
รวมกลุ่มบันทึกภาพ ณ จุดสตาร์ทสวนสราญรมย์

ทะยอยลงทะเบียนกัน
จากจุดเร่ิมต้น ณ สวนสราญรมย์ยามเช้า หลังจากคนรักปั่นทั้งหลาย ได้ลงทะเบียนรับเอกสาร และ "คูปองสะสม" กันเป็นที่เรียบร้อย จึงมารวมตัวกันที่ลานโล่ง เพื่อฟังคำอธิบายเส้นทางเบื้องต้นจากคุณต่อ เจ้าหน้าที่คนเก่งเจ้าประจำจากกองการท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร โดยทริปนี้หนาแน่นไปด้วยเยาวชนนักปั่นน้อย นักเรียนระดับชั้นประถมปีที่ ๓ จากโรงเรียนสยามสามไตร ย่านบางจาก พระโขนง ซึ่งมี "ชมรมจักรยาน" ภายในโรงเรียนของนักเรียนป. ๓ ที่มีครูเป็นผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรม และคร้ังนี้เป็นครั้งแรกที่ครูวางแผนให้ลูกศิษย์ ออกปั่นจักรยานกับครอบครัว โดยมาร่วมกลุ่มกับชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย กับทริป.. ปั่นย้อนรอยประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ครั้งที่ ๕ ในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ นี้พอดี

เด็กๆ จากโรงเรียนสยามสามไตรที่มาร่วมปั่น สร้างความสดใสให้กับทริปอีกเยอะ
จากที่ได้สนทนากับ ครูเดียร์ หนึ่งในครูประจำชั้นผู้นำทีมจักรยานครอบครัวนักเรียนป. ๓ สยามสามไตร ทราบว่ามีเด็กและครอบครัวมาร่วมทริปนี้ประมาณ ๑๔ ถึง ๑๕ ครอบครัว รวมแล้วน่าจะประมาณ ๖๐ คนเห็นจะได้.. ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสนับสนุนกิจกรรมแก่นักเรียนและผู้ปกครอง ( ครูว่า.. รุ่นต่อไปอาจจะเป็นนักเรียนป. ๕ ) ผู้ปกครองได้ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี เพราะต่างนำพาลูกๆ หลานๆ พร้อมจักรยานคันน้อยสารพัดแบบหลายสีสัน บรรทุกใส่รถมาร่วมปั่นกัน
บรรดาสมาชิกชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ ( TCC ) เร่ิมเห็นกลุ่มก้อนของเด็กน้อย เข้าใจในทันทีว่า.. งานเข้าแล้วพวกเรา ทุกคนจึงเหมือนเป็นสัญญาณอัตโนมัติในเรื่องของการคอยดูแลกลุ่มจักรยานเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหนูๆ ทั้งหลาย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการปั่นครั้งนี้ด้วยกัน

ฟังบรรยายสรุปก่อนออกเดินทาง
คุณต่อ.. เร่ิมตั้งขบวนหลังอธิบายเส้นทางกันเสร็จเรียบร้อย จากนั้นทุกคนเร่ิมปั่นออกจากประตูสวนสราญรมย์ มุ่งสู่เส้นทางที่กำหนดไว้ การวางแผนคือให้พยายามปั่นกันเป็นคู่ แถวตอนสองแถว เพื่อให้เดินทางได้สะดวก และมีความปลอดภัย อีกทั้งยังอยู่ในเลนซ้าย ไม่เข้าไปเบียดเลนหลักของถนน ซึ่งมีรถยนต์สัญจรไปมาตลอดเวลา แม้ว่าจะเป็นวันอาทติย์ก็ตาม เพราะพื้นที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศ
จุดแรกมารวมกลุ่มกันรอข้ามถนน ณ แยกสะพานเจริญรัช ซึ่งเป็นสะพานข้ามคลองหลอด เชื่อมระหว่างถนนจักรเพชรกับถนนมหาราช สะพานแห่งนี้มีชื่อเต็มยศว่า สะพานเจริญรัช ๓๑ เนื่องจากว่าเป็นสะพานที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานทรัพย์ในการสร้าง เนื่องในมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๓๑ พรรษา ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๕๓ เป็นปีแรกที่ทรงขึ้นครองราชย์ จึงได้พระราชทานนามดังกล่าวมานั่นเอง และตรงกันข้ามของสะพานแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของ สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง ซึ่งมีเหตุการณ์เล็กๆ เกิดขึ้นในช่วงท้ายๆ ของทริป

รอข้ามแยกไปอีกด้านหนึ่งบริเวณถนนเจริญรัช
ตรงนี้รอกันนานเล็กน้อย เพราะรถสัญจรไปมาค่อนข้างมาก ประกอบกับชาวคณะนักปั่นหลายวัยของเรามีจำนวนนับร้อยเสียด้วย ขบวนจึงยาวและเป็นกลุ่มใหญ่จนถนนสายเล็กๆ แห่งนี้ถึงกับแคบลงไปถนัดตา
จุดแรกที่มาแวะกันคือตรงหัวมุมถนนซอยเชตุพน ด้านข้างของวัดเชตุพนนั่นเอง หลังจากจอดจักรยานริมกำแพงเป็นระเบียบเรียบร้อย จึงไปร่วมกลุ่มกันเพื่อฟังเรื่องราวเกี่ยวกับบริเวณนี้ที่เรียกกันว่า "ท่าเตียน"

ปากซอยเชตุพน รับฟังเรื่องรางเกี่ยวกับท่าเตียน

จอดรถกันเป็นระเบียบเรียบร้อย
ท่าเตียน เป็นย่านเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมืองกรุงเทพฯ อดีตเคยเป็นที่ประทับของเชื้อพระวงศ์ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พอมาสมัยรัชกาลที่ ๔ เกิดเหตุไฟใหม้ครั้งใหญ่ ตั้งแต่วังจักรพงษ์จนถึงบ้านเรือน ทำให้สิ่งปลูกสร้างบริเวณนั้นถูกไฟใหม้จนเตียนโล่ง ชาวบ้านจึงเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า "ท่าเตียน" จนถึงปัจจุบัน แต่ในตำนานเรื่องเล่า.. แต่งเติมความสนุกสนานกันว่า เป็นการต่อสู้กันระหว่างยักษ์โพธิ์กับยักวัดแจ้งซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ สู้กันจนพื้นที่นี้ราบเป็นหน้ากลองเลยทีเดียว..

ร้านนี้ขายดีเชียวละ
ฝั่งตรงข้ามของปากถนนเชตุพน เป็นชุมชนในซอยเล็กๆ ชื่อว่า ซอยปานสุข เดินเข้าแล้วรู้สึกได้ถึงความสงบน่าอยู่ปานสุขสมชื่อของซอยจริงๆ ท้ายซอยมีครอบครัวคุณลุงท่านหนึ่ง กำลังทำกิจกรรมเล็กๆ อยู่ที่หน้าบ้าน คุณลุงเข้ามาทักทายอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับเล่าเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนซอยนี้ และความเก่าแก่ของชุมชนยาวนานหลายสิบปี
ติดกับบ้านของคุณลุงมีแกลเลอรี่ศิลปะชื่อว่า AURUM ด้านหน้ามีจักรยานจอดซ้อนกันอยู่สามคัน เดาว่าน่าจะไม่ใชงานศิลปะจัดแสดงละมั้งเนอะ.. เอ..หรือจะใช่ว่า เรามองไม่ออกเสียด้วยสิ.. อิ อิ เมื่อหันไปฝั่งตรงกันข้าม เป็นโรงแรมบูติกชื่อว่า The River Place ในอาคารสีขาวออกแนวโมเดิร์นคลาสสิก โรงแรมนี้เป็นอาคารสูงสี่ชั้น มีสิบสองห้องไว้บริการ เน้นที่ความเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเล็กๆ เป็นสำคัญ

ร้านอาหารสุดโรแมนติก
ติดกันกับโรงแรมเป็นร้านอาคารสุดโรแมนติกชื่อว่า The Deck เพราะอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศร่มรื่นสวยงาม โดยเฉพาะทิวทัศน์แม่น้ำด้านหน้า พบว่ามีชาวต่างประเทศมานั่นรับประทานอาหารชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างมีความสุข ดีใจที่เห็นนักท่องเที่ยวมาพักผ่อนในบ้านเรา อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณเบื้องต้นว่า อีกไม่นานเศรษฐกิจในบ้านเรา คงจะคลี่คลายจากปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นแน่
เคลื่อนพลจักรยานออกจากปากซอยเชตุพน มุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่นี่เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ฝันอยากจากมาเรียนเมื่อครั้งอดีต.. ( นานมาแล้ว.. T_T ) แต่เหมือนฟ้าไม่ได้ลิขิตไว้เช่นนี้ จึงไม่ได้มีโอกาสการเป็นลูกศิษย์ของครูระดับศิลปินของที่นี่

เลาะเส้นทางสู่มหาวิทยาลัยศิลปากร

ประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร
เรื่องราวมากมายที่ได้รับฟัง จากการบอกเล่าจากคุณธีรนันท์ ที่รับช่วงการบรรยายต่อจากคุณต่อซึ่งต้องแยกไปทำภารกิจกับท่านผู้ว่าฯ เรื่องราวที่คุณธีรนันท์บอกเล่าตรงบริเวณงานศิลปะการปั้น จะมีอะไรบ้างนั้น.. ไม่ทราบเหมือนกันเพราะไม่ได้เข้าไปร่วมฟังด้วย จนคณะเดินลึกเข้าไปบริเวณใกล้ที่ทำการของคณะกรรมการนักศึกษาประจำคณะโบราณคดี เพื่อชม ต้นไม้ใหญ่ ที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างอาคารคอนกรีต ให้เราได้เห็นว่า ยังมีต้นไม้ขนาดยักษ์ซึ่งถูกรักษาเอาไว้อยู่ที่นี่ด้วย กทม. ต้องอาศัยการรักษาต้นไม้ ด้วยการตัดกิ่งก้านออก เพื่อให้ต้นไม้ไม่แตกกิ่งออกไปมาก แต่ให้มีใบเติบโตออกมาเป็นลักษณะพุ่มใหญ่ๆ หากให้เติบโตสูงขึ้นไปและแตกกิ่งก้านออกด้านข้างมากกว่านี้ อาจจะเป็นปัญหาต่อลำต้นได้ เนื่องจากต้นไม้ถูกจำกัดพื้นที่ส่วนฐานของมัน จากอาคารทั้งสองฝั่งเอาไว้

พักรถหน้าหอศิลป์มหาวิทยาลัยฯ

ต้นไม้ใหญ่.. ที่ยังมีให้เห็นในเมืองหลวงอย่างนี้
ออกจากมหาวิทยาลัยศิลปากร.. พวกเราปั่นลัดเลาะไปตามเส้นทางข้างสนามหลวง มุ่งสู่ถนนพระอาทิตย์ มีเหตุให้ตัวเองต้องพลัดจากกลุ่มเนื่องจากเพื่อนนักปั่น ซึ่งเป็นคุณพ่อผู้พ่วงที่นั่งลูกน้อยมาด้วยเกิดยางแตก ต้องจอดพักเพื่อทำการปะยาง ขณะเดียวกับที่ครูเดียร์ซึ่งติดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เป็นห่วงเด็กๆ ที่เกาะตามกลุ่มหน้าไปจนไม่เห็นท้ายแถวแล้ว จึงหันมาสอบถามและบอกว่าอยากจะตามไปให้ทัน จะไหวไหม..

ยางรั่วซะแล้ว.. ไม่เป็นไร ช่วยกันปะคนละไม้ละมือ เดี๋ยวเดียวก็รีบร้อย
บอกตามตรงว่า.. ไม่แน่ใจเส้นทางเหมือนกัน ( ก็ไม่ใช่คนแถวนี้..นี่นา ) ว่าจะตามไป วัดสามพระยา ถูกหรือไม่ จึงปั่นต่อไปกับครูเดียร์และน้องเสือหมอบอีกหนึ่งคน อาศัยไปถามเจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลจุดให้ยืมจักรยานของกทม. ที่เห็นอยู่ข้างหน้า ผลปรากฏว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็.. ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าจะปั่นไปทางไหนกันแน่ สุดท้ายจึงแนะนำว่า หากไม่รู้เส้นทาง ให้เราปั่นไปรอสมทบกลุ่มอีกครั้งที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็แล้วกัน เพราะตรงนั้นเป็นจุดรวมพลประจำของทริป เพื่อแวะรับประทานอาหารและซื้อขนมอร่อยติดไม้ติดมือ เราจึงปั่นไปรอกันที่นั่น.. ขณะเดียวกันก็อาศัยพักจัดการเรียงลำดับ.. ไก่ย่างข้าวเหนียวที่ซื้อมาแถวถนนพระอาทิตย์กับพี่เจี๊ยบเป็นอาหารเช้าไปพลางๆ..

แวะพักจุดใหญ่ ตรงข้ามอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
จุดนี้เองคุณเดียร์ได้รับโทรศัพท์จากผู้ปกครองที่รออยู่ที่รถ ซึ่งจอดอยู่ ณ ริมถนนข้างสวนสราญรมย์ว่า รถทุกคันจอดริมถนนโดนใบสั่งกันถ้วนหน้า! เอาละสิ.. ครูเดียร์เข้าใจว่าจอดได้นี่นา ครั้งก่อนๆ ที่มาร่วมปั่นยังไม่เกิดปัญหาเช่นนี้ จึงไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตุใด คงต้องหาคำตอบในช่วงสุดท้ายของการปั่นแล้วละ
ไม่นาน.. กลุ่มจักรยานปรากฏตัวเข้ามาสมทบ และแวะกระจายรายได้ยังชุมชนแถบนี้ถ้วนหน้า บริเวณร้านแมคโดนัลด์คราคร่ำไปด้วยชาวนักปั่น ประจวบเหมาะกับที่นักเรียนกลุ่มใหญ่ออกมาจากโรงเรียนพอดี.. คิวหน้าเค้าท์เตอร์เบอร์เกอร์ชื่อดังจึงยาวเหยียดเลยทีเดียว
หลังจากอิ่มหน่ำสำราญจึงเคลื่อนขบวนต่อไปยังที่ว่าการกรุงเทพฯ เพื่อบันทึกภาพกับป้ายชื่อเมืองที่ยาวที่สุดในโลก.. ก็ชื่อกรุงเทพฯ เมืองหลวงของเราออกจะยาวขนาดนั้น จะไม่ให้ป้ายยาวตามไปด้วยได้ไง.. จริงมั้ย

บันทึกภาพกับป้ายชื่อเมืองที่ยาวที่สุดในโลก
กลุ่มใหญ่ได้ข้ามถนนเพื่อเข้าไปฟังเรื่องราวและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในโบสถ์พราหมณ์ของเทวสถาน ที่นี่ได้พบกับต้นไม้สำคัญชื่อว่าต้น สาละ ซึ่งกำลังออกดอกสวยงาม เป็นที่โดนใจของช่างภาพทั้งหลาย
ต้นสาละมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าโดยตรงเลยทีเดียว เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญสามครั้งในพุทธศาสนา นั่นคือช่วงประสูติ ครั้งที่พระนางสิริมหามายาออกเดินทางจากกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อไปมีพระสูติการที่กรุงเทวทหะ ระหว่างทางมีสวนชื่อ สวนลุมพินีวัน เป็นสวนป่าไม้ "สาละ" นี่เอง พระนางทรงประทับยืนชูพระหัตถ์ขึ้นเหนี่ยวกิ่งสาละ และได้ให้ประสูติพระสิทธัตถะกุมาร

ความงามของดอกจากต้นสาละ

ผลที่แปลกตา..ซึ่งมีให้เห็นไม่บ่อยนัก
อีกครั้งหนึ่ง.. ช่วงตรัสรู้ หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสวยข้าวมธุปายาสที่บรรจุในถาดทองคำของนางสุชาดา ได้ทรงอธิษฐานว่า หากพระองค์ได้สำเร็จพระโพธิญาณ ขอให้การลอยถาดทองคำนี้ สามารถทวนกระแสของแม่น้ำเนรัญชลาได้ ปรากฏว่าถาดลอยทวนกระแสน้ำจริงๆ พระองค์จึงทรงเสด็จไปประทับยังบริเวณต้นไม้สาละตลอดทั้งเวลากลางวัน พอตกเย็นจึงเสด็จไปประทับยังต้นพระศรีมหาโพธิ์ และตรัสรู้ในเวลารุ่งอรุณนั้นเอง
คร้ังสุดท้ายช่วงปรินิพพาน เมื่อพระพุทธเจ้ามีรับสั่งให้พระอานนท์ปูลาดที่บรรทม โดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือระหว่างต้นสาละทั้งคู่ แล้วทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ และเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน
จุดสุดท้ายที่คณะปั่นของเราเข้าไปแวะชมคือ วัดเทพธิดารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เดิมชื่อ วัดบ้านพระยาไกรสวนหลวง เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดฯ ให้สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแก่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ หรือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองศ์เจ้าวิลาส พระราชธิดาองค์ใหญ่ใน รัชกาลที่ ๓ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๙ เสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๘๒

ถึงแล้ว.. วัดเทพธิดารามวรวิหาร

เรื่องราวน่าสนใจที่ได้รับการบอกเล่า

หลวงพ่อขาวภายในพระอุโบสถ
ขณะที่สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำลังจัดทำโครงการอนุรักษ์หอพระไตรปิฎก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสภาพทรุดโทรมและเสี่ยงต่อการพังทลาย โอกาสนี้.. ทางสมาคมฯ ได้มอบโปสการ์ดภาพวาดการอนุรักษ์หอพระไตรปิฎก มาเพื่อบอกบุญแก่ชาวนักปั่นทั้งหลาย ในการร่วมบริจาคทรัพย์ตามกำลัง เพื่อร่วมสมทบทุนกับสมาคมเกี่ยวกับกิจกรรมอนุรักษ์หอพระไตรปิฎก ปรากฏว่าได้รับความสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่งจากนักปั่นทุกเพศทุกวัย แบ่งปันกำลังทรัพย์รวมแล้วได้ ๑,๕๒๘.๒๕ บาท เราจึงได้ร่วมทำบุญเพิ่มเข้าไปสมทบอีก ๔๗๑.๗๕ บาท รวมเป็น ๒,๐๐๐ บาทถ้วน และทำการโอนเงินเข้าบัญชี วัดเทพธิดารามวรวิหาร (บูรณะหอพระไตรปิฎกคณะ ๕) เลขบัญชี 037-2-37600-7 ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนมหาไชย เพื่อร่วมสมทบทุนกับสมาคมฯ เป็นที่เรียบร้อย

หลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีของวัดเทพธิดารามวรวิหารในเย็นวันเดียวกัน
ขออนุโมทนาบุญกับทุกนักปั่นทุกท่าน ที่ร่วมทำบุญบูรณะหอพระไตรฯ ในครั้งนี้ร่วมกัน.. สาธุ..

ทะยอยเดินทางออกจากวัดเทพธิดาราม
เนื่องจากเวลาไม่เอื้ออำนวยเสียแล้ว จึงทำให้ต้องข้ามรายการ กุฏิสุนทรภู่ เอาไว้เป็นทริปหน้าแทน.. จากนั้นปั่นกลับมาสรุปปิดทริปกันที่สวนสราญรมย์เป็นจุดสุดท้าย นับว่ากลุ่มนักปั่นทุกวัยต่างมาถึงที่หมายนี้กันอย่างพร้อมเพรียง และดูหนาตาเช่นเดียวกับช่วงเช้า ตรงนี้มีกิจกรรมเล็กๆ เป็นการส่งท้าย กับการร่วมสนุกตอบคำถามซึ่งเด็กๆ ตัวน้อยสามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็ว และมีความจำดีเยี่ยม ในการสรุปทริปนี้ได้เป็นฉากๆ จึงได้รับหนังสือความรู้เป็นรางวัลไปอ่านที่บ้าน

กิจกรรมสนุกๆ ปิดท้าย
มาถึงช่วงผู้ปกครองขอความช่วยเหลือ กับการโดนใบสั่งกันทั้งแถบ โดนทางเจ้าหน้าที่กองการท่องเที่ยวกทม. ได้ร่วมกันเดินไปทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ ณ สน.พระราชวัง เป็นที่เรียบร้อย ทำให้ทราบว่า พื้นที่ริมถนนตรงบริเวณดังกล่าว มีกำหนดเวลาในการอนุญาตให้จอดรถ แม้ว่าจะเป็นวันอาทิตย์ก็ตาม.. ทางที่ดีที่สุดคือจอดด้านถนนฝั่งริมคลองหลอด หรือนำรถไปจอดที่สนามหลวงจะดีกว่า เพราะจอดรถได้ทั้งวัน เป็นอันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

น้องการ์ตูนหนึ่งในขวัญนักปั่น..ที่เดินทางจนครบทริปนี้
ความสนุกสนานและมีสาระ ( รวมถึงสาละ ) กับการร่วมปั่นย้อนรอยประวัติศาสตร์ครั้งที่ ๕ นี้ นักปั่นทุกท่านได้รับกันอย่างทั่วถึง ขอบคุณเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวกทม. พี่ๆ น้าๆ อาๆ ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย คุณครูโรงเรียนสยามสามไตรที่นำพาเยาวชนป. ๓ รักการปั่นมาร่วมปั่นจักรยานย้อนประวัติศาสตร์ไปด้วยกัน
โอกาสหน้าคงจะได้มาซึมซับเรื่องราวสนุกๆ เปี่ยมสาระ เช่นอีกนะครับ..
อ้อ.. ขอบคุณน้าหมีที่สนับสนุน "ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า" ณ ร้านอร่อยย่านใกล้เสาชิงช้า ให้เป็นกำลังในการปั่นกลับไปสวนลุมฯ ไว้ ณ ที่นี้ รวมถึงคุณป๋อง คุณหล่อ คุณกะปิ พร้อมกับน้องเสือหมอบร่างใหญ่ ใจดี ที่ปั่นเป็นเพื่อนไปถึงหัวลำโพง ก่อนจะแยกหายไปจนตามไม่ทัน ( เอ.. ไหนว่าจะไปส่งถึงสวนลุมฯ หวา.. แล้วปั่นทิ้งห่างหายไปไหนเนี่ย!? ) อย่างไรก็ขอบคุณที่ปั่นมาเป็นเพื่อนนะครับ..
>> ชมภาพประทับใจ อีกมากมาย ของการปั่นตามรอยประวัติศาสตร์คร้ังที่ ๕ ได้ที่นี่ Click!! <<