ปกติขี่ไปทำงานเช้าเย็นไปกลับ 34 กิโลฯ
ก็เริ่มอยากออกทริปกับเขาบ้าง
เห็นเพื่อนๆพี่ๆขี่กันเป็นร้อยกิโลฯ เกรงว่าไปถึงแต่จะกลับไม่ไหว เลยขอเลือกทริปแบบพระบวชใหม่ไปที่ป้อมพระจุลฯตรงสมุทรปราการนี่แหละ ด้วยว่าบ้านอยู่แถวสวนหลวง ร. 9
ทริปนี้เห็นคนไปมาเยอะและมีสรุปทริปเยอะ ผมก็ขอบันทึกไว้ให้ชื่นใจตัวเองสักหน่อยกับทริปแรกของตัวเอง
รูปที่ถ่ายมาไม่ค่อยมีภาพเส้นทาง เพราะกล้องอยู่ในกระเป๋าหลัง ไม่ค่อยได้ควักมาตอนขี่
ส่วนใหญ่เป็นภาพสถานที่ครับ
เสาร์ที่ 12 มีค. เอาฤกษ์สะดวก
ออกจากบ้านไปซ้อมกีฬาที่สนามราชนาวีบางนาก่อน
จากนั้นสักสิบเอ็ดโมงเศษก็ขี่รถขึ้นไปทางสมุทรปราการ จะไปขึ้นเรือข้ามฟากที่ตลาดปากน้ำ
ถามเพื่อนๆในเวปเขาบอกว่าขึ้นเรือได้หลายท่า ไล่ตั้งแต่บางนานอก ปู่เจ้าสมิงพราย ไปถึงท่าตลาดปากน้ำ
ไปบางนานอกนั้นไปขึ้นบกที่วัดบางน้ำผึ้งฝั่งพระประแดง เพื่อนเขาบอกทางร่มรื่น หมาป่าตัดสินใจเลือกทางตรงๆที่รู้จักทิศทางแน่นอนก่อนครับ กลัวไปเจอหมาเฝ้าสวนแถวบางน้ำผึ้ง ค่อยไปวันหลังละกัน
ส่วนท่าที่ไปทางถนนปู่เจ้าฯ ท่าทางรถพ่วงรถบรรทุกจะเยอะ ไม่ไปดีกว่า
ขี่รถจากสนามกีฬาราชนาวีบางนาไปตามเส้นสุขุมวิท รถเยอะตามปกติครับ
ช่วงจากแบริ่งถึงสำโรง ก็ใช้ทักษะการขับรถไปทำงานแทรกไปตามช่องจราจร มักเข้าช่องสอง ระหว่างเลนซ้ายสุดและเลนกลาง ซึ่งหากรถวิ่งไม่เร็วจะสะดวกกว่าการวิ่งซ้ายสุดที่ต้องจอดรอรถเมล์เข้าป้ายบ่อยๆ
ช่วงสุขุมวิทตัดกับถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกก่อนถึงพิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียรถนนกว้างมาก รถวิ่งกันเร็ว
หมาป่าเลือกวิ่งชิดซ้ายที่มีช่องทางป้ายบอกไปสมุทรปราการ แทนที่จะออกทางขวาซึ่งก็ไปสมุทรปราการได้เหมือนกันแต่รถวิ่งกันดุเดือดกว่า
ช่วงถนนผ่านหน้าช้างสามเศียรตะแกรงเหล็กท่อระบายน้ำจะวางขนานผิวทางจราจรอยู่หลายจุด ต้องคอยเบี่ยงขวาหลบให้ดีครับ เพราะยางรถหมาป่าแค่ 1.25 นิ้ว ถ้าตกลงไปคงเจ็บตัวแน่นอน
ถึงตลาดปากน้ำยังไม่เที่ยง
ถามคนขายของว่าท่าเรือไปตรงไหนเขาบอกให้เป็นอย่างดี
จูงจักรยานเข้าตลาด เห็นช่องจ่ายเงินตรงทางเข้าเพื่อลงเรือ ซึ่งมีรั้วเหล็กตาข่ายกั้นแยกจากทางขึ้นจากเรือ
ค่าโดยสาร 3.50 บาท ถามคนเก็บเงินว่าเอาจักรยานลงอย่างไรเพราะมันมีแผงกั้นแบบนับจำนวนคนอยู่ จะให้ยกข้ามไหม
เขาบอกว่าจ่ายเงินตรงนี้แหละค่ะ มีจักรยานด้วยคิดทั้งหมด 8 บาท จ่ายแล้วให้จูงจักรยานไปเข้าทางฝั่งทางขึ้นจากเรือซึ่งไม่มีแผงกั้นจะสะดวกกว่าคร่า
เรือเป็นเรือเล็กครับ บรรทุกคนและจักรยานได้ บรรทุกรถยนต์ไม่ได้เหมือนท่าตรงปู่เจ้าสมิงพราย
ผมนั่งรับลมเล่นพอเพลินกว่าจะข้ามฝั่งไปถึงพระสมุทรเจดีย์ตรงฝั่งพระประแดง
เรือจุได้ประมาณ 70-90 คน บ่ายวันเสาร์ผู้โดยสารไม่แน่นมาก
ชูชีพมีครบครันครับ นึกเหมือนกันว่าถ้าเรือล่มเนี่ยจะเอาชูชีพผูกจักรยานยังไงดี...แบบว่าเสียดายรถครับ

ขึ้นท่าที่ฝั่งพระสมุทรเจดีย์ คราวนี้ไม่ต้องถามทางไปพระสมุทรเจดีย์เลยครับ
เพราะตัวเจดีย์ตั้งอยู่ข้างท่าเรือเลยเชียว
จากองค์เจดีย์ ผมขี่มุ่งขึ้นไปทางแยกที่ต่อกับสุขสวัสดิ์และมีทางเลี้ยวแยกไปป้อมพระจุล
ตรงแยกนี้มีร้านราดหน้ายอดผัก เห็นว่าเที่ยงกว่าแล้วก็กินราดหน้าเรียกแรงเตรียมไว้ก่อน
จานละ 25 บาท แถมน้ำแข็งเปล่าหนึ่งแก้ว ถูกดีครับ
อิ่มแล้วก็มุ่งหน้าตรงไปป้อมพระจุลฯ
แดดแรง ลมแรงครับ
ทาซันบล๊อกมาซึ่งไม่ช่วยลดความดำสักเท่าไหร่ ดีแค่ว่าผิวไม่แสบ
ลมแรงจนผมผู้ซึ่งไม่เคยขี่ทางไกลมาก่อนใช้เฟืองท้ายตัวที่สามจากเล็กสุด เฟืองหน้าตัวกลาง ทำความเร็วได้แค่ยี่สิบเศษๆเท่านั้น
เส้นทางสงบ แทบไม่มีรถตามหลังและไม่มีรถสวนเลย
ระหว่างทางเห็นทางไปวัดขุนสมุทรจีนที่เคยอ่านข่าวว่ามีโบสถ์ที่น้ำทะเลรุกเข้ามาซัดเพราะโลกร้อน ได้แต่มาร์คไว้ในใจว่าวันหลังจะขี่มาชม
ขี่พอเหงื่อแตกโทรมด้วยฝ่าลม
ผ่านกองเรือทุ่นระเบิด และอู่เรือป้อมพระจุลฯ
จากนั้นก็ถึงประตูทางเข้าป้อมพระจุลฯ
จักรยานเขาไม่เรียกแลกบัตรนะครับ คงมีขี่กันมาประจำ ให้ขี่เข้าไปเลย แต่รถยนต์ผมเห็นมีหยุดแลกบัตร
ทางข้างในป้อมสวยเชียวเพราะเป็นสถานที่สำคัญของทหารเรือ ด้วยมีเกียรติประวัติการยิงต่อต้านเรือรบฝรั่งเศสที่บุกเข้าปากแม่น้ำมาเมื่อ รศ. 112
ถึงบริเวณป้อมฯ มีพระบรมราชานุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 5 ในเครื่องแบบทหารเรือโดดเด่นเป็นสง่าอยู่หลังป้อมฯ
ต้องถ่ายรูปช๊อตมาตรฐานที่มีโชว์กันในทุกสรุปทริปของป้อมพระจุลฯครับ
Kona Sutra 2009 สีเขียว พาหนะคู่ใจ (แต่กระติกน้ำเป็น Bianchi เพราะ TCA เขาแถมให้มาแต่ยี่ห้อนี้)
ผมไปถวายบังคมพระรูปฯเสร็จ
จากนั้นก็นึกว่าจะทำอะไรต่อดี ชมป้อม? ชมพิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง? หรือ กินเบียร์สิงห์สักขวดที่สโมสรท้ายเรือหลวงแม่กลอง?
ความเป็นคนขี่จักรยานทำให้ต้องวางแผนครับ
...ผมเลือกกินเบียร์ก่อนดีกว่า กินรับลมเย็นและวิวปากแม่น้ำ ให้เบียร์ออกฤทธิ์และคลายฤทธิ์ จากนั้นค่อยไปเดินชมสถานที่และพิพิธภัณฑ์น่าจะดีกว่า ถ้าเลือกกินเบียร์ตอนท้ายสุดเดี๋ยวขี่รถกลับจะมีปัญหา...เมาไม่ขับ แม้ตำรวจจะไม่เรียกคนขี่จักรยานตรวจแอลกอฮอล์แต่เพื่อสวัสดิภาพของตัวเองครับ ภาพของสโมสรเมื่อมองจากท้ายเรือแม่กลอง
สโมสรนี้วิวดีครับ เห็นเรือหลวงที่ถูกนำมาตั้งอยู่บนบก และเห็นทิวทัศน์รับลมเย็นจากแม่น้ำ
มีเด็กๆลูกคนท้องถิ่นมาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟและเด็กเก็บโต๊ะ ฝึกให้ทำงานหาเงินตั้งแต่ตอนเรียน
พนักงานเต็มร้านไปหมดเลย เบียร์สิงห์หนึ่งขวดกับยำกุ้งตะไคร้ จ่ายไป 160 บาทครับ
จากนั้นผมก็เดินมาชมพิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง
เรือมีเกียรติประวัติน่าภาคภูมิใจ ด้วยเป็นเรือพระที่นั่งของในหลวงหลายโอกาส
และเป็นเรือฝึกของนักเรียนนายเรือ และนักเรียนชุมพลทหารเรือ
สมัยเด็กๆผมเคยอยากเป็นทหารเรือครับ คำว่า join navy see the world ที่แปลเป็นไทยอย่างสละสลวยว่า ร่วมเครือนาวี จักยลปฐพีไพศาล ช่างจับใจเด็กประถมยิ่งนัก แต่เสียดายว่าตอนหลังสายตาสั้นเลยอดยลปฐพีไพศาลเสียนี่ ^^
จากนี้ก็เป็นรูปบนเรือ ปล่อยเป็นชุดครับ
ท่อปล่อยตอร์ปิโด
ห้องประกอบอาหาร
หม้อหุงข้าว
เครื่องซักผ้า
เอกสารชื่อเรือพระราชทาน ออกโดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 8
เอกสารคำสั่งปลดประจำการเรือ
ภาพลูกเรือชุดสุดท้ายก่อนปลดประจำการ
ภาพเรือเดินทางเข้าลุ่มน้ำแม่กลองเป็นครั้งที่สองและครั้งสุดท้ายเพื่ออำลาชาวสมุทรสงครามที่นำชื่อแม่น้ำมาตั้งชื่อเรือ
สังเกตดูในภาพจะเห็นเรือประมงแม่กลองวิ่งขนาบเรือหลวงเพื่อเป็นเกียรติในพิธีอำลา ธรรมเนียมชาวเรือนี้ซึ้งยิ่งนัก น้ำตาจะไหลนะครับ
ห้องพักนายทหารเรือระดับต้นเรือ
ป้อมปืนหน้าขนาด 120 มม.
ห้องบังคับการเรือ
พระบรมราชานุสาวรีย์มองจากห้องบังคับการเรือ
ห้องอาหาร
จากนี้ผมก็เดินไปที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าบ้างล่ะครับ
ถึงเราจะหยุดเรือรบฝรั่งเศสไม่อยู่เมื่อ รศ. 112 แต่ก็ไม่ต้องมานึกช้ำใจว่า "ไม่สู้" ครับ คนไทยเราสู้อย่างสมศักดิ์ศรี
ภาพนี้เป็นด้านหลังป้อม
ท้ายปืนเสือหมอบกระบอกหนึ่ง
ทหารเรือฝรั่งเศสรู้ฤทธิ์ปืนกระบอกนี้แน่นอน
ธงราชนาวีไทยจักโบกสะบัดอยู่หน้าป้อม ตราบเท่าที่บ้านเมืองนี้ยังเป็นเอกราชอยู่
ผมมีติดอยู่นิดเดียวที่ไม่ล่ายหลั่งจาย คือด้านหน้าป้อมที่หันออกสู่ปากแม่น้ำ ตอนนี้มีต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด
คาดว่าเรือที่แล่นผ่านปากแม่น้ำเข้ามาคงไม่เห็นป้อม
จะเขียนจดหมายหากองทัพเรือแนะนำให้ถางต้นไม้ออก และทำให้ป้อมเด่นเป็นสง่าเหมือนปราการปกป้องปากแม่น้ำเจ้าพระยา
เหมือนที่เคยเป็นมาในสมัยก่อนครับ
เย็นแล้วต้องอำลาป้อมพระจุลฯเพียงเท่านี้ล่ะครับ
ขากลับผมขี่กลับทางเดิมครับ มาขึ้นเรือที่ท่าพระสมุทรเจดีย์กลับมาที่ตัวจังหวัดสมุทรปราการ
ลมไม่ต้านแล้วครับ เพราะวิ่งย้อนทิศ มาได้เร็วกว่าขาไป
คนในเรือมีน้ำใจทุกเที่ยวเลยครับ เห็นผมแบกจักรยานขึ้นลงเรือก็จะมีคนมารอรับรถให้ แต่ผมได้แต่บอกขอบคุณเพราะรถไม่ได้หนักอะไร
ทริปนี้ระยะทางแค่ 55 กม. เอง แต่นวกะแบบผมขากลับนี่แทบต้องยกขาขวาขึ้นพาดตอนคร่อมตัวขึ้นขี่ทีเดียว ...มันล้า
คงต้องฝึกอีกเยอะครับ
ตะคริวไม่เกิด เพราะกินน้ำเกลือแร่สลับน้ำเปล่าตลอด
ขากลับช่วงเย็นตรงสำโรงรถเต็มไปหมด แต่จักรยานขี่ลัดเลาะมาได้สบายใจ
ถึงปากซอยอุดมสุขสุขุมวิท 103 หิวจนตาลายครับ
ราดหน้ามื้อกลางวัน เบียร์และยำกุ้งสดตะไคร้ถูกใช้งานไปหมดสิ้น
เลยต้องแวะกินบะหมี่น้ำอีกชามก่อนเข้าบ้าน
พี่ๆเพื่อนๆที่อ่านหัวข้อกระทู้คงสงสัยว่า "กระเป๋าหน้าท้อง" มาเกี่ยวอะไรด้วยกับทริปนี้
ขอเฉลยครับ...ว่าเจ็บน้องชาย
เนื่องจากปกติจะคาดกระเป๋าหน้าท้องขี่ไปมาระหว่างบ้านและที่ทำงานตลอด
ไม่เคยมีปัญหาอะไร
แต่คราวนี้ไกลกว่าปกติ น้ำหนักของสัมภาระในกระเป๋ามันกดบนน้องชายตลอดการปั่น
มันมาแสดงอาการตอนขี่กลับบ้านหลังจากกินบะหมี่น้ำแล้ว
ปวดแปล๊บๆครับ ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมนักจักรยานชอบใช้กระเป๋าสะพายที่บิดมาไว้ด้านหลัง ฮ่าฮ่าฮ่า
ขอจบทริปเพียงเท่านี้นะครับ
แล้ววันหน้าจะมาเล่าการเดินทางกันใหม่ครับ สวัสดีครับ