

kobfujar เขียน:***ขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่เคยฝึกมวยจีน และ ไม่เคยมีความรู้ด้านนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเอง ประกอบกับ มีสมาชิกท่านหนึ่งแนะนำเรื่องท่าฝึกกำลังขา(จำไม่ได้แล้วว่าอยู่กระทู้ไหน) ที่ผมเห็นว่าคล้ายกับท่าของมวยจีนนี้ไว้ จึงไปลองค้นคว้าดู และ ลองเอาฝึกได้ไม่กี่วันมานี้เอง จึงได้เรียบเรียงและมานำเสนอ เผื่อจะมีบางท่านสมาชิกสนใจ นำไปฝึก เพื่อเสริมกับการซ้อมปั่นที่ทำกันอยู่แล้วครับ****
ท่าการยืนม้า เป็นท่ายืนที่สำคัญที่สุดในวิชามวยจีนเกือบทุกวิชา คือท่า”หม่าปู้”
คำว่า”หม่า”ในภาษาจีนแปลว่าม้า ส่วนคำว่า”ปู้”แปลว่าก้าวหรือท่าก้าวดังนั้น”หม่าปู้”จึงรู้จักในชื่อ ว่า”ยืนม้า”หรือ”นั่งม้า” คือการยืนที่มีลักษณะเหมือนนั่งบนหลังม้า
ผู้คนมักเข้าใจผิดว่าการ”ยืนม้า”หรือ”หม่าปู้”เป็นท่ายืนพื้นฐานแต่แท้จริง แล้ว”หม่าปู้”เป็นทั้งพื้นฐานและขั้นสูง ถือเป็นท่าที่เป็นหัวใจของมวยจีน
หม่าปู้เป็นท่าออกกำลังกายที่พัฒนากำลังขา ถ้าตั้งท่าได้ถูกต้องตามแบบแผน จะเป็นการเสริมสร้างธาตุไฟภายในร่างกาย และทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดี
ดังนั้นจะเห็นว่าจากการยืน”หม่าปู้”เพื่อฝึกกำลังขาสามารถพัฒนาระดับการฝึก สู่การฝึก”ชี่”ซึ่งเป็นการฝึกภายในได้ดังนั้น
จะเห็นว่า”หม่าปู้”มีความลึก ล้ำและมีความสำคัญเกี่ยวพันกับการฝึกฝนอันช่วยให้การพัฒนาฝีมือเป็นไปอย่าง รวดเร็วและ ยังมีประโยชน์มากมายมหาศาล ซึ่งผู้ที่ไม่ได้ลองฝึกจะไม่มีทางเข้าใจได้เลย
มวยจีน ย้ำเน้นว่า สุขภาพที่ดี ต้องมาจากกำลังขาที่ดี ซึ่งในกระบวนการของการพัฒนาขาทั้ง 2 ข้างให้มีกำลังดีอย่างถูกต้องเหมาะสม ก็จะทำให้อวัยวะต่างๆ ทั้งร่างกายได้รับประโยชน์ไปด้วย รวมทั้งการไหลเวียน ของโลหิต เพราะการฝึกมวยจีนทุกรูปแบบ จะประกอบด้วยท่าที่ฝึกขาทั้ง 2 ข้างไปในระดับใด ระดับหนึ่งทั้งสิ้นดังนั้นการมีกำลังขาที่แข็งแรง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงไม่ได้
มีเหตุผลพื้นฐาน ๒ ประการที่สนับสนุนคำกล่าวนี้
ประการแรก ท่าหม่าปู้ มีส่วนสนับสนุนให้พัฒนากำลังขาทั้งสอง และยังช่วยสมดุล ทางกายภาพ อีกด้วย
ประการที่สอง คือ การมีกำลังขาที่ดีมากเท่าไร จะทำให้ผู้ฝึกยืนได้มั่นคง และมีการทรงตัวที่ดี จะทำให้รำมวย ได้อย่างนุ่มนวลและต่อเนื่องได้ดียิ่งขึ้น
สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจนกับผู้ที่มาฝึกหม่าปู้ ที่มีอายุมาก แล้ว คนอายุมาก จะไม่ค่อย มั่นใจในตัวเองในเรื่องการทรงตัว และการยืนอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนาน ๆ แต่ถ้าผู้ฝึก กำลังรู้สึกมั่นคง ในการยืนและรู้สึกสามารถควบคุมการทรงตัวได้เมื่อไร ความรู้สึกงุ่มง่ามในการรักษาสมดุลย์ทาง กายภาพตัวเองจะหมดไปผลรับโดยรวมที่ผู้ฝึกจะได้รับ ไม่เพียงแต่จะรู้สึกมั่นใจในการเคลื่อนไหว ของตัวเองเท่านั้นแต่จะรู้สึกมั่นใจในในการสั่งการตัวเอง ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อีกด้วย
แต่สำหรับการออกกำลังกายในศิลปมวยจีนทุกประเภทถือว่า อาการบวมและอาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อไม่ใช่สิ่งที่พึงประสงค์ แต่ถึอว่าเป็นความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้น เพราะเป็นการลดความคล่องตัวและความยืดหยุ่น ลดความไวในการตอบสนอง การป้องกันตัวเองและการจู่โจม
ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นตามร่างกายจนเป็นเหตุให้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายต้องทำงานหนักขึ้น
ดังนั้น คุณจะต้องพิจารณาศักยภาพของตัวคุณเองและพิจารณาว่า อะไรที่ดีที่สุดสำหรับ ร่างกายของคุณ คำตอบที่สำคัญในที่นี้คือคำว่า “ศักยภาพ (Limit)"
วิธีการฝึกหม่าปู้
1.”หม่าปู้”มีการยืนหลายระดับ การยืนแบบสูงจะยืนฐานแคบ เท้าขนานไหล่ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้าขนานกัน ย่อเข่าลงเล็กน้อยหย่อนก้นคล้ายทรุดนั่งลง แต่ไม่ให้ก้นต่ำเกินเข่า ขณะนั่งลงอย่าโย้เข่าไปด้านหน้ายืนให้เข่าและขาอยู่นิ่ง จากนั้นกระดกหัวเหน่าไปด้านหน้าเล็กน้อย(อาจต้องแขม่วท้องเล็กน้อย)จัดให้ หลังตรง ค่อยๆคลายท้อง โดยไม่เปลี่ยนท่าการยืนหรือยื่นก้นออกไป ศีรษะและหลังตั้งตรง มือกำไว้ข้างเอว หรือยื่นตรงออกไปข้างหน้าก็ได้ คลายไหล่ จัดน้ำหนักให้ตกกระจายบนฝ่าเท้า ยืนให้มั่นคงไม่โยกหน้าหลัง
![]()
ขั้นตอนแรกของผู้เริ่มฝึกคือควรจะรักษาการวางร่างกายส่วนบนให้ถูกต้องคือ ตั้งตรง ให้ได้และพยายามบิดหัวเข่าทั้งสองเข้าหาเพื่อให้เท้าทั้งสองวางขนานกันมาก ที่สุดเท่าที่จะทำได้สำหรับบางคนอาจจะบิดหัวเข่าเพียงเล็กน้อย เท้าทั้งสองข้างก็วางได้ถูกต้องแล้ว แต่สำหรับบางคนอาจจะต้องบิดหัวเข่ามากสักหน่อยจึงทำให้เท้าทั้งสองข้างวาง ได้ขนานตรงไปข้างหน้าได้
2.วางจิตที่เท้า(หยั่งราก) ซึ่งจะทำให้ร่างกายมีความมั่นคงจากนั้นเชื่อมโยงร่างกายส่วนต่างๆให้เป็น หน่วยเดียวกันโดยการจัดร่างกายและการใช้จินตนาการจะช่วยให้ง่ายขึ้น
3.พยายามตรวจเช็คส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อร่างกายถูกต้องแล้วให้พยายามทำร่างกายให้ผ่อนคลายมากที่สุด
4.เมื่อเวลาผ่านไป สามารถลดระดับความสูงของการยืนลง โดยแยกขาให้ห่างมากขึ้นแต่ไม่ควรมากเกินไป ปกติแล้วควรมากสุดประมาณ 2 เท่าของไหล่ หรือมุมเข่าเป็นมุมฉาก (ตามรูปภาพด้านล่าง)
5.ในระยะแรกผู้ฝึกอาจต้องการเพียงฝึกกำลังขาแต่อย่างไรก็ตามการตั้งสมาธิและ สำรวมลมหายใจจะทำให้ผ่อนคลายได้มากขึ้นและทำให้ความปวดเมื่อยลดน้อยลงได้
6.เวลาที่ยืน ไม่ควรมากหรือน้อยเกินไป แรกๆผู้ฝึกอาจยืนแค่ 2-3 นาทีแต่เมื่อนานไปผู้ฝึกสามารถเพิ่มระยะเวลาในการฝึกให้มากขึ้นได้ถึง 1 ชั่วโมงผู้ฝึกควรหาเวลาที่พอดีของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักอยู่ที่ประมาณ 15-20 นาที หากผู้ฝึกรู้สึกเหนื่อยเกินไปอาจแบ่งการฝึกออกเป็นหลายรอบ รอบละประมาณ 5 นาที ซึ่งผู้ฝึกอาจฝึกได้ถึงวันละ 4-5 รอบ
7.สำรวมลมหายใจในขณะยืน ค่อยๆควบคุมกระบวนการนี้ให้ค่อยเป็นค่อยไป เมื่อนานไปการหายใจจะลึกและยาวขึ้นเอง
อ้อ....ได้ผลอย่างไร ก็กลับมาบอกกันบ้างนะครับ
เรียบเรียงจาก
http://thaitaiji.blogspot.com/2005/10/1_29.html
http://thaitaiji.blogspot.com/2005/10/2_29.html
ไพรัตน์tee เขียน:ปีนี้ขอให้ไม่มีฝนเหมือนปีที่แล้วนะครับเฮียหมู ขอเอาใจช่วยครับ ปีนี้ได้วันหรือยังครับ
...มีอะไรให้ทางพิมายได้ช่วยก็บอกกันนะครับ ทั้งโนนแดงและประทาย...ครับเฮียหมู...ชาตรีเสือดง เขียน:ขอบคุณครับเฮียตี๋ คิดกันไว้ว่าจะจัดปลายปี(หนีฝนครับ ฮ่า ฮ่า) แล้วทางโนนแดงได้วันหรือยังครับ มีอะไรที่ทางเสือดงช่วยได้บอกนะครับ ยินดีครับ
10 กรกฏาคม 2554โต้ง เสือดง เขียน:วันนี้ชมรมจักรยานประทาย (เสือดง ประทายไบค์)
ได้รับเกียรติจากเสือเฒ่าโคราชทวีผล เสือพิมายและพี่น้องชาวเสือทุกท่านแวะเยี่ยมถึงบ้าน
ยินดีต้อนรับต้อนรับทุกท่านครับ


kritbanglunng เขียน:สวัสดีครับพี่น้องชาวจักรยานทุกท่านครับสำหรับโครงการจักรยานเพื่อน้องปีที่3(ปี2554)ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยโครงการทำดีทุกวันจากดีเทคและสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันDFMซึ่งมีอยู่ใน10จังหวัดทั่วประเทศจะเริ่มโครงการในวันที่3เมษายน2554โดยในปีนี้จะเริ่มที่จังหวัดพิษณุโลกเป็นจังหวัดแรกโดยรูปแบบของโครงการในปีนี้จะแตกต่างจากปีที่ผ่านๆมาคือในปีนี้ผมจะไม่ได้ปั่นไปทั่วประเทศแต่จะใช้รูปแบบของการจัดปั่นเพื่อน้องใน10จังหวัดโดยเริ่มในวันที่ข้างล่างนี้
แจ้งข่าวครับตามกำหนดการเดิมโครงการปั่นจักรยานเพื่อน้องปีที่3ที่จะมีการเปิดตัวที่จังหวัดเชียงรายในวันที่3เมษายนนั้นมาความจำเป็นต้องเลื่อนออกไปเป็นวันที่29พฤษภาคม54แทนครับโดยกำหนดการใหม่เป็นดังนี้ครับ
จังหวัด วันที่ เดือน ปี
1 พิษณุโลก 22 พฤษภาคม 2554
2 เชียงราย 29 พฤษภาคม 2554
3 จันทบุรี 5 มิถุนายน 2554
4 สระบุรี 12 มิถุนายน 2554
5 อุบลราชธานี 19 มิถุนายน 2554
6 ชัยนาท 26 มิถุนายน 2554
7 ชุมพร 10 กรกฏาคม 2554
8 ขอนแก่น 24 กรกฏาคม 2554
9 นครราชสีมา 7 สิงหาคม 2554
10 นครศรีธรรมราช 21 สิงหาคม 2554[/size]โดยระยะทางในการปั่นจะถูกแบ่งออกเป็น 10,20และ100กิโลเมตรซึ่งระยะทาง10และ20กิโลเมตรจะจัดไว้สำหรับนักปั่นเพื่อสุขภาพและนักปั่นที่เพิ่งเริ่มต้นสำหรับ100กิโลเมตรจัดไว้สำหรับพวกขาแข็งและผู้ที่ต้องการทดสอบตัวเองและที่สำคัญที่สุด
ทุก 1กิโลเมตรของทุกคนที่มาร่วมปั่นจะมีมูลค่ากิโลเมตรละ 10บาท
การเข้าร่วมโครงการ
สามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นเพียงท่านมาที่บริเวณที่จัดงานและลงชื่อพร้อมรับของที่ระลึกทุกๆท่านสำหรับผู้ที่จะปั่น100กิโลเมตรจะต้องรับบัตรสำหรับลงชื่อเพื่อปั่น100กิโลเมตรอีก1ใบ
การลงทะเบียนสำหรับนักปั่น100กิเมตร
ให้ลงทะเบียนใน http://www.thaimtb.com เท่านั้นเพื่อสะดวกในการจัดเตรียม
น้ำดื่มและผลไม้ระหว่างการปั่น
ระยะทาง200kmสามารถแลกจักรยานได้1คัน
รายได้จากการร่วมปั่น
ในปีนี้ทางผู้สนับสนุนจะให้กิโลเมตรละ 10 บาทคูณด้วยระยะทางของแต่ละจังหวัดที่มีการจัดกิจกรรม เพื่อสุขภาพ รักสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และเพื่อน้อง เช่น ผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 100 คนปั่นระยะทาง 50กิเมตรคูณด้วย10บาทนั่นหมายความว่าทางโครงการทำดีทุกวันจากดีแทคจะต้องจ่าย50,000บาทโดยรายได้ในปีนี้จะนำไปซื้อจักรยานให้กับโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกโดยตั้งเป้าไว้ว่าจะหาจักรยานให้น้องจำนวน400คัน
โรงเรียนที่จะได้รับการคัดเลือก
ในปีนี้ทางโครงการทำดีทุกวันจากดีแทคมีความต้องการที่จะให้ชมรมจักรยานในจังหวัดที่มีรายชือข้างต้นได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอโรงเรียนที่เห็นว่ามีความเหมาะสมโดยให้ท่านส่งข้อมูลของโรงเรียนพร้อมภาพถ่ายมาที่www.thaimtb.comซึ่งสามารถสงมาได้มากกว่า1โรงเรียนยิ่งส่งข้อมูลมาเร็วทางทีมงานก็จะได้มีเวลาลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อมูลโรงเรียนที่ท่านเสนอมา คุณสมบัติของเด็กที่จะได้รับจักรยาน
1. ฐานะยากจน
2. ระยะทางจากบ้านถึงโรงเรียนอย่างน้อย 4 กม. (ไป 2 กม. กลับ2 กม.)
3. ตั้งใจเรียน
ในการทำกิจกรรมในครั้งนี้ สำหรับเด็ก ๆ ที่อยู่ในโรงเรียนเป้าหมาย จะต้องร่วมทำกิจกรรมกับโครงการ ด้วยการเขียนเรียงความในหัวข้อ "ทำไมหนูควรได้รับจักรยาน"
วัตถุประสงค์ของการเขียนเรียงความ เพื่อให้เด็ก ๆ ที่ได้รับเลือก เห็นความสำคัญและความตั้งใจจากผู้มอบ และใช้อย่างคุ้มค่า รักษาและดูแล
ซึ่งจะมีความหมายมากกว่าการที่อยู่เฉย ๆ แล้วมีคนนำสิ่งของมาใส่มือโดยที่ไม่ได้ออกแรงหรือใช้ความรู้ความสามารถแลกมา
ซึ่งการเขียนเรียงความนั้น อย่างน้อยก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน เพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพทางการศึกษาอีกด้วย
กิจกรรมเพิ่มเติม
นอกจากระยะทางของนักปั่นทุกท่านที่มีค่าแล้วโทรศัพท์มือถือแบตเตอรี่และอุปกรณ์เสริมที่ท่านไม่ใช้แล้วนำมาให้กับทีมงานบริเวณที่ลงทะเบียนซึ่งแต่ละชิ้นมี่ค่าเท่ากับระยะทาง1กิโลเมตร
ตัวอย่างเช่นตัวเครื่อง1กิโลเมตรและแบตเตอรี่ 1กิโลเมตรโดยระยะทางที่ได้ในแต่ละจังหวัดได้จะนำเข้าร่วมกับโครงการและจะนำไปซื้อจักรยานในจังหวัดนั้น
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่0814147332 กฤษณ์บางหลวงไววิทย์ เขียน:ขออนุญาติคุยเรื่อง โครงการปั่นจักรยานเพื่อน้อง ปี 3 ซึ่งตัวแทนทางกลุ่มจัดงาน ( DFM ) ซึ่งจะปั่นกันในวันอาทิตย์ที่
7 สค. 54 นี้ เริ่มลงทะเบียนเวลา 07.00 น. ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารี และเริ่มสตาร์ทออกจากงานเวลา
08.00 น. มีอาหารเช้าเบาๆให้รับประทาน และมีของที่ระลึกให้ทุกคน ( เห็นทางผู้จัดบอกว่าเป็นกระติกน้ำและผ้าขนหนูดีเทค )
ปั่นจบงานจะมีอาหารเลี้ยง ส่วนเส้นทางจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ
1 ระยะทางประมาณ 8 กม. ( สำหรับนักเรียนและคนที่เริ่มปั่นจักรยานแต่อยากมาช่วยงาน ) โดยเริ่มปั่นออกจากลาน
อนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารีเลี้ยวซ้ายออกถนนมิตรภาพตรงไปและไปเลี้ยวใต้สะพานข้ามทางรถไฟ
บริเวณโรงแรมสีมาธานีตรงมาผ่านเดอะมอลล์ รร.สุรนารี เลี้ยวขวาประตูน้ำประตูพลแสน
จบเส้นทางที่สถานีวิทยุ DFM ( บริเวณประตูพลแสน )
2 ระยะทางประมาณ 50 กม. โดยเริ่มปั่นออกจากลานอนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารีเลี้ยวซ้ายออกถนนมิตรภาพตรงไปและไปเลี้ยว
ซ้ายสามแยกปักธงชัยเข้าถนนปักธงชัยตรงไปเลี้ยวซ้ายถนนสวนสัตว์เลี้ยวซ้ายเข้าถนนด่านเกวียน
ตรงเข้าไปเลี้ยวซ้ายถนนพลแสนถึงสถานีวิทยุ DFM (บริเวณประตูพลแสน)
3 ระยะทางประมาณ 115 กม. โดยเริ่มปั่นออกจากลานอนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารีเลี้ยวซ้ายออกถนนมิตรภาพตรงไปและไปเลี้ยว
ซ้ายกุดจิก(บริเวณรีสอร์ทเป็นสุข)ทะลุถนนตัดใหม่โชคชัย-สีคิ้ว ตรงไปเลี้ยวซ้ายสี่แยกโชคชัย
เข้าถนนด่านเกวียนตรงเข้าไปเลี้ยวซ้ายถนนพลแสนถึงสถานีวิทยุ DFM (บริเวณประตูพลแสน)
ลูกKORAT เขียน: