"ไปทำอะไรพี่ นครไม่เห็นมีอะไร”
กำลังจะไปนครฯ แล้วเจอคำถามแบบนี้
ถ้าเป็นคุณ คุณจะตอบว่าอย่างไรคะ
....................................................
เรื่องของเรื่องคือแม่โปเต้อยากปั่นจักรยานค่ะ
หลังๆ มานี่ ด้วยภาระการเรียนและการทำงานที่ประเดประดังเข้ามาในชีวิต
ทำให้ได้แต่ปั่นรถพับคันน้อยแว้บไปแว้บมาอยู่แถวๆ ศาลายาบ้าง นางเลิ้งบ้าง
ไม่มีโอกาสได้ออกไปพักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์ไกลๆ ที่ไหนบ้างเลย
ทุกค่ำวันพุธและวันอาทิตย์ก็ได้แต่ทำตาปริบๆ
มองคุณสามีออกไปแว้นจักรยานกับก๊วนด้วยความอิจฉา
เล่นเอาหน้าตาที่แก่เกินวัยอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อาวุโสขึ้นไปอีกหลายกิโลขีด
ตอนแรกก็ยังพอปลอบใจตัวเองได้ว่า คงยังไม่แก่เท่าไหร่ (มั้ง)
แต่หลังๆ มานี่เริ่มมีลูกค้าทักว่า...
เป็นรุ่นเดียวกันกับคุณสามีบ้างล่ะ (ที่จริงเป็นน้องตั้งหลายปี)
เป็นพี่สาวของคุณสามีบ้างล่ะ
ทายอายุผิด เกินไปเป็นรอบบ้างล่ะ
แต่ที่บาดใจสุดๆ ก็ตอนที่อดีตนักร้องขวัญใจวัยรุ่นสมัยแม่โปเต้อยู่ “ม.ต้น”
แวะเอารถจักรยานมาทำที่ร้าน แล้วเรียกขานกันแบบสุภาพม้าก...มาก
เต็มปากเต็มคำเลยว่า “...ขอโทษครับพี่”
โฮก!!! เจ็บปวดจริงๆ ให้ดิ้นตาย
อย่ากระนั้นเลย พอสบโอกาสหยุด 3 วัน
หลัง (ตัวเอง) สอบเสร็จและก่อนจะเข้าฤดูกาลตรวจข้อสอบ (ของเด็กๆ)
แม่โปเต้เลยรีบมัดมือชกเตรียมแผนการปั่นแบบมั่วๆ
แล้วลักพาตัวคุณสามีพาหนีไปปั่นจักรยานแก้อาการหน้าแก่ด้วยกันซะเลย
สำหรับเป้าหมายหลักของทริปนี้ก็คือ การไปร่วมงาน "มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ” ที่เมืองนครฯ
จากนั้นก็ตั้งใจจะปั่นเที่ยวชิลๆ ไปเรื่อยๆ แวะเล่นน้ำตกกะโรม นอนชมวิวยอดเขาเหมน เที่ยวตลาดจันดี แล้วก็ขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพฯ
ด้วยความที่ทริปนี้เป็น “ทริปงอก” คือจู่ๆ นึกจะไปก็ชวนกันไปแบบกะทันหัน
ไม่ได้อยู่ในแผนการปั่นประจำปี (นี่! เวอร์ซะ)
จึงมีอุปสรรคให้จัดการกันหลายด่าน
เริ่มจากด่านแรกคือ “ไม่มีจักรยาน”
แป่ว!!! เปิดร้านจักรยานแล้วจะบอกว่าไม่มีจักรยานปั่นได้ยังไง
ร่ำๆ จะกระโดดกัดคอคุณสามีอยู่แล้ว (นึกว่าหาข้ออ้างไม่อยากไปเที่ยวกะเรา)
แต่สงสัยรังสีอมหิตที่แผ่ออกจากร่างของแม่โปเต้จะได้ผล
คุณสามีเลยรีบอธิบายต่อว่า พอดีถอดล้อเจ้าฟูจิ ทัวริ่งคันที่ปั่นอยู่ประจำ
ให้ลูกค้าไปใช้เป็นล้อเสริมชั่วคราวสำหรับรถพ่วงสามล้อ
ส่วนคันอื่นๆ ที่เคยใช้ ก็ขายยกคันไปบ้าง ถอดนู่นถอดนี่ขายไปบ้าง
“แต่เดี๋ยวเซ็ตใหม่ได้จ้ะ ไม่นานหรอก เราปั่นรถคันเก่าเอง
ส่วนเธอเดี๋ยวเราให้ปั่นคันใหม่แล้วกันนะ ดีมั้ย...” คุณสามีรีบเอาใจ
ปัญหาถัดมาก็คือ “แล้วจะเอาจักรยานไปยังไง”
ปกติถ้าทางไกล เวลาน้อย เราก็มักจะแก้ปัญหาด้วยการเอาจักรยานขึ้นรถไฟไป
แต่ทริปนี้ถ้าเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งตามกำหนดจริงๆ จะถึงประมาณ 10 โมงกว่าๆ
สงสัยจะไม่ทันเที่ยวงาน เพราะจากประสบการณ์สอนให้รู้ว่า “รถไฟไทย เซอไพรส์เราได้เสมอ”
แม่โปเต้ก็เลยเสนอให้ไปรถทัวร์ค่ะ ปรากฏว่ารถทัวร์ VIP เที่ยวที่จองได้ ดันเป็นรถ 2 ชั้น
เลยมีที่บรรทุกของไม่มากนัก กลัวว่าจะไม่สามารถใส่จักรยานไปได้
คุณสามีก็เลยจัดการสลายร่างจักรยานทั้ง 2 คันลงกล่อง
แล้วไปหาที่ทิ้งกล่องเอาดาบหน้า เท่านี้ก็เรียบร้อย!
พอถึงวันเดินทางก็หอบหิ้วสัมภาระไปที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่(กว่า) กันแบบสบายๆ
เพื่อจะพบว่ารถคันที่เราไปนั้นบรรทุกของ(ของใครหว่า?) จนเกือบเต็ม
จนเหลือที่พอใส่กล่องจักรยานได้อีกแค่ 1 คัน
ดีว่าที่นั่งของเราเป็นแถวหลังสุด น้องพนักงานประจำรถซึ่งมีน้ำใจช่วยเหลือเป็นอย่างดี
จึงเสนอให้ยกกล่องขึ้นไปไว้หลังแถวที่นั่งของเรา แลกกับการที่เราจะต้องนั่งอกผายไหล่ผึ่ง
เอนเบาะไม่ได้ไปตลอดระยะทางเกือบ 800 กิโล
เพื่อรถน้อยกว่านี้ได้ยังไง...จัดไปเลยน้อง!
ในที่สุดเราสองคน (กับอีก2คัน) ก็ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ
มุ่งหน้าสู่จ.นครศรีธรรมราชกันเสียที
....................................................
พอเดินแจกจ่ายขนมน้ำและผ้าห่มตามหน้าที่เสร็จ น้องพนักงานประจำรถก็เดินมากระซิบถาม
“ไปทำอะไรพี่ นครไม่เห็นมีอะไร”
ตอนแรกแม่โปเต้ก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกันค่ะ
เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เวลาไปเที่ยวที่ไหน
แล้วมีคนในพื้นที่มาตั้งคำถามว่ามีอะไรให้เที่ยวด้วยหรือ
พอกระซิบตอบกลับไปว่า “ไปงานแห่ผ้าขึ้นธาตุค่ะ”
ดูน้องเขาจะยังไม่ค่อยพอใจในคำตอบที่ได้เท่าไหร่
แต่คงเกรงใจไม่กล้าถามต่อ จึงโคลงศีรษะไปมาเบาๆ แล้วเดินจากไป
....................................................