สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรืออีกพระนามหนึ่งที่พวกเรารู้จักกันคือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประสูติเมื่อ วันอาทิตย์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีขาลฉศก จุลศักราช 1096 ซึ่งตรงกับวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2277 ทรงเป็นบุตรนายอากรบ่อนเบี้ยชาวจีน ชื่อ ไหฮอง กับนางนกเอี้ยง ซึ่งมีเคหสถานอยู่หน้าบ้านเจ้าพระยาจักรี สมุหนายก ในขณะคลอดเกิดอสุนีบาตผ่าลงตรงเสาดั้ง ณ เรือนคลอด และมีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อคลอดได้ 3 วัน มีงูเหลือมใหญ่เลื้อยเข้าไปขดในกระด้งรอบตัวเด็กเป็นทักขิณาวัฎ โดยมิได้ทำอันตรายแก่ทารก ตั้งแต่ได้เด็กมา เจ้าพระยาจักรีได้ลาภผลเจริญรุ่งเรือง ดังนั้นท่านจึงตั้งชื่อเด็กว่า "สิน"
เมื่อเด็กชายสินอายุได้ 5 ขวบ เจ้าพระยาจักรีนำไปฝากไว้กับพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส เพื่อศึกษาหนังสือไทย ขอม และพระไตรปิฏก ครั้นอายุได้ 13 ปี ก็ได้นำตัวไปถวายเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ นายสินได้ศึกษาหาความรู้ในสำนักอาจารย์ญวน จีน และแขก ต่อมาอายุได้ 21 ปี ได้อุปสมบท และได้พบกับพระภิกษุทองด้วง (สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) พระภิกษุทั้ง 2 รูป แม้จะอยู่ต่างวัดกันก็ตาม แต่ก็เคยรู้จักคุ้นเคยกัน เพราะพระภิกษุทั้ง 2 ได้เดินไปรับพระราชทานการถวายบิณฑบาตในพระราชวังเป็นประจำ วันหนึ่งมีซินแสจีนคนหนึ่งเดินผ่านพระภิกษุทั้ง 2 รูป ซึ่งกำลังนั่งรอรับพระราชทานการถวายบิณฑบาต ซินแสผู้นั้นเดินเลยไปแล้วชะงักเดินกลับมาใหม่พร้อมกับหัวเราะเสียงดัง พระภิกษุทั้งสองก็ถามว่า ท่านหัวเราะอะไร ซินแสผู้นั้นก็บอกว่า ตนเป็นหมอดูลักษณะของบุคคล ที่ตนหัวเราะก็เพราะ
เกิดมาข้าพเจ้าไม่ เคยเห็น
สองสหายหลายประเด็น เด่นชี้
ภายน่าว่าจักเป็น ปิ่นกษัตร์
นั่งอยู่คู่กันฉนี้ แน่ล้วนชวนหัว ฯ
ซินแสได้ทำนายพระภิกษุองค์แรก คือพระภิกษุสินว่า
ชายใดไกรลักษณ์พร้อม เพราะองค์
ศักดิ์กษัตร์ถนัดทรง ส่งชี้
สมบัติขัติยมง คลครอบ ครองแฮ
ชายนั้น คือ ท่านนี้ แน่ข้าพเจ้าพยากรณ์ ฯ
ส่วนพระภิกษุองค์ที่ 2 คือ พระภิกษุทองด้วงนั้น ซินแสได้ทำนายว่า
ท่านเป็นบุรุษต้อง ตามลักษณ์ ล้วนแล
บุญเด่นเห็นประจักษ์ เจิดกล้า
จักสู่ประภูศักดิ์ สุรกษัตร์
สืบศุภวงศ์ทรงหล้า สฤษดิ์เลี้ยง เวียงสยาม ฯ
พระภิกษุทั้ง 2 รูป เมื่อได้ฟังคำทำนายก็บอกว่า ซินแสพูดเพ้อเจ้อ ล้อเลียนเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อพระภิกษุสินลาสิกขาบทก็ได้กลับเข้ารับราชการ ต่อมาได้ตำแหน่งมหาดเล็กรายงาน ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ มหาดเล็กรายงานสินก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตาก และเมื่อพระยาตากถึงแก่ อนิจกรรม จึงโปรดให้หลวงยกกระบัตรสินดำรงตำแหน่งพระยาตาก ราษฎรเมืองตาก จึงเรียกว่า พระยาตากสิน
เนื่องจากพระยาตากสินรับราชการด้วยความซื่อสัตย์ จึงโปรดให้เลื่อนเป็น พระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นเมืองเอกด่านหน้าศึกในสมัยนั้น แต่ในขณะนั้นพม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาพระยา วชิรปราการจึงได้ช่วยราชการศึกในกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าเอกทัศน์ทรงอ่อนแอในการสงคราม แม้แต่จะยิงปืนใหญ่ต่อสู้ข้าศึกนั้นจะต้องได้รับพระบรมราชานุญาต ทำให้พระยาตากสินท้อใจเห็นว่าไม่มีทางที่จะรักษากรุงศรี-อยุธยาไว้ได้แน่ จึงได้รวบรวมสมัครพรรคพวกฝ่ากำแพงเมืองด้านตะวันออกไป เดินทางผ่านเมืองนครนายก ปราจีนบุรี ระยอง ซึ่งเมืองเหล่านั้นยินยอมเป็นสมัครพรรคพวก จนมาถึงเมืองจันทบุรี ซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่ชายทะเลตะวันออก เจ้าเมืองจันทบุรีไม่ยอมอ่อนน้อม พระยาตากสินจึงตัดสินใจตีเมืองจันทบุรีให้ได้ โดยสั่งให้ทหารเทอาหารมื้อเย็นทิ้งเสีย ให้ไปหากินเอาในเมืองจันทบุรี ถ้าไม่ได้ก็ต้องตายพร้อมกัน ด้วยความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ของพระยาตากสิน ทำให้ทหารของพระยาตากสินตีเมืองจันทบุรีได้ พระยาตากสินก็สะสมเสบียงอาหารและเรือรบไว้ แล้วยกทัพมาตีเมืองธนบุรี สู้รบกับพม่าที่โพธิ์สามต้น และได้ชัยชนะยกทัพเข้ากรุงศรีอยุธยา พระยาตากสินเห็นว่าไม่ควรตั้งราชธานีที่กรุงศรีอยุธยาต่อไป จึงย้ายมาตั้งที่กรุงธนบุรี
พระยาตากสินได้ปราบดาภิเศกเป็นกษัตริย์ เมื่อ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2310 หลังจากนั้นได้ทรงปราบปรามก๊กต่าง ๆ ที่แตกแยกกันตอนเสียกรุงศรีอยุธยา คือ ก๊กเจ้าพระยาฝาง ก๊กเจ้าพระยาพิษณุโลก ก๊กเจ้านคร และก๊กเจ้าพิมาย
พ.ศ.2321 พระยาตากสินได้โปรดให้เจ้าพระยาจักรีเรียกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์ ลานช้าง หลวงพระบาง และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมา ยังกรุงธนบุรีด้วย
พ.ศ. 2323 เกิดจราจลในประเทศเขมร พระเจ้าตากสินจึงโปรดให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพไปปราบจราจลในเขมรพอดี กรุงธนบุรีเกิดจราจล เนื่องจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระสติวิปลาสสำคัญว่าพระองค์ลุโสดาบัน จึงบังคับให้พระสงฆ์กราบไหว้ บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ก็ข่มเหงรังแกราษฎร พระองค์จึงโปรด ให้พระยาสรรค์ไปปราบ แต่พระยาสรรค์กลับยกทัพจับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีให้สละราชสมบัติ และบังคับให้ทรงผนวช ตัวพระยาสรรค์เองคิดจะเป็นผู้สำเร็จราชการ แต่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับมาจากเขมร บรรดาขุนนางผู้ใหญ่และราษฎรจึงอัญเชิญขึ้นครองราชย์สมบัติแทน และให้สำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินเสียเมื่อ วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 จึงเป็นอันสิ้นสุดรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ซึ่งมีระยะเวลา 15 ปีเท่านั้น
ด้วยคุณความดีของพระองค์ที่ทรงต่อสู้กอบกู้เอกราชของชาติไทย รัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทยจึงพร้อมใจกันขนานนามว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และได้สร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขึ้นที่วงเวียนใหญ่ ธนบุรี เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2497 ตัวอนุสาวรีย์สูง 8.59 เมตร กว้าง 1.8 เมตร ยาว 3.50 เมตร มีรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์เป็นรูปทรงม้า ทรงพระมาลา ยกกรข้างขวาชูดาบพร้อมที่จะเผชิญกับข้าศึกอย่างฉับพลัน ที่ฐานของอนุสาวรีย์มีคำจารึกว่า
อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์เฉลิมพระบรมราชกฤดาภินิหาร
แห่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
พระองค์ผู้เป็นมหาวีรบุรุษของชาติไทย
ประสูติ พ.ศ. 2277 สวรรคต พ.ศ. 2325
รัฐบาลไทยพร้อมด้วยประชาชนชาวไทย
ได้ร่วมกันสร้างขึ้นประดิษฐานไว้
เมื่อวันที่ 17 เมษายน พุทธศักราช 2497
เพื่อเตือนใจให้ประชาชนชาวไทยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงเพียร
พยายามปราบอริราชศัตรู กอบกู้เอกราชของชาติไทยให้กลับคืนดำรงอิสรภาพสืบมา
นอกจากนี้ทางราชการได้กำหนดให้วันที่ 28 ธันวาคม อันเป็นวันคล้ายวันเสวยราชย์ปราบดาภิเษก เป็นวันถวายบังคมพระบรมรูปเป็นประจำทุกปี
พระราชบุคลิกลักษณะในการเป็นผู้นำทางทหาร
ตลอดพระชนมชีพของสมเด็จพระเจ้าตากสินเต็มไปด้วยการทำศึกสงคราม และตลอดเวลา 15 ปี ที่ กรุงธนบุรีได้เป็นราชธานีอยู่เกือบจะหาเวลาว่างสำหรับจะทรงบูรณะบำรุงกรุงธนบุรีไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นหัวใจของประเทศ ฉะนั้นธนบุรีจึงไม่มีอะไรเหลือเป็นสิ่งสำคัญเลย แม้พระราชวังก็ได้สร้างไว้ไกล้ๆ ป้อมโบราณ ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทั้งนี้ก็เพื่อจะอาศัยป้อมเป็นเครื่องคุ้มครองอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพราะขาดกำลังคน ขาดอาวุธ ขาดเงิน ขาดทรัพย์สมบัติดั้งเดิม ดูเหมือนจะขาดไปทุกอย่าง และหากจะนำไปเปรียบเทียบกับฐานะของหัวหน้าก๊กที่เป็นไทยด้วยกันอีก 5 ก๊กแล้ว จะเห็นว่าฐานะ ของพระองค์ท่านแย่กว่าเพื่อน เพราะไม่ได้อยู่ในราชสกุล หาคนนิยมอุดหนุนไม่ได้ ไม่มีภูมิลำเนาเป็นหลักฐานอย่างผู้นำก๊กอื่นๆ และไม่มีกระทั่งกำลังคนจะใช้สอย ขั้นแรกทรงมีเพียง 500 คน ไม่น่าจะทรงกระทำการใหญ่กอบกู้ประเทศได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อพิจารณาก็พบว่าสิ่งนั้นไม่ใช่อื่นใด คือ "พระราชบุคลิกลักษณะประจำพระองค์" หมายถึง "ลักษณะของพระราชอุปนิสัยและพระปรีชาสามารถประจำพระองค์" ที่ได้แสดงออกในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่าง ๆ
พระราชอุปนิสัยดีงามหลายอย่างของพระองค์ เฉพาะที่เกี่ยวกับทางทหาร ซึ่งได้ส่งเสริมให้พระองค์เป็นผู้นำทางทหารของไทยที่ดีเยี่ยมพระองค์หนึ่ง และถึงขั้นที่ถวายพระเกียรติเป็น "มหาราช" ได้บ้างเท่าที่พอจะมองเห็นในขณะนี้ก็คือ
1. ทรงมีพระทัยกล้าหาญ คุณลักษณะของผู้นำข้อนี้สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีอยู่เต็มเปี่ยม ในการนำทหารหนีวงล้อมของพม่าออกไปจากกรุงศรีอยุธยานั้น พม่าได้ส่งกำลังออกติดตาม แต่ก็ปรากฎว่าได้ทรงขี้ม้านำทหารออกตะลุมบอนกับข้าศึกถึง 3 ครั้ง ในการเข้าตีเมืองจันทบุรี ก็ทรงช้างเข้าทำลายประตูเมืองเอง ต้องถูกระดมยิง จากกำแพงราวกับห่าฝน นายท้ายช้างเกรงจะเป็นอันตรายต่อพระองค์จึงใช้ขอบังคับช้างให้ถอยออกมาให้ห่าง สมเด็จพระเจ้าตากสินขัดพระทัยทรงเหลียวมาเงื้อพระแสงจะฟัน นายท้ายช้างต้องทูลขอชีวิต แล้วไสช้างเข้าดันประตูเมืองจันทบุรีทะลายลง
เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงมีกำลังทหารมากขึ้นและจัดเป็นกองทัพหน้าและทัพหลวงได้แล้ว ทุกครั้งเสด็จคุมทัพหลวงด้วยพระองค์เอง พอทัพหน้าปะทะเข้ากับข้าศึกจะรีบเสด็จไปทรงบัญชาการทัพหน้าส่วนพระองค์เองเกือบทุกครั้ง ทั้งนี้เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์ที่ทรงเห็นเหตุการณ์ด้วยพระองค์เองแล้ว สามารถจะตรัสสั่งงานได้ทันท่วงที และเป็นตัวอย่างส่งเสริมกำลังใจแก่ทหารอีก โดยเหตุนี้เองที่ทำให้พระองค์ทรงถูกยิงเข้าที่พระชงม์เมื่อคราวรบกับหน่วยปฏิบัติพิเศษของ หลวงโกษา (ยัง) ณ ตำบลเกยชัย ถึงกับต้องถอยกลับพระนคร
นอกจากนั้น ในการอำนวยการรบยังทรงกล้าเสี่ยง หรือกล้าได้กล้าเสียอย่างน่ากลัวจะพลาดพลั้งอย่างยิ่งหลายครั้ง
2.ทรงสามารถตัดสินพระทัยแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้รวดเร็วและถูกต้องอย่างน่าอัศจรรย์ เรื่องนี้จะเห็นได้จากการรบที่บ้านพรานนก คือขณะที่พระองค์ทรงหยุดทหารพักเหนื่อยอยู่ตรงชายทุ่งเมื่อเวลา 16.00 นาฬิกา พม่ายกกำลังทางบกทางน้ำไล่เข้ามาจวนตัวทำอะไรแทบไม่ทันทั้งนั้น จึงตกลงพระทัยได้ทันทีว่า จะทรงแก้ไขสถานการณ์อย่างไร โดยทรงให้พวกกองเสบียงและข้าวของหนักยกล่วงหน้าไปก่อนสั่งให้วางรายปืนไว้ตรงช่องทางเดิน แล้วพระองค์เองทรงนำทหารไป ล่อทหารพม่า ทำอย่างนี้อยู่ 3 หน พม่าก็ถอยกลับและในตอนที่ทรงสั่งให้เอาอาหารและทุบหม้อข้าวทิ้งก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรี ตรัสว่า "ถ้าตีเมืองจันทบุรีไม่ได้ก็ตายกันเสีย ให้หมดก็แล้วกัน" ทั้งนี้เพราะขณะนั้นคงตกอยู่ในฐานะอับจนจริง ๆ กำแพงเมืองจันทบุรีก็แข็งแรงมาก ทหารในเมืองก็มากกว่า สดชื่นกว่า อยู่ในกำบังดีกว่า เสบียงอาหาร ในหน่วยทหารของพระองค์ก็เหลือน้อยเต็มที จึงทรงแก้ไขเอาด้วยการเพิ่มกำลังใจให้แก่ทหารด้วยวิธีนั้นและแล้วก็สำเร็จ นี่เป็นตัวอย่างในการตัดสินพระทัยของพระองค์
ส่วนตัวอย่างการแก้ปัญหาในด้านการปกครองก็มีอยู่ คือ เมื่อประกาศตั้งเมืองธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีแล้ว ราษฎรที่แตกกระสานซ่านเซ็นอยู่ในที่ต่าง ๆ ได้ชวนกันมาอยู่ในพระนครมากขึ้น จึงเกิดข้าวไม่พอกิน เพราะชาวบ้านไม่ได้ทำนาตามปกติถึง 2 ปี และยังถูกข้าศึกแย่งเอาไปเสียอีกมากข้าวจึงไม่พอกินอาจจะมีพ่อค้า ต่างเมืองเอามาขายบ้าง แต่ราษฎรก็กำลังสิ้นเนื้อประดาตัว จึงทรงแก้ไขง่าย ๆ อย่างที่ราชการสมัยนี้ทำกันคือทรงยอมเสียพระราชทรัพย์ซื้อข้าวถังละ 4 บาท 5 บาท พร้อมกับแจกเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มทันที เมื่อข้าวขายได้ราคาดีทำให้พวกพ่อค้าเอาข้าวและผ้าผ่อนมาขายมากขึ้น ราคาก็ถูกลง ทั้งทำให้พระองค์ได้รับคะแนนนิยมมีผู้เข้า มาสวามิภักดิ์ขึ้นเรื่อย ๆ
3. ทรงมีความอดทน ในการรบ ความอดทนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งอย่างหนึ่งของทหาร เพราะความเหน็ดเหนื่อยและอดหยากลำบากทางกาย ความคับแค้นทางใจที่เกิดขึ้นในระหว่างสงครามย่อมบั่นทอนกำลังกายและกำลังใจของทหารให้เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว โดยเหตุนี้ความอดทนจึงเป็นเครื่องสนับ สนุนความมีชัยที่สำคัญอย่างหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีความอดทนทั้งทางกายและใจอย่างดียิ่ง จึงทรงแก้ปัญหาการรบที่ยาก ๆ เต็มไปด้วยอุปสรรคต่าง ๆ ให้คลี่คลายลงได้โดยเร็ว มิได้ทรงรอให้โชคชะตามาช่วยพระองค์เลย ตัวอย่างในเรื่องนี้จะเห็นได้ในคราวรบพม่าที่ตำบลบางแก้ว ราชบุรี เมื่อ พ.ศ.2317 และ ในตอนแรกเมื่อตีเชียงใหม่ได้แล้ว ขณะที่ประทับอยู่ที่เมืองตาก (ราว ๆ เขื่อนภูมิพลขณะนี้) ทรงทราบว่ากองทัพพม่าจะยกเพิ่มเติมเข้ามาอีก ก็ทรงร้อนพระทัย รีบลงเรือล่องจากเมืองตากมายังค่ายหลวงที่บ้านระแหง (ซึ่งอยู่ทางใต้ระยะทางเดิน 1 วัน) ตั้งแต่เวลา 2 ยาม กลางทางคงมืด เรืนชนตอล่มลง ต้องว่ายน้ำช่วยพระองค์เอง ขึ้นหาดแล้วต้องเดินด้วยพระบาทมาจนถึงบ้านระแหง เมื่อคราวรบกับกองทัพอะแซหวุ่นกี้ เมื่อ พ.ศ.2318 ที่ได้เมืองพิษณุโลกคราวเหตุการณ์คับขันค่ายชั้นที่ 3 ที่บ้านกระดาน ถูกพม่าล้อม พระองค์ต้องเสด็จดำเนินด้วยพระบาทจากค่ายขั้นที่ 2 ที่บ้านท่าโรง เพื่อขึ้นไปทอดพระเนตรเหตุการณ์ด้วยพระองค์เอง ขากลับก็เสด็จพระราชดำเนินด้วย พระบาทเช่นกัน ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาเดินเท้าเกือบ ๆ 15 กิโลเมตร ก็ไม่แปลกอะไร แต่บุคคลชั้นพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทมาไกล ๆ เช่นนี้หากไม่ได้ง่ายนัก
ในการบัญชาการทัพอยู่ที่บ้านปากพิง ใต้เมืองพิษณุโลกลงมา ระยะทางราววันหนึ่งเต็ม ๆ นั้นก็ได้แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงมีความอดทนอย่างประหลาด ด้วยพระองค์ต้องคอยฟังข่าวจากเมืองพิษณุโลก ที่อยู่ทางเหนือ และทางกรุงธนบุรี, เมืองเพชร, เมืองกุย และเมืองปราณที่อยู่ทางใต้อยู่จนกระทั่งยุบกองบัญชาการซึ่งเป็นเวลา ถึงเดือนครึ่ง จากรายละเอียดในพงศาวดารจะเห็นว่า ระหว่างนั้นพระองค์แทบจะไม่มีเวลาบรรทมและทรงปลีกพระองค์ไปจากกองบัญชาการได้เลย เพราะสายการข่าวที่ ทรงวางไว้อย่างดี ได้นำข่าวทะยอยเข้ารายงานเป็นจำนวนมาก แต่ทรงสั่งการแก้ไขเหตุการณ์ไปได้ทันทีตลอดเวลา
4. ทรงมีพระทัยรักความยุติธรรมและเหตุผล มีเหตุการณ์อยู่หลายครั้งที่แสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินไม่ทรงยอมใช้พระราชอำนาจตามพระราชหฤทัย ก่อนที่จะได้ผ่านพระราชวินิจฉัยเป็นอย่างดีเสียก่อนเสมอ ดังจะเห็นได้จากคราวยกทัพไปปราบก๊กเจ้านครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ.2312 ครั้นตีเมืองนครและจับตัวเจ้านครได้แล้ว พวกลูกขุนปรึกษากันวางโทษให้ประหารชีวิต แต่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ทรงเห็นด้วย ตรัสว่า "เวลาบ้านเมืองแตกใคร ๆ ที่มีกำลังก็หมายจะเป็นใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น เจ้านครยังไม่เคยเป็นข้าของใครมาก่อน ถึงจะคิดรบพุ่งต่อสู้ ก็จะถือเป็นความผิดมิได้ และเมื่อจับได้เจ้านครก็อ่อนน้อมโดยดี จะขอเอาตัวไปใช้ในกรุง" และโดยเหตุนี้เอง พระองค์ก็ได้คนดีเอาไว้เป็นกำลังอีกผู้หนึ่ง แม้เมื่อคราวมีผู้ฟ้องว่าในขณะที่กำลังประทับอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชนั้น พระยาอภัยรามฤทธิ์และพระยาอนุชิตราชา ยกทัพกลับจากเขมร เป็นการขัดพระบรมราชโองการที่ตรัสสั่งให้ยกกำลังไปตีเขมรแต่เมื่อพระยาอนุชิตราชากราบทูลว่า การที่ยกกองทัพกลับเข้ามาเพราะพระองค์เสด็จไป ตีหัวเมืองปักษ์ใต้เป็นเวลานานมาก และมีข่าวลือว่าทรงสิ้นพระชนม์เสียแล้ว คนทั้งสองจึงรีบยกกองทัพกลับมาป้องกันพระนคร ไม่ยอมเป็นข้าผู้อื่น เมื่อได้ทรงฟังเหตุผลแล้ว ก็หายกริ้ว ตรัสสรรเสริญว่า "ควรแล้ว" ดังนี้เป็นต้น พระราชคุณธรรมข้อนี้เองที่ทำให้ทหารไว้ใจในพระองค์ แม้เลือดเนื้อและชีวิตก็ยอมที่จะสละให้ได้
ยุทธวิธีของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน
ความรู้ที่ได้ถ่ายเทมาจากครูชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างชาวโปรตุเกสและชาวฝรั่งเศส ได้ทำให้วิธียุทธในสมัยกรุงธนบุรีก้าวหน้าและแปลกต่าง ไปมากดังจะยกเอาแต่ที่แปลกๆ และเด่น ๆ ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงใช้ มีดังนี้
1. กองทัพที่เกิดใหม่ กองทัพนี้หมายถึง "กองทัพเรือ" ตามที่จริงกองทัพกรุงศรีอยุธยารู้จักใช้เรือในการรบมานานแล้ว แต่ใช้เพียงเป็นพาหนะเคลื่อนย้ายกำลังทหารและสัมภาระเท่านั้น
กองทัพเรือได้เริ่มมาจัดขึ้นเป็นรูปกองเรือรบและใช้รบได้ผลก็ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินดังในเรื่อง "ไทยรบพม่า" กล่าวว่า "พอถึงเดือน 11 ปีกุน พ.ศ. 2310 สิ้นมรสุม เจ้าตากต่อเรือรบได้ 100 ลำ รวบรวมทหารทั้งไทยจีนได้ประมาณ 4,000 ก็ยกกองทัพเรือออกจากจันทบุรีในเดือน 11 นั้น" เป็นอันว่ากองทัพเรือไทยได้เกิดขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าตากสินนี้เอง
2. ทรงเปลี่ยนแปลงแผนสงคราม ตั้งแต่เดิมมานั้นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยานิยมใช้ตัวกรุงศรีอยุธยาเป็นที่มั่นตั้งรับข้าศึกเสมอ
แต่ในสมัยกรุงธนบุรีนี้ สมเด็จพระเจ้าตากสินไม่ทรงยอมใช้พระนครเป็นที่ตั้งรับต่อไป ทั้งนี้อาจจะเนื่องด้วยว่า ปืนใหญ่สมัยนี้มีอำนาจยิ่งขึ้นในระยะยิง และความแม่นยำในการทำลาย การตั้งรับที่คอยให้ข้าศึกลากเอาปืนใหญ่เข้ามาตั้งยิงชายพระนครนั้น ย่อมทำให้ทรัพย์สินและชีวิตราษฎรข้างหลังพลอยเสียหายล้มตายและ ทำมาหากินไม่ได้ พลอยทำให้ขวัญไม่ดีไปด้วยอย่างหนึ่ง วิธีการรบด้วยการตั้งรับเช่นนั้นย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะต้องคอยแก้ปัญหาที่ฝ่ายข้าศึกบุกขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ไม่มี อิสระ หนทางที่จะได้ชัยชนะจึงแทบจะไม่มีเวลาเอาเสียเลย ดังนั้นจะสังเกตุได้ว่า เมื่อทราบว่าข้าศึกยกมา สมเด็จพระเจ้าตากสินจะทรงส่งกำลังส่วนย่อยออกไปยับยั้งไว้ตั้ง แต่ระยะไกล ๆ แล้วจะทรงยกกำลังส่วนใหญ่ (หรือทัพหลวง) ตามออกไปทำลายล้าง ดังนั้นจึงกล่าวได้ตลอดรัชสมัยของพระองค์ ไม่เคยมีกองทหารข้าศึกเข้ามาถึงชาน พระนครแม้แต่ครั้งเดียว และแผนสงครามที่กล่าวนี้ได้เป็นแบบอย่างถ่ายทอดไว้ให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาทรงนำมาใช้
3. ใช้ปืนใหญ่สนับสนุนการรบกว้างขวางขึ้น ในปลายสมัยอยุธยากิจการปืนใหญ่ในประเทศไทยก้าวหน้าไปมาก ทั้งเทคนิคในการสร้าง และการใช้ในการรบ สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงใช้ปืนใหญ่สนับสนุนในการรบอย่างกว้างขวางและได้ผลดียิ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยุทธในสมัยนี้ก้าวหน้าไปไกลมาก ทหารจะออกไปตั้งค่ายไม้ไผ่โดดเด่นอยู่กลางทุ่ง เหมือนสมัยอยุธยาไม่ได้อีกแล้วจะต้องขุดคูกำบังลูกกระสุนเข้าไปไกล้ตัวข้าศึกให้มากที่สุดที่จะมากได้ แล้วจึงตรูกันขึ้นจากคู กำบังใช้อาวุธสั้นตะลุมบอน การรบที่เป็นตัวอย่างได้ดีก็คือการรบเพื่อป้องกันเมืองพิษณุโลกของเจ้าพระยาจักรีและพระยาสุรสีห์เมื่อ พ.ศ. 2318 บังเอิญแม่ทัพพม่าที่อำนวยการ ล้อมคือ อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพอายุ 72 ปี ของพม่าผู้นี้ได้มาพบคู่ต่อสู้ที่มีฝีไม้ลายมือในการรบเยี่ยมยอดเท่าเทียมกัน คือ พระยาจักรี ทั้งสองฝ่ายจึงได้แสดงความชัดเจนออกมาให้เห็น ที่น่าสนใจและถือเป็นบทเรียนก็ได้คือเมื่อต่างฝ่ายทำอะไรกันไม่ได้ ต่างก็วางแนวขุดคูวางกำลังยืนกันอยู่ จะใช้ปืนใหญ่ช่วยก็ทำได้ยาก เพราะสมัยนั้นเป็นปืนใหญ่กระสุนวิถีตรง เป็นส่วนมาก ต่อมาทั้งสองฝ่ายจึงใช้วิธีขุดคูกำบังตัวเข้าหากันเป็นสาย ๆ พอคูทะลุถึงกันก็ใช้อาวุธสั้นตะลุมบอนกัน แต่ก็ไม่ได้ผลเด็ดขาดอะไร ต่างก็แก้ไขเหตุการณ์ได้ ดังนี้ จะเห็นว่าการรบที่เรียกว่า "สงครามนอกสนามเพลาะ" ซึ่งใช้กันในสงครามโลกครั้งที่ 1 นับเป็นปี ๆ นั้นในสมัยธนบุรีไทยกับพม่าได้นำมาใช้ก่อนแล้ว
4. การจัดกองทัพ สังเกตได้ว่าการจัดกองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินนี้ได้รับการแก้ไขปรับปรุงใหม่ แตกต่างกับที่เคยใช้กันมาในครั้งก่อน ๆ มาก ดังจะได้ยกมาเล่าให้เป็นอย่างๆ ไป
ก. การจัดขบวนทัพ ในการจัดขบวนทัพของกรุงศรีอยุธยาในสมัยก่อน ๆ ได้จัด กำลังออกเป็น 3 ส่วน คือ กองทัพหน้า กองทัพหลวง และ กองทัพหลัง
แต่ในสมัยกรุงธนบุรีนี้ กองทัพหลังหายไป ไม่ทรงจัด มีแต่กองทัพหน้าและกองทัพหลวง ทั้งนี้อาจจะเป็นด้วยกำลังไม่พอจัดก็เป็นได้ สมเด็จพระเจ้าตากสินจึง เอาส่วนสัมภาระเลี้ยงดู และส่วนช่วยรบอื่น ๆ มาไว้กับกองทัพหลวง กองทัพหลวงต้องช่วยคุ้มครองหน่วยสัมภาระและกองพาหนะให้ด้วย
นอกจากนั้นภายในกองทัพหลวงยังทรงจัดกองปืนใหญ่หนุนทั่วไปขึ้นพิเศษกองหนึ่ง ทั้งนี้เพราะไม่อาจจะจัดหน่วยปืนใหญ่ไปประจำอยู่ตามหน่วยรบย่อยที่ แยกออกไปปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ ได้ ด้วยมีจำนวนปืนใหญ่จำกัด จัดรวมไว้เป็นส่วนกลางหน่วยเดียวเหมาะกว่า ในเวลารบหากด้านไหนถูกข้าศึกรบกวนหนักก็จะทรงส่งกองปืน ใหญ่นี้ไปช่วยยิงกั้นทางให้ และถ้าจะเข้าตีค่ายก็จะส่งไปช่วยยิงทำลายค่ายเบิกทางให้ก่อน ในการรบที่เมืองพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ.2318 นั้นทรงใช้ "กองปืนใหญ่เกณฑ์หัด" ซึ่งมีกำลังประมาณ 200 คน เป็น "กองปืนใหญ่หนุนทั่วไป" ช่วยหน่วยรบ 2 หน่วยที่เคลื่อนที่คร่อมแม่น้ำแควใหญ่ตั้งแต่ปากพิงไปถึงพิษณุโลก
ข. การจัดขบวนรบ หรือการจัดขบวนสำหรับที่จะรบ น่าแปลกที่ขบวนรบที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงนำมาใช้ในคราวรบกับกองทัพอะแซหวุ่นกี้ ที่เมืองพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ.2318 นั้นช่างมีพระราชดำริ (หรือที่พูดกันอย่างสมัยใหม่ว่าแนวความคิด) เหมือนกับการจัดขบวนสงครามสมัยใหม่นี้มาก คือได้วางกำลังเป็นแนว ๆ ซ้อนกันในทางลึกดังจะเห็นว่าทีแรกทรงวางแนวของกองทัพหลวงไว้ที่บ้านปากพิงห่างจากเมืองพิษณุโลก ที่กองทัพพิษณุโลกในการบังคับบัญชาของสมเด็จพระยาจักรีกำลัง ขับเคี่ยวกับกองทัพของอะแซหวุ่นกี้ที่ลัอมอยู่โดยรอบ จากบ้านปากพิงถึงพิษณุโลกห่างราว 20 กิโลเมตร ระหว่างตำบลทั้งสองนี้ได้ทรงวางแนวทหารคร่อมลำน้ำน่านไว้ 5 แนว เฉลี่ยแล้วแต่ละแนวห่างกันราว 4 กิโลเมตร และระหว่างแนวเหล่านี้ได้ให้ทำทางริมแม่น้ำเพื่อให้ติดต่อกันสะดวกโดยตลอด การวางกำลังไว้เป็นชั้น ๆ ในทางลึกหลาย ๆ ชั้นเช่นนี้ ย่อมจะป้องกันมิให้ข้าศึกเข้าตีทะลุทะลวงเข้ามาถึงกองบัญชาการกองทัพที่บ้านปากพิงได้ง่าย สมมุติว่าเข้าตีแนวแรก ๆ คือแนวที่ 1 และที่ 2 สำเร็จทะลุเข้ามาได้ แต่ถึงแนวที่ 3 เข้าข้าศึกก็หมดแรงถูกแนวที่ 3 ทำลายได้หมด
5. การวางสายข่าว สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเห็นความสำคัญของการหาข่าว การส่งข่าวมาให้ทรงทราบว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงวางพิธีการไว้อย่างดี โดยเหตุนี้ทุกคราวที่พระองค์ทรงเป็นแม่ทัพที่บัญชาการรบทุก ๆ สงครามจะมีข่าวจากที่ต่าง ๆ ทั้งไกลและใกล้หลั่งไหลมาสู่พระองค์ไม่ขาดสาย ดังจะเห็นได้ชัดในคราวสงครามเมืองพิษณุโลกที่เคยยกตัวอย่างมาแล้วนั่นเอง ที่กองบัญชาการของพระองค์ที่บ้านปากพิงนั้น จะมีข่าวการรบจากในเมืองพิษณุโลกเล็ดลอดมาถึง พระองค์ ข่าวจากแนวหน้าทุกแนว ข่าวจากกรุงธนบุรี และข่าวทางไกลจากเมืองเพชรบุรี ราชบุรี ด่านแม่สอด ด่านเจดีย์สามองค์ จะมาสู่พระองค์ท่านตลอดเวลา และแล้วก็ทรง พิจารณาสั่งการไปได้ทันที เช่นเมื่อทรงทราบว่ามีทหารยกเข้ามาทางด่านแม่สอดตรงมาทางเมืองตาก ก็ทรงสั่งกองทหารออกไปสกัดทันที เมื่อทรงมีข่าวว่ามีกำลังพม่าเข้ามาป้วน เปี้ยนอยู่ที่เพชรบุรี ก็ทรงสั่งกำลังจากกองทัพหลวงส่วนหนึ่ง ยกไปป้องกันกรุงธนบุรีและทรงสั่งทหารหน่วยอื่นไปทำลายทหารพม่าหน่วยนั้น จะเห็นว่าในการรบคราวนั้นทรง ส่งกำลังจากทัพหลวงออกไปเรื่อย ๆ จนน่ากลัวว่ากองทัพหลวงจะหมดกำลังทีเดียว เพราะมีกำลังน้อยอยู่แล้วแต่ก็ทรงกล้าเสี่ยงอย่างหมิ่นเหม่
การที่ทรงสั่งการไปได้รวดเร็วทันเวลาเช่นนี้ ก็เพราะทรงได้รับข่าวจากสายการข่าวที่ทรงวางไว้เป็นอย่างดีนั้นเอง
6. การหน่วยสนับสนุน (หรือหน่วยช่วยรบ) ได้แก่กองเสบียง กองยานพาหนะ และอื่น ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการรบ แต่จำเป็นสำหรับการบำรุงเลี้ยง ดูและลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์จากข้างหลัง คือจากภายในมายังแนวหน้า ในเรื่องนี้สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงจัดแปลกไปกว่าในสมัยอยุธยา และถูกต้องตามหลักการอย่างยิ่ง
ในสมัยอยุธยานั้น เมื่อกองทัพจะยกไปรบทางใดจะมีคำสั่งจากในกรุงออกไปเกณฑ์ให้หัวเมืองรายทางที่กองทัพจะผ่าน เคลื่อนกำลังคน เสบียง พาหนะต่าง ๆ ซึ่งรวมทั้งเกวียน เรือ และช้าง ม้า วัว ไว้คอยช่วยเหลือลำเลียงให้เป็นทอด ๆ ถ้าเป็นอาหารก็มอบให้เลย หมายความว่ากองทัพจะยกไปฝากท้องไว้กับชาวบ้านตามทาง
แต่ในสมัยธนบุรีนี้จะทำเช่นนั้นได้ยากเพราะบ้านเมืองเพิ่งพ้นจาก "บ้านแตกสาแหรกขาด" มาใหม่ ๆ ข้าวปลาอาหารตามหัวเมืองต่างยังไม่สมบูรณ์ การเรียกเกณฑ์จึงได้ผลไม่แน่นอนทั้งจะเป็นการไปรับแกชาวบ้านท้องถิ่น สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงใช้วิธีใหม่ คือ ลำเลียงไปจากในกรุงเลย ฉะนั้นจึงเกิดมีกองเสบียงรวมอยู่ ในทัพหลวงอีกอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นเนื่องจากสมัยของพระองค์ท่านนี้ เรามีเรือมากแล้ว จึงทรงพยายามลำเลียงหน่วยทหารในเขตหลังที่ปลอดจากถูกข้าศึกโจมตีเรือมากที่สุด เพราะนอกจากจะลำเลียงไปได้คราวละมาก ๆ แล้ว ยังเป็นการออมกำลังทหาร จะได้ไม่เหน็ดเหนื่อยเป็นการได้เปรียบแก่ข้าศึก
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
http://kanchanapisek.or.th/kp8/culture/bkk/bkk211.html