ผมไปกับกลุ่มลุงโทเมื่อวันเสาร์ครับ
เจอกับคุณต้น เห็นว่า จะนัดกันไปอยุธยา
แต่ไม่ทราบเวลานัด วันนี้ก็เลย ปั่นไปเที่ยวที่บางเลน ตอนเช้า กลัมาถึงบ้านบ่ายโมงพอดี
รวมระยะทาง 101 กม พอดี เสียดายที่ไม่ได้ไปร่วมด้วย ไม่ทราบเวลานัดหมายน่ะครับ
-----------------------------------
ทริปอยุธยากับกลุ่มลุงโทเมื่อวันเสาร์
ตั้งใจว่าจะแอบๆตามไปห่างๆแบบชมนกชมไม้
ปรากฏว่า มีรุ่นพี่โรงเรียน OSK97 มาทัก เพราะผมใส่เสื้อทีมฟุตบอล OSK101
พี่เขาก็เลยชวนไปด้วยกัน รวมกันเป็นกลุ่มย่อย 8 คน
ไปได้แค่ร้านข้าวมันไก่ พี่ท่านหนึ่งเกิดติดธุระด่วนมากต้องกลับบ้านเพราะพ่อตาถึงแก่กรรม
ผมก็เลยเป็นหัวลากแบบตกบันไดพลอยโจน
ลากไปลากกลับ ตลอดเส้นทาง รวมทั้งลากไปส่งตามจุดต่างๆใน กทม รวมระยะทางวันนั้น 198 กม
ผมใช้วิธีการจากพี่หน่อยคือ รักษาความเร็วคงที่ 26 กม/ชม สวนลมจะลดลงเหลือประมาณ 21-22 กท/ชม
เมื่อตามลมหรือลงสะพาน ก็เป็น 28-32 กม/ชม แล้วแต่สถานการณ์ แต่แรงกดลูกบันไดคงที่เท่าเดิม
ปั่นแบบหน่วงๆค่อยไป ไม่เร่ง ควงขาตลอดไม่หยุดพักขา
เพื่อให้คนตามสามารถตามดูดเกาะหลังไปได้
กลุ่มของผมออกเดินทางจากร้านข้าวมันไก่เป็นกลุ่มเกือบสุดท้าย
การปั่นช่วงแรกๆสมาชิกในกลุ่มค่อนข้างจะเป็นกังวลว่าจะโดนทิ้งห่างจากกลุ่มที่ออกไปก่อน
เนื่องจากทิ้งช่วงเวลาห่างกันจากร้านข้าวมันไก่เกือบๆ 15 นาที
เพราะว่า ตอนที่ผมปั่นเป็นหัวลาก คนที่ตามบอกว่า ปั่นเหมือนไปซื้อกับข้าวหน้าปากซอย
เนิบๆ หน่วงๆ เหมือนคนขี้เกียจปั่น
ผมก็บอกว่า ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวจะตามแซงเก็บได้ทุกกลุ่มแน่นอน
และก็เป็นความจริงๆ กลุ่มของผมมาทันกลุ่มแรก พอดี ตรงจุดพักสามแยกที่มีซุ้มเป๊บซี่ก่อนถึงปั๊มบางจาก
เมื่อเวลาจะแซงผมก็จะใช้แรงกดลูกบันไดเท่าเดิม และจะแซงเมื่อความเร็วคงที่ในขณะนั้น
เร็วกว่ากลุ่มหรือรถคันข้างหน้าไม่มีการออกแรงกดลูกบันไดเพิ่ม ปล่อยให้ความเร็วที่มีอยู่นั้น
แซงขึ้นไปตามธรรมชาติ
สมาชิกในกลุ่ม เป็นมือใหม่เกือบทั้งหมด มีเก่าอยู่หนึ่งท่านคือ รุ่นพี่ OSK97 ที่ทำหน้าที่ปิดท้าย
ส่วนที่เหลือนั้นรวมทั้งเสือหมอบ เป็นมือใหม่ทั้งหมด แต่ก็สามารถดูดเกาะตามมาได้ทุกคน
ขากลับ ผมก็ใช้หลักการของทีม MJ Bike คือ ใช้คนที่อ่อนที่สุดเป็นเกณฑ์ และหยุดพักเป็นระยะ
ระหว่างที่พัก ผมกับรุ่นพี่ที่รับหน้าที่ปิดท้าย ก็ให้คำแนะนำในการปั่นเป็นกลุ่ม การใช้เกียร์ การปรับการใช้งานของกล้ามเนื้อ
พี่ท่านหนึ่งซึ่งกำลังจะเป้นตะคริว ก็สามารถผ่านพ้นการเป็นตะคริวไปได้ ส่วนอีกท่านที่ปั่นเสือหมอบ นั้นไม่สามารถ
เพราะได้เป็นตะคริวไปก่อนหน้านั้นไปแล้ว จึ่งต้องขึ้นรถกลับ(มีภรรยาขับรถตามมาเป็นรถเซอร์วิสให้สามี)
ทั้งกลุ่มที่เหลือสมาชิกอยู่ 7 คน ก็กลับมาถึง กทม ได้อย่างสะดวกสบายไม่เหนื่อยล้า
สิ่งที่พบในทริปนี้ มีหลายอย่างน่าสนใจ คือ
ระยะทาง 140 กม เป็นระยะทางที่ท้าทายการปั่นจักรยานมาก เพราะว่า จะว่าไกลก็ไม่ไกล จะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้
ระยะทางขนาดนี้ ทำให้นักปั่นหลายคน ประเมินกำลังของตัวเองไม่ถูก อีกทั้งตัวแปรคือ สภาพอากาศที่ร้อนจัด
และลมแรง นอกจากนั้น บรรยากาศการปั่นเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ จะมีกลิ่นไอของการแข่งขันอบอวลอยู่เสมอ
นักปั่นหลายท่านจึงเร่งแซงด้วยความเร็วสูง แต่สุดท้ายก็เรี่ยวแรงก็ร่อยหรอ จนความเร็วลดลง จากนั้นก็ต้องพักขา
ก็ยิ่งทำให้การรักษาความเร็วและการไหลของรถยิ่งยากมากขึ้น เมื่อต้องเร่งความเร็วให้ทันกลุ่มก็ต้องออกแรงมาก
กล้ามเนื้อต้องทำงานหนัก ในที่สุดก็เป็นตะคริว เมื่อก่อนจะเกิดตะคริว ก็ยังฝืนทนปั่นต่อไปโดยไม่มีการผ่อนแรง
หรือกระจายความเครียดของกล้ามเนื้อ เสือหมอบราคา กว่าครึ่งแสน ก็มีจุดจบที่กระบะท้ายรถในที่สุด เพราะปั่นต่อไปไม่ไหว
สิ่งที่พบเห็นอีกอย่างหนึ่ง คือ การปั่นเป็นกลุ่มแบบไม่เกาะกลุ่ม การปั่นเดี่ยวๆ หรือการปั่นเป็นกลุ่มห่างๆกัน
ไม่เกิดประโยชน์เลยในการปั่นจักรยานทางไกล หลายกลุ่มทิ้งเพื่อนกลุ่มเดียวกันที่เหลือความเร็วอยู่เพียง 20 กม/ชม
เมื่อเป็นเข่นนี้แล้ว แม้ว่า ทุกคนจะสามารถผ่านระยะทาง 140 กม ได้ แต่ร่างกายที่ทรุดโทรมเมื่อยล้า
ก็คงไม่น่าจะถือว่าเป็นการ "สอบผ่าน"
ปล. ผมใช้ Gary Fisher ที่เปลี่ยนยางเป็น Kenda Kwest แล้ว มีบางท่านที่ร่วมปั่นในทริปนั้น บอกว่า
ยางนี้มันหนืด มันไม่พุ่ง มันนิ่มเกินไป ฯลฯ ผมก็ไม่รูว่าจะตอบอย่างไรดี ก็เลยตอบว่า
"เพราะมันเป็นสีฟ้า เข้ากับสีรถ"
แต่ท่านที่ถามผม ตามดูดผมตลอดทางเลย
