ขอถามว่าแล้วโหลดคาร์โบ ทำไงครับ
ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
-
737
- ขาประจำ
- โพสต์: 892
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 11:29
- Tel: -
- team: KMITL
- Bike: Fisher, M1, Giant 760, Neo-Cot, Ground Control, GT, Pana Grand canyon, SoloistUltra,Miyata
- ติดต่อ:
Re: ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
คุณบอยรู้จริง แต่ไม่กลับไม่ได้ งบหมด 50 บาท ค่า ข้าวกะเพราไข่ดาว+สปอนเซอร์ *2
ขอถามว่าแล้วโหลดคาร์โบ ทำไงครับ
ขอถามว่าแล้วโหลดคาร์โบ ทำไงครับ
- MPK
- ขาประจำ
- โพสต์: 2758
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ค. 2010, 19:37
- team: BPMTB,Bikeloves
- Bike: Tokyobike CS, Brompton M6R, Axman Broncos SL3, Klein Attitude
Re: ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
ก่อนออกทริปซัก 1 อาทิตย์ กินคาร์โบไฮเดรตเยอะๆครับ ให้มันไปสะสมเป็นไกลโคลเจนที่ตับไว้ เวลา่ใช้งานจะได้มีให้เผาได้น่ะครับ
ถ้าฝนตก ต้องงดออก ถ้าไม่เชื่อกัน เกี่ยวล้มกันเดี๋ยวรถถลอก
ถ้าฝนตก ต้องงดออก ถ้าซ่าออกไป เป็นไรไปเดี๋ยวงานจะงอก....
เช็คWeather หน่อย Baby
ถ้าRainy นะ Honey
Cancle Trip เลย Baby
ถ้าฝนตก ต้องงดออก ถ้าซ่าออกไป เป็นไรไปเดี๋ยวงานจะงอก....
เช็คWeather หน่อย Baby
ถ้าRainy นะ Honey
Cancle Trip เลย Baby
- fuel1997
- ขาประจำ
- โพสต์: 119
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 13:10
- Bike: เบ่งขี้928 Garyแม่บ้าน
Re: ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
อย่าลืมว่าทริปยาวๆ ต้องมีการเติมคาร์โบระหว่างปั่นเป็นระยะๆตลอด ถ้ามันหมดแล้วอาหารวิเศษอะไรก็เอาไม่อยู่
- biggestsmart
- ขาประจำ
- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ส.ค. 2008, 12:02
- Tel: 0847144949
- Bike: เก่าของเขา ...ใหม่ของเรา
- ตำแหน่ง: มหาสารคาม
Re: ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
กินก่อนรู้สึกหิว เพลียนิดๆซัดไปเลย กล้วยตากอย่างพี่ๆว่าก็ดี หรือสแนกบาร์พวกชอคโกแลตแท่ง ราคาถูกกว่าด้วย
ถ้าไม่หนำใจ จอดหามื้อเด็ดสักจาน แต่อย่าเบิ้ล เดี๋ยวจุก
ส่วนตัวผมจอดหากาแฟสดหวานๆ จอดทั้งกลุ่มเลยครับ
ถ้าไม่หนำใจ จอดหามื้อเด็ดสักจาน แต่อย่าเบิ้ล เดี๋ยวจุก
ส่วนตัวผมจอดหากาแฟสดหวานๆ จอดทั้งกลุ่มเลยครับ
อยู่แบบไม่เบียดเบียนใคร.......ขอให้มีความสุขทุกๆคนเทอญ
อยากได้ล้อหมอบ700c ขอบเตี้ย เบาๆอ่ะคับ ราคาก็เบาด้วยนะ
ขายsingle speed ราคาถูกๆครับ
อยากได้ล้อหมอบ700c ขอบเตี้ย เบาๆอ่ะคับ ราคาก็เบาด้วยนะ
ขายsingle speed ราคาถูกๆครับ
-
ก้อย
- ขาประจำ
- โพสต์: 5452
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 22:29
- Tel: 0909094825/0896896722
- team: K-45
- Bike: เสือหมอบtrek madone /mtb ritchey/fix fuji/touring darkrock
- ตำแหน่ง: ทรงกลด สงขกุล 1141ม.7 ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ10270
- ติดต่อ:
Re: ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
คาร์โบโหลด กินแป้งเพิ่มความอึด โดย Free as the wind
คาร์โบโหลด (Carbo-Load) เป็นรูปแบบการทานอาหารชนิดหนึ่งสำหรับนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนักในช่วงก่อนการแข่งขันหรือการฝึกฝนเพื่อเติมไกลโคเจนให้กับร่างกายครับ
วัตถุประสงค์ของการเติมไกลโคเจนให้กับร่างกายก็เพื่อที่จะสามารถดึงพลังงานมาใช้สำหรับกิจกรรมที่มีความเข้มข้น (Intensity) สูงและใช้ระยะเวลานานๆเช่นการวิ่งมาราธอน จักรยานทางไกล หรือ ไตรกีฬา (Tri-athlon) นักกีฬาเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องมีแหล่งพลังงานที่สามารถนำไปใช้ได้จนจบการแข่งขันเพื่อให้ผลงานของตัวเองออกมาดีที่สุด (แหงน่อ ก็มาแข่งขันนี่ครับ ถ้าอยากจะแพ้นอนอยู่บ้านไม่ดีกว่าเรอะ -_-"") และป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อร่างกายในกรณีที่ไกลโคเจนไม่เพียงพอ อย่างเบาะๆเช่นวิ่งไม่ออก, เหนื่อยล้าอย่างรุนแรง (extreme fatigue) หรืออย่างสาหัสก็กล้ามเนื้อหาย เพราะการออกกำลังกายประเภทที่ได้กล่าวมาใช้เวลามากกว่า 60 นาทีแทบทั้งนั้น อย่างจักรยานทางไกลหรือไตรกีฬานี่เค้าพกอาหารพวก power bar หรือ power gel เอาไว้กินเลยครับ ไม่ใช่เพราะกลัวหิวหรือจะแวะปิคนิคนะครับแต่กลัวหมดแรงกลางทางน่ะ
ถ้าถามว่าจะเอาพลังงานสะสมทำไมไม่ทานไขมันละ เหตุผลที่ต้องเป็นคาร์โบไฮเดรทซึ่งให้พลังงานน้อยกว่าไขมันถึงครึ่งหนึ่งก็เพราะว่าร่างกายสามารถดึงเอาออกมาใช้ได้ง่ายกว่าเนื่องจากวงจรในการทำไขมันให้อยู่ในสภาพที่ใช้ได้(ในรูปกรดไขมัน)มีความซับซ้อนมากกว่าและไขมันเป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายถือว่าเป็นพลังงานส่วนเก็บสะสมดังนั้นการใช้ของที่สะสมไว้ก็ต้องทยอยๆเอาออกมาใช้แต่น้อยและใช้ในเวลาจำเป็นเท่านั้นอย่างที่เราๆท่านๆทราบกันนั่นแหละครับ
คาร์โบโหลดนี่มีการบันทึกการใช้อย่างเป็นเรื่องราวโดยนักกายภาพชาวสวีเดนชื่อ Gunvar Ahlborg เมื่อสมัยทศวรรษที่ 60 โดยตะแกเป็นผู้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของปริมาณไกลโคเจนในร่างกายกับประสิทธิภาพของการออกกำลังที่มีความเข้มข้นสูง สมัยก่อนนักกีฬาก็มีการทานคาร์โบไฮเดรทก่อนวันแข่งเหมือนกันนะครับเพราะว่าทำแล้ววิ่งได้ดีขึ้นแต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าทำไมมันถึงดีขึ้น จนนาย Gunvar Ahlborg ได้ฟันธงมาว่าเป็นเพราะไกลโคเจนในร่างกายนั่นแหละครับ แกเลยเป็นคนแรกที่พัฒนาการทำคาร์โบโหลดแบบมีระบบและประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าวิธีสมัยโบราณที่จับนักกีฬามานั่งกินคาร์โบไฮเดรทก่อนวันแข่ง ต่อมาวิธีการทำคาร์โบโหลดก็ได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ตอนนี้ที่ผมหาข้อมูลมาได้มีอยู่ 3 วิธีครับ
1. Ahlborg method ของแท้ดั้งเดิม ขายมาตั้งแต่อยู่ในคลอง เอ๊ะ...นั่นมันก๋วยเตี๋ยวเรือโกฮับนี่ -_-“” ชักมึนซะแล้วแฮะ วิธีนี้ใช้เวลา 14 วัน แบ่งเป็น 3 เฟส (เฟส 1) 7 วันแรกนักกีฬาจะต้องออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อให้ระดับไกลโคเจนในร่างกายลดลงต่ำที่สุดโดยทานอาหารตามปกติ (เฟส 2) 3-4 วันถัดมาจะออกกำลังกายเบาๆ และจะลดพลังงานที่ร่างกายได้รับจากคาร์โบไฮเดรทลงเหลือแค่ 10% จากพลังงานทั้งหมดที่ได้รับ (ฟส3) 3-4 วันถัดมาจะออกกำลังกายเบาๆ เหมือนเดิมแต่จะทานคาร์โบไฮเดรทมากขึ้นโดยให้พลังงานที่ได้รับมาจากคาร์โบไฮเดรทเป็น 90% จากพลังงานทั้งหมด วิธีนี้จะทำให้ปริมาณไกลโคเจนเพิ่มขึ้นถึงเกือบเท่าหนึ่งของปริมาณที่เก็บสะสมตามปกติ แต่ก็มีผลข้างเคียงในช่วงเฟส2ได้แก่ การเซื่องซึมของร่างกาย, อาการโหย, ขาดสมาธิ และร่างกายก็มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น จนนักกีฬาบางคนไม่อยากเสี่ยงที่จะทำตามโปรแกรม
2. No Depletion method วิธีนี้แตกต่างกับวิธีแรกตรงที่นักกีฬาไม่จำเป็นที่จะต้องโหมออกกำลังและลดปริมาณคาร์โบไฮเดรทในช่วงแรกซึ่งก็จะทำให้ผลข้างเคียงลดลงและปริมาณไกลโคเจนที่สะสมก็สูงขึ้นมากเหมือนกันแต่จะไม่สูงเท่าวิธีแรก วิธีนี้จะให้นักกีฬาออกกำลังให้นานขึ้นกว่าปกติในระยะเวลา7วันก่อนแข่ง และ 3 วันสุดท้ายให้เพิ่มพลังงานที่ได้รับมาจากคาร์โบไฮเดรทเป็น 70% จากปกติ 55-60% วิธีนี้เป็นที่นิยมมากกว่าวิธีแรกเพราะผลข้างเคียงน้อยกว่าและไม่ต้องเสี่ยงจากการบาดเจ็บจากการโหมออกกำลังอย่างหนัก
3. Western Australian method วิธีใหม่ล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Western Australia ออกมาเมื่อปี 2002 โดยจะใช้วิธีใช้ไกลโคเจนให้หมดแล้วค่อยเติมทีหลังแต่จะใช้เวลาสั้นมากแค่วันเดียวครับ การออกกำลังกายเท่าที่ผมดูจะเป็นรูปแบบ HIIT อีกรูปแบบหนึ่งอย่างแน่นอนแต่จะคงไม่เข้มข้นจนต้องพักถึง 48 ชม เพราะเค้าจะออกกำลังอย่างหนักจนค่าการใช้ออกซิเจนในการสันดาป (Vo2 max) เพิ่มขึ้นสูงถึง 130% เป็นระยะเวลา 2 นาทีครึ่งแล้ววิ่ง sprint ต่ออีก 30 วินาที พอเรียบร้อยแล้วก็อัดคาร์โบไฮเดรทเข้าไปถึง 24 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมภายใน 24 ชมก่อนการแข่ง
3 วิธีที่เล่ามาเป็นการทำ carbo-load สำหรับนักกีฬาอาชีพนะครับส่วนตัวผมทำแบบโบราณอยู่คือทุกวันเสาร์(วันพัก)จะอัดคาร์โบไฮเดรทโดยการทานข้าวมากขึ้นลดพลังงานจากไขมันและโปรตีนลงโดยพยายามให้พลังงานรับเข้าไม่สูงกว่าวันปกติมากนักเพราะวันอาทิตย์ผมต้องไปปั่นจักรยานทางไกลเป็นเวลา 2-3 ชม (แต่ปั่นไปพักชมนกชมไม้ไปนะครับไม่ได้อัดรวดเดียว)
ที่เขียนมายืดยาวนอกจากจะให้ความรู้เรื่อง carbo-load แล้วก็ยังอยากจะชี้ให้เห็นความสำคัญของคาร์โบไฮเดรทต่อการออกกำลังกายด้วยครับ การที่คุณจะลดแป้งอย่างหนักหรืออดแป้งไปเลยแล้วแล้วออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะทำครับเพราะนอกจากจะมีสิทธ์วูบ ออกกำลังได้ไม่เต็มประสิทธิภาพแล้วยังมีโอกาสสูงที่กล้ามเนื้อจะหายด้วยครับ ขนาดนักกีฬาอาชีพยังให้ความสำคัญกับคาร์โบไฮเดรทถึงขนาดนี้เราๆท่านๆที่เป็นคนธรรมดาก็ไม่ควรที่จะละเลยตรงนี้เช่นกันนะครับ ก็อย่างที่ผมเคยย้ำไว้เสมอว่าอย่ากลัวแป้ง(และโปรตีน)ยิ่งคุณออกกำลังด้วยแล้วสองอย่างนี้จำเป็นมากๆครับ
คาร์โบโหลด (Carbo-Load) เป็นรูปแบบการทานอาหารชนิดหนึ่งสำหรับนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนักในช่วงก่อนการแข่งขันหรือการฝึกฝนเพื่อเติมไกลโคเจนให้กับร่างกายครับ
วัตถุประสงค์ของการเติมไกลโคเจนให้กับร่างกายก็เพื่อที่จะสามารถดึงพลังงานมาใช้สำหรับกิจกรรมที่มีความเข้มข้น (Intensity) สูงและใช้ระยะเวลานานๆเช่นการวิ่งมาราธอน จักรยานทางไกล หรือ ไตรกีฬา (Tri-athlon) นักกีฬาเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องมีแหล่งพลังงานที่สามารถนำไปใช้ได้จนจบการแข่งขันเพื่อให้ผลงานของตัวเองออกมาดีที่สุด (แหงน่อ ก็มาแข่งขันนี่ครับ ถ้าอยากจะแพ้นอนอยู่บ้านไม่ดีกว่าเรอะ -_-"") และป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อร่างกายในกรณีที่ไกลโคเจนไม่เพียงพอ อย่างเบาะๆเช่นวิ่งไม่ออก, เหนื่อยล้าอย่างรุนแรง (extreme fatigue) หรืออย่างสาหัสก็กล้ามเนื้อหาย เพราะการออกกำลังกายประเภทที่ได้กล่าวมาใช้เวลามากกว่า 60 นาทีแทบทั้งนั้น อย่างจักรยานทางไกลหรือไตรกีฬานี่เค้าพกอาหารพวก power bar หรือ power gel เอาไว้กินเลยครับ ไม่ใช่เพราะกลัวหิวหรือจะแวะปิคนิคนะครับแต่กลัวหมดแรงกลางทางน่ะ
ถ้าถามว่าจะเอาพลังงานสะสมทำไมไม่ทานไขมันละ เหตุผลที่ต้องเป็นคาร์โบไฮเดรทซึ่งให้พลังงานน้อยกว่าไขมันถึงครึ่งหนึ่งก็เพราะว่าร่างกายสามารถดึงเอาออกมาใช้ได้ง่ายกว่าเนื่องจากวงจรในการทำไขมันให้อยู่ในสภาพที่ใช้ได้(ในรูปกรดไขมัน)มีความซับซ้อนมากกว่าและไขมันเป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายถือว่าเป็นพลังงานส่วนเก็บสะสมดังนั้นการใช้ของที่สะสมไว้ก็ต้องทยอยๆเอาออกมาใช้แต่น้อยและใช้ในเวลาจำเป็นเท่านั้นอย่างที่เราๆท่านๆทราบกันนั่นแหละครับ
คาร์โบโหลดนี่มีการบันทึกการใช้อย่างเป็นเรื่องราวโดยนักกายภาพชาวสวีเดนชื่อ Gunvar Ahlborg เมื่อสมัยทศวรรษที่ 60 โดยตะแกเป็นผู้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของปริมาณไกลโคเจนในร่างกายกับประสิทธิภาพของการออกกำลังที่มีความเข้มข้นสูง สมัยก่อนนักกีฬาก็มีการทานคาร์โบไฮเดรทก่อนวันแข่งเหมือนกันนะครับเพราะว่าทำแล้ววิ่งได้ดีขึ้นแต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าทำไมมันถึงดีขึ้น จนนาย Gunvar Ahlborg ได้ฟันธงมาว่าเป็นเพราะไกลโคเจนในร่างกายนั่นแหละครับ แกเลยเป็นคนแรกที่พัฒนาการทำคาร์โบโหลดแบบมีระบบและประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าวิธีสมัยโบราณที่จับนักกีฬามานั่งกินคาร์โบไฮเดรทก่อนวันแข่ง ต่อมาวิธีการทำคาร์โบโหลดก็ได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ตอนนี้ที่ผมหาข้อมูลมาได้มีอยู่ 3 วิธีครับ
1. Ahlborg method ของแท้ดั้งเดิม ขายมาตั้งแต่อยู่ในคลอง เอ๊ะ...นั่นมันก๋วยเตี๋ยวเรือโกฮับนี่ -_-“” ชักมึนซะแล้วแฮะ วิธีนี้ใช้เวลา 14 วัน แบ่งเป็น 3 เฟส (เฟส 1) 7 วันแรกนักกีฬาจะต้องออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อให้ระดับไกลโคเจนในร่างกายลดลงต่ำที่สุดโดยทานอาหารตามปกติ (เฟส 2) 3-4 วันถัดมาจะออกกำลังกายเบาๆ และจะลดพลังงานที่ร่างกายได้รับจากคาร์โบไฮเดรทลงเหลือแค่ 10% จากพลังงานทั้งหมดที่ได้รับ (ฟส3) 3-4 วันถัดมาจะออกกำลังกายเบาๆ เหมือนเดิมแต่จะทานคาร์โบไฮเดรทมากขึ้นโดยให้พลังงานที่ได้รับมาจากคาร์โบไฮเดรทเป็น 90% จากพลังงานทั้งหมด วิธีนี้จะทำให้ปริมาณไกลโคเจนเพิ่มขึ้นถึงเกือบเท่าหนึ่งของปริมาณที่เก็บสะสมตามปกติ แต่ก็มีผลข้างเคียงในช่วงเฟส2ได้แก่ การเซื่องซึมของร่างกาย, อาการโหย, ขาดสมาธิ และร่างกายก็มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น จนนักกีฬาบางคนไม่อยากเสี่ยงที่จะทำตามโปรแกรม
2. No Depletion method วิธีนี้แตกต่างกับวิธีแรกตรงที่นักกีฬาไม่จำเป็นที่จะต้องโหมออกกำลังและลดปริมาณคาร์โบไฮเดรทในช่วงแรกซึ่งก็จะทำให้ผลข้างเคียงลดลงและปริมาณไกลโคเจนที่สะสมก็สูงขึ้นมากเหมือนกันแต่จะไม่สูงเท่าวิธีแรก วิธีนี้จะให้นักกีฬาออกกำลังให้นานขึ้นกว่าปกติในระยะเวลา7วันก่อนแข่ง และ 3 วันสุดท้ายให้เพิ่มพลังงานที่ได้รับมาจากคาร์โบไฮเดรทเป็น 70% จากปกติ 55-60% วิธีนี้เป็นที่นิยมมากกว่าวิธีแรกเพราะผลข้างเคียงน้อยกว่าและไม่ต้องเสี่ยงจากการบาดเจ็บจากการโหมออกกำลังอย่างหนัก
3. Western Australian method วิธีใหม่ล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Western Australia ออกมาเมื่อปี 2002 โดยจะใช้วิธีใช้ไกลโคเจนให้หมดแล้วค่อยเติมทีหลังแต่จะใช้เวลาสั้นมากแค่วันเดียวครับ การออกกำลังกายเท่าที่ผมดูจะเป็นรูปแบบ HIIT อีกรูปแบบหนึ่งอย่างแน่นอนแต่จะคงไม่เข้มข้นจนต้องพักถึง 48 ชม เพราะเค้าจะออกกำลังอย่างหนักจนค่าการใช้ออกซิเจนในการสันดาป (Vo2 max) เพิ่มขึ้นสูงถึง 130% เป็นระยะเวลา 2 นาทีครึ่งแล้ววิ่ง sprint ต่ออีก 30 วินาที พอเรียบร้อยแล้วก็อัดคาร์โบไฮเดรทเข้าไปถึง 24 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมภายใน 24 ชมก่อนการแข่ง
3 วิธีที่เล่ามาเป็นการทำ carbo-load สำหรับนักกีฬาอาชีพนะครับส่วนตัวผมทำแบบโบราณอยู่คือทุกวันเสาร์(วันพัก)จะอัดคาร์โบไฮเดรทโดยการทานข้าวมากขึ้นลดพลังงานจากไขมันและโปรตีนลงโดยพยายามให้พลังงานรับเข้าไม่สูงกว่าวันปกติมากนักเพราะวันอาทิตย์ผมต้องไปปั่นจักรยานทางไกลเป็นเวลา 2-3 ชม (แต่ปั่นไปพักชมนกชมไม้ไปนะครับไม่ได้อัดรวดเดียว)
ที่เขียนมายืดยาวนอกจากจะให้ความรู้เรื่อง carbo-load แล้วก็ยังอยากจะชี้ให้เห็นความสำคัญของคาร์โบไฮเดรทต่อการออกกำลังกายด้วยครับ การที่คุณจะลดแป้งอย่างหนักหรืออดแป้งไปเลยแล้วแล้วออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะทำครับเพราะนอกจากจะมีสิทธ์วูบ ออกกำลังได้ไม่เต็มประสิทธิภาพแล้วยังมีโอกาสสูงที่กล้ามเนื้อจะหายด้วยครับ ขนาดนักกีฬาอาชีพยังให้ความสำคัญกับคาร์โบไฮเดรทถึงขนาดนี้เราๆท่านๆที่เป็นคนธรรมดาก็ไม่ควรที่จะละเลยตรงนี้เช่นกันนะครับ ก็อย่างที่ผมเคยย้ำไว้เสมอว่าอย่ากลัวแป้ง(และโปรตีน)ยิ่งคุณออกกำลังด้วยแล้วสองอย่างนี้จำเป็นมากๆครับ
อยู่ไปone one
-
737
- ขาประจำ
- โพสต์: 892
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 11:29
- Tel: -
- team: KMITL
- Bike: Fisher, M1, Giant 760, Neo-Cot, Ground Control, GT, Pana Grand canyon, SoloistUltra,Miyata
- ติดต่อ:
Re: ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
ขอบคุณครับ ความรู้ล้วนๆ อย่างวิธีแรก ช่วงเฟส 1 เราจะทราบได้อย่างไรว่าแต่ละวันเราใช้ไกลโคเจนต่ำสุดหรือไม่ มีสัญญาณของร่างกายอะไรบอกเราได้บ้างครับ วิธีที่ 2 น่าสนใจ แล้วปริมาณไกลโครเจนมีจุดสูงสุดหรือไม่ครับ
- M5041596
- สมาชิก
- โพสต์: 18
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.พ. 2011, 02:13
- Tel: 0897221453
- Bike: Fixed Gear
- ตำแหน่ง: 105/823 ม.6 ต.สุรนารี อ.เมือง นครราชสีมา 30000
Re: ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
กระทิงแดง+นิตยาสาร Maxximหรือไม่ก็ FHM
-
737
- ขาประจำ
- โพสต์: 892
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 11:29
- Tel: -
- team: KMITL
- Bike: Fisher, M1, Giant 760, Neo-Cot, Ground Control, GT, Pana Grand canyon, SoloistUltra,Miyata
- ติดต่อ:
Re: ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
555 นั่นมันทริป RCA ชัดๆ
-
เสือหมู
- ขาประจำ
- โพสต์: 277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 มิ.ย. 2010, 01:41
- Tel: 0818466266
- team: Skb.... สาครไบค์
- Bike: Ridley/Bianchi
- ติดต่อ:
Re: ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
เพาเวอร์เจล หนึ่งซองก่อนปั่น และอีกหนึ่งซองตอนถึงจุดพักรถจุดแรก รับรองว่าในระยะ 100 กม. คุณจะต้องติดอยู่ในกลุ่มหน้าอย่างแน่นอน 
จงอย่าประมาท
- taed
- ขาประจำ
- โพสต์: 894
- ลงทะเบียนเมื่อ: 15 พ.ย. 2008, 10:43
- Tel: 096-8949655
- team: Turtle Racing Bike Club และ พระราม4
- Bike: COLNAGO DREAM
Re: ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
ความรู้ทั้งนั้นเลย
แต่ผมจะออกแนวความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
แต่ผมจะออกแนวความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
รับจ้างขนส่งปูน หรือขนย้ายด้วยรถบรรทุก
- TinKl2+
- ขาประจำ
- โพสต์: 1211
- ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.พ. 2010, 16:55
- Tel: 0แปด6-เก้า7สี่-11สอง4
- Bike: Bianchi, Colnago, Surly, Specialized, Pinarello, Trek, จระเข้
- ตำแหน่ง: Klongluang Phathumthani
Re: ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
ขอบคุณมากครับ..
"ตราบใดที่เส้นทางยังมี ผู้ไปถึงย่อมมี... "
"เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี
เพราะการเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี
เพราะการดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป..."
"เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี
เพราะการเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี
เพราะการดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป..."
- prayoonko
- ขาประจำ
- โพสต์: 321
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 มิ.ย. 2010, 11:06
- Bike: Tamac SL3
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
ได้ความรู้อีกแล้ว
ขอบคุณมากนะครับ
ขอบคุณมากนะครับ
- eak4419
- ขาประจำ
- โพสต์: 417
- ลงทะเบียนเมื่อ: 16 มี.ค. 2010, 18:41
- Tel: 0851636822
- team: R-11 Bike
- Bike: Tange
- ตำแหน่ง: ลาดปลาเค้า รามอินทรา
Re: ทริปยาวๆหมดแรง เติมอะไรดี
ชอบแบบนี้ อ่านแล้วสบายตัวววววววว ฮาฮ่าาาาาาาาาาM5041596 เขียน:กระทิงแดง+นิตยาสาร Maxximหรือไม่ก็ FHM
MakeUsDream ฝันไปด้วยกัน
You'll never walk alone.
You'll never walk alone.