จังหวัดไหนอยากได้ Shakariki สิงห์นักปั่น ไปฉาย ติดต่อด่วน ต้องรวบรวมข้อมูลส่งขอนาย
ผู้ดูแล: ผู้ดูแลบอร์ดชมรมย่อย
-
isoon
- ขาประจำ
- โพสต์: 204
- ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ก.พ. 2011, 21:38
- Tel: 0863691868
- team: ปั๋นที่สวนเบญจกิตติ โรงงานยาสูบครับ
- Bike: Colnago tacnos / giant tcr slr / cervele s5
- ตำแหน่ง: กรุงเทพมหานคร
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
โอนเงินไปเรียบร้อยแล้วนะคับ 
- Wanted
- ขาประจำ
- โพสต์: 3278
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 มิ.ย. 2009, 21:37
- Tel: 0617161515
- team: ChamSQ and The Gang www.facebook.com/chamsq
- Bike: เมฆสีทอง....@@@
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
A day foundation ร่วมกับ กรุงเทพฯเมืองจักรยาน และ Rose Media & Entertainment
จัดกิจกรรม "Bike in a day : ปั่นจักรยานไปดูหนัง Shakariki สิงห์นักปั่น"

ภาพยนตร์เรื่อง: "สิงห์นักปั่น" Shakariki
Rating :13+ เลขที่ ภย.1013/54 ลงวันที่ 10 พ.ค. 54
เนื้อเรื่องย่อ.......
เทรุ เป็นเด็กชายที่ชอบการปั่นมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะการปั่นขึ้นเนินที่ใครๆก็ขยาดเพราะมันจะเหนื่อยกว่าการปั่นจักรยานทั่วไปมาก
แต่เทรุก็พยายามเอาชนะเนินที่ยากที่สุดมาได้ตั้งแต่เด็ก ทำให้เขามีพลังขาที่แข็งแรง เข้าตาโค้ชฮิโรชิที่กำลังอยากได้สมาชิกใหม่เข้าชมรม
มาแทนมัทสึไดระ เพื่อการแข่งที่เดิมพันด้วยการรักษาชมรมจักรยานเอาไว้ แต่เพราะความที่เทรุยังใหม่และไม่เข้าใจกฎ
ทำให้โรงเรียนคาเมะงาโอกะของพวกเขาแพ้โรงเรียนโฮเทที่มียูตะ ลูกชายของโค้ชฮิโรชิเป็นเอสของทีมอยู่ ในที่สุดชมรมก็ถูกยุบ
แต่หัวใจของเทรุที่รักจักรยานนั้นยังไม่เปลี่ยน เขาร่วมใจกับเพื่อนๆอีกครั้ง เพื่อทำการการแข่งครั้งสุดท้าย.....................
เป้าหมาย:
- อยากให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองจักรยาน
- รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย เข้าโครงการ บุญ bike นำไปจัดซื้อจักรยานให้น้องๆ หลังงานนี้เราไปบริจาคจักรยานกันคะ
รายละเอียด......
2 มิ.ย.2554 - วันแรกเปิดงานและฉายที่โรงภาพยนตร์สกาล่า รองรับได้ถึง 800 ที่นั่ง
16.00น. รวมตัวหน้าสมาคมจักรยาน (จุฬา ซ. 6) ปั่นมาโรงหนัง มีรายการมาถ่ายทำด้วย
18.00น. เปิดเสวนาบนเวที เรื่อง กรุงเทพฯ เมืองจักรยาน
20.00น. เข้าชมภาพยนตร์
หลังจากชมภาพยนตร์เสร็จ ปั่นออกทริปท่องราตรีกับ CoffeeBike Club
3-8 มิ.ย.2554 - ฉายที่โรงภาพยนตร์ลิโด้
ของรางวัลสำหรับ จับหางบัตรผู้โชคดีที่ซื้อบัตร รอบวันที่ 2 มิถุนายน 54เท่านั้น
- TCA ให้ Road bike มา 1 คัน
- Specialized ให้ ทัวร์ริ่ง มา 1 คัน
- Sealee Fixed ให้ Fuji มา 1 คัน
- Bkk Crumpler ให้ messenger bag 3 ใบ
- Sixty bike ให้ เสื้อ 5 ตัว
- Vinicita ให้กระเป๋ารุ่นล่าสุดมา 15 ใบ
- ร้าน bike station อะไหล่จักรยานมาแจกกันด้วย
ฯลฯ
ตั๋วชมภาพยนตร์ใบละ 100บาท จะซื้อกี่ใบก็ได้ราคานี้คะ
ทุกใบมีสิทธิ์ชิงรางวัล (รอบเปิดงาน 2-6-54)
เรานำเงินไปร่วมสบทบกับ บุญ bike ถือว่าได้ดูหนัง ได้ทำบุญ และได้ลุ้นจักรยานด้วย
จองบัตรได้แล้ววันนี้ที่ บุญ bike โอนเงิน ธ.กรุงเทพ สาขา ถนนรัชดาสี่แยกสาธุประดิษฐ์ / 195-473-557-5 /
NONLANY UNGWIWATKUL
ระบุชื่อ + เบอร์โทรศัพท์ และจำนวนผู้ชม / หากโอนแล้ว อีเมล์ slip และแนบมาในอีเมล์ได้เลยค่ะ
ส่งเมล์พร้อมราย ละเอียดมาที่ boonbike@hotmail.com
*****ทางผู้จัดงานได้ทำที่จอดจักรยานพร้อมผู้ดูแล แลกบัตรไว้สำหรับ 300 คัน ที่หน้าโรงหนังสกาล่า
การจองพื้นที่สำหรับขายสินค้าในงาน...... ฟรี.....
- โต๊ะขายของพร้อมเก้าอี้ 2 ตัว ขนาด 1.20 ม. x 75 ซ.ม. มีจำนวน 18 โต๊ะ
- บูทปูพรม พร้อมระบบไฟ 1 จุด ขนาด 1.50 ม. x 1.50 ม. มีจำนวน 3 บูท สามารถรวม 2บูทเป็น 1บูทได้
ท่านสามารถ ตั้งร้านได้ตั้งแต่ 10.00น.- 21.00น.
สนใจติดต่อมาที่ คุณแนน 089-4491128


http://www.facebook.com/event.php?eid=199756630053626
จัดกิจกรรม "Bike in a day : ปั่นจักรยานไปดูหนัง Shakariki สิงห์นักปั่น"

ภาพยนตร์เรื่อง: "สิงห์นักปั่น" Shakariki
Rating :13+ เลขที่ ภย.1013/54 ลงวันที่ 10 พ.ค. 54
เนื้อเรื่องย่อ.......
เทรุ เป็นเด็กชายที่ชอบการปั่นมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะการปั่นขึ้นเนินที่ใครๆก็ขยาดเพราะมันจะเหนื่อยกว่าการปั่นจักรยานทั่วไปมาก
แต่เทรุก็พยายามเอาชนะเนินที่ยากที่สุดมาได้ตั้งแต่เด็ก ทำให้เขามีพลังขาที่แข็งแรง เข้าตาโค้ชฮิโรชิที่กำลังอยากได้สมาชิกใหม่เข้าชมรม
มาแทนมัทสึไดระ เพื่อการแข่งที่เดิมพันด้วยการรักษาชมรมจักรยานเอาไว้ แต่เพราะความที่เทรุยังใหม่และไม่เข้าใจกฎ
ทำให้โรงเรียนคาเมะงาโอกะของพวกเขาแพ้โรงเรียนโฮเทที่มียูตะ ลูกชายของโค้ชฮิโรชิเป็นเอสของทีมอยู่ ในที่สุดชมรมก็ถูกยุบ
แต่หัวใจของเทรุที่รักจักรยานนั้นยังไม่เปลี่ยน เขาร่วมใจกับเพื่อนๆอีกครั้ง เพื่อทำการการแข่งครั้งสุดท้าย.....................
เป้าหมาย:
- อยากให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองจักรยาน
- รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย เข้าโครงการ บุญ bike นำไปจัดซื้อจักรยานให้น้องๆ หลังงานนี้เราไปบริจาคจักรยานกันคะ
รายละเอียด......
2 มิ.ย.2554 - วันแรกเปิดงานและฉายที่โรงภาพยนตร์สกาล่า รองรับได้ถึง 800 ที่นั่ง
16.00น. รวมตัวหน้าสมาคมจักรยาน (จุฬา ซ. 6) ปั่นมาโรงหนัง มีรายการมาถ่ายทำด้วย
18.00น. เปิดเสวนาบนเวที เรื่อง กรุงเทพฯ เมืองจักรยาน
20.00น. เข้าชมภาพยนตร์
หลังจากชมภาพยนตร์เสร็จ ปั่นออกทริปท่องราตรีกับ CoffeeBike Club
3-8 มิ.ย.2554 - ฉายที่โรงภาพยนตร์ลิโด้
ของรางวัลสำหรับ จับหางบัตรผู้โชคดีที่ซื้อบัตร รอบวันที่ 2 มิถุนายน 54เท่านั้น
- TCA ให้ Road bike มา 1 คัน
- Specialized ให้ ทัวร์ริ่ง มา 1 คัน
- Sealee Fixed ให้ Fuji มา 1 คัน
- Bkk Crumpler ให้ messenger bag 3 ใบ
- Sixty bike ให้ เสื้อ 5 ตัว
- Vinicita ให้กระเป๋ารุ่นล่าสุดมา 15 ใบ
- ร้าน bike station อะไหล่จักรยานมาแจกกันด้วย
ฯลฯ
ตั๋วชมภาพยนตร์ใบละ 100บาท จะซื้อกี่ใบก็ได้ราคานี้คะ
ทุกใบมีสิทธิ์ชิงรางวัล (รอบเปิดงาน 2-6-54)
เรานำเงินไปร่วมสบทบกับ บุญ bike ถือว่าได้ดูหนัง ได้ทำบุญ และได้ลุ้นจักรยานด้วย
จองบัตรได้แล้ววันนี้ที่ บุญ bike โอนเงิน ธ.กรุงเทพ สาขา ถนนรัชดาสี่แยกสาธุประดิษฐ์ / 195-473-557-5 /
NONLANY UNGWIWATKUL
ระบุชื่อ + เบอร์โทรศัพท์ และจำนวนผู้ชม / หากโอนแล้ว อีเมล์ slip และแนบมาในอีเมล์ได้เลยค่ะ
ส่งเมล์พร้อมราย ละเอียดมาที่ boonbike@hotmail.com
*****ทางผู้จัดงานได้ทำที่จอดจักรยานพร้อมผู้ดูแล แลกบัตรไว้สำหรับ 300 คัน ที่หน้าโรงหนังสกาล่า
การจองพื้นที่สำหรับขายสินค้าในงาน...... ฟรี.....
- โต๊ะขายของพร้อมเก้าอี้ 2 ตัว ขนาด 1.20 ม. x 75 ซ.ม. มีจำนวน 18 โต๊ะ
- บูทปูพรม พร้อมระบบไฟ 1 จุด ขนาด 1.50 ม. x 1.50 ม. มีจำนวน 3 บูท สามารถรวม 2บูทเป็น 1บูทได้
ท่านสามารถ ตั้งร้านได้ตั้งแต่ 10.00น.- 21.00น.
สนใจติดต่อมาที่ คุณแนน 089-4491128


http://www.facebook.com/event.php?eid=199756630053626
-
markkerr
- ขาประจำ
- โพสต์: 1194
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 16:31
- Tel: 0833344581
- team: จูราสสิคไบค์ภูเวียงทีม , บ้านหนองน้ำแห้ง
- ตำแหน่ง: 380 ต.ภูเวียง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น 40150
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
มีจัดต่างจังหวัดจะได้ดูไหมครับ แบบว่าบ้านไกลกรุงเทพฯ 
เงิน สุขภาพ เวลา
█████████████████████
Insanity is doing the same thing over and over again
and expecting different results
█████████████████████
Insanity is doing the same thing over and over again
and expecting different results
- ลุงเนตร
- ขาประจำ
- โพสต์: 19650
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 19:20
- Tel: 0898133936
- team: อิสระ
- Bike: Trek 3900, Dark Rock ทัวร์ริ่ง
- ตำแหน่ง: ๔๖๕ ซอยจ่าโสด ถนนทางรถไฟเก่า แขวง,เขตบางนา กทม.๑๐๒๖๐
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
*..จำได้ว่าหลาน nonlany บอกรับบทความที่เห็นว่าดีมีประโยชน์กับนักปั่นจักราน เพื่อนำไปเผยแพร่ที่งานวันฉายหนังรอบปฐมทัศน์ที่โงหนังสกาลา แต่จำไม่ได้ว่าอยู่กระทู้ไหน โอกาสนี้ขออนุญาตนำมามอบให้ที่นี่นะครับ..
00220
",,ช้า ๆ ได้.."พร้า"..เล่มงาม,,"
ท่านที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมคงเคยได้ยินคำพังเพยที่จั่วหัวเรื่องข้างต้นมาบ้าง ส่วนรุ่นน้อง ๆ ลูกและหลานนั้น จะเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่ก็สุดแท้แต่ ถึงตรงนี้ผมคิดว่าคงจะมีหลายท่านอยากทราบว่า "ข้า ๆ" แล้วจะมาเกี่ยวกับการได้ "มีด" (แปลมาจาก "พร้า" เล่มงามได้อย่างไร
ครับ..ก็คงจะต้องขอเวลาเล่าแจ้งกันยาวหน่อย..เรื่องมีอยู่ว่า "การออกทริปนั้น ถ้าทริปใดมีถนนหนทางราบเรียบ ก็นับเป็นทริปที่ขี่สบาย แต่ถ้าทริปใดมีทางราบเรียบ, ขลุขละ, ขึ้นเขา, ลงเขาถนนเรียบและขลุขละสลับกันอย่างนี้ซิ ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นทริปที่..โหด..มัน..ฮา ของเหลามือเก่าและอาจจะรวมถึงมือกลางเก่ากลางใหม่ทั้งหลายด้วย เพราะจากประสบการณ์ที่รู้เห็นมาบางท่านได้ขี่รถในทางราบเรียบโดยตลอดก็มีความสุขแล้ว..บางท่านชอบขี่ทางราบแต่ต้องเป็นทางลูกรังขลุขละถึงมีความสุข..บางท่านต้องเป็นทางในลักษณะ..โหด..มัน..ฮา..ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คนเรา..นานา จิตตํ.(ต่างจิตต์ต่างใจ)
ผู้เขียนเองขี่รถจักรยานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 เริ่มตั้งแต่เลิกโหนรถเมล์จากโพธิ์สามต้น ฝั่งธน ไปประตูน้ำ เป็นขี่รถจักรยานไปทำงาน..ไปธุระ..ไปออกกำลังกายด้วยการวิ่งหรือการขี่จักรยานในตอนเช้า..ขี่ไปจ่ายกับข้าว..ขี่บนถนนทุกรูปแบบ ทั้งในเมืองหลวง..ชนบท..ป่า..เขา..อุบัติเหตุนะหรือ? เคยครับ หลายครั้งด้วย
ถึงวันนี้ผมยังปลอดภัยอยู่ได้ก็คงเป็นเพราะความโชคดีกับประสบการณ์ที่สั่งสมมานานมากมาย ดังได้มีปรากฏอยู่ในเวบฯนี้แล้ว (บัญญัติ 32 ประการ) กับอีกประสบการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็นประสบการณ์ใหม่ ใคร่ขอบอกให้ทราบเพิ่มเติมคือ ในการออกทริปของผมทุกทริป ไม่ว่าสภาพถนนจะเป็นอย่างไร ผมจะเตือนเพื่อนร่วมทริปก่อนออกเดินทางเสมอว่าให้ขี่ด้วยความระมัดระวัง ยิ่งในช่วงก่อนลงเนินหรือลงเขาสูง ๆ ผมยิ่งเตือนและกำชับเขาว่า "อย่าลงเร็วนะ..อันตราย" ผมเองก็จะบังคับรถลงไปช้า ๆ กว่าใคร ๆ จนบางท่านมองว่า ผมลงเขาไม่เก่ง ไม่มีฝีมือ ก็ช่างเถอะ ผมยอมเป็นผู้ถูกมองในลักษณะนั้นตลอดมาจนปัจจุบัน
ต่อเมื่อในระยะหลัง ๆ นี้ เห็นเพื่อนร่วมทริปลงเขาแล้วล้มได้รับบาดเจ็บหลายคน (ทริป ททท.จักรยานสามแผ่นดินไทย-จีน-ลาว ครั้งที่ 1) และได้ทราบข่าวของทริปอื่น ๆ อยู่เนื่อง ๆ การนี้ผมจึงนั่งนิ่งนอนใจอยู่ไม่ได้ ต้องรีบบอกประสบการณ์ใหม่ที่ว่า "ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม" หรือแปลได้ว่า "ลงเขาช้า ๆ ได้อรรถรสที่วิเศษสุด" นั้นอย่างไร คือระยะที่ผมผ่านอายุ 50 ปีมาแล้วก็คิดมาก กลัวรถแซงซ้อนคันมาเต็มถนน, กลัวรถล้มแล้วพิการไม่ได้ขี่รถเที่ยว, กลัวไปสาระพัด ดังนั้น ทุกครั้งก่อนที่ผมจะลงเนินหรือเขาสูง จิตต์ต้องสั่งใจให้บังคับกายคือมือทั้งสองข้างบีบเบรคบังคับรถให้วิ่งลงในความเร็วเพียง 15-20 กม./ชม. ตั้งแต่ยอดเนินหรือยอดเขาสูงเลย ให้รถเคลื่อนไหลลงไปเรื่อย ๆ
ข้อดีก็คือ ปลอดภัยและได้รับความสุข..สนุก..ในขณะที่รถเคลื่อนลงไปช้า ๆ ได้ลิ้มรสหอมหวานของดอกไม้..สายลม..แสงแดดตลอดถึงเสียงหรีดหริ่งเรไร..มด..หนู..จิ้งจง..ตุ๊กแกฯ และได้รับความมันส์ของการ "ดาวฮิล" นาน ๆ ได้เห็นวิวทิวทัศน์และธรรมชาติสองข้างทางจากจุดสูงสุด ลงไปจนต่ำสุดมากและนาน กระนั้นสำหรับผมแล้วยังเห็นว่าไม่เพียงพอกับการที่จะชดเชยที่ต้องขี่ไต่ขึ้นเป็นเวลานาน..หนักและเหนื่อย กว่าจะถึงยอดเขาหรือเนินสูงนั้นหรอก
ข้อเสียในการลงช้า เท่าที่ผมเห็นมีเพียงเปลืองยางเบรค(ก่อนออกทริปต้องตรวจยางเบรค หากเห็นว่าเหลือน้อยต้องเปลี่ยนใหม่ หรือมีอะไหล่ติดไปด้วย) เมื่อยมือและนิ้วสองนิ้วของมือทั้งสองข้าง (นิ้วกลางกับนิ้วนาง) ที่ใช้บีบเบรค ผมก็หยุดพักระหว่างทางลง บริหารมือและนิ้วกับเพื่อให้ขอบล้อที่ถูกยางเบรคบีบแน่นและนาน คลายความร้อนไปบ้าง พร้อมกันนั้นก็ชมวิวสวย ๆ รอบกายที่อยู่ในระดับสูงไปด้วย สักครู่พอหายเมื่อยล้าแล้วจึงลงไปต่อ..ทำลักษณะนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะลงสู่พื้นราบ
อันการลงเขาลักษณะนี้ผมปฏิบัติอยู่เป็นประจำ หลายท่านที่เคยร่วมทริปกับผมจะทราบ ถึงที่หมายช้า..เราขี่ท่องเที่ยว ถึงที่หมายเร็วไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร จริงอยู่ถึงช้าอาจจะไม่มีทำเลที่กางเต๊นท์ที่สุดเฉียบ..ได้อาบน้ำ..พักผ่อน..ทานอาหารช้ากว่าเพื่อน ๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ในมุมกลับกันกับ "ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม" ก็คือ "เร็ว ๆ ได้พร้าเล่มหัก" นัยยะนี้หมายถึงการลงจากเนินหรือเขาสูงโดยปล่อยให้รถไหลลงเร็วมากกว่า 20 ก.ม./ชม. ผู้ขี่ต้องอยู่ในสมาธิแน่วแน่นิ่ง ตาต้องมองอยู่ที่พื้นผิวถนนว่าเรียบ, ขลุขละ, หลุมบ่อ, หินลอย, ทางตรง, ทางโค้งกว้างหรือแคบ, มีรถสวนหรือสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ เดินขวางอยู่บนถนนหรือไม่ ฯลฯ ไม่ได้ดู..ไม่ได้มอง..ไม่ได้เห็นวิวทิวทัศน์ไกล ๆ รอบด้าน และธรรมชาติสองข้างทางอย่างสะตา..สะใจเลย ระยะเวลาการเสพสุขกับการลงเนินหรือเขาสูงสั้น (ขี่ขึ้นเป็นชั่วโมง ตอนลงสิบห้านาทีก็พ้นทางลงแล้ว หมดสนุก)
ถ้าเกิด..ถ้าเกิด "อุบัติเหตุ" จากอุปสรรคต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นบวกกับความเร็วของรถ ก็ขอให้ลองนึกกันดูเอาเองดีกว่าว่าจะเจ็บมากน้อยเพียงใด คงต้องไปขออาศัยใช้คำว่า "โชค" ซึ่งก็เป็นเพียงเราคิดเอาเองหลังจากเกิดอุบัติเหตุแล้วเท่านั้น ผลดีของการลงเขาเร็วนั้นจริง ๆ แล้ว แทบไม่มีเลย ในความเห็นของผมเห็นว่ามีแต่ดีหลอก ๆ หรือดีจอมปลอม ที่ท่านผู้นั้นคิดเอง ทำเอง ทึกทักเอาเอง คือ ได้เห็นสายตาของผู้อื่นหลายคู่ชื่นชมตนว่าลงเขาเก่ง โก้ และหลงผิดอยู่กับความคิดที่ว่า "ลงเร็ว..ได้ลิ้มรสความมันและสนุกสะใจกับความเร็ว" จนลืมคิดถึง "อุบัติเหตุ..อันตราย" ที่จะเกิดจากการลงเร็วได้ง่ายกว่าการลงช้า...
ขอเพิ่มอีกนิดเมื่อขี่รถขึ้นถึงยอดเนินหรือยอดเขาสูงแล้ว ก่อนขี่ลง..จงหยุดพักเหนื่อย..คลายความเคลียดและเมื่อยล้าของร่างกายตลอดระยะทางและเวลาที่ขี่ขึ้นเขามา ดื่มน้ำ..ล้างหน้า..เช็ดหน้า..เช็ดแว่นให้ใสแจ๋ว แล้วมองไปรอบ ๆ ชมวิวทิวทัศน์..ธรรมชาติจากมุมสูงบนยอดเขาให้สะใจ สาสมกับความเหนื่อยยากตอนไต่ขึ้นจนพอใจแล้ว จึงขี่ลงช้า ๆ ถนนยิ่งสูงชันและขลุขละเลวร้ายมากเท่าไร ยิ่งต้องบังคับรถให้ช้ายิ่งขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดถ้าเบรคไม่อยู่ด้วยความชัน จนต้องลงจูงก็ต้องยอม จงอย่ากลัวเสียชื่อ, เสียหน้า, เสียเหลี่ยม, เสียฟอร์ม, เสียเกียรติ(เอ๊ะ..จะเกี่ยวถึงด้วยไหมเนี่ย) สิงเหล่านั้นหากเสียก็เป็นเพียงเพราะปาก หรือสายตาของผู้อื่นหรือคิดไปเองเท่านั้น แต่สิ่งที่รักจนถึงรักที่สุดของเรา ยังอยู่ดีกับตัวและครอบครัวของเรา ญาติพี่น้องเรา เพื่อนฝูงเรา ตลอดถึงผมด้วย(เอ๊ะ..เอาอีกแล้วจะเกี่ยวถึงด้วยไหมเนี่ย)
ทั้งหมดทั้งสิ้นดังได้กล่าวมาแล้วนั้น คงจะพอเข้าประเด็นและชี้ได้ชัดให้เห็นความหมายของสุภาษิตโบราณที่ว่า "..ช้า ๆ ได้ "พร้า" เล่มงาม.." แล้วกระมัง?
การขี่จักรยานไปไหน ๆ ไม่ว่าที่ใด ๆ ถ้าเป็นไปได้ควรจะต้องมีเพื่อนไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน อยู่ใกล้หรือห่างในระยะที่เห็นกัน หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ไม่ว่ากรณีใด ๆ จะได้ทราบและช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที
ทั้งนี้และทั้งนั้นด้วยรักและผูกพัน..ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนผู้ชอบขี่จักรยานเหมือนกัน อีกนัยหนึ่งผมคิดว่าเราต่างยอมรับความเป็นจริงดังสุภาษิตโบราณอีกบทหนึ่งที่ว่า "สิบนิ้วยังรู้พลาด..นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง..สองเท้าโด่เด่..สักวันก็ต้องเซไปบ้าง" ปุถุชนคนธรรมดาเช่นเรา ไม่วันใดก็วันหนึ่งอาจต้องพลาด จะเป็นด้วยตนเองหรือผู้อื่นมากมายที่ใช้ถนนร่วมกับเรา จึงต้องระวังไว้ให้มาก ๆ จะได้หนักกลายเป็นเบา จะได้เบากลายเป็นโชคดีพ้นภัยไป
กับอีกแวบหนึ่งของความคิดดดด..ทุกคนต่างอยู่ตามดวง เคยมีข่าว วัยหรือเพศใด จำไม่ได้ "ขับรถเบ๊นท์ E 500 ใหม่เอี่ยม..ยังคว่ำกระเด็นไปอยู่ในคลองข้างทาง" นับประสาอะไรกับเราที่ขี่รถจักรยานสองล้อคันน้อยนิดดดด..คนเราต่างมีอันต้องเป็นไปได้หลายรูปแบบ เมื่อถึงคราประสบต่างต้องยอมรับโดยดุษฎี เกิด..แก่..เจ็บ..ตาย..เป็นของธรรมดาของสัตว์โลกซึ่งรวมถึงมนุษย์ด้วย จงอย่าเบียดเบียนผู้อื่น จงอย่าเห็นแก่ตัว จงรักผู้อื่นเที่ยบเท่ากับรักตัวเอง และจงรักภรรยาและลูก ๆ ให้มาก ๆ ไว้เสมอ เพราะเขาก็รักคุณสามีมาก ๆ อยู่เหมือนกัน..ทั้งหมดสิ้นก็มีเพียงนี้ ราตรีสวัสดิ์.
By : "ลุงเนตร" [ 5 ก.ย. 46 - 22:05:38 น. ]
00220
",,ช้า ๆ ได้.."พร้า"..เล่มงาม,,"
ท่านที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมคงเคยได้ยินคำพังเพยที่จั่วหัวเรื่องข้างต้นมาบ้าง ส่วนรุ่นน้อง ๆ ลูกและหลานนั้น จะเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่ก็สุดแท้แต่ ถึงตรงนี้ผมคิดว่าคงจะมีหลายท่านอยากทราบว่า "ข้า ๆ" แล้วจะมาเกี่ยวกับการได้ "มีด" (แปลมาจาก "พร้า" เล่มงามได้อย่างไร
ครับ..ก็คงจะต้องขอเวลาเล่าแจ้งกันยาวหน่อย..เรื่องมีอยู่ว่า "การออกทริปนั้น ถ้าทริปใดมีถนนหนทางราบเรียบ ก็นับเป็นทริปที่ขี่สบาย แต่ถ้าทริปใดมีทางราบเรียบ, ขลุขละ, ขึ้นเขา, ลงเขาถนนเรียบและขลุขละสลับกันอย่างนี้ซิ ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นทริปที่..โหด..มัน..ฮา ของเหลามือเก่าและอาจจะรวมถึงมือกลางเก่ากลางใหม่ทั้งหลายด้วย เพราะจากประสบการณ์ที่รู้เห็นมาบางท่านได้ขี่รถในทางราบเรียบโดยตลอดก็มีความสุขแล้ว..บางท่านชอบขี่ทางราบแต่ต้องเป็นทางลูกรังขลุขละถึงมีความสุข..บางท่านต้องเป็นทางในลักษณะ..โหด..มัน..ฮา..ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คนเรา..นานา จิตตํ.(ต่างจิตต์ต่างใจ)
ผู้เขียนเองขี่รถจักรยานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 เริ่มตั้งแต่เลิกโหนรถเมล์จากโพธิ์สามต้น ฝั่งธน ไปประตูน้ำ เป็นขี่รถจักรยานไปทำงาน..ไปธุระ..ไปออกกำลังกายด้วยการวิ่งหรือการขี่จักรยานในตอนเช้า..ขี่ไปจ่ายกับข้าว..ขี่บนถนนทุกรูปแบบ ทั้งในเมืองหลวง..ชนบท..ป่า..เขา..อุบัติเหตุนะหรือ? เคยครับ หลายครั้งด้วย
ถึงวันนี้ผมยังปลอดภัยอยู่ได้ก็คงเป็นเพราะความโชคดีกับประสบการณ์ที่สั่งสมมานานมากมาย ดังได้มีปรากฏอยู่ในเวบฯนี้แล้ว (บัญญัติ 32 ประการ) กับอีกประสบการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็นประสบการณ์ใหม่ ใคร่ขอบอกให้ทราบเพิ่มเติมคือ ในการออกทริปของผมทุกทริป ไม่ว่าสภาพถนนจะเป็นอย่างไร ผมจะเตือนเพื่อนร่วมทริปก่อนออกเดินทางเสมอว่าให้ขี่ด้วยความระมัดระวัง ยิ่งในช่วงก่อนลงเนินหรือลงเขาสูง ๆ ผมยิ่งเตือนและกำชับเขาว่า "อย่าลงเร็วนะ..อันตราย" ผมเองก็จะบังคับรถลงไปช้า ๆ กว่าใคร ๆ จนบางท่านมองว่า ผมลงเขาไม่เก่ง ไม่มีฝีมือ ก็ช่างเถอะ ผมยอมเป็นผู้ถูกมองในลักษณะนั้นตลอดมาจนปัจจุบัน
ต่อเมื่อในระยะหลัง ๆ นี้ เห็นเพื่อนร่วมทริปลงเขาแล้วล้มได้รับบาดเจ็บหลายคน (ทริป ททท.จักรยานสามแผ่นดินไทย-จีน-ลาว ครั้งที่ 1) และได้ทราบข่าวของทริปอื่น ๆ อยู่เนื่อง ๆ การนี้ผมจึงนั่งนิ่งนอนใจอยู่ไม่ได้ ต้องรีบบอกประสบการณ์ใหม่ที่ว่า "ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม" หรือแปลได้ว่า "ลงเขาช้า ๆ ได้อรรถรสที่วิเศษสุด" นั้นอย่างไร คือระยะที่ผมผ่านอายุ 50 ปีมาแล้วก็คิดมาก กลัวรถแซงซ้อนคันมาเต็มถนน, กลัวรถล้มแล้วพิการไม่ได้ขี่รถเที่ยว, กลัวไปสาระพัด ดังนั้น ทุกครั้งก่อนที่ผมจะลงเนินหรือเขาสูง จิตต์ต้องสั่งใจให้บังคับกายคือมือทั้งสองข้างบีบเบรคบังคับรถให้วิ่งลงในความเร็วเพียง 15-20 กม./ชม. ตั้งแต่ยอดเนินหรือยอดเขาสูงเลย ให้รถเคลื่อนไหลลงไปเรื่อย ๆ
ข้อดีก็คือ ปลอดภัยและได้รับความสุข..สนุก..ในขณะที่รถเคลื่อนลงไปช้า ๆ ได้ลิ้มรสหอมหวานของดอกไม้..สายลม..แสงแดดตลอดถึงเสียงหรีดหริ่งเรไร..มด..หนู..จิ้งจง..ตุ๊กแกฯ และได้รับความมันส์ของการ "ดาวฮิล" นาน ๆ ได้เห็นวิวทิวทัศน์และธรรมชาติสองข้างทางจากจุดสูงสุด ลงไปจนต่ำสุดมากและนาน กระนั้นสำหรับผมแล้วยังเห็นว่าไม่เพียงพอกับการที่จะชดเชยที่ต้องขี่ไต่ขึ้นเป็นเวลานาน..หนักและเหนื่อย กว่าจะถึงยอดเขาหรือเนินสูงนั้นหรอก
ข้อเสียในการลงช้า เท่าที่ผมเห็นมีเพียงเปลืองยางเบรค(ก่อนออกทริปต้องตรวจยางเบรค หากเห็นว่าเหลือน้อยต้องเปลี่ยนใหม่ หรือมีอะไหล่ติดไปด้วย) เมื่อยมือและนิ้วสองนิ้วของมือทั้งสองข้าง (นิ้วกลางกับนิ้วนาง) ที่ใช้บีบเบรค ผมก็หยุดพักระหว่างทางลง บริหารมือและนิ้วกับเพื่อให้ขอบล้อที่ถูกยางเบรคบีบแน่นและนาน คลายความร้อนไปบ้าง พร้อมกันนั้นก็ชมวิวสวย ๆ รอบกายที่อยู่ในระดับสูงไปด้วย สักครู่พอหายเมื่อยล้าแล้วจึงลงไปต่อ..ทำลักษณะนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะลงสู่พื้นราบ
อันการลงเขาลักษณะนี้ผมปฏิบัติอยู่เป็นประจำ หลายท่านที่เคยร่วมทริปกับผมจะทราบ ถึงที่หมายช้า..เราขี่ท่องเที่ยว ถึงที่หมายเร็วไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร จริงอยู่ถึงช้าอาจจะไม่มีทำเลที่กางเต๊นท์ที่สุดเฉียบ..ได้อาบน้ำ..พักผ่อน..ทานอาหารช้ากว่าเพื่อน ๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ในมุมกลับกันกับ "ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม" ก็คือ "เร็ว ๆ ได้พร้าเล่มหัก" นัยยะนี้หมายถึงการลงจากเนินหรือเขาสูงโดยปล่อยให้รถไหลลงเร็วมากกว่า 20 ก.ม./ชม. ผู้ขี่ต้องอยู่ในสมาธิแน่วแน่นิ่ง ตาต้องมองอยู่ที่พื้นผิวถนนว่าเรียบ, ขลุขละ, หลุมบ่อ, หินลอย, ทางตรง, ทางโค้งกว้างหรือแคบ, มีรถสวนหรือสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ เดินขวางอยู่บนถนนหรือไม่ ฯลฯ ไม่ได้ดู..ไม่ได้มอง..ไม่ได้เห็นวิวทิวทัศน์ไกล ๆ รอบด้าน และธรรมชาติสองข้างทางอย่างสะตา..สะใจเลย ระยะเวลาการเสพสุขกับการลงเนินหรือเขาสูงสั้น (ขี่ขึ้นเป็นชั่วโมง ตอนลงสิบห้านาทีก็พ้นทางลงแล้ว หมดสนุก)
ถ้าเกิด..ถ้าเกิด "อุบัติเหตุ" จากอุปสรรคต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นบวกกับความเร็วของรถ ก็ขอให้ลองนึกกันดูเอาเองดีกว่าว่าจะเจ็บมากน้อยเพียงใด คงต้องไปขออาศัยใช้คำว่า "โชค" ซึ่งก็เป็นเพียงเราคิดเอาเองหลังจากเกิดอุบัติเหตุแล้วเท่านั้น ผลดีของการลงเขาเร็วนั้นจริง ๆ แล้ว แทบไม่มีเลย ในความเห็นของผมเห็นว่ามีแต่ดีหลอก ๆ หรือดีจอมปลอม ที่ท่านผู้นั้นคิดเอง ทำเอง ทึกทักเอาเอง คือ ได้เห็นสายตาของผู้อื่นหลายคู่ชื่นชมตนว่าลงเขาเก่ง โก้ และหลงผิดอยู่กับความคิดที่ว่า "ลงเร็ว..ได้ลิ้มรสความมันและสนุกสะใจกับความเร็ว" จนลืมคิดถึง "อุบัติเหตุ..อันตราย" ที่จะเกิดจากการลงเร็วได้ง่ายกว่าการลงช้า...
ขอเพิ่มอีกนิดเมื่อขี่รถขึ้นถึงยอดเนินหรือยอดเขาสูงแล้ว ก่อนขี่ลง..จงหยุดพักเหนื่อย..คลายความเคลียดและเมื่อยล้าของร่างกายตลอดระยะทางและเวลาที่ขี่ขึ้นเขามา ดื่มน้ำ..ล้างหน้า..เช็ดหน้า..เช็ดแว่นให้ใสแจ๋ว แล้วมองไปรอบ ๆ ชมวิวทิวทัศน์..ธรรมชาติจากมุมสูงบนยอดเขาให้สะใจ สาสมกับความเหนื่อยยากตอนไต่ขึ้นจนพอใจแล้ว จึงขี่ลงช้า ๆ ถนนยิ่งสูงชันและขลุขละเลวร้ายมากเท่าไร ยิ่งต้องบังคับรถให้ช้ายิ่งขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดถ้าเบรคไม่อยู่ด้วยความชัน จนต้องลงจูงก็ต้องยอม จงอย่ากลัวเสียชื่อ, เสียหน้า, เสียเหลี่ยม, เสียฟอร์ม, เสียเกียรติ(เอ๊ะ..จะเกี่ยวถึงด้วยไหมเนี่ย) สิงเหล่านั้นหากเสียก็เป็นเพียงเพราะปาก หรือสายตาของผู้อื่นหรือคิดไปเองเท่านั้น แต่สิ่งที่รักจนถึงรักที่สุดของเรา ยังอยู่ดีกับตัวและครอบครัวของเรา ญาติพี่น้องเรา เพื่อนฝูงเรา ตลอดถึงผมด้วย(เอ๊ะ..เอาอีกแล้วจะเกี่ยวถึงด้วยไหมเนี่ย)
ทั้งหมดทั้งสิ้นดังได้กล่าวมาแล้วนั้น คงจะพอเข้าประเด็นและชี้ได้ชัดให้เห็นความหมายของสุภาษิตโบราณที่ว่า "..ช้า ๆ ได้ "พร้า" เล่มงาม.." แล้วกระมัง?
การขี่จักรยานไปไหน ๆ ไม่ว่าที่ใด ๆ ถ้าเป็นไปได้ควรจะต้องมีเพื่อนไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน อยู่ใกล้หรือห่างในระยะที่เห็นกัน หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ไม่ว่ากรณีใด ๆ จะได้ทราบและช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที
ทั้งนี้และทั้งนั้นด้วยรักและผูกพัน..ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนผู้ชอบขี่จักรยานเหมือนกัน อีกนัยหนึ่งผมคิดว่าเราต่างยอมรับความเป็นจริงดังสุภาษิตโบราณอีกบทหนึ่งที่ว่า "สิบนิ้วยังรู้พลาด..นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง..สองเท้าโด่เด่..สักวันก็ต้องเซไปบ้าง" ปุถุชนคนธรรมดาเช่นเรา ไม่วันใดก็วันหนึ่งอาจต้องพลาด จะเป็นด้วยตนเองหรือผู้อื่นมากมายที่ใช้ถนนร่วมกับเรา จึงต้องระวังไว้ให้มาก ๆ จะได้หนักกลายเป็นเบา จะได้เบากลายเป็นโชคดีพ้นภัยไป
กับอีกแวบหนึ่งของความคิดดดด..ทุกคนต่างอยู่ตามดวง เคยมีข่าว วัยหรือเพศใด จำไม่ได้ "ขับรถเบ๊นท์ E 500 ใหม่เอี่ยม..ยังคว่ำกระเด็นไปอยู่ในคลองข้างทาง" นับประสาอะไรกับเราที่ขี่รถจักรยานสองล้อคันน้อยนิดดดด..คนเราต่างมีอันต้องเป็นไปได้หลายรูปแบบ เมื่อถึงคราประสบต่างต้องยอมรับโดยดุษฎี เกิด..แก่..เจ็บ..ตาย..เป็นของธรรมดาของสัตว์โลกซึ่งรวมถึงมนุษย์ด้วย จงอย่าเบียดเบียนผู้อื่น จงอย่าเห็นแก่ตัว จงรักผู้อื่นเที่ยบเท่ากับรักตัวเอง และจงรักภรรยาและลูก ๆ ให้มาก ๆ ไว้เสมอ เพราะเขาก็รักคุณสามีมาก ๆ อยู่เหมือนกัน..ทั้งหมดสิ้นก็มีเพียงนี้ ราตรีสวัสดิ์.
By : "ลุงเนตร" [ 5 ก.ย. 46 - 22:05:38 น. ]
แก้ไขล่าสุดโดย ลุงเนตร เมื่อ 29 พ.ค. 2011, 21:25, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*
- ลุงเนตร
- ขาประจำ
- โพสต์: 19650
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 19:20
- Tel: 0898133936
- team: อิสระ
- Bike: Trek 3900, Dark Rock ทัวร์ริ่ง
- ตำแหน่ง: ๔๖๕ ซอยจ่าโสด ถนนทางรถไฟเก่า แขวง,เขตบางนา กทม.๑๐๒๖๐
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
*..เรื่องที่สอง..*
ของฝาก..จากประสบการณ์ของ “ลุงเนตร”
ข้อพึงสังวรระวังในขณะขี่รถจักรยาน ๒ ล้อ.. เพื่อความปลอดภัยของท่าน
๑. ต้องรู้เขา–รู้เรา "รู้เขา" คือ รู้ว่ารถของเขาเร็ว, แรง, แข็งกว่าของเรา "รู้เรา" คือ รถของเราเล็กที่สุดที่วิ่งอยู่บนถนน อุปกรณ์ชิ้นส่วนทุกชิ้นย่อมเล็กและมีสมรรถนะต่ำกว่ารถเขาอื่น ฉะนั้น จงอย่าซ่า ! จะเจ็บตัว.!
๒. ในช่วงที่รถมาก อย่าขี่เร็วมากนัก เนื่องจากเบรกไม่ใช่ดิสเบรก หน้ายางที่เกาะถนนเล็กนิดเดียว อาจลื่นไถลล้มได้ง่าย ถ้าฝนตกถนนย่อมลื่น ต้องขี่ช้าลง เพื่อความปลอดภัย ป้องกันการลื่นล้ม
๓. ยางเบรกต้องจับล้อหยุดนิ่งทั้ง ๒ ล้อ มือเบรกต้องตั้งให้อยู่ในระยะห่างเท่ากันทั้ง ๒ ข้าง ทุกครั้งที่เบรกต้องเบรกพร้อมกันทั้งล้อหน้าและล้อหลังและโดยแรงบีบเท่าๆ กันด้วย
๔. กระดิ่ง ควรต้องมี เพราะรถวิ่งเงียบ เมื่อรถวิ่งอยู่ในซอยที่เด็กวิ่งหรือเดินกันอยู่ขวักไขว่ เด็กจะได้หลบให้
๕. หมั่นสังเกตตะเกียบคู่หน้าและซี่ลวด หากคด งอ หลวม หรือขาด ต้องรีบเปลี่ยน หรือขันให้แน่น
๖. เฟืองพลาสติกที่ตีนผี หากสึกเกินพิกัดจนโซ่ติดขัดต้องเปลี่ยน
๗. ควรขี่ชิดขอบทางด้านซ้ายให้มากที่สุดเสมอ บังคับรถให้วิ่งตรงไปข้างหน้าโดยไม่ส่ายเซ มีสมาธิมองตรงหน้าแน่วแน่
๘. ระวัง “หลุมและสิ่งกีดขวางบนถนน เช่น ก้อนหิน ขวด ท่อนไม้ แก้วกระจกรถยนต์แตก ตะปู ฯลฯ และกิ่งไม้ที่ทอดลงมาจะแทงตาหรือโดนศีรษะ”
๙. ก่อนเปลี่ยนช่องทางวิ่ง ต้องเหลียวมองรถข้างหลังก่อนทุกครั้ง โดยรถไม่ส่ายหรือเซ อย่าขี่ฉวัดเฉวียนส่ายซิกแซกซ่า !
๑๐. ขี่กลางคืน ควรมีไฟหน้า–หลัง หรือมีแผ่นสีสะท้อนแสงติดให้รถอื่นเห็นไกลๆ ด้วย
๑๑. ขณะขี่จะผ่านรถที่จอดข้างทาง ต้องดูเข้าไปข้างในรถนั้นด้วยว่า มีคนจะเปิดประตูออกมาขวางทางเราหรือไม่
๑๒. ถนนบางแห่งมีเหล็กปิดฝาท่อระบายน้ำเป็นร่อง ต้องดูว่าเป็นร่องตามขวางหรือร่องตามยาว ถ้าเป็นร่องตามยาวต้องหลบหลีกให้พ้น หากไม่หลบล้อที่เล็กกว่าร่องจะตกลงไปติด ทำให้หกคะเมนตีลังกาได้
๑๓. "หู” ต้องฟังด้วยว่า รถที่วิ่งส่งเสียงตามมาข้างหลังเป็นรถอะไร ถ้าเป็นรถใหญ่ควรหันไปมองด้วยว่า ที่เขาวิ่งกันมาในลักษณะนั้น เราจะต้องหลบเขาให้ชิดขอบทางอีกหรือไม่
๑๔. ขณะที่ขี่อยู่ หากมีรถรับจ้างตีคู่ จงดูข้างหน้าด้วยว่า มีผู้โดยสารจะเรียกรถรับจ้างนั้นหรือไม่ หากมีต้องชะลอรถให้ช้าลง เพราะถ้าผู้โดยสารเรียก รถรับจ้างจะปาดเข้าไปรับทันที เขามักจะไม่สนหรอกว่ารถเราเล็กและอยู่ในความเร็วเช่นไร เมื่อเบาให้เขาเข้าไปแล้ว เราก็ขี่ตรงไปได้ปลอดภัย ต้องรู้ว่ารถรับจ้างทุกคันต่างวิ่งล่าเหยื่ออยู่ด้วยความหิว เมื่อพบเหยื่อจะโขยกเข้าขย้ำทันที ไม่ดูตาม้าตาเรือกันนักหรอก
๑๕. ระวัง “รถเมล์” ปาดหน้าเข้าจอดป้าย โดยไม่สนใจรถเล็กอย่างเรา “ข้าใหญ่และมีเหล็กหุ้มเนื้อข้าอยู่ ข้าย่อมไม่เจ็บ ถ้าเอ็งไม่ระวังข้า เอ็งเจ็บก็เรื่องของเอ็ง เอ็งตาย..ข้าก็หนี !
๑๖. เมื่อขี่จวนจะถึงทางแยกซ้าย ให้สังเกตด้วยว่ามีรถตีคู่อยู่ทางขวาหรือเปล่า ถ้ามีจงระวังเขาอาจเลี้ยวซ้ายปาดหน้าเราเข้าซอย อาจทำให้เบรกไม่ทันและชนเขาได้
๑๗. ขณะที่รถใหญ่จอดรอเลี้ยวอยู่กลางถนน ต้องสังเกตว่า ถ้าเขาเลี้ยวขวาและเราก็จะเลี้ยวขวา ให้เข้าไปอยู่ทางซ้ายของเขา แล้วเลี้ยวขวาพร้อมเขา ถ้าเขาเลี้ยวซ้ายและเราก็จะเลี้ยวซ้าย ให้เข้าไปอยู่ทางขวาของเขาแล้วเลี้ยวซ้ายพร้อมเขา จงอย่าไปอยู่ผิดข้าง จะทำให้ถูกเบียดออกไปอยู่กลางถนน หรือเข้าไปใต้ท้องรถใหญ่ได้
๑๘. ทางลงสะพานที่ลาดต่ำและโค้งด้วย เช่น สะพานพุทธและสะพานปกเกล้า ช่วงเช้ารถเมล์เติมน้ำมันเต็มถังอาจมีบางคันทำหกราดถนนไว้ จงอย่าลงเร็วและมองให้ดี จะได้หลบทันไม่เข้าไปลื่นล้ม
๑๙. ควรสวมหมวกกันน๊อคและถุงมือ เพื่อป้องกันอวัยวะที่ถูกสวมอยู่นั้นไปกระทบกับของแข็ง เมื่อรถล้มย่อมหนักเป็นเบา
๒๐. หากรถติดกันเป็นแพบนถนน ให้ออกวิ่งกลางถนนตามรถเครื่องไป แต่ต้องระวังคนเดินข้ามถนน คนออกมาจากซอกของรถที่จอดติดกันอยู่ รถเครื่องที่เปลี่ยนช่องทางออกมาขวางทางวิ่งของเรา ระวังรถที่สวนมา อาจจะแซงกินทางเข้ามาปิดช่องทางด้วย อย่าเหม่อและอย่าใจลอยเป็นอันขาด
๒๑. หากมีสุนัขอยู่ข้างถนน เก้ๆ กังๆ จะข้ามถนน ต้องระวังโดยชะลอความเร็ว ดูให้แน่ใจก่อนจึงผ่านไป
๒๒. จงระวังสุนัขเกเรข้างทางไล่กัดน่อง สัญชาติญาณจะบอกเองว่า ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากเขี้ยวอันแหลมคมนั้น สำหรับผมเคยใช้วิธี "ตะโกนสุดเสียง" มาแล้วได้ผล ถ้าหลายตัวก็ต้องจอดเอารถกันหรือหาไม้ ก้อนหินช่วย
๒๓. ถึงทางแยก .. ทางโค้ง .. ทางเลี้ยว .. ทางคับขัน ต้องลดความเร็ว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
๒๔. ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด โดยต้องศึกษาให้ทราบอย่างถ่องแท้ ปฏิบัติได้ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัย
๒๕. ต้องรู้ถึงจิตใจของผู้ขับรถแต่ละชนิดบนถนนด้วยว่า เขาชอบขับรถกันอย่างไร เช่น รถเมล์ ชอบขับในลักษณะที่ว่าข้าใหญ่ นึกจะเข้าหรือออก ก็พารถเข้าออกไปเลย รถอื่นที่เล็กกว่าต้องชะลอให้ รถรับจ้าง พอเห็นผู้โดยสารเรียกก็จะรีบเข้าไป รถเก๋งส่วนตัวมีหลายประเภท ที่ต้องระวังให้มากก็พวกรถซิ่ง .. รถซ่า (รถซิ่งผู้ชายหนุ่มน้อยๆ ขับ ส่วนรถซ่า .. ผู้หญิงสาวหน่อยๆ ขับ) แล้วรถที่ผู้หญิงเพิ่งขับเป็นใหม่ๆ หรือเป็นนานแล้วแต่ยังไม่คล่อง ก็ต้องระวังด้วย สำหรับรถเครื่องนั้นตัวร้าย ชอบแซงขึ้นมาปิดทางขวางหน้า ทำให้เราต้องเบรกตัวโก่งอยู่บ่อยๆ รถเข็นก็ต้องระวังด้วย บางครั้งเข็นสวนทางมา เกะกะอยู่ข้างทางเป็นประจำ
๒๖. ระวังก้อนดินเหลวๆ ที่หล่นมาจากรถขนดินในหน้าฝน ลื่นมาก (เคยล้มมาแล้ว)
๒๗. ระวังก้อนหินเพียงก้อนเดียว เดี่ยวๆ โดดๆ ด้วย เคยมีนักแข่งประเทศเราไปเสียชีวิตต่างประเทศแล้วด้วย
๒๘. ไหล่ทางต่างระดับถนนต่างจังหวัด ให้ระวัง หากพลาดลงไป อย่ารีบหักกลับขึ้นมา จะคว่ำได้ ให้ประคองรถตรงไปเรื่อยๆ และเบาความเร็วลง จนกว่าจะมีทางเรียบให้ขึ้น หากไม่มีควรจอดจูงขึ้น
๒๙. ถ้ามีข้อความ “อันตราย – โปรดห่าง – ขอบคุณมาก” ติดอยู่ด้านหลังที่เสื้อหรือที่บังโคลนท้ายก็จะดี (ทดลองแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ บนถนนต่างจังหวัด รถที่เห็นป้ายข้อความข้างต้น ถ้าด้านรถสวนว่าง เขาจะขับห่างออกไปทางขวามากๆ เลย ถ้าทางรถสวนไม่ว่าง เขาก็จะขับให้ล้อขวาทับเส้นกลางถนน เพื่อเปิดทางซ้ายให้ห่างจากเรา แต่ก็ไม่ควรไว้ใจป้าย 100 % นัก เพราะบนถนนยังมีผู้ที่ขับรถแบบบ้าบิ่น คึกคะนอง เอาแต่ใจตัวเอง เมา หลับใน ใจลอย มือใหม่ กินยาม้า โรคประสาท และอื่นๆ อีก ต้องระวังให้จงหนักด้วยเพื่อช่วยตัวเอง)
๓๐. จงแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในละแวกนั้นด้วย เช่น เมื่อเห็นซากศพ จงภาวนาในใจว่า จุตติ จุตตํ อรหัง พุทโธ ดวงวิญญาณของท่านจงไปสู่สุคติภพเถิด ขณะที่เริ่มเคลื่อนรถออกจากบ้านทุกครั้งที่ไปทางไกล ควรแผ่เมตตาว่า .. สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ, สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ, สัพเพ สัตตา อัพยาปัชฌา โหนตุ, สัพเพ สัตตา อะนีฆา โหนตุ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ, สรรพสัตว์ทั้งหลาย ผีเปรตผีพรายผีร้ายผีตายโหงทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มาเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้ทุกข์กายทุกข์ใจเลย จงรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด สัตว์ทั้งหลายที่มีบาปมีเคราะห์ก็ขอให้อย่าได้มาประสพเคราะห์กรรมที่ข้าพเจ้าเลย จงไปประสพในที่ห่างไกลออกไปเถิด
๓๑. สำหรับใน กทม. ถ้าจะให้ปลอดภัยจริงๆ ก็ขึ้นไปขี่บนฟุตบาทเลย ไม่มีใครว่าหรอก ระวังชนคน–คนชน ก็แล้วกัน
๓๒. การขี่ขึ้นเนินสูงชัน ควรถอยก้นไปท้ายอานนิดหนึ่ง แล้วถีบเท้าไปข้างหน้าแล้วกดลงแล้วดึงขึ้นให้เท้าหมุนในลักษณะเป็นวงกลม จะมีแรงอัดทำให้ไต่ขึ้นได้มากขึ้น (ข้อนี้แถมสำหรับน้องใหม่ที่เริ่มขี่ออกทัวร์ทางไกลกับชมรมฯ)
------------------------------
(แก้ไขปรับปรุงเมื่อ ๒๙ มีค. ๓๗ : นายเนตร สงวนสัตย์ โทร.089-8133936)
ของฝาก..จากประสบการณ์ของ “ลุงเนตร”
ข้อพึงสังวรระวังในขณะขี่รถจักรยาน ๒ ล้อ.. เพื่อความปลอดภัยของท่าน
๑. ต้องรู้เขา–รู้เรา "รู้เขา" คือ รู้ว่ารถของเขาเร็ว, แรง, แข็งกว่าของเรา "รู้เรา" คือ รถของเราเล็กที่สุดที่วิ่งอยู่บนถนน อุปกรณ์ชิ้นส่วนทุกชิ้นย่อมเล็กและมีสมรรถนะต่ำกว่ารถเขาอื่น ฉะนั้น จงอย่าซ่า ! จะเจ็บตัว.!
๒. ในช่วงที่รถมาก อย่าขี่เร็วมากนัก เนื่องจากเบรกไม่ใช่ดิสเบรก หน้ายางที่เกาะถนนเล็กนิดเดียว อาจลื่นไถลล้มได้ง่าย ถ้าฝนตกถนนย่อมลื่น ต้องขี่ช้าลง เพื่อความปลอดภัย ป้องกันการลื่นล้ม
๓. ยางเบรกต้องจับล้อหยุดนิ่งทั้ง ๒ ล้อ มือเบรกต้องตั้งให้อยู่ในระยะห่างเท่ากันทั้ง ๒ ข้าง ทุกครั้งที่เบรกต้องเบรกพร้อมกันทั้งล้อหน้าและล้อหลังและโดยแรงบีบเท่าๆ กันด้วย
๔. กระดิ่ง ควรต้องมี เพราะรถวิ่งเงียบ เมื่อรถวิ่งอยู่ในซอยที่เด็กวิ่งหรือเดินกันอยู่ขวักไขว่ เด็กจะได้หลบให้
๕. หมั่นสังเกตตะเกียบคู่หน้าและซี่ลวด หากคด งอ หลวม หรือขาด ต้องรีบเปลี่ยน หรือขันให้แน่น
๖. เฟืองพลาสติกที่ตีนผี หากสึกเกินพิกัดจนโซ่ติดขัดต้องเปลี่ยน
๗. ควรขี่ชิดขอบทางด้านซ้ายให้มากที่สุดเสมอ บังคับรถให้วิ่งตรงไปข้างหน้าโดยไม่ส่ายเซ มีสมาธิมองตรงหน้าแน่วแน่
๘. ระวัง “หลุมและสิ่งกีดขวางบนถนน เช่น ก้อนหิน ขวด ท่อนไม้ แก้วกระจกรถยนต์แตก ตะปู ฯลฯ และกิ่งไม้ที่ทอดลงมาจะแทงตาหรือโดนศีรษะ”
๙. ก่อนเปลี่ยนช่องทางวิ่ง ต้องเหลียวมองรถข้างหลังก่อนทุกครั้ง โดยรถไม่ส่ายหรือเซ อย่าขี่ฉวัดเฉวียนส่ายซิกแซกซ่า !
๑๐. ขี่กลางคืน ควรมีไฟหน้า–หลัง หรือมีแผ่นสีสะท้อนแสงติดให้รถอื่นเห็นไกลๆ ด้วย
๑๑. ขณะขี่จะผ่านรถที่จอดข้างทาง ต้องดูเข้าไปข้างในรถนั้นด้วยว่า มีคนจะเปิดประตูออกมาขวางทางเราหรือไม่
๑๒. ถนนบางแห่งมีเหล็กปิดฝาท่อระบายน้ำเป็นร่อง ต้องดูว่าเป็นร่องตามขวางหรือร่องตามยาว ถ้าเป็นร่องตามยาวต้องหลบหลีกให้พ้น หากไม่หลบล้อที่เล็กกว่าร่องจะตกลงไปติด ทำให้หกคะเมนตีลังกาได้
๑๓. "หู” ต้องฟังด้วยว่า รถที่วิ่งส่งเสียงตามมาข้างหลังเป็นรถอะไร ถ้าเป็นรถใหญ่ควรหันไปมองด้วยว่า ที่เขาวิ่งกันมาในลักษณะนั้น เราจะต้องหลบเขาให้ชิดขอบทางอีกหรือไม่
๑๔. ขณะที่ขี่อยู่ หากมีรถรับจ้างตีคู่ จงดูข้างหน้าด้วยว่า มีผู้โดยสารจะเรียกรถรับจ้างนั้นหรือไม่ หากมีต้องชะลอรถให้ช้าลง เพราะถ้าผู้โดยสารเรียก รถรับจ้างจะปาดเข้าไปรับทันที เขามักจะไม่สนหรอกว่ารถเราเล็กและอยู่ในความเร็วเช่นไร เมื่อเบาให้เขาเข้าไปแล้ว เราก็ขี่ตรงไปได้ปลอดภัย ต้องรู้ว่ารถรับจ้างทุกคันต่างวิ่งล่าเหยื่ออยู่ด้วยความหิว เมื่อพบเหยื่อจะโขยกเข้าขย้ำทันที ไม่ดูตาม้าตาเรือกันนักหรอก
๑๕. ระวัง “รถเมล์” ปาดหน้าเข้าจอดป้าย โดยไม่สนใจรถเล็กอย่างเรา “ข้าใหญ่และมีเหล็กหุ้มเนื้อข้าอยู่ ข้าย่อมไม่เจ็บ ถ้าเอ็งไม่ระวังข้า เอ็งเจ็บก็เรื่องของเอ็ง เอ็งตาย..ข้าก็หนี !
๑๖. เมื่อขี่จวนจะถึงทางแยกซ้าย ให้สังเกตด้วยว่ามีรถตีคู่อยู่ทางขวาหรือเปล่า ถ้ามีจงระวังเขาอาจเลี้ยวซ้ายปาดหน้าเราเข้าซอย อาจทำให้เบรกไม่ทันและชนเขาได้
๑๗. ขณะที่รถใหญ่จอดรอเลี้ยวอยู่กลางถนน ต้องสังเกตว่า ถ้าเขาเลี้ยวขวาและเราก็จะเลี้ยวขวา ให้เข้าไปอยู่ทางซ้ายของเขา แล้วเลี้ยวขวาพร้อมเขา ถ้าเขาเลี้ยวซ้ายและเราก็จะเลี้ยวซ้าย ให้เข้าไปอยู่ทางขวาของเขาแล้วเลี้ยวซ้ายพร้อมเขา จงอย่าไปอยู่ผิดข้าง จะทำให้ถูกเบียดออกไปอยู่กลางถนน หรือเข้าไปใต้ท้องรถใหญ่ได้
๑๘. ทางลงสะพานที่ลาดต่ำและโค้งด้วย เช่น สะพานพุทธและสะพานปกเกล้า ช่วงเช้ารถเมล์เติมน้ำมันเต็มถังอาจมีบางคันทำหกราดถนนไว้ จงอย่าลงเร็วและมองให้ดี จะได้หลบทันไม่เข้าไปลื่นล้ม
๑๙. ควรสวมหมวกกันน๊อคและถุงมือ เพื่อป้องกันอวัยวะที่ถูกสวมอยู่นั้นไปกระทบกับของแข็ง เมื่อรถล้มย่อมหนักเป็นเบา
๒๐. หากรถติดกันเป็นแพบนถนน ให้ออกวิ่งกลางถนนตามรถเครื่องไป แต่ต้องระวังคนเดินข้ามถนน คนออกมาจากซอกของรถที่จอดติดกันอยู่ รถเครื่องที่เปลี่ยนช่องทางออกมาขวางทางวิ่งของเรา ระวังรถที่สวนมา อาจจะแซงกินทางเข้ามาปิดช่องทางด้วย อย่าเหม่อและอย่าใจลอยเป็นอันขาด
๒๑. หากมีสุนัขอยู่ข้างถนน เก้ๆ กังๆ จะข้ามถนน ต้องระวังโดยชะลอความเร็ว ดูให้แน่ใจก่อนจึงผ่านไป
๒๒. จงระวังสุนัขเกเรข้างทางไล่กัดน่อง สัญชาติญาณจะบอกเองว่า ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากเขี้ยวอันแหลมคมนั้น สำหรับผมเคยใช้วิธี "ตะโกนสุดเสียง" มาแล้วได้ผล ถ้าหลายตัวก็ต้องจอดเอารถกันหรือหาไม้ ก้อนหินช่วย
๒๓. ถึงทางแยก .. ทางโค้ง .. ทางเลี้ยว .. ทางคับขัน ต้องลดความเร็ว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
๒๔. ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด โดยต้องศึกษาให้ทราบอย่างถ่องแท้ ปฏิบัติได้ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัย
๒๕. ต้องรู้ถึงจิตใจของผู้ขับรถแต่ละชนิดบนถนนด้วยว่า เขาชอบขับรถกันอย่างไร เช่น รถเมล์ ชอบขับในลักษณะที่ว่าข้าใหญ่ นึกจะเข้าหรือออก ก็พารถเข้าออกไปเลย รถอื่นที่เล็กกว่าต้องชะลอให้ รถรับจ้าง พอเห็นผู้โดยสารเรียกก็จะรีบเข้าไป รถเก๋งส่วนตัวมีหลายประเภท ที่ต้องระวังให้มากก็พวกรถซิ่ง .. รถซ่า (รถซิ่งผู้ชายหนุ่มน้อยๆ ขับ ส่วนรถซ่า .. ผู้หญิงสาวหน่อยๆ ขับ) แล้วรถที่ผู้หญิงเพิ่งขับเป็นใหม่ๆ หรือเป็นนานแล้วแต่ยังไม่คล่อง ก็ต้องระวังด้วย สำหรับรถเครื่องนั้นตัวร้าย ชอบแซงขึ้นมาปิดทางขวางหน้า ทำให้เราต้องเบรกตัวโก่งอยู่บ่อยๆ รถเข็นก็ต้องระวังด้วย บางครั้งเข็นสวนทางมา เกะกะอยู่ข้างทางเป็นประจำ
๒๖. ระวังก้อนดินเหลวๆ ที่หล่นมาจากรถขนดินในหน้าฝน ลื่นมาก (เคยล้มมาแล้ว)
๒๗. ระวังก้อนหินเพียงก้อนเดียว เดี่ยวๆ โดดๆ ด้วย เคยมีนักแข่งประเทศเราไปเสียชีวิตต่างประเทศแล้วด้วย
๒๘. ไหล่ทางต่างระดับถนนต่างจังหวัด ให้ระวัง หากพลาดลงไป อย่ารีบหักกลับขึ้นมา จะคว่ำได้ ให้ประคองรถตรงไปเรื่อยๆ และเบาความเร็วลง จนกว่าจะมีทางเรียบให้ขึ้น หากไม่มีควรจอดจูงขึ้น
๒๙. ถ้ามีข้อความ “อันตราย – โปรดห่าง – ขอบคุณมาก” ติดอยู่ด้านหลังที่เสื้อหรือที่บังโคลนท้ายก็จะดี (ทดลองแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ บนถนนต่างจังหวัด รถที่เห็นป้ายข้อความข้างต้น ถ้าด้านรถสวนว่าง เขาจะขับห่างออกไปทางขวามากๆ เลย ถ้าทางรถสวนไม่ว่าง เขาก็จะขับให้ล้อขวาทับเส้นกลางถนน เพื่อเปิดทางซ้ายให้ห่างจากเรา แต่ก็ไม่ควรไว้ใจป้าย 100 % นัก เพราะบนถนนยังมีผู้ที่ขับรถแบบบ้าบิ่น คึกคะนอง เอาแต่ใจตัวเอง เมา หลับใน ใจลอย มือใหม่ กินยาม้า โรคประสาท และอื่นๆ อีก ต้องระวังให้จงหนักด้วยเพื่อช่วยตัวเอง)
๓๐. จงแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในละแวกนั้นด้วย เช่น เมื่อเห็นซากศพ จงภาวนาในใจว่า จุตติ จุตตํ อรหัง พุทโธ ดวงวิญญาณของท่านจงไปสู่สุคติภพเถิด ขณะที่เริ่มเคลื่อนรถออกจากบ้านทุกครั้งที่ไปทางไกล ควรแผ่เมตตาว่า .. สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ, สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ, สัพเพ สัตตา อัพยาปัชฌา โหนตุ, สัพเพ สัตตา อะนีฆา โหนตุ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ, สรรพสัตว์ทั้งหลาย ผีเปรตผีพรายผีร้ายผีตายโหงทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มาเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้ทุกข์กายทุกข์ใจเลย จงรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด สัตว์ทั้งหลายที่มีบาปมีเคราะห์ก็ขอให้อย่าได้มาประสพเคราะห์กรรมที่ข้าพเจ้าเลย จงไปประสพในที่ห่างไกลออกไปเถิด
๓๑. สำหรับใน กทม. ถ้าจะให้ปลอดภัยจริงๆ ก็ขึ้นไปขี่บนฟุตบาทเลย ไม่มีใครว่าหรอก ระวังชนคน–คนชน ก็แล้วกัน
๓๒. การขี่ขึ้นเนินสูงชัน ควรถอยก้นไปท้ายอานนิดหนึ่ง แล้วถีบเท้าไปข้างหน้าแล้วกดลงแล้วดึงขึ้นให้เท้าหมุนในลักษณะเป็นวงกลม จะมีแรงอัดทำให้ไต่ขึ้นได้มากขึ้น (ข้อนี้แถมสำหรับน้องใหม่ที่เริ่มขี่ออกทัวร์ทางไกลกับชมรมฯ)
------------------------------
(แก้ไขปรับปรุงเมื่อ ๒๙ มีค. ๓๗ : นายเนตร สงวนสัตย์ โทร.089-8133936)
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*
- ลุงเนตร
- ขาประจำ
- โพสต์: 19650
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 19:20
- Tel: 0898133936
- team: อิสระ
- Bike: Trek 3900, Dark Rock ทัวร์ริ่ง
- ตำแหน่ง: ๔๖๕ ซอยจ่าโสด ถนนทางรถไฟเก่า แขวง,เขตบางนา กทม.๑๐๒๖๐
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
*..เรื่องที่สาม..*
-(((((..ขี่รถจักรยานแล้วได้อะไรบ้าง..)))))-
*****
1. ได้ออกกำลังกาย ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้โรคที่ เป็นอยู่หายได้โดยไม่ต้องพึ่งหมอกินยากับยังป้องกันไม่ให้ เกิดเป็นโรคร้ายต่าง ๆ เช่น ความดัน, เบาหวาน, อัมพฤกษ์, อัมพาต ได้อีกด้วย
2. ได้สุขภาพกายและจิตดี..ที่ไม่มีขาย.ทำให้เกิดขึ้นกับตนเองได้ จากการขี่จักรยาน
3. ได้รับความภูมิใจ..ที่ไม่มีขาย..ต้องทำให้เกิดขึ้นกับตนเอง เช่น เขาขับรถยนต์ไป จ.เชียงใหม่ 10 ช.ม.ถึง.. เราขี่จักรยาน ไป 6 วัน ก็ถึง จ.เชียงใหม่ เหมือนกัน
4. ได้ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าใช้พาหนะที่มีเครื่องยนต์อื่น ๆ
5. ได้พบปะพูดคุย, เห็นการเป็นอยู่และการทำมาหากินของ ประชาชนตามรายทางที่ขี่จักรยานผ่าน
6. ได้รู้จักเอาชนะตนเองด้วยความพยายาม
7. ได้รับความปลอดภัยมากกว่าใช้พาหนะที่ใช้เครื่องยนต์อื่น ๆ
8. ได้ทานอาหารสารพัดตามต้องการ เพราะในร่างกายไม่มีโรค ร้ายที่จะต้องจำกัดอาหาร
9. ได้เพื่อนจากสังคมอื่นอีกมากมายมาเป็นสังคมเดียวกัน คือ สังคมชาวจักรยานที่อบอุ่นช่วยเหลือเจือจุนกันเสมือนญาติพี่ น้อง
10. ได้รับความสนุกจากการไปขี่รถจักรยานแข่งขันตาม สนามแข่งในจังหวัดต่าง ๆ
11. ได้มีรถใช้ส่วนตัว เสมือนกับผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว ขี่ไป ทำงานหรือไปทำธุระต่าง ๆ ใน กทม.ได้สะดวก
12. ได้คุ้มครองชีวิตของตนเองขณะที่ขี่จักรยานไปในที่ต่าง ๆ
13. ได้สนองนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนและเชิญชวนให้ ประชาชนออกกำลังกายเพื่อร่างกายจะได้แข็งแรงกันมาก ๆ ทั้งประเทศ แล้วรัฐฯจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินค่าชดเชย 30.- บาท รักษาทุกโรค
14. ได้สนองนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้ประหยัด พลังงานน้ำมัน
15. ได้คำจำกัดความสุดวิเศษมาทำให้ตนเองมีความมานะและ อดทนว่า “มีความสุขอยู่กับความเหนื่อยยากลำบากของ ตนเองขณะขี่จักรยาน” คือ เมื่อขี่จักรยานไปนาน ๆ จนถึง ขนาดขี่ไปได้ทั้งวัน ไม่ว่าฝนจะตก..ฟ้าจะร้อง.ลมจะแรง.. แดดจะออก..เหงื่อจะไหล...ท้องจะหิว..ได้บ่อย ๆ แล้วจะได้ พบกับสัจธรรมข้อนี้
16. ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เช่น สายลม..แสงแดด..
เม็ดฝน, ได้เห็นสรรพสิ่งสองข้างทางที่ผ่านอย่างช้า ๆ ชัดเจน, ได้ยินเสียงของสรรพสัตว์อย่างชัดเจน, ได้กลิ่นหอม ของดอกไม้...เมื่อยามที่ได้ขี่จักรยานอยู่ในชนบท
17. ได้เป็นผู้ที่ไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียในด้านการลดควันและ เสียง จากท่อไอเสียรถที่ใช้เครื่องยนต์
18. ได้เข้าไปอยู่ใน “โลกของคนชอบจักรยาน” ที่มีแต่ชาว จักรยานเท่านั้นที่จะเข้าใจ ว่าเป็นโลกที่น่าอยู่
19. ได้ท่องเที่ยวแบบประหยัด และได้รับความรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ มากมายกว่านั่ง ๆ นอน ๆ รอวัน..อยู่ที่บ้าน
20. ได้รับภาพพจน์ที่ดีจากสายตาผู้อื่น เช่น เป็นคนแข็งแรง, เป็น นักกีฬา, เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น
ดังนี้ เราจึงควรรีบไปซื้อหารถจักรยานมาขี่กัน เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของตัวเราเองและเพื่อนร่วมชาติก็จะมีความสุขไปพร้อม ๆ กับเรา ประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรื่องสืบไปด้วย.
***********
-(((((..ขี่รถจักรยานแล้วได้อะไรบ้าง..)))))-
*****
1. ได้ออกกำลังกาย ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้โรคที่ เป็นอยู่หายได้โดยไม่ต้องพึ่งหมอกินยากับยังป้องกันไม่ให้ เกิดเป็นโรคร้ายต่าง ๆ เช่น ความดัน, เบาหวาน, อัมพฤกษ์, อัมพาต ได้อีกด้วย
2. ได้สุขภาพกายและจิตดี..ที่ไม่มีขาย.ทำให้เกิดขึ้นกับตนเองได้ จากการขี่จักรยาน
3. ได้รับความภูมิใจ..ที่ไม่มีขาย..ต้องทำให้เกิดขึ้นกับตนเอง เช่น เขาขับรถยนต์ไป จ.เชียงใหม่ 10 ช.ม.ถึง.. เราขี่จักรยาน ไป 6 วัน ก็ถึง จ.เชียงใหม่ เหมือนกัน
4. ได้ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าใช้พาหนะที่มีเครื่องยนต์อื่น ๆ
5. ได้พบปะพูดคุย, เห็นการเป็นอยู่และการทำมาหากินของ ประชาชนตามรายทางที่ขี่จักรยานผ่าน
6. ได้รู้จักเอาชนะตนเองด้วยความพยายาม
7. ได้รับความปลอดภัยมากกว่าใช้พาหนะที่ใช้เครื่องยนต์อื่น ๆ
8. ได้ทานอาหารสารพัดตามต้องการ เพราะในร่างกายไม่มีโรค ร้ายที่จะต้องจำกัดอาหาร
9. ได้เพื่อนจากสังคมอื่นอีกมากมายมาเป็นสังคมเดียวกัน คือ สังคมชาวจักรยานที่อบอุ่นช่วยเหลือเจือจุนกันเสมือนญาติพี่ น้อง
10. ได้รับความสนุกจากการไปขี่รถจักรยานแข่งขันตาม สนามแข่งในจังหวัดต่าง ๆ
11. ได้มีรถใช้ส่วนตัว เสมือนกับผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว ขี่ไป ทำงานหรือไปทำธุระต่าง ๆ ใน กทม.ได้สะดวก
12. ได้คุ้มครองชีวิตของตนเองขณะที่ขี่จักรยานไปในที่ต่าง ๆ
13. ได้สนองนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนและเชิญชวนให้ ประชาชนออกกำลังกายเพื่อร่างกายจะได้แข็งแรงกันมาก ๆ ทั้งประเทศ แล้วรัฐฯจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินค่าชดเชย 30.- บาท รักษาทุกโรค
14. ได้สนองนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้ประหยัด พลังงานน้ำมัน
15. ได้คำจำกัดความสุดวิเศษมาทำให้ตนเองมีความมานะและ อดทนว่า “มีความสุขอยู่กับความเหนื่อยยากลำบากของ ตนเองขณะขี่จักรยาน” คือ เมื่อขี่จักรยานไปนาน ๆ จนถึง ขนาดขี่ไปได้ทั้งวัน ไม่ว่าฝนจะตก..ฟ้าจะร้อง.ลมจะแรง.. แดดจะออก..เหงื่อจะไหล...ท้องจะหิว..ได้บ่อย ๆ แล้วจะได้ พบกับสัจธรรมข้อนี้
16. ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เช่น สายลม..แสงแดด..
เม็ดฝน, ได้เห็นสรรพสิ่งสองข้างทางที่ผ่านอย่างช้า ๆ ชัดเจน, ได้ยินเสียงของสรรพสัตว์อย่างชัดเจน, ได้กลิ่นหอม ของดอกไม้...เมื่อยามที่ได้ขี่จักรยานอยู่ในชนบท
17. ได้เป็นผู้ที่ไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียในด้านการลดควันและ เสียง จากท่อไอเสียรถที่ใช้เครื่องยนต์
18. ได้เข้าไปอยู่ใน “โลกของคนชอบจักรยาน” ที่มีแต่ชาว จักรยานเท่านั้นที่จะเข้าใจ ว่าเป็นโลกที่น่าอยู่
19. ได้ท่องเที่ยวแบบประหยัด และได้รับความรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ มากมายกว่านั่ง ๆ นอน ๆ รอวัน..อยู่ที่บ้าน
20. ได้รับภาพพจน์ที่ดีจากสายตาผู้อื่น เช่น เป็นคนแข็งแรง, เป็น นักกีฬา, เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น
ดังนี้ เราจึงควรรีบไปซื้อหารถจักรยานมาขี่กัน เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของตัวเราเองและเพื่อนร่วมชาติก็จะมีความสุขไปพร้อม ๆ กับเรา ประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรื่องสืบไปด้วย.
***********
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*
- ลุงเนตร
- ขาประจำ
- โพสต์: 19650
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 19:20
- Tel: 0898133936
- team: อิสระ
- Bike: Trek 3900, Dark Rock ทัวร์ริ่ง
- ตำแหน่ง: ๔๖๕ ซอยจ่าโสด ถนนทางรถไฟเก่า แขวง,เขตบางนา กทม.๑๐๒๖๐
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
*..เรื่องที่สี่..*
“ ปั่นรถถีบไปทำงาน”
******
การที่ผมต้องขึ้นรถเมล์ที่แออัดยัดเยียดอยู่ด้วยผู้โดยสารขนาดขึ้นไม่ได้ต้องโหนอยู่ที่บันไดอีกหลายคนอยู่เป็นประจำวันทุกเช้า-เย็น จากบ้านที่โพธิ์สามต้น ฝั่งธน ไปทำงานการรถไฟฯ ที่โรงงานมักกะสัน ประตูน้ำ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 ได้รับความไม่สะดวกหลายประการเกี่ยวกับการเดินทางไปทำงาน เช่น ทุกเช้าต้องเดินออกจากบ้านประมาณ 200 เมตรไปที่ป้ายรถเมล์ แล้วต้องคอยรถเมล์กว่าจะมาก็ช้าบ้างเร็วบ้าง รถเมล์มาขึ้นได้แล้ว (บางคันแน่น ขึ้นไม่ได้) ก็เคลื่อนตัวไปได้ช้ามากเพราะต้องชะลอความเร็วหรือหยุดเพื่อให้รถออกจากซอย, เลี้ยวเข้าซอย, คนข้ามถนน, ติดไฟแดง ขณะที่ยืนอยู่ในรถเมล์ เกือบทุกวันผู้โดยสารแน่นมากจนกระดิกตัวไม่ได้ ด้วยความแออัดยัดเยียดทำให้ร้อนเหงื่อออกท่วมหน้าจะล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าหลังกางเกงยังไม่ได้ ต้องทนให้เหงื่อไหลเข้าตาจนแห้งเหือดไปเอง นอกจากนั้นแล้วยังเมื่อยแขนที่โหนราวและขืนตัวไม่ให้เซไปโดนผู้อื่น ขาทั้งสองข้างที่ต้องยืนนานนับเป็นชั่วโมง จนนั่งยองส้วมแล้วเจ็บเส้นท้องขาที่ระบมตึงอยู่เป็นประจำ กว่าจะถึงป้ายที่ทำงานต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ลงจากรถเมล์แล้วต้องเดินนับไม้หมอนรองรางรถไฟไปทางทิศตะวันออกซึ่งต้องสวนแสงตะวันยามสายในลักษณะที่เรียกว่าตะวันชอนตาอีกเป็นระยะทางประมาณ 500 เมตร จึงถึงที่ทำงาน โอย..เหนื่อยจัง..ถึงเสียทีที่ทำงาน ตอนเย็นงานเลิก 16.30 น. เดินทางกลับบ้านย้อนเส้นทางเดิมเมื่อตอนเช้า ก็ต้องประสบกับความไม่สะดวกต่าง ๆ นานา เหมือนกับตอนขาไปอีก โอย..เหนื่อย..ถึงบ้านเสียที คนทำงานที่ต้องขึ้นรถเมล์คงจะประสบปัญหาคล้าย ๆ กันกับผมกระมัง
ผมขึ้นรถเมล์ไปทำงานจนถึง พ.ศ.2524 รวมเป็นเวลา 15 ปี ได้รับความลำบากดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นแต่ต้องทน เพราะเป็นพนักงานระดับต่ำเงินเดือนน้อย ใช้จ่ายค่าเครื่องอุปโภคบริโภคภายในเดือนก็แทบจะไม่พอ ไม่มีเงินซื้อรถเครื่องหรือรถยนต์ส่วนตัวมาขับไปทำงาน และไม่ทราบว่ามีทางเลือกอื่นอยู่อีก เมื่อไม่มีรถส่วนตัวก็ต้องขึ้นรถเมล์ วันหนึ่งประมาณกลางปี พ.ศ.2524 ญาติห่าง ๆ มาบอกว่า “ลุง..ผมซื้อรถจักรยานมาขี่ได้ไม่กี่วัน ก็เลิกขี่ ขายให้ลุงหนึ่งพันบาทเอาไหม?” ผมบอกเขาว่า “ลองเอามาให้ดูซิ” เขาก็เอามาให้ดู เมื่อเห็นแล้วก็รู้สึกพอใจกับสภาพของรถ ซึ่งเป็นรถจักรยานแบบสปอร์ท ค่อนข้างใหม่ พร้อมกับคิดว่า “เออ..อันตัวเรานี้ก็ขึ้นรถเมล์ไปทำงานได้รับความลำบากมาหลายปีแล้ว อย่ากระนั้นเลยลองซื้อรถจักรยานมาขี่ไปทำงานน่าจะดีกว่า เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว จึงตอบตกลงซื้อ จ่ายเงินไปหนึ่งพันบาท เขาให้รถจักรยานมา แล้วก็ต้องคิดต่ออีกว่า “จะแต่งตัวอย่างไรถึงจะเหมาะกับการขี่รถจักรยาน” คิดอยู่ไม่นานก็ตกลงใจได้ว่า “นุ่งกางเกงขาสั้น, ใส่เสื้อยืดแขนยาวเพื่อกันแดดและฝุ่น, ใส่หมวกผ้ามีแก๊ปเพื่อกันแดดชอนตา, ใส่ถุงมือ(ซื้อจากร้านซ่อมมอเตอร์ไซด์คู่ละ 35.- บาท) กันเจ็บมือเวลาบีบเบรค, ใส่ถุงเท้าและรองเท้าผ้าใบ, เสื้อผ้าชุดทำงานใส่กระเป๋าผูกไว้บนตะแกรงท้ายรถ เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วและเห็นว่าน่าจะเข้าท่าดีก็ไปซื้อหามาจนครบ เช้าวันรุ่งขึ้นก็ขี่ไปทำงานเลย โดยเมื่อแต่งตัวและเตรียมสัมภาระผูกติดรถจักรยานเรียบร้อยแล้ว จูงรถจักรยานออกพอพ้นประตูรั้วบ้าน หยุดยืนตั้งหลักให้มั่นคง มือทั้งสองจับแฮนด์ซ้ายขวา, เท้าซ้ายยันพื้น, เหวี่ยงขาขวาข้ามอานพร้อมกับยกก้นขึ้นคร่อมนั่งบนอาน เท้าขวากดลงบนบันไดขวาของรถออกแรงแต่เพียงเบา ๆ รถก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าช้า ๆ แล้วกดเท้าทั้งสองข้างซ้ายและขวาลงบนบันไดต่อเนื่องรถก็เคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วตามต้องการ เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย ไปตามซอยสะพานยาว ลัดเลาะตัดตรงถึงท่าน้ำวัดอรุณราชวราราม มือทั้งสองบีบก้านเบรคหยุดรถ เท้าซ้ายยันพื้น เหวี่ยงเท้าขวาไปข้างหลังยกก้นพาขาขวาลงมายืนที่พื้นใกล้บ๊อคพนักงานเก็บค่าโดยสารเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จูงรถเข้าไปจ่ายค่าโดยสารเรือเป็นเงิน 2.- บาท( ปัจจุบัน 4.- บาท เป็นค่าโดยสารทั้งคนและรถจักรยาน) แล้วจูงรถลงเรือ เมื่อเรือแล่นถึงฝั่งตรงข้าม จูงรถขึ้นท่าเรือ ที่มีชื่อเรียกมานานจากอดีตกาลว่า “ท่าเตียน” ผมขี่จากท่าเตียนลัดเลาะขึ้นฟุตบาทติดกับกำแพงพระบรมมหาราชวัง ตัดตรงไปที่วงเวียนหน้ากรมการรักษาดินแดน แล้วเลี้ยวซ้ายเลาะเลียบริมกำแพงวังและวัดพระแก้ว ขวามือผ่านวังสราญรมณ์และกระทรวงกลาโหมที่ประกอบอยู่ด้วยตึกรามเก่าแก่สูงหลายชั้น ด้านหน้าตึกมีปืนใหญ่โบราณที่ปลดระวางการรบแล้วตั้งโชว์ความงามและน่าเกรงขามอยู่หลายกระบอก ถัดไปผ่านศาลเจ้าพ่อหลักเมืองของกรุงเทพมหานคร และที่ทำการศาลฎีกา ซ้ายมือเป็นท้องสนามหลวงหรือทุ่งพระสุเมรุ ที่ในอดีตเคยใช้เป็นสถานที่ฌาปนกิจพระศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์มาแล้วหลายพระองค์ ผ่านสี่แยกไฟแดงที่มุมถนนขวามือมีพระแม่ธรณีบีบมวยผมออกมาเป็นน้ำ ขี่เข้าสู่หัวถนนราชดำเนิน ผ่านโรงแรมรัตนโกสินทร์ในอดีต ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงแรมโรเยล” ส่วนด้านซ้ายมือเป็นตึกที่ทำการของกองสลากกินแบ่งรัฐบาล (กองสลากฯพิมพ์สลากออกจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อเสียงโชค ผู้ใดโชคดีถูกรางวัลที่หนึ่ง ก็กลายเป็นเศรษฐีในพริบตา แต่ส่วนหนึ่งของเงินที่ได้จากการขายสลาก กองสลากฯได้หักแบ่งเข้ารัฐฯเพื่อนำไปใช้ทำนุบำรุงประเทศชาติและประชาชนก่อนแล้วจำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือจากแบ่งให้รัฐฯไปแล้ว จึงจัดแบ่งให้เป็นรางวัลของสลากที่ถูกรางวัลแต่ละรางวัลตามส่วน ตามอัตราการจ่ายเงินรางวัลที่พิมพ์อยู่ด้านหลังของสลากฯ ซึ่งงวดหนึ่ง ๆ รัฐฯได้ส่วนแบ่งหลายสิบล้านบาท) ขี่ไปผ่านสี่แยกคอกวัว ที่ในอดีตคงจะมีคนเอาวัวมาเลี้ยงแถวนี้มากจนได้ชื่อว่า “สี่แยกคอกวัว” ขี่ตรงไปถึงสะพานผ่านฟ้า ซึ่งในอดีตก่อนข้ามสะพานขวามือเคยมีโรงหนังเฉลิมไทยที่ใหญ่โตและสวยงามแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันเลิกกิจการไปนานแล้ว ทำให้ “โลหะปราสาท” ของวัดราชนัดดาวิหารที่สวยงามยิ่งปรากฏแก่สายตาของผู้ที่ผ่านไปมาอยู่ในขณะนี้ ผมขี่ข้ามสะพานผ่านฟ้าแล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหลานหลวง ผ่านสี่แยกหลานหลวง ผ่านสะพานขาว ที่ด้านขวามือเป็นตลาดสี่แยกมหานาค มีพลไม้นานาชนิดขาย ซ้ายมือเป็นโรงพยาบาลมิชชั่น ผมขี่ตรงไปข้ามทางรถไฟยมราชไปถึงสี่แยกอุรุพงศ์ ช่วงนี้เป็นถนนเพชรบุรี ขี่ตรงไปผ่านสี่แยกราชเทวี ที่ปัจจุบันตึกแถวนับสิบห้องด้านขวาเป็นร้านขายแว่นตา แล้วเลยไปถึงสี่แยกประตูน้ำ ผมขี่เลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชปรารภ ซ้ายมือผ่านโรงแรมอินทรา ระดับ 5 ดาว ตึกสูงหลายชั้นและเป็นศูนย์การค้าด้วย ผมขี่ตรงไปเลี้ยวขวาเข้าถนนเลียบทางรถไฟสายตะวันออก ที่ไปสุดปลายทางที่สถานีอรัญญประเทศ ก่อนถึงสถานีมักกะสันเล็กน้อย ผมเลี้ยวซ้ายเข้าประตูโรงงานมักกะสัน (ประตู 1) เข้าไปหลังตึกอำนวยการที่ทำงาน นำรถเข้าไปจอดชิดเสาโรงจอดรถยนต์ คล้องโซ่เส้นเล็กล๊อคกุญแจดอกน้อยไว้กับเสา สายโซ่และกุญแจนั้นป้องกันขโมยได้เพียงผู้ที่จะเอามือมาดึงไม่ออกได้เท่านั้น แล้วหยิบกระเป๋าที่ใส่เสื้อผ้าชุดทำงานขึ้นตึกเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ เช็ดตัว เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นชุดทำงาน เข้าห้องนั่งโต๊ะประจำตำแหน่งเสมียนพิมพ์ดีด ก่อนเวลางานเข้า 8.30 น.อีกชั่วโมงกว่า เหลือเวลาพักผ่อนหายเหนื่อยได้สบายมาก
ผมขี่รถจักรยานไปทำงานวันแรกด้วยความสะดวก, สบายและปลอดภัย พร้อมกับได้ทราบว่า การขี่รถจักรยานไปทำงานนั้น ดีกว่าการขึ้นรถเมล์ไปทำงานมากมายหลายประการ คือ ไม่ต้องเดิน, ไม่ต้องเสียสตางค์ค่ารถเมล์, ไม่ต้องรอรถเมล์, ไม่ต้องไปยืนเบียดเสียดแออัดกับคนอื่นอยู่ในที่แคบ ๆ บนรถเมล์, ไม่ต้องเสียสุขภาพจิตหงุดหงิดเบื่อหน่ายกับสภาพรถติดและอื่น ๆ ของรถเมล์, รถไม่ติดขี่ไปได้เรื่อย ๆ เมื่อใดรถที่มีเครื่องยนต์อื่น ๆ จอดติดกันเต็มถนนไม่มีช่องทางให้พอขี่ผ่านไปได้ก็ยกขึ้นไปขี่บนฟุตบาท พอถนนว่างก็ลงมาขี่บนถนนต่อไป, (ตำรวจจราจรไม่เคยมายุ่งเกี่ยว ไม่สนใจ จะขี่หรือจะเดินจูงอย่างไรตรงไหนเขาก็ไม่ว่า เขาคงคิดว่ารถจักรยานเป็นรถที่ไม่มีเครื่องยนต์ ไม่มีเสียงหรือควันที่ทำให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อื่น ต้องออกแรงขาถีบเองรถถึงเคลื่อนไปได้ ไม่เร็วสวีตสว๊าตเกะกะการจราจร) ได้สัมผัสกับสายลมและแสงแดดยามเช้าทำให้ร่างกายสดชื่น, ได้ออกกำลังกายทำให้ร่างกายแข็งแรง, จิตใจปลอดโปร่ง, สุขภาพจิตดี, แขนขาไม่เมื่อยขบ ที่เมื่อยขบอยู่เมื่อตอนขึ้นรถเมล์ก็หายไปภายในไม่กี่วันหลังจากขี่รถจักรยานไปทำงาน, โก้..เท่..และภูมิใจที่สามารถไปทำงานได้ด้วยแรงขาและความสามารถของตนเอง ระหว่างขี่ก็ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง ตาต้องดูกว้างเท่ากับครึ่งวงกลม หูต้องฟังเสียงรอบกาย ให้รู้ให้เห็นสภาพของการจราจรของรถทุกชนิดที่ใช้ถนนร่วมอยู่กับเรา เพื่อควบคุมการขี่ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแก่ตนเองและผู้อื่น เมื่อขี่นานเข้าก็มีประสบการณ์ให้พึงสังวรณ์ระวังรวมสามสิบกว่าข้อ ซึ่งจะได้กล่าวให้ทราบในโอกาสหน้า พอถึงปี พ.ศ.2525 ขี่รถไปทำงานได้ประมาณ 1 ปี ร่างกายแข็งแรงพอสมควร ทราบข่าวว่า ชมรมจักรยานซุบเปอร์ไฮเวย์ จัดรายการทัวร์จักรยานทางไกล “กรุงเทพฯ – เชียงใหม่” ค่าสมัครคนละ 200.- บาท มีที่นอนและอาหารเย็นให้ มื้อเช้าและกลางวันหาทานเอง ระหว่างเดินทางมีกรรมการควบคุมดูแลความเรียบร้อยของขบวน มีช่างและแพทย์พยาบาลและรถยนต์ติดตามคอยช่วยเหลือ ผมตกลงใจสมัครไปกับเขาด้วยกับเพื่อนข้างบ้านอีกคนหนึ่ง เราช่วยกันปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ของรถจักรยานให้เหมาะสมแก่การขี่ทางไกล โดยเปลี่ยนแฮนด์เป็นแบบของรถจักรยานเสือหมอบและเปลี่ยนอุปกรณ์อื่น ๆ อีกสามสี่อย่างก็ใช้ได้ ถึงกำหนดวันออกเดินทางมีสมาชิกรวมเดินทาง 120 คน ผมสามารถขี่ไปกับเขาได้ตลอดรอดฝั่งไม่ล้มไม่ล้าหลัง ขี่กันไปเป็นขบวนแถวตอนเรียงสี่เต็มครึ่งถนน มีรถตำรวจทางหลวงนำไปตลอดทางด้วย ใช้เวลาเดินทาง 6 วัน รวมระยะทาง 745 กิโลเมตร เที่ยวกลับผมนำรถจักรยานขึ้นรถไฟกลับคนเดียวเพราะเป็นพนักงานการรถไฟฯ ได้รับสวัสดิการให้โดยสารรถไฟฟรีทั้งครอบครัวปีละ 2 ครั้ง ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2528 ได้ขอย้ายไปทำงานที่สำนักงานใหญ่การรถไฟฯ ยศเส ก็ยังคงใช้รถจักรยานขี่ไปทำงานอยู่เหมือนเดิม โดยเมื่อขี่ออกจากบ้านไปถึงวงเวียนกรมการรักษาดินแดนแล้ว ขี่ตรงเข้าสู่ถนนเจริญกรุงตรงสะพานมอญ ข้ามสะพานไปสัก 20 เมตร ซ้ายมือมีโรงเรียนสอนขับรถยนต์ “ส. สะพานมอญ”ปัจจุบันยังมีอยู่ ผมขี่ชิดขอบถนนซ้ายมือมากที่สุดโดยตลอด ผ่านสี่แยกหัวเม็ดที่มีร้านขายเพชรพลอยตั้งอยู่มากมายแถวนั้น เลยไปผ่านเฉลิมกรุง หัวมุมถนนด้านขวามือมีโรงหนังเฉลิมกรุงตั้งอยู่จนปัจจุบัน ตรงไปผ่านสี่แยกสามยอด ข้ามสะพานเหล็กบน ตรงไปผ่านสี่แยกวัดตึก ตรงไปผ่านวัดเล่งเน่ยยี่ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นวัดจีน ชาวจีนสร้างขึ้นไว้สำหรับไปกราบไหว้และทำบุญกันเป็นประจำ ยิ่งตอนวันสารทหรือตรุษจีนด้วยแล้วยิ่งมากเป็นพิเศษ ผ่านไปจนถึงแยกขวามือที่ในอดีตเคยมีโรงหนังเท็กซัส (ปัจจุบันไม่มีแล้ว กลายเป็นร้านสุกี้) และทะลุไปบรรจบกับถนนเยาวราชได้ ผมขี่ตรงไปจนผ่านห้าแยก (แยกแรกก็คือถนนเจริญกรุงที่ขี่มา, แยกที่สองซ้ายมือเป็นถนนมิตรพันธ์ไปสู่วงเวียน 22 กรกฎา, แยกที่สามถนนเส้นตรงกันข้ามกับถนนเจริญกรุง ตึกแถวซ้ายมือเป็นร้านขายลูกเป็ดและลูกไก่และไข่ข้าวที่ฟักไม่เป็นตัวแต่ไม่เน่า มีพ่อค้าหรือแม่ค้าไปซื้อแล้วนำมาต้มขายเป็นกับแกล้มเหล้า ช่วงเย็นย่ำแดดร่มลมตกได้เป็นอย่างดี ราคาไม่แพงด้วย แถวปากซอยหรือหน้าวัดทั่วไปมักมีพ่อค้าแม่ค้าหาบไปวางขายเป็นประจำ แยกที่สี่เยื้องไปทางขวานิด หัวมุมถนนซ้ายมือเป็นตึกที่ทำการธนาคารเอเซีย ถ้าตรงไปจะผ่านวัดไตรมิตรและวงเวียนโรงหนังนิวโอเดียนที่เลิกกิจการไปแล้ว เส้นนี้เป็นถนนเจริญกรุงต่อเลยไปจนถึงสี่พระยา..บางรัก..ตรอกจันทร์..ยานนาวา..ถนนตก เป็นอันสิ้นสุดถนนเจริญกรุงที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผมขี่ชิดซ้ายสุด ๆ เลี้ยวซ้ายถนนมิตรพันธ์เข้าวงเวียน 22 กรกฎา แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนมิตรพันธ์ ตรงไปเลี้ยวขวาขึ้นสะพานนพวงศ์ ลงสะพานเลี้ยวซ้ายเข้าที่ทำงาน สำนักงานใหญ่การรถไฟฯ ยศเส จอดรถใส่กุญแจไว้กับเสาโรงเก็บรถยนต์ ด้วยโซ่เส้นเล็กและกุญแจดอกน้อย ซึ่งกันได้เพียงมือคนดึงไม่ออกเท่านั้น ไม่อาจป้องกันกรรไกรตัดเหล็กได้ (ประมาณปี พ.ศ.2538 รถจักรยานที่ขี่ไปทำงานและจอดไว้เช่นนั้นทุกวัน ถูกขะโมยไปคันหนึ่ง โดยตัดกุญแจแล้วทิ้งพร้อมโซ่ไว้ให้ดูต่างหน้าว่า “ข้าเอารถจักรยานเอ็งไปแล้ว” เป็นรถเสือภูเขา ซื้อมาจากประเทศสิงคโปร์ ราคาหมื่นเจ็ดพัน ใช้งานได้ 2 ปี สภาพยังดี เสียดายจัง แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจรถไฟนพวงศ์ ที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุติดกับที่ทำการ แล้วก็ทำใจว่า “เออ..เอ็งเก่งที่กล้าขโมยของข้า กลางวันแสก ๆ ในที่ทำการรถไฟที่ใหญ่โตเช่นนี้” แล้วก็ไปซื้อผ่อนมาใหม่ดีกว่าแพงกว่าคันเก่าด้วย) ต่อจากนั้นก็หยิบกระเป๋าเสื้อผ้าที่บรรจุชุดใส่ทำงานและผ้าเช็ดตัว เดินขึ้นตึก เข้าห้องน้ำ อาบน้ำ เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าใสชุดทำงานเดินเข้าห้องทำงานนั่งโต๊ะประจำตำแหน่งเสมียนพิมพ์ดีดพักผ่อนก่อนเวลางานเข้า ซึ่งยังเหลือเวลาอีก 1 ชั่วโมงกว่า สมัยที่ขึ้นรถเมล์น่ะหรือ ไปทำงานเกือบไม่ทันทุกวัน เหนื่อยก็เหนื่อย เมื่อยก็เมื่อย ไม่มีเวลานั่งพักถึงที่ทำงานก็ต้องทำงานเลย
ถึงปัจจุบันนี้ผมคิดว่ารถจักรยานเป็นพาหนะส่วนตัวที่วิเศษที่สุดกว่าพาหนะอื่น ๆ เพราะผมใช้ขี่มาแล้วเกือบจะทุกรูปแบบ เช่น ขี่ไปทำงาน, ขี่ออกกำลังกาย, ขี่แข่งขัน, ขี่ไปท่องเที่ยวในที่ต่าง ๆ ทั้งใกล้และไกล, เกือบทั่วประเทศแล้ว และยังเคยนำขึ้นเครื่องบินไปขี่ท่องเที่ยวในต่างประเทศบางประเทศและขี่ไปท่องเที่ยวในต่างประเทศที่ชายแดนติดต่อประเทศไทยอีกหลายประเทศด้วย นอกจากนั้นยังเห็นว่า เป็นพาหนะที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่มีควันพิษและไม่มีเสียงดัง ขณะที่ขี่ท่องเที่ยวได้เข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดมากกว่าและได้ซึมซับกับธรรมชาติและสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่า เพราะเคลื่อนไปด้วยแรงขาปั่นสองล้อจึงหมุนไปไม่เร็วนัก ไม่มีตัวถังรถมาบังสายตาและเสียงของสรรพสัตว์ที่แซ่ซ้องร้องระงบอยู่สองข้างทาง บนเขาใหญ่ตอนเช้าจะเห็นนกนานาชนิด, ลิง และชะนีอยู่บนคาคบไม้สูงลิบส่งเสียงร้องดังโหยหวนเพรียกเรียกหาคู่ครองหรือลูกน้อยเสียงดังลั่นสนั่นป่าอยู่ทั้งใกล้และไกล นอกจากนั้นแล้วยังมีเสียงหรีดหริ่งเรไรและจักจั่นป่าส่งเสียงร้องเซ็งแซ่อยู่ด้วย ผีเสื้อตัวน้อยหลากหลายสีสวยงามบินเวียนว่อนอยู่ทั่วไป บางตัวบินลงเกาะดอกไม้และเล็มเกษรอันหอมหวานน่าทัศนายิ่งนัก.
-----------------------------
“ ปั่นรถถีบไปทำงาน”
******
การที่ผมต้องขึ้นรถเมล์ที่แออัดยัดเยียดอยู่ด้วยผู้โดยสารขนาดขึ้นไม่ได้ต้องโหนอยู่ที่บันไดอีกหลายคนอยู่เป็นประจำวันทุกเช้า-เย็น จากบ้านที่โพธิ์สามต้น ฝั่งธน ไปทำงานการรถไฟฯ ที่โรงงานมักกะสัน ประตูน้ำ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 ได้รับความไม่สะดวกหลายประการเกี่ยวกับการเดินทางไปทำงาน เช่น ทุกเช้าต้องเดินออกจากบ้านประมาณ 200 เมตรไปที่ป้ายรถเมล์ แล้วต้องคอยรถเมล์กว่าจะมาก็ช้าบ้างเร็วบ้าง รถเมล์มาขึ้นได้แล้ว (บางคันแน่น ขึ้นไม่ได้) ก็เคลื่อนตัวไปได้ช้ามากเพราะต้องชะลอความเร็วหรือหยุดเพื่อให้รถออกจากซอย, เลี้ยวเข้าซอย, คนข้ามถนน, ติดไฟแดง ขณะที่ยืนอยู่ในรถเมล์ เกือบทุกวันผู้โดยสารแน่นมากจนกระดิกตัวไม่ได้ ด้วยความแออัดยัดเยียดทำให้ร้อนเหงื่อออกท่วมหน้าจะล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าหลังกางเกงยังไม่ได้ ต้องทนให้เหงื่อไหลเข้าตาจนแห้งเหือดไปเอง นอกจากนั้นแล้วยังเมื่อยแขนที่โหนราวและขืนตัวไม่ให้เซไปโดนผู้อื่น ขาทั้งสองข้างที่ต้องยืนนานนับเป็นชั่วโมง จนนั่งยองส้วมแล้วเจ็บเส้นท้องขาที่ระบมตึงอยู่เป็นประจำ กว่าจะถึงป้ายที่ทำงานต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ลงจากรถเมล์แล้วต้องเดินนับไม้หมอนรองรางรถไฟไปทางทิศตะวันออกซึ่งต้องสวนแสงตะวันยามสายในลักษณะที่เรียกว่าตะวันชอนตาอีกเป็นระยะทางประมาณ 500 เมตร จึงถึงที่ทำงาน โอย..เหนื่อยจัง..ถึงเสียทีที่ทำงาน ตอนเย็นงานเลิก 16.30 น. เดินทางกลับบ้านย้อนเส้นทางเดิมเมื่อตอนเช้า ก็ต้องประสบกับความไม่สะดวกต่าง ๆ นานา เหมือนกับตอนขาไปอีก โอย..เหนื่อย..ถึงบ้านเสียที คนทำงานที่ต้องขึ้นรถเมล์คงจะประสบปัญหาคล้าย ๆ กันกับผมกระมัง
ผมขึ้นรถเมล์ไปทำงานจนถึง พ.ศ.2524 รวมเป็นเวลา 15 ปี ได้รับความลำบากดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นแต่ต้องทน เพราะเป็นพนักงานระดับต่ำเงินเดือนน้อย ใช้จ่ายค่าเครื่องอุปโภคบริโภคภายในเดือนก็แทบจะไม่พอ ไม่มีเงินซื้อรถเครื่องหรือรถยนต์ส่วนตัวมาขับไปทำงาน และไม่ทราบว่ามีทางเลือกอื่นอยู่อีก เมื่อไม่มีรถส่วนตัวก็ต้องขึ้นรถเมล์ วันหนึ่งประมาณกลางปี พ.ศ.2524 ญาติห่าง ๆ มาบอกว่า “ลุง..ผมซื้อรถจักรยานมาขี่ได้ไม่กี่วัน ก็เลิกขี่ ขายให้ลุงหนึ่งพันบาทเอาไหม?” ผมบอกเขาว่า “ลองเอามาให้ดูซิ” เขาก็เอามาให้ดู เมื่อเห็นแล้วก็รู้สึกพอใจกับสภาพของรถ ซึ่งเป็นรถจักรยานแบบสปอร์ท ค่อนข้างใหม่ พร้อมกับคิดว่า “เออ..อันตัวเรานี้ก็ขึ้นรถเมล์ไปทำงานได้รับความลำบากมาหลายปีแล้ว อย่ากระนั้นเลยลองซื้อรถจักรยานมาขี่ไปทำงานน่าจะดีกว่า เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว จึงตอบตกลงซื้อ จ่ายเงินไปหนึ่งพันบาท เขาให้รถจักรยานมา แล้วก็ต้องคิดต่ออีกว่า “จะแต่งตัวอย่างไรถึงจะเหมาะกับการขี่รถจักรยาน” คิดอยู่ไม่นานก็ตกลงใจได้ว่า “นุ่งกางเกงขาสั้น, ใส่เสื้อยืดแขนยาวเพื่อกันแดดและฝุ่น, ใส่หมวกผ้ามีแก๊ปเพื่อกันแดดชอนตา, ใส่ถุงมือ(ซื้อจากร้านซ่อมมอเตอร์ไซด์คู่ละ 35.- บาท) กันเจ็บมือเวลาบีบเบรค, ใส่ถุงเท้าและรองเท้าผ้าใบ, เสื้อผ้าชุดทำงานใส่กระเป๋าผูกไว้บนตะแกรงท้ายรถ เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วและเห็นว่าน่าจะเข้าท่าดีก็ไปซื้อหามาจนครบ เช้าวันรุ่งขึ้นก็ขี่ไปทำงานเลย โดยเมื่อแต่งตัวและเตรียมสัมภาระผูกติดรถจักรยานเรียบร้อยแล้ว จูงรถจักรยานออกพอพ้นประตูรั้วบ้าน หยุดยืนตั้งหลักให้มั่นคง มือทั้งสองจับแฮนด์ซ้ายขวา, เท้าซ้ายยันพื้น, เหวี่ยงขาขวาข้ามอานพร้อมกับยกก้นขึ้นคร่อมนั่งบนอาน เท้าขวากดลงบนบันไดขวาของรถออกแรงแต่เพียงเบา ๆ รถก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าช้า ๆ แล้วกดเท้าทั้งสองข้างซ้ายและขวาลงบนบันไดต่อเนื่องรถก็เคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วตามต้องการ เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย ไปตามซอยสะพานยาว ลัดเลาะตัดตรงถึงท่าน้ำวัดอรุณราชวราราม มือทั้งสองบีบก้านเบรคหยุดรถ เท้าซ้ายยันพื้น เหวี่ยงเท้าขวาไปข้างหลังยกก้นพาขาขวาลงมายืนที่พื้นใกล้บ๊อคพนักงานเก็บค่าโดยสารเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จูงรถเข้าไปจ่ายค่าโดยสารเรือเป็นเงิน 2.- บาท( ปัจจุบัน 4.- บาท เป็นค่าโดยสารทั้งคนและรถจักรยาน) แล้วจูงรถลงเรือ เมื่อเรือแล่นถึงฝั่งตรงข้าม จูงรถขึ้นท่าเรือ ที่มีชื่อเรียกมานานจากอดีตกาลว่า “ท่าเตียน” ผมขี่จากท่าเตียนลัดเลาะขึ้นฟุตบาทติดกับกำแพงพระบรมมหาราชวัง ตัดตรงไปที่วงเวียนหน้ากรมการรักษาดินแดน แล้วเลี้ยวซ้ายเลาะเลียบริมกำแพงวังและวัดพระแก้ว ขวามือผ่านวังสราญรมณ์และกระทรวงกลาโหมที่ประกอบอยู่ด้วยตึกรามเก่าแก่สูงหลายชั้น ด้านหน้าตึกมีปืนใหญ่โบราณที่ปลดระวางการรบแล้วตั้งโชว์ความงามและน่าเกรงขามอยู่หลายกระบอก ถัดไปผ่านศาลเจ้าพ่อหลักเมืองของกรุงเทพมหานคร และที่ทำการศาลฎีกา ซ้ายมือเป็นท้องสนามหลวงหรือทุ่งพระสุเมรุ ที่ในอดีตเคยใช้เป็นสถานที่ฌาปนกิจพระศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์มาแล้วหลายพระองค์ ผ่านสี่แยกไฟแดงที่มุมถนนขวามือมีพระแม่ธรณีบีบมวยผมออกมาเป็นน้ำ ขี่เข้าสู่หัวถนนราชดำเนิน ผ่านโรงแรมรัตนโกสินทร์ในอดีต ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงแรมโรเยล” ส่วนด้านซ้ายมือเป็นตึกที่ทำการของกองสลากกินแบ่งรัฐบาล (กองสลากฯพิมพ์สลากออกจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อเสียงโชค ผู้ใดโชคดีถูกรางวัลที่หนึ่ง ก็กลายเป็นเศรษฐีในพริบตา แต่ส่วนหนึ่งของเงินที่ได้จากการขายสลาก กองสลากฯได้หักแบ่งเข้ารัฐฯเพื่อนำไปใช้ทำนุบำรุงประเทศชาติและประชาชนก่อนแล้วจำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือจากแบ่งให้รัฐฯไปแล้ว จึงจัดแบ่งให้เป็นรางวัลของสลากที่ถูกรางวัลแต่ละรางวัลตามส่วน ตามอัตราการจ่ายเงินรางวัลที่พิมพ์อยู่ด้านหลังของสลากฯ ซึ่งงวดหนึ่ง ๆ รัฐฯได้ส่วนแบ่งหลายสิบล้านบาท) ขี่ไปผ่านสี่แยกคอกวัว ที่ในอดีตคงจะมีคนเอาวัวมาเลี้ยงแถวนี้มากจนได้ชื่อว่า “สี่แยกคอกวัว” ขี่ตรงไปถึงสะพานผ่านฟ้า ซึ่งในอดีตก่อนข้ามสะพานขวามือเคยมีโรงหนังเฉลิมไทยที่ใหญ่โตและสวยงามแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันเลิกกิจการไปนานแล้ว ทำให้ “โลหะปราสาท” ของวัดราชนัดดาวิหารที่สวยงามยิ่งปรากฏแก่สายตาของผู้ที่ผ่านไปมาอยู่ในขณะนี้ ผมขี่ข้ามสะพานผ่านฟ้าแล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหลานหลวง ผ่านสี่แยกหลานหลวง ผ่านสะพานขาว ที่ด้านขวามือเป็นตลาดสี่แยกมหานาค มีพลไม้นานาชนิดขาย ซ้ายมือเป็นโรงพยาบาลมิชชั่น ผมขี่ตรงไปข้ามทางรถไฟยมราชไปถึงสี่แยกอุรุพงศ์ ช่วงนี้เป็นถนนเพชรบุรี ขี่ตรงไปผ่านสี่แยกราชเทวี ที่ปัจจุบันตึกแถวนับสิบห้องด้านขวาเป็นร้านขายแว่นตา แล้วเลยไปถึงสี่แยกประตูน้ำ ผมขี่เลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชปรารภ ซ้ายมือผ่านโรงแรมอินทรา ระดับ 5 ดาว ตึกสูงหลายชั้นและเป็นศูนย์การค้าด้วย ผมขี่ตรงไปเลี้ยวขวาเข้าถนนเลียบทางรถไฟสายตะวันออก ที่ไปสุดปลายทางที่สถานีอรัญญประเทศ ก่อนถึงสถานีมักกะสันเล็กน้อย ผมเลี้ยวซ้ายเข้าประตูโรงงานมักกะสัน (ประตู 1) เข้าไปหลังตึกอำนวยการที่ทำงาน นำรถเข้าไปจอดชิดเสาโรงจอดรถยนต์ คล้องโซ่เส้นเล็กล๊อคกุญแจดอกน้อยไว้กับเสา สายโซ่และกุญแจนั้นป้องกันขโมยได้เพียงผู้ที่จะเอามือมาดึงไม่ออกได้เท่านั้น แล้วหยิบกระเป๋าที่ใส่เสื้อผ้าชุดทำงานขึ้นตึกเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ เช็ดตัว เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นชุดทำงาน เข้าห้องนั่งโต๊ะประจำตำแหน่งเสมียนพิมพ์ดีด ก่อนเวลางานเข้า 8.30 น.อีกชั่วโมงกว่า เหลือเวลาพักผ่อนหายเหนื่อยได้สบายมาก
ผมขี่รถจักรยานไปทำงานวันแรกด้วยความสะดวก, สบายและปลอดภัย พร้อมกับได้ทราบว่า การขี่รถจักรยานไปทำงานนั้น ดีกว่าการขึ้นรถเมล์ไปทำงานมากมายหลายประการ คือ ไม่ต้องเดิน, ไม่ต้องเสียสตางค์ค่ารถเมล์, ไม่ต้องรอรถเมล์, ไม่ต้องไปยืนเบียดเสียดแออัดกับคนอื่นอยู่ในที่แคบ ๆ บนรถเมล์, ไม่ต้องเสียสุขภาพจิตหงุดหงิดเบื่อหน่ายกับสภาพรถติดและอื่น ๆ ของรถเมล์, รถไม่ติดขี่ไปได้เรื่อย ๆ เมื่อใดรถที่มีเครื่องยนต์อื่น ๆ จอดติดกันเต็มถนนไม่มีช่องทางให้พอขี่ผ่านไปได้ก็ยกขึ้นไปขี่บนฟุตบาท พอถนนว่างก็ลงมาขี่บนถนนต่อไป, (ตำรวจจราจรไม่เคยมายุ่งเกี่ยว ไม่สนใจ จะขี่หรือจะเดินจูงอย่างไรตรงไหนเขาก็ไม่ว่า เขาคงคิดว่ารถจักรยานเป็นรถที่ไม่มีเครื่องยนต์ ไม่มีเสียงหรือควันที่ทำให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อื่น ต้องออกแรงขาถีบเองรถถึงเคลื่อนไปได้ ไม่เร็วสวีตสว๊าตเกะกะการจราจร) ได้สัมผัสกับสายลมและแสงแดดยามเช้าทำให้ร่างกายสดชื่น, ได้ออกกำลังกายทำให้ร่างกายแข็งแรง, จิตใจปลอดโปร่ง, สุขภาพจิตดี, แขนขาไม่เมื่อยขบ ที่เมื่อยขบอยู่เมื่อตอนขึ้นรถเมล์ก็หายไปภายในไม่กี่วันหลังจากขี่รถจักรยานไปทำงาน, โก้..เท่..และภูมิใจที่สามารถไปทำงานได้ด้วยแรงขาและความสามารถของตนเอง ระหว่างขี่ก็ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง ตาต้องดูกว้างเท่ากับครึ่งวงกลม หูต้องฟังเสียงรอบกาย ให้รู้ให้เห็นสภาพของการจราจรของรถทุกชนิดที่ใช้ถนนร่วมอยู่กับเรา เพื่อควบคุมการขี่ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแก่ตนเองและผู้อื่น เมื่อขี่นานเข้าก็มีประสบการณ์ให้พึงสังวรณ์ระวังรวมสามสิบกว่าข้อ ซึ่งจะได้กล่าวให้ทราบในโอกาสหน้า พอถึงปี พ.ศ.2525 ขี่รถไปทำงานได้ประมาณ 1 ปี ร่างกายแข็งแรงพอสมควร ทราบข่าวว่า ชมรมจักรยานซุบเปอร์ไฮเวย์ จัดรายการทัวร์จักรยานทางไกล “กรุงเทพฯ – เชียงใหม่” ค่าสมัครคนละ 200.- บาท มีที่นอนและอาหารเย็นให้ มื้อเช้าและกลางวันหาทานเอง ระหว่างเดินทางมีกรรมการควบคุมดูแลความเรียบร้อยของขบวน มีช่างและแพทย์พยาบาลและรถยนต์ติดตามคอยช่วยเหลือ ผมตกลงใจสมัครไปกับเขาด้วยกับเพื่อนข้างบ้านอีกคนหนึ่ง เราช่วยกันปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ของรถจักรยานให้เหมาะสมแก่การขี่ทางไกล โดยเปลี่ยนแฮนด์เป็นแบบของรถจักรยานเสือหมอบและเปลี่ยนอุปกรณ์อื่น ๆ อีกสามสี่อย่างก็ใช้ได้ ถึงกำหนดวันออกเดินทางมีสมาชิกรวมเดินทาง 120 คน ผมสามารถขี่ไปกับเขาได้ตลอดรอดฝั่งไม่ล้มไม่ล้าหลัง ขี่กันไปเป็นขบวนแถวตอนเรียงสี่เต็มครึ่งถนน มีรถตำรวจทางหลวงนำไปตลอดทางด้วย ใช้เวลาเดินทาง 6 วัน รวมระยะทาง 745 กิโลเมตร เที่ยวกลับผมนำรถจักรยานขึ้นรถไฟกลับคนเดียวเพราะเป็นพนักงานการรถไฟฯ ได้รับสวัสดิการให้โดยสารรถไฟฟรีทั้งครอบครัวปีละ 2 ครั้ง ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2528 ได้ขอย้ายไปทำงานที่สำนักงานใหญ่การรถไฟฯ ยศเส ก็ยังคงใช้รถจักรยานขี่ไปทำงานอยู่เหมือนเดิม โดยเมื่อขี่ออกจากบ้านไปถึงวงเวียนกรมการรักษาดินแดนแล้ว ขี่ตรงเข้าสู่ถนนเจริญกรุงตรงสะพานมอญ ข้ามสะพานไปสัก 20 เมตร ซ้ายมือมีโรงเรียนสอนขับรถยนต์ “ส. สะพานมอญ”ปัจจุบันยังมีอยู่ ผมขี่ชิดขอบถนนซ้ายมือมากที่สุดโดยตลอด ผ่านสี่แยกหัวเม็ดที่มีร้านขายเพชรพลอยตั้งอยู่มากมายแถวนั้น เลยไปผ่านเฉลิมกรุง หัวมุมถนนด้านขวามือมีโรงหนังเฉลิมกรุงตั้งอยู่จนปัจจุบัน ตรงไปผ่านสี่แยกสามยอด ข้ามสะพานเหล็กบน ตรงไปผ่านสี่แยกวัดตึก ตรงไปผ่านวัดเล่งเน่ยยี่ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นวัดจีน ชาวจีนสร้างขึ้นไว้สำหรับไปกราบไหว้และทำบุญกันเป็นประจำ ยิ่งตอนวันสารทหรือตรุษจีนด้วยแล้วยิ่งมากเป็นพิเศษ ผ่านไปจนถึงแยกขวามือที่ในอดีตเคยมีโรงหนังเท็กซัส (ปัจจุบันไม่มีแล้ว กลายเป็นร้านสุกี้) และทะลุไปบรรจบกับถนนเยาวราชได้ ผมขี่ตรงไปจนผ่านห้าแยก (แยกแรกก็คือถนนเจริญกรุงที่ขี่มา, แยกที่สองซ้ายมือเป็นถนนมิตรพันธ์ไปสู่วงเวียน 22 กรกฎา, แยกที่สามถนนเส้นตรงกันข้ามกับถนนเจริญกรุง ตึกแถวซ้ายมือเป็นร้านขายลูกเป็ดและลูกไก่และไข่ข้าวที่ฟักไม่เป็นตัวแต่ไม่เน่า มีพ่อค้าหรือแม่ค้าไปซื้อแล้วนำมาต้มขายเป็นกับแกล้มเหล้า ช่วงเย็นย่ำแดดร่มลมตกได้เป็นอย่างดี ราคาไม่แพงด้วย แถวปากซอยหรือหน้าวัดทั่วไปมักมีพ่อค้าแม่ค้าหาบไปวางขายเป็นประจำ แยกที่สี่เยื้องไปทางขวานิด หัวมุมถนนซ้ายมือเป็นตึกที่ทำการธนาคารเอเซีย ถ้าตรงไปจะผ่านวัดไตรมิตรและวงเวียนโรงหนังนิวโอเดียนที่เลิกกิจการไปแล้ว เส้นนี้เป็นถนนเจริญกรุงต่อเลยไปจนถึงสี่พระยา..บางรัก..ตรอกจันทร์..ยานนาวา..ถนนตก เป็นอันสิ้นสุดถนนเจริญกรุงที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผมขี่ชิดซ้ายสุด ๆ เลี้ยวซ้ายถนนมิตรพันธ์เข้าวงเวียน 22 กรกฎา แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนมิตรพันธ์ ตรงไปเลี้ยวขวาขึ้นสะพานนพวงศ์ ลงสะพานเลี้ยวซ้ายเข้าที่ทำงาน สำนักงานใหญ่การรถไฟฯ ยศเส จอดรถใส่กุญแจไว้กับเสาโรงเก็บรถยนต์ ด้วยโซ่เส้นเล็กและกุญแจดอกน้อย ซึ่งกันได้เพียงมือคนดึงไม่ออกเท่านั้น ไม่อาจป้องกันกรรไกรตัดเหล็กได้ (ประมาณปี พ.ศ.2538 รถจักรยานที่ขี่ไปทำงานและจอดไว้เช่นนั้นทุกวัน ถูกขะโมยไปคันหนึ่ง โดยตัดกุญแจแล้วทิ้งพร้อมโซ่ไว้ให้ดูต่างหน้าว่า “ข้าเอารถจักรยานเอ็งไปแล้ว” เป็นรถเสือภูเขา ซื้อมาจากประเทศสิงคโปร์ ราคาหมื่นเจ็ดพัน ใช้งานได้ 2 ปี สภาพยังดี เสียดายจัง แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจรถไฟนพวงศ์ ที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุติดกับที่ทำการ แล้วก็ทำใจว่า “เออ..เอ็งเก่งที่กล้าขโมยของข้า กลางวันแสก ๆ ในที่ทำการรถไฟที่ใหญ่โตเช่นนี้” แล้วก็ไปซื้อผ่อนมาใหม่ดีกว่าแพงกว่าคันเก่าด้วย) ต่อจากนั้นก็หยิบกระเป๋าเสื้อผ้าที่บรรจุชุดใส่ทำงานและผ้าเช็ดตัว เดินขึ้นตึก เข้าห้องน้ำ อาบน้ำ เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าใสชุดทำงานเดินเข้าห้องทำงานนั่งโต๊ะประจำตำแหน่งเสมียนพิมพ์ดีดพักผ่อนก่อนเวลางานเข้า ซึ่งยังเหลือเวลาอีก 1 ชั่วโมงกว่า สมัยที่ขึ้นรถเมล์น่ะหรือ ไปทำงานเกือบไม่ทันทุกวัน เหนื่อยก็เหนื่อย เมื่อยก็เมื่อย ไม่มีเวลานั่งพักถึงที่ทำงานก็ต้องทำงานเลย
ถึงปัจจุบันนี้ผมคิดว่ารถจักรยานเป็นพาหนะส่วนตัวที่วิเศษที่สุดกว่าพาหนะอื่น ๆ เพราะผมใช้ขี่มาแล้วเกือบจะทุกรูปแบบ เช่น ขี่ไปทำงาน, ขี่ออกกำลังกาย, ขี่แข่งขัน, ขี่ไปท่องเที่ยวในที่ต่าง ๆ ทั้งใกล้และไกล, เกือบทั่วประเทศแล้ว และยังเคยนำขึ้นเครื่องบินไปขี่ท่องเที่ยวในต่างประเทศบางประเทศและขี่ไปท่องเที่ยวในต่างประเทศที่ชายแดนติดต่อประเทศไทยอีกหลายประเทศด้วย นอกจากนั้นยังเห็นว่า เป็นพาหนะที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่มีควันพิษและไม่มีเสียงดัง ขณะที่ขี่ท่องเที่ยวได้เข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดมากกว่าและได้ซึมซับกับธรรมชาติและสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่า เพราะเคลื่อนไปด้วยแรงขาปั่นสองล้อจึงหมุนไปไม่เร็วนัก ไม่มีตัวถังรถมาบังสายตาและเสียงของสรรพสัตว์ที่แซ่ซ้องร้องระงบอยู่สองข้างทาง บนเขาใหญ่ตอนเช้าจะเห็นนกนานาชนิด, ลิง และชะนีอยู่บนคาคบไม้สูงลิบส่งเสียงร้องดังโหยหวนเพรียกเรียกหาคู่ครองหรือลูกน้อยเสียงดังลั่นสนั่นป่าอยู่ทั้งใกล้และไกล นอกจากนั้นแล้วยังมีเสียงหรีดหริ่งเรไรและจักจั่นป่าส่งเสียงร้องเซ็งแซ่อยู่ด้วย ผีเสื้อตัวน้อยหลากหลายสีสวยงามบินเวียนว่อนอยู่ทั่วไป บางตัวบินลงเกาะดอกไม้และเล็มเกษรอันหอมหวานน่าทัศนายิ่งนัก.
-----------------------------
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*
- ลุงเนตร
- ขาประจำ
- โพสต์: 19650
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 19:20
- Tel: 0898133936
- team: อิสระ
- Bike: Trek 3900, Dark Rock ทัวร์ริ่ง
- ตำแหน่ง: ๔๖๕ ซอยจ่าโสด ถนนทางรถไฟเก่า แขวง,เขตบางนา กทม.๑๐๒๖๐
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
*..เรื่องที่ห้า..* (ไม่ได้ส่งซักเขต คิด..พิมพ์..แล้วเก็บ)
บ้านเลขที่ 35/63 หมู่ 3 ซอยจ่าโสด ถนน ทางรถไฟเก่า แขวงบางนา เขตบางนา กทม. 10260 โทร.02-1731767, 089-8133936
21 กันยาน 2549
เรื่อง การส่งเสริมให้ประชาชนใช้รถจักรยาน
เรียน ผอ.เขต ฯ
สิ่งที่ส่งมาด้วย 1. เอกสาร “ขี่จักรยานมีแต่ได้สิ่งดี..ไม่มีเสีย”
2. เอกสาร “ขี่จักรยานแล้วได้อะไรบ้าง”
3. ปั่นรถถีบไปทำงาน
จากที่ผมได้ไปร่วมกิจกรรมของชมรมจักรยานพญาไท ไบท์ กับเขตราชเทวี และชมรมเด็กไทยปลอดภัย โดยได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.ส. ด้วยการดำเนินการกิจกรรมในโครงการรณรงค์ลดการใช้พลังงานบนเส้นทางจักรยาน เมื่อวันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2549 ความละเอียดทราบอยู่แล้ว นั้น
ผมได้ความคิดว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่ดีมีประโยชน์กับเยาวชนและประชาชนในสังคมอื่น ๆ ตลอดถึงประเทศชาติด้วยเป็นอย่างยิ่ง สมควรส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดขึ้นในทุกชุมชน ทั่วกรุงเทพมหานคร และบ่อย ๆ ด้วย เพราะกิจกรรมเช่นนี้ เป็นการปลูกฝังให้เยาวชนทราบถึงคุณประโยชน์ของรถจักรยานว่า นอกจากปั่นเล่นสนุกสนานแล้วยังทำให้ได้ออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บไขได้ป่วย ประหยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ อีกด้วย นับเป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนให้เห็นคุณค่าของรถจักรยาน จะได้ใช้จักรยานเป็นพาหนะส่วนตัวเดินทางไปทำธุระในชีวิตประจำวันกันมากขึ้นและตลอดไปจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ดังนั้น “เขตราชเทวี” ควรอย่างยิ่งที่จะร่วมกับ “กลุ่มพญาไท ไบท์” จัดให้มีกิจกรรมเช่นนั้นทุก ๆ อาทิตย์ที่ 4 ของเดือน โดยนัดเยาวชนที่ชอบขี่จักรยานและมีจักรยานอยู่แล้ว มารวมตัวกันที่เขตฯ แล้วควบคุมดูแลพาขี่ไปท้องสนามหลวงให้ขี่เล่นรอบสนามหลวงสักหนึ่งหรือสองชั่วโมงแล้วพากลับ
กิจกรรมเช่นนี้ ควรอย่างยิ่งที่กรุงเทพมหานคร ต้องสนับสนุนให้เกิดมีขึ้นทุกเขต, ทุกชุมชน ที่อยู่ห่างจากท้องสนามหลวงในระยะขี่จักรยานไม่เกิน 30 นาที ในวันอาทิตย์ที่ 4 ของทุกเดือน ให้ไปขี่จักรยานกันหลาย ๆ ชุมชน, หลาย ๆ เขต แล้วจะมีเยาวชนไปร่วมขี่จักรยานกันเป็นจำนวนมากที่ท้องสนามหลวงจะดูดี และทำให้เกิดธุรกิจการค้าอื่นๆ ตามขึ้นมาด้วย เช่น การให้เช่ารถจักรยานขี่เหมือนสมัยเมื่อ 40 ปี มาแล้ว
ในส่วนของเขตอื่น ๆ ที่ไกลจากท้องสนามหลวงควรทำในลักษณะเดียวกันด้วย โดยหาสถานที่ที่เหมาะสมคล้ายท้องสนามหลวง จัดกิจกรรมนำเยาวชนตามชุมชนต่าง ๆ ของเขตนั้น ๆ ขี่จักรยานไปขี่ ในหลักการเดียวกันกับ “เขตราชเทวี” จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสขี่รถจักรยานอันจะทำให้เกิดความสนุกสนาน, ร่างกายแข็งแรง, ห่างไกลเกมกด, หนังสือกาตูน และยาเสพติดต่าง ๆ เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นเยาวชนทีดีของชุมชน, ของเขต, ของสังคม, ของประเทศชาติในอนาคตด้วย
นอกจากนั้น กรุงเทพมหานคร ควรสร้างโอกาสและส่งเสริมสนับสนุนให้เยาวชนมีทางเฉพาะจักรยานสามารถขี่จักรยานไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัยจริง ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองเห็นถึงความปลอดภัยอย่างแท้จริงต่างให้การสนับสนุนซื้อจักรยานให้ลูกขี่ไปโรงเรียนกันทุกคน
อีกประการหนึ่ง ปัจจุบันประชาชนที่อาศัยอยู่ในทุกชุมชน, ทุกแขวง, ทุกเขต ในกรุงเทพมหานคร ส่วนมากเดินออกจากบ้านไปขึ้นรถเครื่องรับจ้างไปปากซอยแล้วขึ้นรถขนส่งมวลชนที่ปากซอยต่อไปทำงาน ส่วนน้อยเดินจากบ้านไปขึ้นรถขนส่งมวลขนที่ปากซอยต่อไปทำงาน และอีกส่วนหนึ่งใช้พาหนะส่วนตัวไปทำงาน เช่น รถมอเตอร์ไซด์ หรือรถยนต์ เป็นต้น
ในฐานะที่ผมขี่รถจักรยานไปทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 ถึงปัจจุบันนานกว่า25 ปี และออกจากงานแล้วก็ยังขี่อยู่จนปัจจุบัน ล่าสุดได้ดำเนินโครงการทำ 1 ใน 60 ล้านความดี ถวายในหลวง ด้วยการขี่จักรยาน 4 ภาค เกือบรอบประเทศไทย รวม 79 วัน เพื่อนำประสบการณ์จริงของผมที่ได้มาจากการขี่จักรยานมา 24 ปีเศษแล้วนั้น ไปบอกกับประชาชนตามรายทางที่ผ่านและตามอำเภอหรือจังหวัดที่เข้าพักในแต่ละวันว่า “ขี่จักรยานแล้วได้แต่สิ่งดี..ไม่มีเสีย” และ “ขี่จักรยานแล้วได้อะไรบ้าง” ระหว่างวันที่ 21 พ.ค. – 7 ส.ค.49
แล้วนั้น
ผมมีความคิดส่วนตัวใคร่ขออนุญาตเสนอกับกรุงเทพมหานครว่า ควรอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางทำให้ประชาชนทั้ง 3 ส่วนนั้น เห็นคุณประโยชน์ของจักรยาน แล้วไปซื้อหามาขี่จากบ้านไปจอดไว้ปากซอย แล้วขึ้นรถขนส่งมวลชนต่อไปทำงานกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ยกเว้นผู้ที่ขี่จักรยานไม่เป็นเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการดีกับประชาชนและประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง การจะทำให้เป็นไปได้ดังกล่าวแล้วข้างต้น จะต้องประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้.-
1. คณะรัฐบาลผู้บริหารประเทศ รวมทั้ง กทม.ที่เป็นหน่วยงานใกล้ชิดกับประชาชน ต้องเห็นด้วยอย่างจริงจังกับคนขี่จักรยานว่า จักรยานมีประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติมากมายจริง ๆ ตามเอกสารแนบ แล้วให้การส่งเสริมสนับสนุนทุกวิถีทาง โดย
1.1 สั่งการไปที่เขตต่าง ๆ ทุกเขต ให้ประสานกับประธานชุมชนในทุกแขวงของเขต ทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทุกคนในชุมชนของตนได้ทราบถึงคุณประโยชน์ของจักรยานว่ามีมากมายแค่ไหนเพียงใด และมีโทษน้อยนิดแค่ไหนด้วยการแจกเอกสาร “ขี่จักรยานมีแต่ได้สิ่งดี..ไม่มีเสีย” และ “ขี่จักรยานแล้วได้อะไรบ้าง” ให้ประชาชนทุกคนได้อ่านและอธิบายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้พร้อมกับเชิญชวนให้ลูกบ้านที่อยู่ในชุมชนนั้น ๆ ไปซื้อหาจักรยานมาขี่กัน ทางหอกระจายข่าวของชุมชนบ่อย ๆ ด้วย
1.2 สั่งการให้ทุกเขตจัดทำทางเฉพาะจักรยานร่วมกับคนเดินเท้าในทุกตรอกทุกซอย
ในลักษณะใช้แท่งปูนกั้นเป็นกำแพงด้านนอกทางเท้า ขนาดกว้างประมาณ 1 วา ปรับพื้นผิวทางเฉพาะจักรยานให้มีสภาพราบเรียบมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทำโครงหลังคามีร่มเงาเถากระดังงาหรือไม้ดอกไม้ประดับอื่น ๆ ให้เกิดร่มบังแดดไม่ร้อน
1.3 จัดทำที่รับฝากจอดจักรยาน เสียค่าจอด แจกบัตรจอด พร้อมพนักงานดูแลให้พอเพียงกับจำนวนรถจักรยานของแต่ละปากซอย
1.4 ในส่วนของริมถนนใหญ่ ควรจัดให้มีทางเฉพาะจักรยานไว้รองรับความต้องการของประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ของแขวง, เขต ต่าง ๆ ที่เมื่อขี่จักรยานอยู่ในซอยนาน ๆ เข้ามีความสามารถและแข็งแรงมากขึ้น พร้อมที่จะปั่นต่อจากปากซอยไปถึงที่ทำงานที่อยู่ไกลออกไปอีกตั้งแต่ 5 ถึง 20 ก.ม.หรือมากกว่านั้นได้ด้วย โดยทำทางจักรยานในลักษณะเดียวกันกับช่องทางเฉพาะจักรยานในซอยนั่นเอง เหตุที่เห็นว่าน่าจะทำทางจักรยานในลักษณะเดียวกันกับในซอยดังกล่าวแล้วได้นั้น เพราะเมื่อประชาชนมาใช้รถจักรยานเป็นพาหนะกันมากขึ้นรถที่ใช้เครื่องยนต์จะน้อยลง ถนนก็จะว่าง พอที่จะทำทางจักรยานได้อย่างพอเพียง ในทางกลับกัน ทางรถยนต์จะแคบลง รถยนต์วิ่งได้ไม่สะดวก ผู้ที่ใช้รถยนต์เห็นว่าใช้จักรยานสะดวกกว่า เดินทางได้เร็วกว่า เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าใช้รถยนต์ (ไม่ต้องเสียค่าประกันรถยนต์และประกันชีวิตตนเองและครอบครัว, ไม่ต้องเสียค่าน้ำมัน,ไม่ต้องเสียค่าป้ายทะเบียนทุกปี, เสียค่าดูแลรักษาจักรยานถูกกว่ามาก) ไม่เสียสุขภาพจิตและมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคร้ายใด ๆ มาเบียดเบียน จึงพากันขายรถยนต์คันละหลายแสนหรือถึงล้านบาทแล้วซื้อจักรยานราคาคันละหมื่นถึงแสนมาขี่กัน การนี้ทำให้รถยนต์น้อยลง ถนนว่างมากขึ้น สามารถขยายทางจักรยานออกไปได้อีก
ผู้ที่ขายรถยนต์แล้วไปซื้อจักรยานมาขี่จะได้ประโยชน์กับตนเองมากมาย เช่น มีเงินเก็บก้อนโตหลายแสนทันทีจากการขายรถยนต์แล้วไปซื้อจักรยานมาขี่, เงินเดือนมีเหลือเก็บมากขึ้นจากการที่ไม่ต้องจ่ายค่าเติมน้ำมันรถ, ไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันรถและตนเองกับครอบครัว, ไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมบำรุงรถยนต์ครั้งละมาก ๆ , ไม่ต้องจ่ายค่าภาษีป้ายทะเบียน เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังทำให้ตนเองมีร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพจิตดี ไม่ต้องไปหาหมอ ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล เงินที่หามาได้ตลอดชีวิตอยู่ครบ และได้อะไรอีกหลาย ๆ อย่างเหมือนกับคนขี่จักรยานดังได้กล่าวแล้วข้างต้นด้วย
ในด้านของประชาชนที่ใช้รถมอเตอร์ไซด์รับจ้างเป็นพาหนะจากหน้าบ้านออกไปปากซอยริมถนนใหญ่เพื่อต่อรถขนส่งมวลชนไปทำงานนั้น เมื่อได้รับทราบประโยชน์ของการขี่จักรจากประธานชุมชนแล้ว ต่างซื้อรถจักรยานมาขี่ไปทำงาน แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ เพียง 3-4 กม.จากหน้าบ้านไปจอดไว้ปากซอยติดถนนใหญ่ แล้วขึ้นรถเมล์ประจำทางหรือรถตู้ไปทำงาน โดยไม่ใช้บริการรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง การนี้ รถมอเตอร์ไซด์รับจ้างต้องเลิกกิจการไปโดยปริยาย แต่นั่นกลับเป็นผลดีแก่ประชาชนที่มีอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างที่มีอยู่ใน กทม.มากมายนั้นด้วยคือ จะได้ไปประกอบอาชีพอื่นที่มั่นคงกว่า มีสวัสดิการเป็นหลักประกันแก่ตนเองและครอบครัว เช่น เข้าไปทำงานในโรงงานหรือบริษัท, ห้าง, ร้าน, รปภ. จะได้รับเงินเดือนประจำแน่นอน บางแห่งมีบ้านให้อยู่, มีสวัสดิการประกันสังคม เจ็บป่วยรักษาพยาบาลฟรี ซึ่งดีกว่าอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ที่ต้องรับภาระซื้อรถเอง, ต้องเสียค่าทะเบียนรายปี, ค่าน้ำมัน, ค่าซ่อมบำรุงรักษา, ค่าปรับเมื่อทำผิดกฎจราจร, ค่าเบี้ยใบ้รายทาง กับได้ชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนทำให้ชาติขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ, ได้ชื่อว่าไม่ประหยัดพลังงานคือน้ำมัน, ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียด้วยควันไอเสียและเสียงดังของเครื่องยนต์, แต่ละวันเสี่ยงอยู่กับการเกิดอุบัติเหตุและต้องรับผิดชอบชีวิตตนเองและผู้โดยสารด้วย อาจตกเป็นผู้ต้องหา “ฆ่าคนตาย” โดยไม่เจตนาได้ เมื่อขับรถรับ-ส่งผู้โดยสารเกิดอุบัติเหตุผู้โดยสารที่ซ้อนท้ายอยู่เสียชีวิต, ไม่มีสวัสดิการใด ๆ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นงานที่หากินไปวัน ๆ ไม่มีหลักประกันอะไรเลย, เฉพาะช่วงเช้ากับช่วงเย็นเท่านั้นที่มีผู้โดยสารมาก นอกจากเวลานั้นแล้วต่างนั่งรอ นอนรอ ชะเง้อคอยมองผู้โดยสารที่นาน ๆ จะมีสักคน ดังนั้น ผู้ที่มีอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง จะได้รับผลพวงจากการรณรงค์ฯของพวกเราเหล่าผู้มีรักในสิ่งเดียวกันคือการปั่นจักรยานในทุก ๆ รูปแบบด้วยอย่างมากดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งเมื่อการเป็นดังนั้น เราจะได้ชื่อว่า “ได้ช่วยประชาชน 4 กลุ่ม” คือ กลุ่มที่ไปทำงานโดยใช้รถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง, กลุ่มที่มีอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง, กลุ่มที่เดินจากบ้านไปขึ้นรถขนส่งมวลชนปากซอยริมถนนใหญ่ และกลุ่มที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว กับยังได้ชื่อว่า “ได้ช่วยชาติไทย” อันเป็นที่รักของเราในทางอ้อมอีกหลายสิ่งหลายประการอีกด้วย
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีผู้ที่จะได้รับผลดีจากการที่ประชาชนในทุกชุมชน, ทุกกลุ่มดังได้กล่าวมาแล้ว ต่างขี่จักรยานไปทำงานอีกด้วย คือ เมื่อมีประชาชนขี่จักรยานมากขึ้น ร้านขายจักรยานต้องขายได้มากขึ้น ต้องมีร้านขายจักรยานมากขึ้น โรงงานต้องผลิตจักรยานมากขึ้น ต้องมีโรงงานผลิตจักรยานมากขึ้น รวมถึงโรงงานผลิตเฉพาะอะไหล่จักรยานก็ต้องมีขึ้น ต้องมีการจ้างแรงงานมากขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย ทำให้รัฐฯเก็บภาษีฯได้มากขึ้น, ในขณะเดียวกันลดประชาชนตกงานได้ส่วนหนึ่ง, ลดจำนวนประชาชนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุขับหรือนั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ลงได้ส่วนหนึ่ง, ลดภาวะสิ่งแวดล้อมเสียจากควันไอเสียและเสียงของรถเครื่องลงส่วนหนึ่ง, ประชาชนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและสุขภาพจิตดีมากขึ้น โครงการ 30.- บาท รักษาทุกโรค รัฐฯจ่ายเงินชดเชยน้อยลง, ประชาชนอยู่ดีกินดีมีสุข มีเงินพอใช้จ่ายไม่ยากจน เป็นการส่งเสริมนโยบายของรัฐฯที่ต้องการทำให้คนจนหมดไป, ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณสร้างถนนเพิ่ม ถนนที่มีอยู่แล้วที่เคยแออัดอยู่ด้วยรถที่ใช้เครื่องยนต์ว่างโล่งไม่แออัดอยู่ด้วยรถที่ใช้เครื่องยนต์อีกต่อไป เพราะประชาชนใช้จักรยานกันมากขึ้น, ขายรถยนต์ที่ใช้อยู่ให้ประเทศเพื่อนบ้านต่างชาติไปและไม่มีประชาชนซื้อรถยนต์เพิ่ม, บ้านเมืองน่าอยู่น่าท่องเที่ยวทำให้ชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยมากมายมหาศาล กิจการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่ม และต้องขยายกิจการให้ใหญ่โตขึ้น เช่น ต้องสร้างโรงแรมเพิ่ม, ร้านอาหารเพิ่ม, ร้านขายของที่ระลึกเพิ่ม, ต้องสร้างรถบัสขนส่งนักท่องเที่ยวเพิ่ม, เครื่องบินต้องเพิ่มเที่ยวบินทุกสายการบิน, ต้องมีการจ้างแรงงานเพิ่ม ลดจำนวนประชาชนตกงานได้อีกทางหนึ่ง รัฐฯได้ภาษีเพิ่มอีกส่วนหนึ่งด้วย
ท้ายที่สุด เมื่อประชาชนใช้รถจักรยานกันมากพอสมควรแล้ว รัฐฯ โดยท่านนายกรัฐมนตรีหัวหน้าคณะรัฐบาลผู้บริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใด สมัยใด ย่อมต้องเห็นดีด้วยจากประโยชน์ที่ได้รับมากมายเห็น ๆ ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น คงจะดูดายอยู่ไม่ได้ ต้องเข้ามาให้การส่งเสริมการนี้ให้เกิดความสะดวกในด้านต่าง ๆ เช่น จัดให้มีทางเฉพาะจักรยานที่ได้มาตรฐานสากลยุโรป, ให้รถจักรยานมีราคาเอื้ออาทร, ให้มีโรงจอดเก็บรถจักรยานทุกสถานที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นบริษัท, ห้าง, ร้าน หรือหน่วยงานของรัฐบาล, ให้มีห้องอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและที่แขวนเก็บเสื้อผ้าตลอดจนราวตากผ้าที่สะดวก, ให้มีกฎหมายคุ้มครองเฉพาะคนขี่และรถจักรยานเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการสัญจรไปมา ทั้งในทางเฉพาะของรถจักรยานและในถนนหนทางที่ต้องขี่ร่วมกับรถที่ใช้เครื่องยนต์ ให้ครอบคลุมถึงสวัสดิภาพและสิทธิอันพึงมีพึงได้สำหรับผู้ขี่รถจักรยานที่เสียภาษีให้แก่รัฐไปพัฒนาประเทศเช่นเดียวกันกับผู้ที่ขับรถที่ใช้เครื่องยนต์, ให้มีการสร้างจิตสำนึกที่ดีแก่ผู้ที่ขับรถที่ใช้เครื่องยนต์ โดยสั่งการให้สื่อของรัฐฯประดามีและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ชี้แนะให้ “ผู้ขับรถที่ใช้เครื่องยนต์” ต่างเห็นและซาบซึ้งอยู่ในจิตสำนึกว่า “คนขี่รถจักรยาน” เทียบเท่ากับเป็นคนสำคัญของประเทศ เป็นคนดี มีเกียรติ ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ เพราะได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองมากมายดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น นอกจากนั้นแล้ว คนขี่รถจักรยานทุกคนต่างมีชีวิตจิตใจและเลือดเนื้อและเป็นคนเหมือนกันกับคนขับรถที่ใช้เครื่องยนต์, เป็นผู้ที่สร้างคุณประโยชน์แก่ประชาชนด้วยกัน, แก่ประเทศชาติบ้านเมือง ไม่เห็นแก่ความสะดวกสบายใส่ตัว ไม่เหมือนกับผู้ที่ใช้รถยนต์ใช้พื้นที่ถนนมากกว่า แล้วยังอาจได้ชื่อว่าช่วยเหลือประเทศชาติน้อยกว่า “คนขี่รถจักรยาน” อีกด้วย
โรงเรียนทุกโรงเรียนทั่วประเทศต้องให้การสนับสนุนนักเรียนที่ขี่จักรยานมาโรงเรียนด้วยการ ให้คะแนนเพิ่มฟรี ๆ เนื่องจากเป็นเด็กที่สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ทำโรงเก็บรถจักร, มีห้องอาบน้ำ, เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว, เก็บสัมภาระ และสถานที่นั่งพักผ่อนก่อนเข้าห้องเรียน
เราต่างทราบกันอยู่ว่า การคิด, เขียน หรือทำอะไรก็ตามมาก ๆ นั้น ย่อมมีโอกาสผิดพลาดมากกว่าคนทำน้อยหรือไม่ได้ทำเลย ดังนั้น ข้อคิดของผมข้างต้นที่ได้นำเสนอมาแล้วยืดยาวมากมายนั้น ย่อมต้องมีส่วนที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย จึงต้องขออนุญาตชี้แจงไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า ขอท่านได้กรุณานำส่วนที่ดีและถูกต้องไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป ส่วนที่ไม่ดีผิดพลาดคลาดเคลื่อนนั้น ปล่อยไว้ที่เดิม กับขอได้รับการอภัยจากทุกท่านด้วย อนึ่ง หากข้อเขียนนี้มีความดีอยู่บ้าง ขอมอบให้กับคณะผู้บริหารประเทศ, ประชาชนและประเทศชาติ และหากมีกุศลเกิดขึ้น ขอมอบให้กับดวงวิญญาณของบิดาและมารดาผู้สร้างข้าพเจ้าให้เกิดมามีชีวิตจิตใจและความคิดอยู่ขณะนี้ด้วยเถิด
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและรีบสั่งดำเนินการโดยด่วนเพื่อประโยชน์และความสุขของประชาชนทั่วประเทศอย่างแท้จริง กับเพื่อความเจริญก้าวหน้าวัฒนาถาวรสืบไปของประเทศชาติอย่างยิ่งและยั่งยืนด้วย.
ขอแสดงความนับถือ
( นายเนตร สงวนสัตย์ )
ประชาชนผู้รู้คุณค่าของจักรยานเพราะใช้อยู่เป็นประจำ
สำเนาเรียน ท่านผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร
บ้านเลขที่ 35/63 หมู่ 3 ซอยจ่าโสด ถนน ทางรถไฟเก่า แขวงบางนา เขตบางนา กทม. 10260 โทร.02-1731767, 089-8133936
21 กันยาน 2549
เรื่อง การส่งเสริมให้ประชาชนใช้รถจักรยาน
เรียน ผอ.เขต ฯ
สิ่งที่ส่งมาด้วย 1. เอกสาร “ขี่จักรยานมีแต่ได้สิ่งดี..ไม่มีเสีย”
2. เอกสาร “ขี่จักรยานแล้วได้อะไรบ้าง”
3. ปั่นรถถีบไปทำงาน
จากที่ผมได้ไปร่วมกิจกรรมของชมรมจักรยานพญาไท ไบท์ กับเขตราชเทวี และชมรมเด็กไทยปลอดภัย โดยได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.ส. ด้วยการดำเนินการกิจกรรมในโครงการรณรงค์ลดการใช้พลังงานบนเส้นทางจักรยาน เมื่อวันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2549 ความละเอียดทราบอยู่แล้ว นั้น
ผมได้ความคิดว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่ดีมีประโยชน์กับเยาวชนและประชาชนในสังคมอื่น ๆ ตลอดถึงประเทศชาติด้วยเป็นอย่างยิ่ง สมควรส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดขึ้นในทุกชุมชน ทั่วกรุงเทพมหานคร และบ่อย ๆ ด้วย เพราะกิจกรรมเช่นนี้ เป็นการปลูกฝังให้เยาวชนทราบถึงคุณประโยชน์ของรถจักรยานว่า นอกจากปั่นเล่นสนุกสนานแล้วยังทำให้ได้ออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บไขได้ป่วย ประหยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ อีกด้วย นับเป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนให้เห็นคุณค่าของรถจักรยาน จะได้ใช้จักรยานเป็นพาหนะส่วนตัวเดินทางไปทำธุระในชีวิตประจำวันกันมากขึ้นและตลอดไปจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ดังนั้น “เขตราชเทวี” ควรอย่างยิ่งที่จะร่วมกับ “กลุ่มพญาไท ไบท์” จัดให้มีกิจกรรมเช่นนั้นทุก ๆ อาทิตย์ที่ 4 ของเดือน โดยนัดเยาวชนที่ชอบขี่จักรยานและมีจักรยานอยู่แล้ว มารวมตัวกันที่เขตฯ แล้วควบคุมดูแลพาขี่ไปท้องสนามหลวงให้ขี่เล่นรอบสนามหลวงสักหนึ่งหรือสองชั่วโมงแล้วพากลับ
กิจกรรมเช่นนี้ ควรอย่างยิ่งที่กรุงเทพมหานคร ต้องสนับสนุนให้เกิดมีขึ้นทุกเขต, ทุกชุมชน ที่อยู่ห่างจากท้องสนามหลวงในระยะขี่จักรยานไม่เกิน 30 นาที ในวันอาทิตย์ที่ 4 ของทุกเดือน ให้ไปขี่จักรยานกันหลาย ๆ ชุมชน, หลาย ๆ เขต แล้วจะมีเยาวชนไปร่วมขี่จักรยานกันเป็นจำนวนมากที่ท้องสนามหลวงจะดูดี และทำให้เกิดธุรกิจการค้าอื่นๆ ตามขึ้นมาด้วย เช่น การให้เช่ารถจักรยานขี่เหมือนสมัยเมื่อ 40 ปี มาแล้ว
ในส่วนของเขตอื่น ๆ ที่ไกลจากท้องสนามหลวงควรทำในลักษณะเดียวกันด้วย โดยหาสถานที่ที่เหมาะสมคล้ายท้องสนามหลวง จัดกิจกรรมนำเยาวชนตามชุมชนต่าง ๆ ของเขตนั้น ๆ ขี่จักรยานไปขี่ ในหลักการเดียวกันกับ “เขตราชเทวี” จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสขี่รถจักรยานอันจะทำให้เกิดความสนุกสนาน, ร่างกายแข็งแรง, ห่างไกลเกมกด, หนังสือกาตูน และยาเสพติดต่าง ๆ เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นเยาวชนทีดีของชุมชน, ของเขต, ของสังคม, ของประเทศชาติในอนาคตด้วย
นอกจากนั้น กรุงเทพมหานคร ควรสร้างโอกาสและส่งเสริมสนับสนุนให้เยาวชนมีทางเฉพาะจักรยานสามารถขี่จักรยานไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัยจริง ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองเห็นถึงความปลอดภัยอย่างแท้จริงต่างให้การสนับสนุนซื้อจักรยานให้ลูกขี่ไปโรงเรียนกันทุกคน
อีกประการหนึ่ง ปัจจุบันประชาชนที่อาศัยอยู่ในทุกชุมชน, ทุกแขวง, ทุกเขต ในกรุงเทพมหานคร ส่วนมากเดินออกจากบ้านไปขึ้นรถเครื่องรับจ้างไปปากซอยแล้วขึ้นรถขนส่งมวลชนที่ปากซอยต่อไปทำงาน ส่วนน้อยเดินจากบ้านไปขึ้นรถขนส่งมวลขนที่ปากซอยต่อไปทำงาน และอีกส่วนหนึ่งใช้พาหนะส่วนตัวไปทำงาน เช่น รถมอเตอร์ไซด์ หรือรถยนต์ เป็นต้น
ในฐานะที่ผมขี่รถจักรยานไปทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 ถึงปัจจุบันนานกว่า25 ปี และออกจากงานแล้วก็ยังขี่อยู่จนปัจจุบัน ล่าสุดได้ดำเนินโครงการทำ 1 ใน 60 ล้านความดี ถวายในหลวง ด้วยการขี่จักรยาน 4 ภาค เกือบรอบประเทศไทย รวม 79 วัน เพื่อนำประสบการณ์จริงของผมที่ได้มาจากการขี่จักรยานมา 24 ปีเศษแล้วนั้น ไปบอกกับประชาชนตามรายทางที่ผ่านและตามอำเภอหรือจังหวัดที่เข้าพักในแต่ละวันว่า “ขี่จักรยานแล้วได้แต่สิ่งดี..ไม่มีเสีย” และ “ขี่จักรยานแล้วได้อะไรบ้าง” ระหว่างวันที่ 21 พ.ค. – 7 ส.ค.49
แล้วนั้น
ผมมีความคิดส่วนตัวใคร่ขออนุญาตเสนอกับกรุงเทพมหานครว่า ควรอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางทำให้ประชาชนทั้ง 3 ส่วนนั้น เห็นคุณประโยชน์ของจักรยาน แล้วไปซื้อหามาขี่จากบ้านไปจอดไว้ปากซอย แล้วขึ้นรถขนส่งมวลชนต่อไปทำงานกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ยกเว้นผู้ที่ขี่จักรยานไม่เป็นเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการดีกับประชาชนและประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง การจะทำให้เป็นไปได้ดังกล่าวแล้วข้างต้น จะต้องประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้.-
1. คณะรัฐบาลผู้บริหารประเทศ รวมทั้ง กทม.ที่เป็นหน่วยงานใกล้ชิดกับประชาชน ต้องเห็นด้วยอย่างจริงจังกับคนขี่จักรยานว่า จักรยานมีประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติมากมายจริง ๆ ตามเอกสารแนบ แล้วให้การส่งเสริมสนับสนุนทุกวิถีทาง โดย
1.1 สั่งการไปที่เขตต่าง ๆ ทุกเขต ให้ประสานกับประธานชุมชนในทุกแขวงของเขต ทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทุกคนในชุมชนของตนได้ทราบถึงคุณประโยชน์ของจักรยานว่ามีมากมายแค่ไหนเพียงใด และมีโทษน้อยนิดแค่ไหนด้วยการแจกเอกสาร “ขี่จักรยานมีแต่ได้สิ่งดี..ไม่มีเสีย” และ “ขี่จักรยานแล้วได้อะไรบ้าง” ให้ประชาชนทุกคนได้อ่านและอธิบายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้พร้อมกับเชิญชวนให้ลูกบ้านที่อยู่ในชุมชนนั้น ๆ ไปซื้อหาจักรยานมาขี่กัน ทางหอกระจายข่าวของชุมชนบ่อย ๆ ด้วย
1.2 สั่งการให้ทุกเขตจัดทำทางเฉพาะจักรยานร่วมกับคนเดินเท้าในทุกตรอกทุกซอย
ในลักษณะใช้แท่งปูนกั้นเป็นกำแพงด้านนอกทางเท้า ขนาดกว้างประมาณ 1 วา ปรับพื้นผิวทางเฉพาะจักรยานให้มีสภาพราบเรียบมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทำโครงหลังคามีร่มเงาเถากระดังงาหรือไม้ดอกไม้ประดับอื่น ๆ ให้เกิดร่มบังแดดไม่ร้อน
1.3 จัดทำที่รับฝากจอดจักรยาน เสียค่าจอด แจกบัตรจอด พร้อมพนักงานดูแลให้พอเพียงกับจำนวนรถจักรยานของแต่ละปากซอย
1.4 ในส่วนของริมถนนใหญ่ ควรจัดให้มีทางเฉพาะจักรยานไว้รองรับความต้องการของประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ของแขวง, เขต ต่าง ๆ ที่เมื่อขี่จักรยานอยู่ในซอยนาน ๆ เข้ามีความสามารถและแข็งแรงมากขึ้น พร้อมที่จะปั่นต่อจากปากซอยไปถึงที่ทำงานที่อยู่ไกลออกไปอีกตั้งแต่ 5 ถึง 20 ก.ม.หรือมากกว่านั้นได้ด้วย โดยทำทางจักรยานในลักษณะเดียวกันกับช่องทางเฉพาะจักรยานในซอยนั่นเอง เหตุที่เห็นว่าน่าจะทำทางจักรยานในลักษณะเดียวกันกับในซอยดังกล่าวแล้วได้นั้น เพราะเมื่อประชาชนมาใช้รถจักรยานเป็นพาหนะกันมากขึ้นรถที่ใช้เครื่องยนต์จะน้อยลง ถนนก็จะว่าง พอที่จะทำทางจักรยานได้อย่างพอเพียง ในทางกลับกัน ทางรถยนต์จะแคบลง รถยนต์วิ่งได้ไม่สะดวก ผู้ที่ใช้รถยนต์เห็นว่าใช้จักรยานสะดวกกว่า เดินทางได้เร็วกว่า เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าใช้รถยนต์ (ไม่ต้องเสียค่าประกันรถยนต์และประกันชีวิตตนเองและครอบครัว, ไม่ต้องเสียค่าน้ำมัน,ไม่ต้องเสียค่าป้ายทะเบียนทุกปี, เสียค่าดูแลรักษาจักรยานถูกกว่ามาก) ไม่เสียสุขภาพจิตและมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคร้ายใด ๆ มาเบียดเบียน จึงพากันขายรถยนต์คันละหลายแสนหรือถึงล้านบาทแล้วซื้อจักรยานราคาคันละหมื่นถึงแสนมาขี่กัน การนี้ทำให้รถยนต์น้อยลง ถนนว่างมากขึ้น สามารถขยายทางจักรยานออกไปได้อีก
ผู้ที่ขายรถยนต์แล้วไปซื้อจักรยานมาขี่จะได้ประโยชน์กับตนเองมากมาย เช่น มีเงินเก็บก้อนโตหลายแสนทันทีจากการขายรถยนต์แล้วไปซื้อจักรยานมาขี่, เงินเดือนมีเหลือเก็บมากขึ้นจากการที่ไม่ต้องจ่ายค่าเติมน้ำมันรถ, ไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันรถและตนเองกับครอบครัว, ไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมบำรุงรถยนต์ครั้งละมาก ๆ , ไม่ต้องจ่ายค่าภาษีป้ายทะเบียน เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังทำให้ตนเองมีร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพจิตดี ไม่ต้องไปหาหมอ ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล เงินที่หามาได้ตลอดชีวิตอยู่ครบ และได้อะไรอีกหลาย ๆ อย่างเหมือนกับคนขี่จักรยานดังได้กล่าวแล้วข้างต้นด้วย
ในด้านของประชาชนที่ใช้รถมอเตอร์ไซด์รับจ้างเป็นพาหนะจากหน้าบ้านออกไปปากซอยริมถนนใหญ่เพื่อต่อรถขนส่งมวลชนไปทำงานนั้น เมื่อได้รับทราบประโยชน์ของการขี่จักรจากประธานชุมชนแล้ว ต่างซื้อรถจักรยานมาขี่ไปทำงาน แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ เพียง 3-4 กม.จากหน้าบ้านไปจอดไว้ปากซอยติดถนนใหญ่ แล้วขึ้นรถเมล์ประจำทางหรือรถตู้ไปทำงาน โดยไม่ใช้บริการรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง การนี้ รถมอเตอร์ไซด์รับจ้างต้องเลิกกิจการไปโดยปริยาย แต่นั่นกลับเป็นผลดีแก่ประชาชนที่มีอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างที่มีอยู่ใน กทม.มากมายนั้นด้วยคือ จะได้ไปประกอบอาชีพอื่นที่มั่นคงกว่า มีสวัสดิการเป็นหลักประกันแก่ตนเองและครอบครัว เช่น เข้าไปทำงานในโรงงานหรือบริษัท, ห้าง, ร้าน, รปภ. จะได้รับเงินเดือนประจำแน่นอน บางแห่งมีบ้านให้อยู่, มีสวัสดิการประกันสังคม เจ็บป่วยรักษาพยาบาลฟรี ซึ่งดีกว่าอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ที่ต้องรับภาระซื้อรถเอง, ต้องเสียค่าทะเบียนรายปี, ค่าน้ำมัน, ค่าซ่อมบำรุงรักษา, ค่าปรับเมื่อทำผิดกฎจราจร, ค่าเบี้ยใบ้รายทาง กับได้ชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนทำให้ชาติขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ, ได้ชื่อว่าไม่ประหยัดพลังงานคือน้ำมัน, ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียด้วยควันไอเสียและเสียงดังของเครื่องยนต์, แต่ละวันเสี่ยงอยู่กับการเกิดอุบัติเหตุและต้องรับผิดชอบชีวิตตนเองและผู้โดยสารด้วย อาจตกเป็นผู้ต้องหา “ฆ่าคนตาย” โดยไม่เจตนาได้ เมื่อขับรถรับ-ส่งผู้โดยสารเกิดอุบัติเหตุผู้โดยสารที่ซ้อนท้ายอยู่เสียชีวิต, ไม่มีสวัสดิการใด ๆ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นงานที่หากินไปวัน ๆ ไม่มีหลักประกันอะไรเลย, เฉพาะช่วงเช้ากับช่วงเย็นเท่านั้นที่มีผู้โดยสารมาก นอกจากเวลานั้นแล้วต่างนั่งรอ นอนรอ ชะเง้อคอยมองผู้โดยสารที่นาน ๆ จะมีสักคน ดังนั้น ผู้ที่มีอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง จะได้รับผลพวงจากการรณรงค์ฯของพวกเราเหล่าผู้มีรักในสิ่งเดียวกันคือการปั่นจักรยานในทุก ๆ รูปแบบด้วยอย่างมากดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งเมื่อการเป็นดังนั้น เราจะได้ชื่อว่า “ได้ช่วยประชาชน 4 กลุ่ม” คือ กลุ่มที่ไปทำงานโดยใช้รถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง, กลุ่มที่มีอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง, กลุ่มที่เดินจากบ้านไปขึ้นรถขนส่งมวลชนปากซอยริมถนนใหญ่ และกลุ่มที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว กับยังได้ชื่อว่า “ได้ช่วยชาติไทย” อันเป็นที่รักของเราในทางอ้อมอีกหลายสิ่งหลายประการอีกด้วย
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีผู้ที่จะได้รับผลดีจากการที่ประชาชนในทุกชุมชน, ทุกกลุ่มดังได้กล่าวมาแล้ว ต่างขี่จักรยานไปทำงานอีกด้วย คือ เมื่อมีประชาชนขี่จักรยานมากขึ้น ร้านขายจักรยานต้องขายได้มากขึ้น ต้องมีร้านขายจักรยานมากขึ้น โรงงานต้องผลิตจักรยานมากขึ้น ต้องมีโรงงานผลิตจักรยานมากขึ้น รวมถึงโรงงานผลิตเฉพาะอะไหล่จักรยานก็ต้องมีขึ้น ต้องมีการจ้างแรงงานมากขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย ทำให้รัฐฯเก็บภาษีฯได้มากขึ้น, ในขณะเดียวกันลดประชาชนตกงานได้ส่วนหนึ่ง, ลดจำนวนประชาชนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุขับหรือนั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ลงได้ส่วนหนึ่ง, ลดภาวะสิ่งแวดล้อมเสียจากควันไอเสียและเสียงของรถเครื่องลงส่วนหนึ่ง, ประชาชนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและสุขภาพจิตดีมากขึ้น โครงการ 30.- บาท รักษาทุกโรค รัฐฯจ่ายเงินชดเชยน้อยลง, ประชาชนอยู่ดีกินดีมีสุข มีเงินพอใช้จ่ายไม่ยากจน เป็นการส่งเสริมนโยบายของรัฐฯที่ต้องการทำให้คนจนหมดไป, ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณสร้างถนนเพิ่ม ถนนที่มีอยู่แล้วที่เคยแออัดอยู่ด้วยรถที่ใช้เครื่องยนต์ว่างโล่งไม่แออัดอยู่ด้วยรถที่ใช้เครื่องยนต์อีกต่อไป เพราะประชาชนใช้จักรยานกันมากขึ้น, ขายรถยนต์ที่ใช้อยู่ให้ประเทศเพื่อนบ้านต่างชาติไปและไม่มีประชาชนซื้อรถยนต์เพิ่ม, บ้านเมืองน่าอยู่น่าท่องเที่ยวทำให้ชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยมากมายมหาศาล กิจการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่ม และต้องขยายกิจการให้ใหญ่โตขึ้น เช่น ต้องสร้างโรงแรมเพิ่ม, ร้านอาหารเพิ่ม, ร้านขายของที่ระลึกเพิ่ม, ต้องสร้างรถบัสขนส่งนักท่องเที่ยวเพิ่ม, เครื่องบินต้องเพิ่มเที่ยวบินทุกสายการบิน, ต้องมีการจ้างแรงงานเพิ่ม ลดจำนวนประชาชนตกงานได้อีกทางหนึ่ง รัฐฯได้ภาษีเพิ่มอีกส่วนหนึ่งด้วย
ท้ายที่สุด เมื่อประชาชนใช้รถจักรยานกันมากพอสมควรแล้ว รัฐฯ โดยท่านนายกรัฐมนตรีหัวหน้าคณะรัฐบาลผู้บริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใด สมัยใด ย่อมต้องเห็นดีด้วยจากประโยชน์ที่ได้รับมากมายเห็น ๆ ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น คงจะดูดายอยู่ไม่ได้ ต้องเข้ามาให้การส่งเสริมการนี้ให้เกิดความสะดวกในด้านต่าง ๆ เช่น จัดให้มีทางเฉพาะจักรยานที่ได้มาตรฐานสากลยุโรป, ให้รถจักรยานมีราคาเอื้ออาทร, ให้มีโรงจอดเก็บรถจักรยานทุกสถานที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นบริษัท, ห้าง, ร้าน หรือหน่วยงานของรัฐบาล, ให้มีห้องอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและที่แขวนเก็บเสื้อผ้าตลอดจนราวตากผ้าที่สะดวก, ให้มีกฎหมายคุ้มครองเฉพาะคนขี่และรถจักรยานเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการสัญจรไปมา ทั้งในทางเฉพาะของรถจักรยานและในถนนหนทางที่ต้องขี่ร่วมกับรถที่ใช้เครื่องยนต์ ให้ครอบคลุมถึงสวัสดิภาพและสิทธิอันพึงมีพึงได้สำหรับผู้ขี่รถจักรยานที่เสียภาษีให้แก่รัฐไปพัฒนาประเทศเช่นเดียวกันกับผู้ที่ขับรถที่ใช้เครื่องยนต์, ให้มีการสร้างจิตสำนึกที่ดีแก่ผู้ที่ขับรถที่ใช้เครื่องยนต์ โดยสั่งการให้สื่อของรัฐฯประดามีและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ชี้แนะให้ “ผู้ขับรถที่ใช้เครื่องยนต์” ต่างเห็นและซาบซึ้งอยู่ในจิตสำนึกว่า “คนขี่รถจักรยาน” เทียบเท่ากับเป็นคนสำคัญของประเทศ เป็นคนดี มีเกียรติ ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ เพราะได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองมากมายดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น นอกจากนั้นแล้ว คนขี่รถจักรยานทุกคนต่างมีชีวิตจิตใจและเลือดเนื้อและเป็นคนเหมือนกันกับคนขับรถที่ใช้เครื่องยนต์, เป็นผู้ที่สร้างคุณประโยชน์แก่ประชาชนด้วยกัน, แก่ประเทศชาติบ้านเมือง ไม่เห็นแก่ความสะดวกสบายใส่ตัว ไม่เหมือนกับผู้ที่ใช้รถยนต์ใช้พื้นที่ถนนมากกว่า แล้วยังอาจได้ชื่อว่าช่วยเหลือประเทศชาติน้อยกว่า “คนขี่รถจักรยาน” อีกด้วย
โรงเรียนทุกโรงเรียนทั่วประเทศต้องให้การสนับสนุนนักเรียนที่ขี่จักรยานมาโรงเรียนด้วยการ ให้คะแนนเพิ่มฟรี ๆ เนื่องจากเป็นเด็กที่สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ทำโรงเก็บรถจักร, มีห้องอาบน้ำ, เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว, เก็บสัมภาระ และสถานที่นั่งพักผ่อนก่อนเข้าห้องเรียน
เราต่างทราบกันอยู่ว่า การคิด, เขียน หรือทำอะไรก็ตามมาก ๆ นั้น ย่อมมีโอกาสผิดพลาดมากกว่าคนทำน้อยหรือไม่ได้ทำเลย ดังนั้น ข้อคิดของผมข้างต้นที่ได้นำเสนอมาแล้วยืดยาวมากมายนั้น ย่อมต้องมีส่วนที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย จึงต้องขออนุญาตชี้แจงไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า ขอท่านได้กรุณานำส่วนที่ดีและถูกต้องไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป ส่วนที่ไม่ดีผิดพลาดคลาดเคลื่อนนั้น ปล่อยไว้ที่เดิม กับขอได้รับการอภัยจากทุกท่านด้วย อนึ่ง หากข้อเขียนนี้มีความดีอยู่บ้าง ขอมอบให้กับคณะผู้บริหารประเทศ, ประชาชนและประเทศชาติ และหากมีกุศลเกิดขึ้น ขอมอบให้กับดวงวิญญาณของบิดาและมารดาผู้สร้างข้าพเจ้าให้เกิดมามีชีวิตจิตใจและความคิดอยู่ขณะนี้ด้วยเถิด
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและรีบสั่งดำเนินการโดยด่วนเพื่อประโยชน์และความสุขของประชาชนทั่วประเทศอย่างแท้จริง กับเพื่อความเจริญก้าวหน้าวัฒนาถาวรสืบไปของประเทศชาติอย่างยิ่งและยั่งยืนด้วย.
ขอแสดงความนับถือ
( นายเนตร สงวนสัตย์ )
ประชาชนผู้รู้คุณค่าของจักรยานเพราะใช้อยู่เป็นประจำ
สำเนาเรียน ท่านผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*
- ลุงเนตร
- ขาประจำ
- โพสต์: 19650
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 19:20
- Tel: 0898133936
- team: อิสระ
- Bike: Trek 3900, Dark Rock ทัวร์ริ่ง
- ตำแหน่ง: ๔๖๕ ซอยจ่าโสด ถนนทางรถไฟเก่า แขวง,เขตบางนา กทม.๑๐๒๖๐
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
*...เรื่องที่หก..*
จากความเห็นที่ 1 (จำไม่ได้ หาไม่พบว่าอยู่ที่ไหน) ผมกล่าวไว้ว่า เมื่อชาวบ้านในชุมชนต่าง ๆ ใช้รถจักรยานขี่ไปทำงาน แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ เพียง 3-4 กม. โดยนำไปจอดไว้ปากซอยติดถนนใหญ่ แล้วขึ้นรถเมล์ประจำทางหรือรถตู้ไปทำงานแล้วนั้น ปรากฏว่าผมมีความคิดกว้างไกลออกไปถึงผลพลอยได้จากการนั้นอีกมากมาย คือ เมื่อประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ที่ใช้รถมอเตอร์ไซด์ขี่ไปทำงานอยู่แล้วเลิกใช้ หันมาใช้รถจักรยาน จะได้ประโยชน์แก่ตนเองมากมายและส่วนรวมอีกดังนี้ ไม่ต้องรับภาระค่าทะเบียนรายปี, ค่าน้ำมัน, ค่าซ่อมบำรุง, ค่าปรับเมื่อทำผิดกฎจราจร, ลดอุบัติเหตุของตนเอง, ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ช่วยชาติประหยัดพลังงานคือน้ำมันและเป็นผู้ที่ไม่ทำให้สิงแวดล้อมเสียด้วยควันจากท่อไอเสียและเสียงดังอันน่ารำคาญจากเครื่องยนต์อีกด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อชาวบ้านในชุมชนต่าง ๆ พากันใช้รถจักรยานไม่ใช้บริการรถมอเตอร์ไซด์ จากหน้าบ้านไปต่อรถประจำทางหรือรถตู้ รถเครื่องต้องเลิกกิจการโดยปริยาย แต่นั่นกลับเป็นผลดีแก่ผู้ขับรถมอเตอร์ไซด์เป็นอาชีพทั้งหลายทั้งปวงนั้นอีกมากมาย คือ จะได้ไปประกอบอาชีพอื่นที่มั่นคงถาวร มีสวัสดิการเป็นหลักประกันแก่ตนเองและครอบครัว เช่น ถ้าเข้าไปทำงานในโรงงานหรือบริษัท, ห้าง, ร้าน, รปภ. จะได้รับเงินเดือนประจำแน่นอน บางแห่งมีบ้านให้อยู่, มีสวัสดิการประกันสังคม เจ็บป่วยรักษาพยาบาลฟรี ซึ่งดีกว่าอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ที่ต้องรับภาระซื้อรถเอง, ต้องเสียค่าทะเบียนรายปี, ค่าน้ำมัน, ค่าซ่อมบำรุงรักษา, ค่าปรับเมื่อทำผิดกฎจราจร, ค่าเบี้ยใบ้รายทาง กับได้ชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนทำให้ชาติขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ, ได้ชื่อว่าไม่ประหยัดพลังงานคือน้ำมัน, ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียด้วยควันไอเสียและเสียงดังของเครื่องยนต์, แต่ละวันเสี่ยงอยู่กับการเกิดอุบัติเหตุและต้องรับผิดชอบชีวิตของผู้โดยสารด้วย อาจตกเป็นผู้ต้องหา “ฆ่าคนตาย” โดยไม่เจตนาได้ เมื่อขับรถรับ-ส่งผู้โดยสารเกิดอุบัติเหตุผู้โดยสารที่ซ้อนท้ายอยู่เสียชีวิต, ไม่มีสวัสดิการใด ๆ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นงานที่หากินไปวัน ๆ ไม่มีหลักประกันอะไรเลย, เฉพาะช่วงเช้ากับช่วงเย็นเท่านั้นที่มีผู้โดยสารมาก นอกจากเวลานั้นแล้วต้องนั่งรอนอนรอ ชะเง้อคอยมองผู้โดยสารที่นาน ๆ จะมีสักคน ซึ่งน่าจะเป็นที่น่าเบื่อหน่ายพอสมควร ดังนั้น ผู้ที่มีอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์ น่าจะได้รับผลพวงจากการรณรงค์ฯของพวกเราเหล่าผู้มีรักในสิ่งเดียวกันคือการปั่นจักรยานในทุก ๆ รูปแบบด้วยอย่างมากดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งเมื่อการเป็นดังนั้นแล้ว เราจะได้ชื่อว่า “ได้ช่วยประชาชน 2 กลุ่ม” คือ ประชาชนที่ไปทำงานโดยใช้รถมอเตอร์ไซด์ กับประชาชนที่มีอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง และยังได้ชื่อว่า “ได้ช่วยชาติไทย” อันเป็นที่รักของเราในทางอ้อมอีกด้วย
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีผู้ที่จะได้รับผลดีจากการที่ประชาชนในทุกชุมชนต่างใช้รถจักรยานขี่ไปทำงานอีกคือ เมื่อมีผู้ใช้รถจักรยานมาก ร้านขายรถจักรยานต้องขายได้มากขึ้น ต้องมีร้านขายจักรยานมากขึ้น โรงงานผลิตต้องผลิตมากขึ้น ต้องมีโรงงานผลิตมากขึ้น รวมถึงโรงงานผลิตเฉพาะอะไหล่รถจักรยานก็ต้องมีขึ้น จึงต้องมีการจ้างแรงงานมากขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย ทำให้รัฐฯเก็บภาษีการค้าได้มากขึ้น, ลดประชาชนตกงานได้ส่วนหนึ่ง, ลดจำนวนประชาชนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุขับหรือนั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ลงส่วนหนึ่ง, ลดภาวะสิ่งแวดล้อมเสียจากควันไอเสียและเสียงของรถเครื่องลงส่วนหนึ่ง, มีประชาชนที่มีสุขภาพกายและใจดี โครงการ 30.- บาท รักษาทุกโรค รัฐฯไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยหรือจ่ายน้อยลง, ประชาชนกินดีอยู่ดีมีเงินพอใช้จ่ายไม่ยากจน ซึ่งเข้าประเด็นที่รัฐฯต้องการทำให้คนจนหมดไปอยู่แล้ว, ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณสร้างถนนเพิ่มอีกต่อไป ถนนที่มีอยู่แล้วที่เคยแออัดอยู่ด้วยรถที่ใช้เครื่องยนต์ว่างโล่งไม่แออัดอยู่ด้วยรถที่ใช้เครื่องยนต์อีกต่อไป เพราะประชาชนหันมาใช้รถจักรยาน, ขายรถยนต์ที่ใช้อยู่ให้ประเทศเพื่อนบ้านต่างชาติไปและไม่ซื้อรถยนต์เพิ่ม, บ้านเมืองน่าอยู่น่าท่องเที่ยวทำให้ชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้นอีกมากมายมหาศาล กิจการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่ม และต้องขยายกิจการของตนเองให้ใหญ่ขึ้น เช่น ต้องสร้างโรงแรมเพิ่ม, ร้านอาหารเพิ่ม, ร้านขายของที่ระลึกเพิ่ม, รถบัสขนส่งนักท่องเที่ยวต้องสร้างเพิ่ม, เครื่องบินต้องซื้อเพิ่มทุกสายการบิน ฯ, ต้องมีการจ้างแรงงานเพิ่ม ลดจำนวนประชาชนตกงานอีกทางหนึ่ง รัฐฯได้ภาษีเพิ่มอีกส่วนหนึ่งด้วย
ท้ายที่สุด เมื่อประชาชนใช้รถจักรยานกันมากพอสมควรแล้ว รัฐฯ โดยท่านนายกรัฐมนตรีหัวหน้าคณะรัฐบาลผู้บริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใด สมัยใด ย่อมต้องเห็นดีด้วยจากประโยชน์ที่ได้รับมากมายเห็น ๆ ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น คงจะดูดายอยู่ไม่ได้ ต้องเข้ามาให้การส่งเสริมการนี้ให้เกิดความสะดวกในด้านต่าง ๆ เช่น จัดให้มีทางเฉพาะจักรยานที่ได้มาตรฐานสากล, ให้รถจักรยานมีราคาเอื้ออาทร, ให้มีโรงจอดเก็บรถจักรยานทุกสถานที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นบริษัท, ห้าง, ร้าน หรือหน่วยงานของรัฐบาล, ให้มีห้องอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและที่แขวนเก็บเสื้อผ้าตลอดจนราวตากผ้าที่สะดวก, ให้มีกฎหมายคุ้มครองเฉพาะคนขี่และรถจักรยานเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการสัญจรไปมา ทั้งในทางเฉพาะของรถจักรยานและในถนนหนทางที่ต้องขี่ร่วมกับรถที่ใช้เครื่องยนต์ ให้ครอบคลุมถึงสวัสดิภาพและสิทธิอันพึงมีพึงได้สำหรับผู้ขี่รถจักรยานที่เสียภาษีให้แก่รัฐไปพัฒนาประเทศเช่นเดียวกันกับผู้ที่ขับรถที่ใช้เครื่องยนต์, ให้มีการสร้างจิตสำนึกที่ดีแก่ผู้ที่ขับรถที่ใช้เครื่องยนต์ โดยสั่งการให้สื่อของรัฐฯประดามีและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ชี้แนะให้ “ผู้ขับรถที่ใช้เครื่องยนต์” ต่างเห็นและซาบซึ้งอยู่ในจิตสำนึกว่า “คนขี่รถจักรยาน” เทียบเท่ากับเป็นคนสำคัญของประเทศ เป็นคนดี มีเกียรติ ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ เพราะได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองมากมายดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น นอกจากนั้นแล้ว คนขี่รถจักรยานทุกคนต่างมีชีวิตจิตใจและเลือดเนื้อและเป็นคนเหมือนกันกับคนขับรถที่ใช้เครื่องยนต์, เป็นผู้ที่สร้างคุณประโยชน์แก่ท่าน, แก่ประชาชนด้วยกัน, แก่ประเทศชาติบ้านเมือง ไม่เห็นแก่ความสะดวกสบายใส่ตัว ไม่ใช้พื้นที่ถนนมากกว่า แล้วยังอาจได้ชื่อว่าช่วยเหลือประเทศชาติน้อยกว่า “คนขี่รถจักรยาน” อีกด้วย.
---------------------------------------
เราต่างทราบกันอยู่ว่า การคิด, เขียน หรือทำอะไรก็ตามมาก ๆ นั้น ย่อมมีโอกาสผิดพลาดมากกว่าคนทำน้อยหรือไม่ได้ทำเลย ดังนั้น ข้อคิดของผมข้างต้นที่ได้นำเสนอมาแล้วยืดยาวมากมายนั้น ย่อมต้องมีส่วนที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อยก็มาก จึงต้องขออนุญาตชี้แจงไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า ขอท่านได้กรุณานำส่วนที่ดีและถูกต้องไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป ส่วนที่ไม่ดีผิดพลาดคลาดเคลื่อนนั้น ปล่อยไว้ที่เดิม กับขอได้รับการอภัยจากทุกท่านด้วย อนึ่ง หากข้อเขียนนี้มีความดีอยู่บ้าง ขอมอบให้กับประชาชนและประเทศชาติ และหากมีกุศลเกิดขึ้น ขอมอบให้กับวิญญาณของบิดาและมารดาผู้สร้างข้าพเจ้าให้เกิดมามีชีวิตจิตใจและความคิดอยู่ขณะนี้ด้วยเถิด.
-----------------------------------------
ปล. ถ้ามีสิ่งหนึ่งใด ไม่ถูก ไม่ควร โปรดแจ้งให้ทราบด้วยที่โทร.๐๘๙-๘๑๓๓๙๓๖ จะลบออกให้ หากมีสิ่งหนึ่งใดดีมีประโยชน์ มอบให้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้เต็มที่..ขอบคุณหลาน "แนน" ที่มีความคิดและการกระทำสิ่งดี ๆ ให้กับประชาชนคนไทยที่ปั่นจักรยานแล้วและยังไม่ได้ปั่นจักรยาน..ขอบคุณ www.thaimtb.com ที่จัดพื้นที่ไว้ให้แสดงความคิด..
จากความเห็นที่ 1 (จำไม่ได้ หาไม่พบว่าอยู่ที่ไหน) ผมกล่าวไว้ว่า เมื่อชาวบ้านในชุมชนต่าง ๆ ใช้รถจักรยานขี่ไปทำงาน แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ เพียง 3-4 กม. โดยนำไปจอดไว้ปากซอยติดถนนใหญ่ แล้วขึ้นรถเมล์ประจำทางหรือรถตู้ไปทำงานแล้วนั้น ปรากฏว่าผมมีความคิดกว้างไกลออกไปถึงผลพลอยได้จากการนั้นอีกมากมาย คือ เมื่อประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ที่ใช้รถมอเตอร์ไซด์ขี่ไปทำงานอยู่แล้วเลิกใช้ หันมาใช้รถจักรยาน จะได้ประโยชน์แก่ตนเองมากมายและส่วนรวมอีกดังนี้ ไม่ต้องรับภาระค่าทะเบียนรายปี, ค่าน้ำมัน, ค่าซ่อมบำรุง, ค่าปรับเมื่อทำผิดกฎจราจร, ลดอุบัติเหตุของตนเอง, ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ช่วยชาติประหยัดพลังงานคือน้ำมันและเป็นผู้ที่ไม่ทำให้สิงแวดล้อมเสียด้วยควันจากท่อไอเสียและเสียงดังอันน่ารำคาญจากเครื่องยนต์อีกด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อชาวบ้านในชุมชนต่าง ๆ พากันใช้รถจักรยานไม่ใช้บริการรถมอเตอร์ไซด์ จากหน้าบ้านไปต่อรถประจำทางหรือรถตู้ รถเครื่องต้องเลิกกิจการโดยปริยาย แต่นั่นกลับเป็นผลดีแก่ผู้ขับรถมอเตอร์ไซด์เป็นอาชีพทั้งหลายทั้งปวงนั้นอีกมากมาย คือ จะได้ไปประกอบอาชีพอื่นที่มั่นคงถาวร มีสวัสดิการเป็นหลักประกันแก่ตนเองและครอบครัว เช่น ถ้าเข้าไปทำงานในโรงงานหรือบริษัท, ห้าง, ร้าน, รปภ. จะได้รับเงินเดือนประจำแน่นอน บางแห่งมีบ้านให้อยู่, มีสวัสดิการประกันสังคม เจ็บป่วยรักษาพยาบาลฟรี ซึ่งดีกว่าอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ที่ต้องรับภาระซื้อรถเอง, ต้องเสียค่าทะเบียนรายปี, ค่าน้ำมัน, ค่าซ่อมบำรุงรักษา, ค่าปรับเมื่อทำผิดกฎจราจร, ค่าเบี้ยใบ้รายทาง กับได้ชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนทำให้ชาติขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ, ได้ชื่อว่าไม่ประหยัดพลังงานคือน้ำมัน, ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียด้วยควันไอเสียและเสียงดังของเครื่องยนต์, แต่ละวันเสี่ยงอยู่กับการเกิดอุบัติเหตุและต้องรับผิดชอบชีวิตของผู้โดยสารด้วย อาจตกเป็นผู้ต้องหา “ฆ่าคนตาย” โดยไม่เจตนาได้ เมื่อขับรถรับ-ส่งผู้โดยสารเกิดอุบัติเหตุผู้โดยสารที่ซ้อนท้ายอยู่เสียชีวิต, ไม่มีสวัสดิการใด ๆ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นงานที่หากินไปวัน ๆ ไม่มีหลักประกันอะไรเลย, เฉพาะช่วงเช้ากับช่วงเย็นเท่านั้นที่มีผู้โดยสารมาก นอกจากเวลานั้นแล้วต้องนั่งรอนอนรอ ชะเง้อคอยมองผู้โดยสารที่นาน ๆ จะมีสักคน ซึ่งน่าจะเป็นที่น่าเบื่อหน่ายพอสมควร ดังนั้น ผู้ที่มีอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์ น่าจะได้รับผลพวงจากการรณรงค์ฯของพวกเราเหล่าผู้มีรักในสิ่งเดียวกันคือการปั่นจักรยานในทุก ๆ รูปแบบด้วยอย่างมากดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งเมื่อการเป็นดังนั้นแล้ว เราจะได้ชื่อว่า “ได้ช่วยประชาชน 2 กลุ่ม” คือ ประชาชนที่ไปทำงานโดยใช้รถมอเตอร์ไซด์ กับประชาชนที่มีอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง และยังได้ชื่อว่า “ได้ช่วยชาติไทย” อันเป็นที่รักของเราในทางอ้อมอีกด้วย
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีผู้ที่จะได้รับผลดีจากการที่ประชาชนในทุกชุมชนต่างใช้รถจักรยานขี่ไปทำงานอีกคือ เมื่อมีผู้ใช้รถจักรยานมาก ร้านขายรถจักรยานต้องขายได้มากขึ้น ต้องมีร้านขายจักรยานมากขึ้น โรงงานผลิตต้องผลิตมากขึ้น ต้องมีโรงงานผลิตมากขึ้น รวมถึงโรงงานผลิตเฉพาะอะไหล่รถจักรยานก็ต้องมีขึ้น จึงต้องมีการจ้างแรงงานมากขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย ทำให้รัฐฯเก็บภาษีการค้าได้มากขึ้น, ลดประชาชนตกงานได้ส่วนหนึ่ง, ลดจำนวนประชาชนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุขับหรือนั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ลงส่วนหนึ่ง, ลดภาวะสิ่งแวดล้อมเสียจากควันไอเสียและเสียงของรถเครื่องลงส่วนหนึ่ง, มีประชาชนที่มีสุขภาพกายและใจดี โครงการ 30.- บาท รักษาทุกโรค รัฐฯไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยหรือจ่ายน้อยลง, ประชาชนกินดีอยู่ดีมีเงินพอใช้จ่ายไม่ยากจน ซึ่งเข้าประเด็นที่รัฐฯต้องการทำให้คนจนหมดไปอยู่แล้ว, ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณสร้างถนนเพิ่มอีกต่อไป ถนนที่มีอยู่แล้วที่เคยแออัดอยู่ด้วยรถที่ใช้เครื่องยนต์ว่างโล่งไม่แออัดอยู่ด้วยรถที่ใช้เครื่องยนต์อีกต่อไป เพราะประชาชนหันมาใช้รถจักรยาน, ขายรถยนต์ที่ใช้อยู่ให้ประเทศเพื่อนบ้านต่างชาติไปและไม่ซื้อรถยนต์เพิ่ม, บ้านเมืองน่าอยู่น่าท่องเที่ยวทำให้ชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้นอีกมากมายมหาศาล กิจการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่ม และต้องขยายกิจการของตนเองให้ใหญ่ขึ้น เช่น ต้องสร้างโรงแรมเพิ่ม, ร้านอาหารเพิ่ม, ร้านขายของที่ระลึกเพิ่ม, รถบัสขนส่งนักท่องเที่ยวต้องสร้างเพิ่ม, เครื่องบินต้องซื้อเพิ่มทุกสายการบิน ฯ, ต้องมีการจ้างแรงงานเพิ่ม ลดจำนวนประชาชนตกงานอีกทางหนึ่ง รัฐฯได้ภาษีเพิ่มอีกส่วนหนึ่งด้วย
ท้ายที่สุด เมื่อประชาชนใช้รถจักรยานกันมากพอสมควรแล้ว รัฐฯ โดยท่านนายกรัฐมนตรีหัวหน้าคณะรัฐบาลผู้บริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใด สมัยใด ย่อมต้องเห็นดีด้วยจากประโยชน์ที่ได้รับมากมายเห็น ๆ ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น คงจะดูดายอยู่ไม่ได้ ต้องเข้ามาให้การส่งเสริมการนี้ให้เกิดความสะดวกในด้านต่าง ๆ เช่น จัดให้มีทางเฉพาะจักรยานที่ได้มาตรฐานสากล, ให้รถจักรยานมีราคาเอื้ออาทร, ให้มีโรงจอดเก็บรถจักรยานทุกสถานที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นบริษัท, ห้าง, ร้าน หรือหน่วยงานของรัฐบาล, ให้มีห้องอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและที่แขวนเก็บเสื้อผ้าตลอดจนราวตากผ้าที่สะดวก, ให้มีกฎหมายคุ้มครองเฉพาะคนขี่และรถจักรยานเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการสัญจรไปมา ทั้งในทางเฉพาะของรถจักรยานและในถนนหนทางที่ต้องขี่ร่วมกับรถที่ใช้เครื่องยนต์ ให้ครอบคลุมถึงสวัสดิภาพและสิทธิอันพึงมีพึงได้สำหรับผู้ขี่รถจักรยานที่เสียภาษีให้แก่รัฐไปพัฒนาประเทศเช่นเดียวกันกับผู้ที่ขับรถที่ใช้เครื่องยนต์, ให้มีการสร้างจิตสำนึกที่ดีแก่ผู้ที่ขับรถที่ใช้เครื่องยนต์ โดยสั่งการให้สื่อของรัฐฯประดามีและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ชี้แนะให้ “ผู้ขับรถที่ใช้เครื่องยนต์” ต่างเห็นและซาบซึ้งอยู่ในจิตสำนึกว่า “คนขี่รถจักรยาน” เทียบเท่ากับเป็นคนสำคัญของประเทศ เป็นคนดี มีเกียรติ ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ เพราะได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองมากมายดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น นอกจากนั้นแล้ว คนขี่รถจักรยานทุกคนต่างมีชีวิตจิตใจและเลือดเนื้อและเป็นคนเหมือนกันกับคนขับรถที่ใช้เครื่องยนต์, เป็นผู้ที่สร้างคุณประโยชน์แก่ท่าน, แก่ประชาชนด้วยกัน, แก่ประเทศชาติบ้านเมือง ไม่เห็นแก่ความสะดวกสบายใส่ตัว ไม่ใช้พื้นที่ถนนมากกว่า แล้วยังอาจได้ชื่อว่าช่วยเหลือประเทศชาติน้อยกว่า “คนขี่รถจักรยาน” อีกด้วย.
---------------------------------------
เราต่างทราบกันอยู่ว่า การคิด, เขียน หรือทำอะไรก็ตามมาก ๆ นั้น ย่อมมีโอกาสผิดพลาดมากกว่าคนทำน้อยหรือไม่ได้ทำเลย ดังนั้น ข้อคิดของผมข้างต้นที่ได้นำเสนอมาแล้วยืดยาวมากมายนั้น ย่อมต้องมีส่วนที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อยก็มาก จึงต้องขออนุญาตชี้แจงไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า ขอท่านได้กรุณานำส่วนที่ดีและถูกต้องไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป ส่วนที่ไม่ดีผิดพลาดคลาดเคลื่อนนั้น ปล่อยไว้ที่เดิม กับขอได้รับการอภัยจากทุกท่านด้วย อนึ่ง หากข้อเขียนนี้มีความดีอยู่บ้าง ขอมอบให้กับประชาชนและประเทศชาติ และหากมีกุศลเกิดขึ้น ขอมอบให้กับวิญญาณของบิดาและมารดาผู้สร้างข้าพเจ้าให้เกิดมามีชีวิตจิตใจและความคิดอยู่ขณะนี้ด้วยเถิด.
-----------------------------------------
ปล. ถ้ามีสิ่งหนึ่งใด ไม่ถูก ไม่ควร โปรดแจ้งให้ทราบด้วยที่โทร.๐๘๙-๘๑๓๓๙๓๖ จะลบออกให้ หากมีสิ่งหนึ่งใดดีมีประโยชน์ มอบให้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้เต็มที่..ขอบคุณหลาน "แนน" ที่มีความคิดและการกระทำสิ่งดี ๆ ให้กับประชาชนคนไทยที่ปั่นจักรยานแล้วและยังไม่ได้ปั่นจักรยาน..ขอบคุณ www.thaimtb.com ที่จัดพื้นที่ไว้ให้แสดงความคิด..
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*
- Sui
- สมาชิก
- โพสต์: 77
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ก.พ. 2011, 15:19
- Bike: "Gios"
- ตำแหน่ง: Sukhumvit 39
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
ไม่พลาดครับ แต่สงสัยว่าจะเลือกที่นั่งยังไำงครับ แล้วตอนนี้มีที่เหลือหรือเปล่า รบกวนตอบด้วยครับ จะได้รีบไปโอนเงิน
เพี้ยงงงงงงงงง ขอให้ได้ ขอให้โดนรางวัลใหญ่

เพี้ยงงงงงงงงง ขอให้ได้ ขอให้โดนรางวัลใหญ่
- Wanted
- ขาประจำ
- โพสต์: 3278
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 มิ.ย. 2009, 21:37
- Tel: 0617161515
- team: ChamSQ and The Gang www.facebook.com/chamsq
- Bike: เมฆสีทอง....@@@
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
ประกาศ..........
ตอนนี้ได้ปิดรับจองบัตรชมภาพยนตร์ "สิงห์นักปั่น" ที่สกาล่ารอบวันที่ 2มิถุนายน 54 แล้วนะครับ
เนื่องจาก ทีมงานต้องไปเตรียมงานอย่างอื่น..........
ท่านที่โอนเงินพร้อมส่งหลักฐานการโอนมาที่เมล์บุญไบค์ ถึงจะได้สิทธิ์การจองสมบูรณ์นะครับ
วันงานนำสลิปการโอนติดตัวมาด้วยนะครับ
ท่านใดจองอย่างเดียวยังไม่โอนก้อไปลุ้นบัตรหน้างานเอานะครับ ยังพอมี มาก่อนได้ก่อนครับ
ตอนนี้ได้ปิดรับจองบัตรชมภาพยนตร์ "สิงห์นักปั่น" ที่สกาล่ารอบวันที่ 2มิถุนายน 54 แล้วนะครับ
เนื่องจาก ทีมงานต้องไปเตรียมงานอย่างอื่น..........
ท่านที่โอนเงินพร้อมส่งหลักฐานการโอนมาที่เมล์บุญไบค์ ถึงจะได้สิทธิ์การจองสมบูรณ์นะครับ
วันงานนำสลิปการโอนติดตัวมาด้วยนะครับ
ท่านใดจองอย่างเดียวยังไม่โอนก้อไปลุ้นบัตรหน้างานเอานะครับ ยังพอมี มาก่อนได้ก่อนครับ
- Wanted
- ขาประจำ
- โพสต์: 3278
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 มิ.ย. 2009, 21:37
- Tel: 0617161515
- team: ChamSQ and The Gang www.facebook.com/chamsq
- Bike: เมฆสีทอง....@@@
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
เนื่องจากเมื่อวานได้ปิดรับจอง บัตรชมภาพยนตร์ไปแล้ว
ท่านที่โอนเงินมาเมื่อวาน ก่อนเวลา 18.00น. ทางทีมงานจะดำเนินการจองสิทธิ์ให้ทุกท่านนะครับ
ส่วนท่านที่โอนเงินมาหลังเวลา 18.00น. ของเมื่อวาน ขออนุญาตไม่รับจองนะครับ
ท่านสามาถมารับเงินที่โอน คืนได้ที่หน้างาน โดยนำสลิปที่โอนมายืนยัน
บัตรชมภาพยนตร์ ท่านสามารถ ซื้อได้ที่หน้างาน วันที่ 2 มิถุนา 54 ที่โรงภาพยนตร์สกาล่า
เริ่มจำหน่ายบัตร 14.00น. เป็นต้นไป มาก่อนได้ก่อนนะครับ.....
ท่านที่โอนเงินมาเมื่อวาน ก่อนเวลา 18.00น. ทางทีมงานจะดำเนินการจองสิทธิ์ให้ทุกท่านนะครับ
ส่วนท่านที่โอนเงินมาหลังเวลา 18.00น. ของเมื่อวาน ขออนุญาตไม่รับจองนะครับ
ท่านสามาถมารับเงินที่โอน คืนได้ที่หน้างาน โดยนำสลิปที่โอนมายืนยัน
บัตรชมภาพยนตร์ ท่านสามารถ ซื้อได้ที่หน้างาน วันที่ 2 มิถุนา 54 ที่โรงภาพยนตร์สกาล่า
เริ่มจำหน่ายบัตร 14.00น. เป็นต้นไป มาก่อนได้ก่อนนะครับ.....
- nonlany
- ขาประจำ
- โพสต์: 9601
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ธ.ค. 2008, 17:24
- team: Bike Xenger, Cham SQ, TCHA, Coffee Bike, etc...ทุกกลุ่มเลย
- Bike: อัศวินสีส้ม, D.N.A., นอนจัง
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
เตรียมมา ช็อปกันได้
1 Kanteen Thailand
2 วิบูลย์กิจ
3 Outdoor Innovation
4 Pedalicious
5 Ding Dong
6 Inavadee
7 พี่หนุ่ม
8 เสื้อ
9 Granny Bike
10 อีล๊อกก๊อกแก๊ก
11 อีล๊อกก๊อกแก๊ก
12 อีล๊อกก๊อกแก๊ก
13 c h o o s i n g
14 Bicy Rider
15 Tee-Talk
16 Vanmoof
17 มูลนิธิโลกสีเขียว
18 สมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย
19 OJ Backpack
20 Sport Bicycle
21 TCA
22 บุญ Bike
Sixty bike
Sealee Fixed
Smooty bike
My friend sport
1 Kanteen Thailand
2 วิบูลย์กิจ
3 Outdoor Innovation
4 Pedalicious
5 Ding Dong
6 Inavadee
7 พี่หนุ่ม
8 เสื้อ
9 Granny Bike
10 อีล๊อกก๊อกแก๊ก
11 อีล๊อกก๊อกแก๊ก
12 อีล๊อกก๊อกแก๊ก
13 c h o o s i n g
14 Bicy Rider
15 Tee-Talk
16 Vanmoof
17 มูลนิธิโลกสีเขียว
18 สมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย
19 OJ Backpack
20 Sport Bicycle
21 TCA
22 บุญ Bike
Sixty bike
Sealee Fixed
Smooty bike
My friend sport
แม้ยามหลับก็ยังฝันเป็นเรื่องจักรยาน
http://www.facebook.com/BangkokBicycle
http://nonlany.wordpress.com
http://www.facebook.com/BangkokBicycle
http://nonlany.wordpress.com
- nextstep
- ขาประจำ
- โพสต์: 4416
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ม.ค. 2010, 16:02
- ติดต่อ:
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
คนที่จองล่วงหน้าขอที่นั่งบนๆ กลางๆ ได้มั้ยครับ
กลัวว่าจองไปก่อนแต่ได้บนสุดและริมสุดทำเลไม่ดีครับ
กลัวว่าจองไปก่อนแต่ได้บนสุดและริมสุดทำเลไม่ดีครับ
ชอบปั่นจักรยานมาก แต่ปั่นเท่าไรก็ขึ้นเขาไม่ค่อยไหวเลยต้องมาวิ่งช่วยเพิ่มแรงขา
พอมาวิ่งก็เจ็บ ต้องว่ายน้ำช่วยรักษา นับนิ้วแล้ว เออ..3 อย่างพอดี ไปไตรละกัน :mrgreen:
พอมาวิ่งก็เจ็บ ต้องว่ายน้ำช่วยรักษา นับนิ้วแล้ว เออ..3 อย่างพอดี ไปไตรละกัน :mrgreen:
- attjaa
- ขาประจำ
- โพสต์: 774
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 พ.ย. 2010, 21:20
- team: Tour Bike
- Bike: Trek 4300/Spectrum ร้านลุง สวนรถไฟ
Re: ลุ้นรับจักรยาน 3 คันปั่นกลับบ้าน Bike in A Day 2 มิ.ย. 18.30 น. @สกาล่า ปั่นมาดู Shakariki สิงห์นักปั่น
ใช่ครับ ลำบากแสนสาหัสทีเดียว กว่าจะรอรถเมล์ ช่วงเย็นรอนานมากครับ ครึ่ง ชม. บางทียังไม่มาเลย พอมาคนก็แน่นเพราะรถไม่มาคนที่มารอก็เลยมากขึ้นๆ จนแย่งกันขึ้นแน่นรถ บางทีกระเป๋าก็ตะคอกใส่ มันทนไม่ไหวแล้ว ช่วงเวลาเร่งด่วนต้องปั่นอย่างเดียว เพราะมีสาเหตุมาจากค่านิยมที่ผิดๆ ต้องมีรถยนต์กัน ว่าถึงจะดูดี มีฐานะ ใช่ครับ ไม่เถียง แล้วเป็นไง รถคันละกี่แสนกี่ล้านพอขับช่วงนี้ก็ไม่เห็นจะต่างกันกับรถทั่วไปเลย ก็ยังซื้อกันจนตอนนี้รถล้นถนนแล้ว พวกที่ขับรถไปทำงานหรือไปธุระช่วงนี้ไม่เบื่อบ้างหรือครับ? มีความอดทนสูงมาก รถติดทุกวันก็ยังทนขับกันได้ รึว่ามีเงินเติมน้ำมันอีกก็ไม่รู้ ความลำบากมันเลยตกมาอยู่กับทุกๆคนที่ใช้ถนนนั่นแหละ ตอนนี้พยายามปั่นไปทำงานแม้ว่าจะไกลจากบ้านร่วม 40 โล ก็ตาม ตอนนี้ขอบอกว่าจักรยานมันยังเร็วกว่ารถเลย บางทีพวกเห็นแก่ตัวจอดชิดมากๆเข้าผมก็ยกขึ้นฟุตบาทต่อหน้าต่อตามันแล้วไปต่อ สะใจ ผมอีกคนแหละที่ต้องดิ้นรนแบบนี้ ลำบาก ถ้าเป็นงี้ต่อไปจะเป็นอย่างไรผมไม่รู้ด้วยแล้ว น้ำมันก็แพงขึ้นๆการที่ผมต้องขึ้นรถเมล์ที่แออัดยัดเยียดอยู่ด้วยผู้โดยสารขนาดขึ้นไม่ได้ต้องโหนอยู่ที่บันไดอีกหลายคนอยู่เป็นประจำวันทุกเช้า-เย็น จากบ้านที่โพธิ์สามต้น ฝั่งธน ไปทำงานการรถไฟฯ ที่โรงงานมักกะสัน ประตูน้ำ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 ได้รับความไม่สะดวกหลายประการเกี่ยวกับการเดินทางไปทำงาน เช่น ทุกเช้าต้องเดินออกจากบ้านประมาณ 200 เมตรไปที่ป้ายรถเมล์ แล้วต้องคอยรถเมล์กว่าจะมาก็ช้าบ้างเร็วบ้าง รถเมล์มาขึ้นได้แล้ว (บางคันแน่น ขึ้นไม่ได้) ก็เคลื่อนตัวไปได้ช้ามากเพราะต้องชะลอความเร็วหรือหยุดเพื่อให้รถออกจากซอย, เลี้ยวเข้าซอย, คนข้ามถนน, ติดไฟแดง ขณะที่ยืนอยู่ในรถเมล์ เกือบทุกวันผู้โดยสารแน่นมากจนกระดิกตัวไม่ได้ ด้วยความแออัดยัดเยียดทำให้ร้อนเหงื่อออกท่วมหน้าจะล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าหลังกางเกงยังไม่ได้ ต้องทนให้เหงื่อไหลเข้าตาจนแห้งเหือดไปเอง นอกจากนั้นแล้วยังเมื่อยแขนที่โหนราวและขืนตัวไม่ให้เซไปโดนผู้อื่น ขาทั้งสองข้างที่ต้องยืนนานนับเป็นชั่วโมง จนนั่งยองส้วมแล้วเจ็บเส้นท้องขาที่ระบมตึงอยู่เป็นประจำ กว่าจะถึงป้ายที่ทำงานต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ลงจากรถเมล์แล้วต้องเดินนับไม้หมอนรองรางรถไฟไปทางทิศตะวันออกซึ่งต้องสวนแสงตะวันยามสายในลักษณะที่เรียกว่าตะวันชอนตาอีกเป็นระยะทางประมาณ 500 เมตร จึงถึงที่ทำงาน โอย..เหนื่อยจัง..ถึงเสียทีที่ทำงาน ตอนเย็นงานเลิก 16.30 น. เดินทางกลับบ้านย้อนเส้นทางเดิมเมื่อตอนเช้า ก็ต้องประสบกับความไม่สะดวกต่าง ๆ นานา เหมือนกับตอนขาไปอีก โอย..เหนื่อย..ถึงบ้านเสียที คนทำงานที่ต้องขึ้นรถเมล์คงจะประสบปัญหาคล้าย ๆ กันกับผมกระมัง