ตอบและคุยกะพี่ธานินทร์ ๙๙ อีกซักนิ้ดดด...เกี่ยวกะเพลงของคุณพี่สุเทพ ฯ ที่ผูกติดกะความทรงจำของผม
ในแง่เป็นเด็กบ้านนอก...เพลงและวัยของผมที่นึกความออก ผมเทียบกับช่วงเรียนหนังสือ และเหตุการณ์ช่วยสร้างรอยหยักให้จดจำในสมองได้
ถึงวันนี้...พอแก่ได้ที่ ตรงตามโบราณว่าคนที่เริ่มแก่ จะเริ่มนึกถึงเหตุการณ์ในหนหลัง รอยหยักในความจำเก่า มันโผล่ผุดช่วยผูกเรื่องให้ปะติดปะต่อวิถีการติดตามฟังเพลงในส่วนของผม
ขอบคุณกระทู้นี้...ขอบคุณพี่กิตติศักดิ์อีกครั้ง ที่ช่วยสร้างกระทู้ขุดอารมณ์ผมให้อยากนึกถึงความจำเก่า ตอนนี้มันผุดสว่างโพลนย้อนอายุผมไปได้ถึงวัยเรียนหนังสือชั้นประถมห้า ประมาณพอศอ...ก็ซักราวปี ๒๕๐๓-๒๕๐๔
ยุคโน้น ...ยุคโน้นมีสองช่องทาง
เดี๋ยว...มาต่อครับ ขอไปปิดเครื่องชงกาแฟก่อนครับ
ยุคโน้น ...ยุคโน้นมีสองช่องทาง
ยุคโน้น ...ยุคโน้นเด็กบ้านนอกแบบผม มีช่องทางการถึงแห่งการได้ฟังเพลงซักสามสี่ช่องทางครับ
ช่องทางที่หนึ่ง...ฟังเพลงที่โรงหนังประจำตำบลบ้านเกิด เขาเปิดสามเวลาไม่ใช่เวลาของมื้ออาหาร แต่เป็นเวลาแห่งการโฆษณาให้ชาวบ้านรับรู้...คืนนี้โรงหนังจะฉายหนังเรื่องอะไร
ยุคนั้นบ้านผม รวมทั้งบ้านนอกทั่วไป ชาวบ้านในตลาดและชาวสวนอยู่ลึกเดินไกล...บางคนกว่าสิบกิโลฯ จะตื่นแต่เช้า
หน้าที่การงานอันแรกของวิถีชุมชน...มาจ่ายตลาดซื้อหมูซื้อผักซื้อปลากุ้งหอยไปทำอาหารในแต่ละวัน ด้วยยุคนั้นไม่มีตู้เย็นจะเก็บเกินครึ่งวันยังไม่ใคร่จะได้ ยกเว้นพวกร้านอาหารตามสั่ง...ส่วนมากเป็นจีนไหหลำเปิดร้านอาหาร พ่อผมหน่ะ...จีนแคะ มีซักร้านสองร้านในตำบลถิ่นเกิดบ้านผม...เป็นร้านอาหารระดับลูกค้าพวกขาเถ้าแก่เขาไปกินกันครับ ต้องเป็นร้านอาหารเขาจะมีถังเก็บอาหารสด...เอาน้ำแข็งก้อนใส่รักษาสภาพให้มันพอสด...แต่ไม่เกินค้างคืน ต้องกะใช้กะหมด...หมดไปแต่ละวัน
การจับจ่ายตลาด เริ่มแต่ตีห้าจนกระทั่งสายๆราวแปดโมงเช้าตลาดก็วาย เป็นตลาดข้างถนนคนซื้อเดินซื้อตามสองข้างทางคนขายวางกระจาดเรียงราย ตลาดสดยามเช้าเดินหาซื้อกันแบบนี้ ผมทันได้เห็นวิถีตลาดบ้านผมแบบนี้ แล้วค่อยปรับเปลี่ยนสร้างตลาดถาวร ตอนรถราเริ่มมีกันในตอนหลัง
ครับ...โรงหนังเขาก็จะเปิดการกระจายเสียง โฆษณาชื่อหนังที่จะฉายคืนนั้น ด้วยการเปิดเพลงสลับการพูดโฆษณา ประมาณสามสี่เพลงต่อการโฆษณาหนึ่งครั้ง
ยุคนั้น...กฎหมายบังคับเกี่ยวกับการทำเสียงดังรบกวนชุมชนดูเหมือนจะยังไม่มี หรือมีแต่ไม่ได้แอพพลายใช้แถวบ้านนอก...ผมก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเป็นความเคยชินที่ตื่นเช้าซักราวเจ็ดโมงเช้า ก็จะได้ยินเสียงเพลงมาจากโรงหนัง
ยุคนู้นนน...โรงหนังจะเป็นโรงเรือนที่ปลูกใหญ่โตที่สุดในชุมชนบ้านผม จุคนดูได้ร่วมสามร้อย ความสูงของตัวโรงหนังคงจะประมาณบ้านสามสี่ชั้น บ้านชาวบ้านสูงอย่างมากก็แค่สองชั้น
เอาความสูงของโรงหนังมาบอกเป็นข้อมูล ว่าการกระจายเสียงของโรงหนังเขามีวิธีทำให้มันเปล่งเสียงแพร่กระจายไปได้เป็นสี่ห้ากิโลเมตร...รัศมีการแพร่กระจายเสียง ทิศทางเดียว...ในทิศทางที่เขาเอาลำโพงชนิดฮอร์น ขึ้นไปผูกถาวรติดกับเสาไม้ที่ตรึงอยู่กับหลังคาโรงหนัง เขายกเสาขึ้นสูงขึ้นไปอีกกว่าสามเมตร หันปากฮอร์นไปทางด้านตลาดครับ
ครับ...ผมก็ได้ฟังเพลงจากโรงหนัง ข้อดีได้ฟังทุกวันฟังซ้ำซากจนจำแม่นในสมอง ข้อเสียมีแค่ไม่กี่เพลง ฟังซ้ำๆมันอยู่อย่างงั้นแหละ ต้องเกือบสองถึงสามเดือนเถ้าแก่โรงหนังถึงจะหาแผ่นเพลงใหม่มาเพิ่มเติม ก็ซักแค่ครั้งละสองเพลงเป็นอย่างมาก...ที่เป็นเพลงใหม่แต่ละงวด
ยุคนั้น เป็นแผ่นประเภททำด้วยครั่ง ที่นิยมกันก็เป็นแผ่นสปีด ๗๘ รอบต่อนาที หน้าหนึ่งก็มีหนึ่งเพลง หนึ่งแผ่นที่ซื้อมาก็เป็นสองเพลง ครับเพลงใหม่แต่ละงวด แผ่นเสียงแบบนี้ตกโพล๊ะก็แตกเพล๊ะเลยครับ ผมมีโอกาสได้เล่นแผ่นเสียงพวกนี้ก็ตั้งแต่อายุ ๗-๘ ขวบ ที่บ้าน...พ่อมีเครื่องเล่นจานเสียงไขลาน การหัดเล่นพวกนี้ต้องถนอมมัน...มันก็เป็นนิสัยติดตัวมาถึงวันนี้ครับ
เพลงยุคนี้ผมจำได้แม่น ทุกเช้าเสียงรวงทองร้อง เจ้าทุยอยู่ไหน...หนใดมากู่ๆ...เรียกหาเธออยู่...หนใดรีบมา ฯ
ครับ...ยุคนั้น วงการเพลงเขายังไม่ได้แบ่งลูกทุ่งลูกกรุงครับ แล้วบังเอิญเพลงนี้มันก็ฮิตเสียเหลือเกิน จนแพร่ไปถึงโรงหนังในชุมชนบ้านผม
ส่วนเพลงสากล ในยุคที่รวงทองตะโกนหาเจ้าทุยอยู่นั้น โรงหนังในชุมชนบ้านผมก็มีเปิดครับ เพลงฮิตเพลงดังเชียวละครับ เสียงร้องของแพทบูน...กระมัง โอวว...เบอนาดีน โอ้...โอ้...เบอนาดีน ตอนนั้น...ฟังว่าสังคมคนเมืองหลวง เดินไปไหนก็ โอ้วว...เบอนาดีนกันทั้งกรุง
ผมเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกซักแปดขวบ ก็พลอย เบอนาดีนไปกะเขาด้วย
แล้วก็เป็นช่วงพอดีมีการเลือกตั้งครั้งสุดท้าย ก่อนท่านสฤษฎิ์ ท่านจะมายึดสิทธิ์การเลือกตั้งไปเสียกว่าสิบกว่าปี ก็มีเพลงแปลง...โอ้วว...(เลือก)เบอร์ไหนดี
