะแตกต่างกัน เช่น ใช้รถยนต์ในการเดินทาง ขณะที่บางเมืองรายได้ประชากรต่ำ ผู้คนยังใช้รถจักรยาน ม้า รถลากเกวียน ลักษณะของผังเมืองแต่ละเมืองจึงไม่เหมือนกัน
เมื่อสหรัฐก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ความเป็นชุมชนและเมืองเปลี่ยนไป รถยนต์กลายเป็นยานพาหนะสำคัญของเมือง แม้ว่าในบางเมืองนั้นชุมชนจะมีความเข้มแข็งในเรื่องของการรักษาสภาพเมืองให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีเขตประวัติศาสตร์ แต่กระนั้นพื้นที่ของเมืองจะถูกเฉือนไปเป็นถนนและที่จอดรถยนต์
สภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนเปลี่ยนไปด้วย ส่วนใหญ่จะใช้รถยนต์เพื่อทำกิจกรรมในทุกด้าน ไปโรงเรียน ไปทำงาน ไปซื้อของ หรือการไปออกกำลังกาย ก็ยังขับรถยนต์ไปฟิตเนสเซ็นเตอร์
เพราะฉะนั้น ผังเมืองในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จึงออกแบบรองรับความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้คนในชุมชน การสร้างถนนสายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น มี่สี่แยก ติดตั้งไฟสัญญาณจราจร ทางลอดใต้ดิน หรือสะพานลอยเพื่ออำนวยความสะดวกให้รถยนต์ และผู้ใช้รถยนต์ ผังเมืองที่ออกแบบมาได้ลืมคนเดินเท้าและทางจักรยานเสียสิ้น
เมื่อผู้คนกลับมาฉุกคิดว่า รถยนต์คือตัวปัญหาใหญ่ของเมือง เป็นตัวทำให้มลพิษทางอากาศ เกิดฝุ่นละออง เสียงดัง และเมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันแพง คนอเมริกันยิ่งหวนมานึกถึงการใช้ยานพาหนะอื่นๆ ที่ไม่ใช้เครื่องยนต์เผาผลาญเชื้อเพลิงหรือ non-motorizied มากขึ้น และตัวเลือกที่สำคัญสำหรับการเดินทางภายในเมือง ชุมชน ก็คือจักรยานและทางเดินเท้า
แต่เมืองเปลี่ยนไปแล้ว เป็นเมืองของรถยนต์ ถ้าจะพลิกโฉมให้กลายเป็นเมืองจักรยานและทางเท้าจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
นักวิชาการด้านผังเมือง ศึกษาการปรับสภาพเมือง มีการเปรียบเทียบชุมชนต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อจะทำทางเดินเท้าและทางจักรยาน โดยจำลองภาพสี่แยกของชุมชนใหญ่ๆ เช่น ที่ลอสเองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย พบว่าใน 1 ตารางไมล์มีสี่แยก 160 แห่ง เมืองเออร์วิน อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เหมือนกัน มีสี่แยกแค่ 15 แห่งต่อตารางไมล์ เปรียบเทียบกับกรุงโรม อิตาลี มีสี่แยก 500 แห่ง /ตร.ไมล์ และเมืองเวนิส ของอิตาลี มีสี่แยก 1,500 แห่ง/ตร.ไมล์
ความสัมพันธ์ระหว่างสี่แยกกับผังเมือง มีผลต่อการเดินทางของประชาชน ความปลอดภัยในการคมนาคมขนส่งและลักษณะโครงสร้างเมือง
ดังนั้น เมื่อแต่ละเมืองคิดจะสร้างทางจักรยานและทางเท้า ต้องหากลยุทธ์เพื่อทำให้ชุมชนเห็นความจำเป็นและประโยชน์ อันดับแรกนั่นคือ ประชาชนต้องรู้สึกร่วมกันว่า จักรยานและทางเท้าจะช่วยทำให้สภาพแวดล้อมของชุมชนดีขึ้น ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงกว่าเดิม
มีการเผยแพร่ผลวิจัยใหม่ๆ ด้านสุขภาพ เพื่อชักชวนให้ผู้คนในชุมชนได้เห็นว่า การออกกำลังกายด้วยการเดินเท้า ขี่จักรยาน ลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ ความดันโลหิต ภูมิแพ้หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ นอกจากนี้ ยังช่วยลดน้ำหนักทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น ขณะเดียวกัน ยังศึกษาเรื่องของสภาวะความเป็นพิษในอากาศ หากเปิดถนนให้รถยนต์วิ่งกันขวักไขว่
ที่รัฐมินเนโซต้า มีผลสำรวจพบว่า หากคนปั่นจักรยานหรือเดินทุก 1 ไมล์ แทนการขับรถยนต์ นอกจากจะลดควันพิษลงแล้ว แต่ยังช่วยประหยัดนำเข้าน้ำมันได้ราว 5-22 เซ็นต์
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือความเป็นเมืองกลับคืนมา เมื่อคนเดินเท้ากันมากขึ้น ปั่นจักรยานกันเยอะขึ้น บรรดาร้านค้าในชุมชนจะสนับสนุนให้ทำทางเท้าและทางจักรยานเพราะสินค้าโชว์อยู่ในร้านจะได้รับความสนใจจากผู้คนหรือนักปั่นจักรยานที่ผ่านไปมานั่นเอง
From : เสือ Spectrum [ 3 ส.ค. 49 - 16:12:02 น. ]
ความเห็นที่ 31
วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1356
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (10)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
บ่ายวันอาทิตย์ที่แล้ว ตั้งใจปั่นจักรยานเลาะเส้นทางวงแหวนรอบนอก ตรงด่านทับช้างและตัดเข้ามอเตอร์เวย์ หวังจะไปนั่งเล่นริมศาลาวัดลานบุญ ย่านลาดกระบัง ที่นั่นมีปลานานาชนิดให้ดูเล่นเพลินตา
ระหว่างปั่นเลียบถนนวงแหวน เกิดนึกสนุกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ อยากเปลี่ยนเส้นทางใหม่ๆ มั่ง จึงตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปทางหมู่บ้านเคซี เลาะเลียบคลองคู่ขนานกับถนนวงแหวน ไปโผล่ออกหมู่บ้านนักกีฬา
เส้นทางเลียบคลองนี้ ทำให้ผมสัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ เห็นสภาพน้ำดำคร่ำ ขยะลอยฟ่องเกลื่อนคลอง ขณะที่ชีวิตผู้คนที่นั่นอยู่กันเรียบง่ายสบายๆ
การปั่นบนสะพานคอนกรีตยกพื้นขนานไปบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ริมคลองนั้น ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงเพราะทางกว้างแค่หนึ่งเมตร ขืนใจลอย สมาธิไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเมื่อไหร่ มีหวังตกคลองเปียกน้ำป๋อมแป๋มให้อับอายชาวบ้านชาวช่อง ไหนยังต้องหลบหลีกชาวบ้านที่เดินไปเดินมาและเพื่อนมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานเด็กๆ ในละแวกนั้น
ผมปั่นเส้นทางนี้เป็นครั้งแรก นอกจากต้องตั้งสมาธิให้แน่วแน่แล้ว ปากยังต้องถามชาวบ้านเป็นระยะๆ เพราะมีทางแยก ทางข้ามเหมือนเป็นใยแมงมุม
ปั่นอยู่เกือบสองชั่วโมง โผล่ถึงหมู่บ้านนักกีฬาในช่วงเวลาฟ้าเริ่มสลัวๆ ใกล้จะค่ำแล้ว ถ้าปั่นกลับทางเลียบคลอง โอกาสหลงทางเป็นไปได้สูง ดีไม่ดีอาจจะตกน้ำก็ได้เพราะสายตาผมหย่อนสมรรถภาพไปมาก เลยต้องถามทางชาวบ้านอีกครั้งว่า ทางลัดหมู่บ้านทะลุออกมอเตอร์เวย์ไปทางไหน
ผมใช้เวลาปั่นเลียบมอเตอร์เวย์ถึงบ้านเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เพราะคุ้นเส้นทาง เร่งสปีดเจ้าสองล้อคันโปรดได้เต็มที่ไม่ต้องห่วงอุปสรรคข้างหน้าเหมือนปั่นเลียบคลอง
กลับถึงบ้านนั่งอ่านบทสำรวจการสร้างเส้นทางจักรยานและทางเท้าของสำนักบริหารทางหลวงแห่งสหพันธรัฐ กระทรวงการขนส่งของสหรัฐอเมริกา ต่อจากวันก่อน
คราวที่แล้ว (ตอนที่9) ผมพูดถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลสหรัฐที่มีต่อ "จักรยาน" และทางจักรยานเพื่อให้เป็นทางเลือกในการประหยัดพลังงาน โดยการจัดทำแผนแม่บท ศึกษาและสำรวจความต้องการของชุมชนกับการใช้จักรยาน การออกแบบในเชิงวิศวกรรมเส้นทางจักรยานให้สอดคล้องกับชุมชน แผนการป้องกันอุบัติเหตุและความปลอดภัย
ช่วงทศวรรษ 1970 หรือ 30 ปีที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐเริ่มหันมาวิจัย "จักรยาน" อย่างเป็นระบบ มีการให้ทุนศึกษาการสร้างจักรยาน ทำทางจักรยาน และทางเท้า ผลวิจัยหลายชิ้นเผยแพร่ในระหว่างช่วงทศวรรษปี 1980 กระแสสังคมตอบรับกับแนวคิดเรื่องนี้อย่างมาก
เวลานั้นคนอเมริกันเริ่มตื่นตระหนกกับภัยรถยนต์มากขึ้น มีนักปั่นจักรยานและคนเดินเท่าเสียชีวิตเพราะรถยนต์พุ่งชนในแต่ละปีมากขึ้น เฉพาะในรัฐฟลอริด้า ช่วงทศวรรษ 1980 มีผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุดังกล่าวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 90,000 คน
ต่อมารัฐบาลสหรัฐศึกษาปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างจริงจัง
มีการจัดงบประมาณให้กับกองทุนความช่วยเหลือทางหลวงแห่งสหพันธรัฐ สำหรับการก่อสร้างทางจักรยาน ทางเท้าและสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นทุกปี ในปีงบประมาณ 2534 หรือเมื่อ 15 ปีที่แล้ว รัฐบาลกลางสหรัฐให้งบฯ กองทุนนี้เพียง 17.1 ล้านเหรียญ ราว 684 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2546 เพิ่มกระโดดเป็น 422.7 ล้านเหรียญ ราว 1.7 หมื่นล้านบาท
นั่นเป็นงบฯ แค่สร้างทางจักรยานกับทางเท้า ถ้าเอามาเปรียบกับบ้านเรา มากกว่างบประมาณกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปี 2549 ทั้งกระทรวงเสียด้วยซ้ำไป
รัฐบาลสหรัฐยังมองยาวไปข้างหน้า นอกจากจะสร้างทางจักรยาน ทำทางเดินเท้าดีๆ กว้างๆ เพื่อให้คนหันมาปั่นจักรยาน เดินกันมากขึ้น ช่วยเพิ่มระดับคุณภาพชีวิต สุขภาพแข็งแรง และประหยัดพลังงานแล้ว เขายังคิดเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ในปี 2534 รัฐสภาสหรัฐ ผ่านกฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) เป็นกฎหมายปรับปรุงครั้งสอง ในการเพิ่มมาตรฐานการป้องกันและควบคุมอากาศให้สะอาดมากขึ้น ทั้งจากการปล่อยควันพิษของรถยนต์ หรือโรงงาน
การออกกฎหมายดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับแผนการรณรงค์ให้มีทางจักรยานและทางเท้า
เท่ากับกรุยทางขจัดอุปสรรคต่างๆ ในการสำรวจ ศึกษาหรือการออกกฎระเบียบใหม่ๆ โครงการสร้างทางจักรยานและทางเท้า เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น
From : เสือ Spectrum [ 11 ส.ค. 49 - 23:11:00 น. ]
ความเห็นที่ 32
* ขอบคุณทุกท่านครับ ที่นำสิ่งดี ๆ มาให้ได้อ่านกัน.
From : "ลุงเนตร" [ 12 ส.ค. 49 - 05:13:09 น. ]
ความเห็นที่ 33
ขอบคุณครับสำหรับบทความดีๆ
ต่อไปพวกเราต้องถามนักการเมืองที่เจอทุกครั้งว่า "คุณคิดอย่างไรกับทางสำหรับจักรยาน"
เมื่อไรพวกคุณคิดที่จะสร้างอย่างจริงจัง และจริงใจ เสียที ครับ
From : กิตติ [ 13 ส.ค. 49 - 02:29:19 น. ]
ความเห็นที่ 34
ขอบคุณมากครับ ขอก๊อปไปเผยแพร่ต่ออีกที
นำภาพเส้นทางจักรยานในแถบประเทศสแกนดิเนเวียมาแลกครับ / Helsinki / Stockholm / Oslo
http://www.racing-club.net/board/index. ... eadid=3438
มีเป็นร้อยภาพ เนทช้าก็ค่อยๆ ชมวันละนิดก็ได้ครับ
From : O'Pern [ 13 ส.ค. 49 - 11:44:40 น. ]
ความเห็นที่ 35
ขอบคุณสำหรับ Links ครับ คุณ O'Pern
เคยแวะเข้าไปดูแล้วเพราะผมเองก็ใช้รถพับสำหรับเดินทางใน กทม. อยู่เช่นกันครับ แต่ตอนหลังนี้รู้สึกว่าจะเข้าไปอ่านอย่างเดียวก็ต้อง Log-in ด้วยก็เลยเข้าไปดูได้ลำบากหน่อยครับ
ผมอ่านบทความของคุณทวีศักดิ์ใน "มติชนรายสัปดาห์" อยู่เป็นประจำเห็นว่าเป็นเรื่องที่นักจักรยานน่าจะได้อ่านกันก็เลยเก็บมาฝากทุกสัปดาห์ที่มีบทความครับ อย่างน้อยๆ จะได้เป็นประกายความคิดสำหรับวันข้างหน้าเผื่อว่าเราอาจจะได้มีโอกาสในเรื่องของทางจักรยนอย่างประเทศที่เขาเจริญแล้วบ้างนะครับ
From : เสือ Spectrum [ 13 ส.ค. 49 - 13:09:54 น. ]
ความเห็นที่ 36
วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1357
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (11)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
ขออนุญาตลงลึกในรายละเอียดเรื่องของรณรงค์การใช้จักรยานในสหรัฐอเมริกาอีกสักบทหนึ่งเพราะเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ แต่กลับให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือกมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โดยเฉพาะการสร้างทางจักรยานและทางเท้าเพื่อให้คนหันมาปั่นจักรยานหรือเดินแทนการขับขี่รถยนต์ในระยะทางสั้นๆ สหรัฐศึกษาและทำวิจัยมานานกว่าสิบปีแล้ว
เมื่อเสร็จสิ้นการศึกษาวิจัย รัฐบาลกลางสหรัฐตั้งงบประมาณ จัดทำแผนแม่บท ออกกฎหมายใหม่ๆ รวมถึงการจัดกองทุนและองค์กรต่างๆ ในการช่วยเหลือรัฐบาลท้องถิ่นได้บรรลุเป้าหมาย คือคนขี่จักรยานและเดินเพิ่มขึ้น
ในหลายๆ เมืองซึ่งชุมชนมีความเข้มแข็งมาก เมื่อรัฐบาลท้องถิ่นยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทำให้เมืองนั้นมีเส้นทางจักรยาน มีทางเท้าและคนปั่นจักรยานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน ผู้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบให้รัฐบาลท้องถิ่นอนุมัติพันธบัตรมูลค่า 120 ล้านเหรียญ หรือราว 4,800 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดิน ก่อสร้างเส้นทางจักรยาน ทางเท้า
รัฐอริโซนา ชาวบ้านอนุมัติให้กองทุนอริโซนา เฮอริเทจ เอาเงินกำไรที่ได้จากการขายลอตเตอรี่ เมื่อปี 2533 ราว 800 ล้านบาท เอาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเอาไปทำทางจักรยาน อีกส่วนให้กับอุทยานของรัฐอริโซนา เพื่อไปทำแทร็กจักรยานและทางเชื่อมภายในอุทยานให้คนไปเที่ยวอุทยานขี่หรือเดินพักผ่อนหย่อนใจ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์เพื่อการจัดการด้านการขนส่งและสนับสนุนการคมนาคม ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบทางจักรยาน ทางเท้า และการให้ความรู้กับประชาชนเพื่อปั่นจักรยานอย่างปลอดภัยถูกวิธี มีวินัย รักษากฎจราจรและการบำรุงรักษารถ
วิศวกร นักปั่นจักรยาน สถาปนิก นักกฎหมาย นักผังเมือง ตำรวจ นักธุรกิจ รวมถึงผู้บริหารโรงเรียน ในชุมชนนั้นๆ จะพากันมานั่งสุมหัวช่วยกันคิดการทำจักรยานเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ปลอดภัยมากที่สุด
บ้างก็คิดเรื่องที่จอดรถจักรยานตรงไหนจอดสะดวกเข้าออกสบาย มีการออกแบบล็อกเกอร์ให้นักปั่นสบายใจ เมื่อปั่นมาจอดที่สถานีรถไฟหรือหน้าอาคารสำนักงานแล้วไม่โดนขโมย
สถาปนิก คิดเรื่องของป้ายสัญญาณจักรยาน จะใช้สัญลักษณ์แบบไหน สีอะไรให้นักปั่น คนขับรถหรือคนเดินถนนเห็นได้ชัดๆ เข้าใจง่ายๆ และยังต้องคิดก่อสร้างทางแยกทางร่วมให้การใช้จักรยาน ทางเท้าสะดวก สามารถปั่นหรือเดินจากสำนักงาน มาบ้าน ไปโบส์ถ ไปขึ้นรถไฟ รถเมล์ หรือเชื่อมต่อกับทางเข้าสวนสาธารณะ หรือเแหล่งอุทยาน
จุดประสงค์ทั้งหมด เขาทำเมืองให้เป็นเป็นน่าอยู่ "Livable cities" เพื่อบรรดาชาวเมืองใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แข็งแรง ปลอดภัยและไร้มลพิษ
เมืองน่าอยู่ที่ว่านี้มีกระจายทั่วสหรัฐ ยกตัวอย่าง เช่น กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ชาวเมืองสนับสนุนให้ผู้บริหารเมืองทำทางเท้า ทางจักรยานจนเชื่อมต่ออย่างเป็นระบบกับรถไฟฟ้าใต้ดิน "เมโทร" แถมยังตกแต่งให้สวยงามอีกต่างหาก
เมืองซาวันนาห์ รัฐจอร์เจีย ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง "ฟอร์เรสต์ กัมพ์" ที่ดาราคนดัง "ทอม แฮงก์ส" แสดงนำ มีการปรับปรุงผังเมืองใหม่เกือบทั้งหมด หลังเจอพายุเฮอร์ริเคน พัดกระหน่ำ
ซาวันนาห์กลายเป็นเมืองน่าอยู่ ใครไปที่นั่น จะเห็นสวนหย่อม อนุสาวรีย์ รูปปั้นประติกรรม กระจายไปทั่วเมือง มีทางเท้ากว้างให้เดินเล่นเชื่อมถึงกันได้หมด สอดประสานกับอาคารสมัยเก่าๆ ที่อนุรักษ์ไว้อย่างดี
การร่วมใจกันทำเมืองให้น่าอยู่เช่นนี้เอง ทำให้คนอเมริกันหันมาใช้จักรยานและเดินเท้าแทนรถยนต์กันมากขึ้น
จากผลสำรวจเมื่อปี 2534 พบว่า คนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปขี่จักรยานไปทำงาน 82 ล้านคน นี่ก็ผ่านมา 15 ปีแล้ว คนอเมริกัน น่าจะปั่นจักรยานเพิ่มเป็นร้อยล้านคนแล้วกระมัง?
หันมามองบ้านเรา ป่านนี้เคยมีใครสำรวจตัวเลขจริงๆ จังๆ ว่าคนปั่นจักรยาน ทั้งปั่นไปทำงาน ปั่นเล่นๆ เป็นกีฬายามว่าง ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ชายหญิงมีเท่าไหร่?
หน้า 72
From : เสือ Spectrum [ 18 ส.ค. 49 - 21:55:04 น. ]
ความเห็นที่ 37
วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1358
สิ่งแวดล้อม
ทวีศักดิ์ บุตรตัน butrton@yahoo.com
ทำไมต้อง"จักรยาน" (12)
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly ... &search=no
เล่าเรื่อง "ทางจักรยาน" ในสหรัฐอเมริกามาเยอะแล้ว คราวนี้ขออนุญาตพาไปอังกฤษไปดูการรณรงค์ใช้จักรยานเป็นพาหนะแทนรถยนต์ที่นั่นกันมั่ง
ที่กรุงลอนดอน มี "แอลซีซี" (LCC : London Cycling Campaign) ถือเป็นองค์กรนักปั่นจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในโลก องค์กรนี้เป็นแกนกลางสำคัญที่รณรงค์เคลื่อนไหวให้คนอังกฤษหันมาปั่นจักรยานกันเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
แอลซีซี ก่อตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 โดยกลุ่มนักปั่นจักรยานและนักสิ่งแวดล้อม จากนั้นในวันที่ 28 กันยายน 2521 จัดกิจกรรมปั่นจักรยานแข่งกับรถเก๋งและรถบัสโดยสารในกรุงลอนดอน ผลปรากฏว่า นักปั่นจักรยานทำเวลาถึงที่หมายได้เร็วกว่า
การปั่นจักรยานในกรุงลอนดอน ระยะทาง 4 ไมล์ใช้เวลาเพียง 22 นาที เปรียบเทียบกับขับรถเก๋งต้องใช้เวลาถึง 40 นาที หรือถ้านั่งรถไฟใต้ดิน รถบัสโดยสารใช้เวลาครึ่งชั่วโมง
ต่อมา "แอลซีซี" จัดรณรงค์ "เพื่อนนักปั่น" ชักชวนให้คนปั่นจักรยานอยู่แล้วไปกระตุ้นคนทั่วไปหันมาร่วมกันขี่จักรยานแทนการขับรถยนต์ โดยกลุ่มเป้าหมายเน้นไปที่พนักงานบริษัท
แอลซีซีพยายามชี้ให้พนักงานบริษัทเห็นความสำคัญของการปั่นจักรยาน เพราะจะช่วยให้พนักงานเหล่านั้นสุขภาพดี สามารถทำงานได้อย่างกระชุ่มกระชวย มีชีวิตชีวา สมองปลอดโปร่ง ถ้าบริษัทไหนต้องการขอความช่วยเหลือให้องค์กรนี้ไปให้คำแนะนำพนักงาน พวกเขายินดีอย่างยิ่ง
บริษัทที่มีพนักงานเป็นนักปั่นจักรยานได้รับประโยชน์มากมาย เพราะคนที่เป็นนักปั่นจะมาทำงานได้เร็วกว่าพนักงานที่ขับรถยนต์ การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนเหล่านี้มีสุขภาพแข็งแรงลดปัญหาเรื่องการลาป่วยลง
สมาคมการแพทย์อังกฤษบอกว่านักปั่นจะลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ โรคเบาหวานและมะเร็งบางชนิด ถ้าปั่นทุกวัน วันละ 30 นาที จะทำให้อายุยืนขึ้น
ส่วนบริษัทประหยัดพื้นที่จอดรถยนต์เพราะจักรยานใช้พื้นที่แคบกว่ามาก รถจักรยานในอังกฤษจอดในที่จอดรถยนต์ช่องเดียวได้ถึง 12 คัน
บางบริษัทเห็นความสำคัญในเรื่องนี้โดยให้สิทธิพิเศษกับคนปั่นจักรยานมาทำงาน ด้วยการให้คูปองกินอาหารเช้าฟรีทุกวัน มีบริการห้องอาบน้ำ ผ้าขนหนู ที่เป่าผมและเตารีดผ้า
ถ้าหากพนักงานในบริษัทจัดตั้งกลุ่มนักปั่นแล้วไปสมัครเป็นสมาชิกของแอลซีซีจะได้รับผลประโยชน์ต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย เช่น มีบริการที่จอดรถจักรยาน บริการซ่อมหรือซื้อจักรยานในราคาพิเศษ มีประกันภัย
ปัญหาใหญ่ของนักปั่นจักรยานในลอนดอนก็คือ หัวขโมย ใครขืนจอดเซ่อซ่า ล็อคไม่แน่นหนาพอมีหวังโดนซิว ปัญหานี้แอลซีซีต้องทำเป็นคู่มือแจกให้นักปั่นได้เรียนรู้กรรมวิธีการล็อคโดยเฉพาะพร้อมทั้งแนะนำสถานที่ที่จอดปลอด "ขโมย"
แอลซีซีมีเครือข่ายอยู่ทั่วลอนดอน สมาชิกจะเข้าไปช่วยเหลือนักปั่นที่ประสบปัญหาต่างๆ มีบริการแนะนำให้รู้จักสัญญาณจราจรบนถนนหลวง การฝึกทักษะการขี่อย่างปลอดภัย แนะนำวิธีการซ่อมรถ จัดหาบัดดี้เป็นเพื่อนขี่และบอกเส้นทางที่ขี่แล้วปลอดภัยหรือเป็นเส้นทางที่ไม่วุ่นวาย จราจรไม่แออัดจอแจไปถึงที่ทำงานได้เร็วกว่า
การขี่จักรยานในลอนดอนถือว่าอยู่ในขั้นปลอดภัย เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญในการสร้างทางจักรยาน มีเส้นทางปั่นเชื่อมโยงทั่วเมืองหลวง
แต่ละวันชาวลอนดอนปั่นจักรยานประมาณ 6.5 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นพนักงานบริษัทซึ่งใช้จักรยานเป็นพาหนะปั่นจากบ้านไปทำงาน 1 แสนคน
สถิติเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีอุบัติเหตุบนถนนในกรุงลอนดอน 44,494 ครั้ง แต่มีนักปั่นจักรยานได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุเพียง 3,322 คนเท่านั้น ถือเป็นสัดส่วนน้อยมาก
วันที่ 22 กันยายนที่จะถึงนี้ มีกิจกรรมครั้งใหญ่ชื่อว่า "เมืองของเราปลอดรถยนต์" หรือคาร์ฟรีเดย์ เป็นกิจกรรมจัดกันต่อเนื่องหลายปีแล้ว ชาวลอนดอนจัดกิจกรรมนี้ด้วยพร้อมๆ กับเมืองเล็กเมืองใหญ่ในยุโรป
คาดว่าชาวยุโรปประมาณ 70 ล้านคนร่วมสนับสนุนไม่ขับรถยนต์ แต่หันมาปั่นจักรยานและเดินเท้าแทน
บ้านเราจัดแคมเปญอย่างนี้ให้กระหึ่มทั่วประเทศสักวันหนึ่งในรอบหนึ่งปี ได้หรือเปล่า?
หน้า 90
From : เสือ Spectrum [ 26 ส.ค. 49 - 09:56:44 น. ]
ขอเชิญร่วมเสนอแนะความคิดเห็นครับ
ท่านสามารถแทรกรูปภาพในกระทู้ได้ กรุณาบีบอัด (compress) ภาพก่อนส่งเพื่อความรวดเร็วในการแสดงผล
ถ้ารูปขนาดไฟล์เกิน 64KB แต่ไม่เกิน 100KB จะแสดงผลเป็น icon เท่านั้นต้องคลิกดูรูปอีกทีนึง
ถ้ารูปขนาดไฟล์เกิน 100KB ส่งรูปไม่ได้ครับ
Insert file :
- แสดงรูป (.jpg .gif) - Save เป็น Icon
Filename:
รายละเอียด :
จาก :
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียวครับ....
ดูวิธีใส่รูปการ์ตูน ..คลิกที่นี่
ดูวิธีใส่ลูกเล่นข้อความ..คลิกที่นี่
*..ผมคิดว่า น่าส่งบทความนี้ไปให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีทุกกระทรวง, ปลัดกระทรวงทุกกระทรวง และผู้เกี่ยวข้อง ตลอดถึงนายกเทศมนตรีเทศบาล, นายก อบจ., นายก อบต. และประชาชนทุกคนได้อ่านด้วย อาจช่วยได้มากในการรณรงค์ให้รัฐสร้างทางเฉพาะจักรยานและประชาชนใช้จักรยานในชีวิตประจำวันกันมากชึ้น..*
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*
- Wanted
- ขาประจำ
- โพสต์: 3278
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 มิ.ย. 2009, 21:37
- Tel: 0617161515
- team: ChamSQ and The Gang www.facebook.com/chamsq
- Bike: เมฆสีทอง....@@@
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
ข่าวด่วน+++++++
ท่านที่พลาดการจองบัตรชมภาพยนตร์ ที่สกาล่า ในวันที่ 2 มิถุนายน รอบ 20.00น.
และไม่มีเวลามาซื้อตั๋วหน้างาน + เลิกงานไม่ทัน + กลัวบัตรหมด ฯลฯ
อย่าพลาด........ทางทีมBikeXengerมีบริการซื้อบัตรและจัดส่งให้ถึงที่
ติดต่อสอบถามได้ที่ BikeXenger เลยครับ โทร. 086-9941301 หรือที่
http://www.facebook.com/BikeXenger
ท่านที่พลาดการจองบัตรชมภาพยนตร์ ที่สกาล่า ในวันที่ 2 มิถุนายน รอบ 20.00น.
และไม่มีเวลามาซื้อตั๋วหน้างาน + เลิกงานไม่ทัน + กลัวบัตรหมด ฯลฯ
อย่าพลาด........ทางทีมBikeXengerมีบริการซื้อบัตรและจัดส่งให้ถึงที่
ติดต่อสอบถามได้ที่ BikeXenger เลยครับ โทร. 086-9941301 หรือที่
http://www.facebook.com/BikeXenger
แก้ไขล่าสุดโดย Wanted เมื่อ 01 มิ.ย. 2011, 16:48, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- veenono
- ขาประจำ
- โพสต์: 15565
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 พ.ย. 2008, 21:12
- Tel: 089 776-9110
- team: ฝ่ายข่าวชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย TCC.
- Bike: รถถีบไทยใช้ใจขับเคลื่อน ใต้แสงเดือนและตะวัน http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6#p3343446
- ตำแหน่ง: 4/35ม.6ถ.เลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ แขวง/เขต หนองแขม กรุงเทพฯ10160
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
โห...เราไปอยู่ไหนเนี่ยไม่เห็นกระทู้นี้

พูดคุยทักทาย-แนะนำทาง facebookและอีกหลายๆกิจกรรมจาก veenono คลิ๊กเลย
ทริป" รักนี้ให้เธอ Tour of Myanmar Meakhong Challenge2013"
จงทำกรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว เป็นผู้ให้จะได้ ลดความเห็นแก่ตัว
จักรยานก็เหมือนเม็ดข้าวเม็ดถั่วเม็ดงา ใครปลูกใครหว่านก็ดีมีประโยชน์ต่อสัตว์โลกทั้งนั้นทำไปเถอะ
ทริป" รักนี้ให้เธอ Tour of Myanmar Meakhong Challenge2013"
จงทำกรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว เป็นผู้ให้จะได้ ลดความเห็นแก่ตัว
จักรยานก็เหมือนเม็ดข้าวเม็ดถั่วเม็ดงา ใครปลูกใครหว่านก็ดีมีประโยชน์ต่อสัตว์โลกทั้งนั้นทำไปเถอะ
- ลุงเนตร
- ขาประจำ
- โพสต์: 19650
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 19:20
- Tel: 0898133936
- team: อิสระ
- Bike: Trek 3900, Dark Rock ทัวร์ริ่ง
- ตำแหน่ง: ๔๖๕ ซอยจ่าโสด ถนนทางรถไฟเก่า แขวง,เขตบางนา กทม.๑๐๒๖๐
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
..คงยังไม่ค่อยสาย..ลุง+น้าเป็ด..(ไม่ได้นัดหมาย) ไปดูรอบปฐมทัศน์ ๒ มิ.ย.เริ่มขายบัตร ๑๔.๐๐ น. น้าเป็ดอยู่ใกล้ ๆ ลองติดต่อพอจะช่วยไปซื้อบัตรให้ได้หรือไม่?veenono เขียน:โห...เราไปอยู่ไหนเนี่ยไม่เห็นกระทู้นี้![]()
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*
- -TUM-
- ขาประจำ
- โพสต์: 2563
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:19
- Tel: 089-1225598
- team: N/A
- Bike: Giant MCR-1, BMC Fourstroke FS01, Ibis Mojo SL, Cannondale SuperX HI-MOD, Van Nicholas Mamtor, Birdy Gen3, Humpert
- ตำแหน่ง: พระราม 6 ซอย 30 สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
ได้ตั๋วรอบพรุ่งนี้แล้วครับ
จะรบกวนสอบถามเรื่องการจอดจักรยานหน่อยครับ ถ้าขี่ไปแล้วจะจอดกันอย่างไรครับ เนื่องจากไม่มีขาตั้งครับ ถ้าเอาไปพิงๆกัน อาจจะมีล้มเกรงว่าจักรยานจะถลอกครับ เลยยังไม่มั่นใจว่าจะขี่จักรยานไปดีไหม
ขอบคุณครับผม
จะรบกวนสอบถามเรื่องการจอดจักรยานหน่อยครับ ถ้าขี่ไปแล้วจะจอดกันอย่างไรครับ เนื่องจากไม่มีขาตั้งครับ ถ้าเอาไปพิงๆกัน อาจจะมีล้มเกรงว่าจักรยานจะถลอกครับ เลยยังไม่มั่นใจว่าจะขี่จักรยานไปดีไหม
ขอบคุณครับผม
จักรยานคู่ชีพ
Giant MCR-1, BMC Fourstroke FS01, Ibis Mojo SL, Cannondale SuperX Hi-Mod, Van Nicholas Mamtor, Birdy Gen3, Humpert
ฝากด้วยคร้าบ ขายสนุกๆ : https://www.facebook.com/pages/TUM-ebay/403475586496297?ref=hl
Giant MCR-1, BMC Fourstroke FS01, Ibis Mojo SL, Cannondale SuperX Hi-Mod, Van Nicholas Mamtor, Birdy Gen3, Humpert
ฝากด้วยคร้าบ ขายสนุกๆ : https://www.facebook.com/pages/TUM-ebay/403475586496297?ref=hl
- ลุงเนตร
- ขาประจำ
- โพสต์: 19650
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 19:20
- Tel: 0898133936
- team: อิสระ
- Bike: Trek 3900, Dark Rock ทัวร์ริ่ง
- ตำแหน่ง: ๔๖๕ ซอยจ่าโสด ถนนทางรถไฟเก่า แขวง,เขตบางนา กทม.๑๐๒๖๐
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
Wanted 29 พ.ค. 2011, 00:24
โพสต์: 3334
Tel: 0897927374
team: ซี.เอส.คิว www.facebook.com/chamsq
Bike: เมฆสีทอง....@@@
สถิติออนไลน์: 38d 1h 42m 36s A day foundation ร่วมกับ กรุงเทพฯเมืองจักรยาน และ Rose Media & Entertainment
จัดกิจกรรม "Bike in a day : ปั่นจักรยานไปดูหนัง Shakariki สิงห์นักปั่น"
ภาพยนตร์เรื่อง: "สิงห์นักปั่น" Shakariki
Rating :13+ เลขที่ ภย.1013/54 ลงวันที่ 10 พ.ค. 54
เนื้อเรื่องย่อ.......
เทรุ เป็นเด็กชายที่ชอบการปั่นมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะการปั่นขึ้นเนินที่ใครๆก็ขยาดเพราะมันจะเหนื่อยกว่าการปั่นจักรยานทั่วไปมาก
แต่เทรุก็พยายามเอาชนะเนินที่ยากที่สุดมาได้ตั้งแต่เด็ก ทำให้เขามีพลังขาที่แข็งแรง เข้าตาโค้ชฮิโรชิที่กำลังอยากได้สมาชิกใหม่เข้าชมรม
มาแทนมัทสึไดระ เพื่อการแข่งที่เดิมพันด้วยการรักษาชมรมจักรยานเอาไว้ แต่เพราะความที่เทรุยังใหม่และไม่เข้าใจกฎ
ทำให้โรงเรียนคาเมะงาโอกะของพวกเขาแพ้โรงเรียนโฮเทที่มียูตะ ลูกชายของโค้ชฮิโรชิเป็นเอสของทีมอยู่ ในที่สุดชมรมก็ถูกยุบ
แต่หัวใจของเทรุที่รักจักรยานนั้นยังไม่เปลี่ยน เขาร่วมใจกับเพื่อนๆอีกครั้ง เพื่อทำการการแข่งครั้งสุดท้าย.....................
เป้าหมาย:
- อยากให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองจักรยาน
- รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย เข้าโครงการ บุญ bike นำไปจัดซื้อจักรยานให้น้องๆ หลังงานนี้เราไปบริจาคจักรยานกันคะ
รายละเอียด......
2 มิ.ย.2554 - วันแรกเปิดงานและฉายที่โรงภาพยนตร์สกาล่า รองรับได้ถึง 800 ที่นั่ง
16.00น. รวมตัวหน้าสมาคมจักรยาน (จุฬา ซ. 6) ปั่นมาโรงหนัง มีรายการมาถ่ายทำด้วย
18.00น. เปิดเสวนาบนเวที เรื่อง กรุงเทพฯ เมืองจักรยาน
20.00น. เข้าชมภาพยนตร์
หลังจากชมภาพยนตร์เสร็จ ปั่นออกทริปท่องราตรีกับ CoffeeBike Club
3-8 มิ.ย.2554 - ฉายที่โรงภาพยนตร์ลิโด้
ของรางวัลสำหรับ จับหางบัตรผู้โชคดีที่ซื้อบัตร รอบวันที่ 2 มิถุนายน 54เท่านั้น
- TCA ให้ Road bike มา 1 คัน
- Specialized ให้ ทัวร์ริ่ง มา 1 คัน
- Sealee Fixed ให้ Fuji มา 1 คัน
- Bkk Crumpler ให้ messenger bag 3 ใบ
- Sixty bike ให้ เสื้อ 5 ตัว
- Vinicita ให้กระเป๋ารุ่นล่าสุดมา 15 ใบ
- ร้าน bike station อะไหล่จักรยานมาแจกกันด้วย
ฯลฯ
ตั๋วชมภาพยนตร์ใบละ 100บาท จะซื้อกี่ใบก็ได้ราคานี้คะ
ทุกใบมีสิทธิ์ชิงรางวัล (รอบเปิดงาน 2-6-54)
เรานำเงินไปร่วมสบทบกับ บุญ bike ถือว่าได้ดูหนัง ได้ทำบุญ และได้ลุ้นจักรยานด้วย
จองบัตรได้แล้ววันนี้ที่ บุญ bike โอนเงิน ธ.กรุงเทพ สาขา ถนนรัชดาสี่แยกสาธุประดิษฐ์ / 195-473-557-5 /
NONLANY UNGWIWATKUL
ระบุชื่อ + เบอร์โทรศัพท์ และจำนวนผู้ชม / หากโอนแล้ว อีเมล์ slip และแนบมาในอีเมล์ได้เลยค่ะ
ส่งเมล์พร้อมราย ละเอียดมาที่ boonbike@hotmail.com
*****ทางผู้จัดงานได้ทำที่จอดจักรยานพร้อมผู้ดูแล แลกบัตรไว้สำหรับ 300 คัน ที่หน้าโรงหนังสกาล่า
การจองพื้นที่สำหรับขายสินค้าในงาน...... ฟรี.....
- โต๊ะขายของพร้อมเก้าอี้ 2 ตัว ขนาด 1.20 ม. x 75 ซ.ม. มีจำนวน 18 โต๊ะ
- บูทปูพรม พร้อมระบบไฟ 1 จุด ขนาด 1.50 ม. x 1.50 ม. มีจำนวน 3 บูท สามารถรวม 2บูทเป็น 1บูทได้
ท่านสามารถ ตั้งร้านได้ตั้งแต่ 10.00น.- 21.00น.
สนใจติดต่อมาที่ คุณแนน 089-4491128
http://www.facebook.com/event.php?eid=199756630053626
_________________
facebook : Cham'SQ and the Gang & BoonBike & BikeXenger & BKK Bike
ช่วยกันกด Like & Share ให้กับ "Thailand Cycling Club (TCC)"
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*
- ((เสือโก้))
- สมาชิก
- โพสต์: 74
- ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ธ.ค. 2010, 10:05
- Tel: 0854641448
- team: อิสระ
- Bike: Treke 4300
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
อย่างผม อยู่ ตจว. จะปั่นไปไหนก็ได้ทุกเมื่อ เพราะมีที่ปั่นในช่องทางที่ปลอดภัยเยอะมาก 
- veenono
- ขาประจำ
- โพสต์: 15565
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 พ.ย. 2008, 21:12
- Tel: 089 776-9110
- team: ฝ่ายข่าวชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย TCC.
- Bike: รถถีบไทยใช้ใจขับเคลื่อน ใต้แสงเดือนและตะวัน http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6#p3343446
- ตำแหน่ง: 4/35ม.6ถ.เลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ แขวง/เขต หนองแขม กรุงเทพฯ10160
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
ได้โอกาสพาลูกๆไปดูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจพอดี
พูดคุยทักทาย-แนะนำทาง facebookและอีกหลายๆกิจกรรมจาก veenono คลิ๊กเลย
ทริป" รักนี้ให้เธอ Tour of Myanmar Meakhong Challenge2013"
จงทำกรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว เป็นผู้ให้จะได้ ลดความเห็นแก่ตัว
จักรยานก็เหมือนเม็ดข้าวเม็ดถั่วเม็ดงา ใครปลูกใครหว่านก็ดีมีประโยชน์ต่อสัตว์โลกทั้งนั้นทำไปเถอะ
ทริป" รักนี้ให้เธอ Tour of Myanmar Meakhong Challenge2013"
จงทำกรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว เป็นผู้ให้จะได้ ลดความเห็นแก่ตัว
จักรยานก็เหมือนเม็ดข้าวเม็ดถั่วเม็ดงา ใครปลูกใครหว่านก็ดีมีประโยชน์ต่อสัตว์โลกทั้งนั้นทำไปเถอะ
- nextstep
- ขาประจำ
- โพสต์: 4416
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ม.ค. 2010, 16:02
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
เยี่ยมเลยครับพี่veenono เขียน:ได้โอกาสพาลูกๆไปดูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจพอดี
ชอบปั่นจักรยานมาก แต่ปั่นเท่าไรก็ขึ้นเขาไม่ค่อยไหวเลยต้องมาวิ่งช่วยเพิ่มแรงขา
พอมาวิ่งก็เจ็บ ต้องว่ายน้ำช่วยรักษา นับนิ้วแล้ว เออ..3 อย่างพอดี ไปไตรละกัน :mrgreen:
พอมาวิ่งก็เจ็บ ต้องว่ายน้ำช่วยรักษา นับนิ้วแล้ว เออ..3 อย่างพอดี ไปไตรละกัน :mrgreen:
- HuggyBeary
- ขาประจำ
- โพสต์: 635
- ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2010, 21:46
- team: เสือซิงซิง ณ กรุงเทพฯ
- Bike: Fuji Lifestyle Sunfire 2.0
- ตำแหน่ง: ฝั่งธนฯ ย่านตลาดบางปะกอก
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
เลิกงานตอนเย็นว่าจะแว๊บๆไป ตั๋วไม่เต็มก็มีขายก็จะช่วยอุดหนุนนะ ถ้าไม่มีจองกันเต็มหมดทุกที่นั่งก็กลับ
- veenono
- ขาประจำ
- โพสต์: 15565
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 พ.ย. 2008, 21:12
- Tel: 089 776-9110
- team: ฝ่ายข่าวชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย TCC.
- Bike: รถถีบไทยใช้ใจขับเคลื่อน ใต้แสงเดือนและตะวัน http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6#p3343446
- ตำแหน่ง: 4/35ม.6ถ.เลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ แขวง/เขต หนองแขม กรุงเทพฯ10160
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
HuggyBeary เขียน:เลิกงานตอนเย็นว่าจะแว๊บๆไป ตั๋วไม่เต็มก็มีขายก็จะช่วยอุดหนุนนะ ถ้าไม่มีจองกันเต็มหมดทุกที่นั่งก็กลับ
เอามั๊ยผมซื้อไว้ให้ถ้าไปแน่นะ(อ๊อ..เอาตั๋ว
อ่านอ้างถึงของลุงเนตรตั้งแต่เช้า..ถึงตอนนี้ยังไม่จบเลยตาลาย
พูดคุยทักทาย-แนะนำทาง facebookและอีกหลายๆกิจกรรมจาก veenono คลิ๊กเลย
ทริป" รักนี้ให้เธอ Tour of Myanmar Meakhong Challenge2013"
จงทำกรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว เป็นผู้ให้จะได้ ลดความเห็นแก่ตัว
จักรยานก็เหมือนเม็ดข้าวเม็ดถั่วเม็ดงา ใครปลูกใครหว่านก็ดีมีประโยชน์ต่อสัตว์โลกทั้งนั้นทำไปเถอะ
ทริป" รักนี้ให้เธอ Tour of Myanmar Meakhong Challenge2013"
จงทำกรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว เป็นผู้ให้จะได้ ลดความเห็นแก่ตัว
จักรยานก็เหมือนเม็ดข้าวเม็ดถั่วเม็ดงา ใครปลูกใครหว่านก็ดีมีประโยชน์ต่อสัตว์โลกทั้งนั้นทำไปเถอะ
-
isoon
- ขาประจำ
- โพสต์: 204
- ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ก.พ. 2011, 21:38
- Tel: 0863691868
- team: ปั๋นที่สวนเบญจกิตติ โรงงานยาสูบครับ
- Bike: Colnago tacnos / giant tcr slr / cervele s5
- ตำแหน่ง: กรุงเทพมหานคร
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
หนังสนุกดีครับรอบนี้ไปดูได้ความรู้สึกรวมกันทั้งโรงหนังเลยครับ เพราะเป็นคนปั่นจักรยานเหมือนกันเลยอินกับหนังไปทั้งโรงเลยครับ 
-
suk
- ขาประจำ
- โพสต์: 860
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 21:36
- Bike: S-works TT,Trek, FUJI SLM1.0
- ตำแหน่ง: เอกชัย บางขุนเที่ยน กทม
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
ขอบคุณพี่วี ที่ซื้อให้ก่อน แถมได้รางวัลอีกด้วยครับผมveenono เขียน:HuggyBeary เขียน:เลิกงานตอนเย็นว่าจะแว๊บๆไป ตั๋วไม่เต็มก็มีขายก็จะช่วยอุดหนุนนะ ถ้าไม่มีจองกันเต็มหมดทุกที่นั่งก็กลับ
เอามั๊ยผมซื้อไว้ให้ถ้าไปแน่นะ(อ๊อ..เอาตั๋ว)
อ่านอ้างถึงของลุงเนตรตั้งแต่เช้า..ถึงตอนนี้ยังไม่จบเลยตาลาย![]()
![]()
ที่ได้มีนั่งx22,x24
ต้องชื่นชมและขอบคุณทีมงานน้องแนนและ a day มากๆครับที่ทำให้ชาวจักรยานมารวมตัวกันได้เยอะมากๆ
- Suriyan
- ขาประจำ
- โพสต์: 3712
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ธ.ค. 2010, 00:28
- Tel: ..........................
- team: กลุ่มจิตอาสา BKK Bike Trainee "Novice Thailand" By Staff_Traffic ................. ՏʍíӀҽ ϲӀմБ ......Let's Bike by Goro ........... TOT Bicycle ...................อิสระเกิ๊น
- Bike: ---- Fuji roubaix ---- ♣ Bridgestone ♣ Radac FullAluminum1000 Wild West TALL----XX .... _____ ♣ M A R I N ♣ _____ Pine Mountain
- ตำแหน่ง: THAILAND
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ได้(มอง)จักรยาน กลับบ้าน

NOVICE Thailand << คลิ๊ก
Let's Bike by Goro << คลิ๊ก
Let's Bike by Goro << คลิ๊ก