รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะเจ้าตัวน้อยอายุสองขวบ เริ่มส่งเสียงถามไถ่ผู้เป็นแม่ถึงโปรแกรมวันนี้ว่าเธอจะได้มีกิจกรรมอะไรบ้าง และแล้วก็หันมาปลุกผู้เป็นพ่อที่ยังพยายามซุกตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มหลบความยะเยือกแม้ในช่วงของหนาวสุดท้ายปลายเดือนกพ.
คุณลูกเจรจากับคุณแม่(ของลูก) อยู่ซักพักก็เป็นอันตกลงกันเป็นเรียบร้อยว่าคุณลูกสาวจะได้ไปเที่ยวตลาดและติดรถไปส่งพี่ชาย(ลูกคุณป้า) ไปโรงเรียน ถ้าเธอยอมอาบน้ำและแปรงฟันให้เรียบร้อยตามความต้องการของคุณแม่(ของลูก) (ขออภัยที่ต้องเน้นเพราะต้องเตือนตัวเองเสมอว่าไม่ใช่คุณแม่ "ของพ่อ" อิอิ)
เมื่อคุณแม่ และ คุณลูกตกลงโปรแกรมกันเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงตาคุณพ่อมั่งละ งั้นวันนี้เราจะปั่นจักรยานไปขึ้นเขากระโดงดีกว่า (ถ้าไม่ไปวันนี้ จักรยานที่เราอุตส่าห์ขนมาจากกทม.ก็คงเสียเที่ยวแน่นอน)
ไหนๆก็ขอโปรโมทที่พักกันซักหน่อย ถ้าใครมีโอกาสได้ไปพักที่บุรีรัมย์ ขอแนะนำที่นี่เลยครับ
Laanta Cottage เป็นบ้านเช่าของคุณลุงทัย และ คุณป้ายุ้ยของเจ้าตัวน้อยนั่นเอง บริการบ้านเช่าทั้งแบบรายวัน รายเดือน รายปี มีทั้งหมด 4 ห้อง เรียกหรูๆหน่อยก็เป็น Villa ได้เหมือนกัน เพราะมีขนาดค่อนข้างใหญ่โต มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน สะอาดสะอ้าน แต่ละห้องแบ่งเป็นสัดส่วน ให้ความเป็นส่วนตัว และ สงบเงียบมาก
นอกจากบ้านเช่าแล้วคุณป้ายุ้ยก็ยังมีหน้าร้านขายเสื้อผ้า เครื่องประดับ สมุนไพร ฯลฯ, ส่วนคุณลุงทัยโชว์ฝีมือเปิดร้านอาหารปักษ์ใต้รถเด็ด ว่ากันว่าในบุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียงยังไม่เป็นรองใคร คนใต้ไกลบ้านถ้ามีโอกาสได้มาลิ้มลอง อาจจะต้องน้ำตาซึมสะกดอารมณ์คิดถึงบ้านไม่อยู่กันเลยทีเดียว
ภาพสถานที่คืนแรกที่เรามาถึง
หน้าร้าน Laanta Cottage
ส่วนที่เป็นร้านอาหาร
ลุงทัย สุดยอดอาหารปักษ์ใต้เพื่อสุขภาพ
เมนูวันนี้
ทางเข้าห้องพัก เราพักกันที่ห้องหมายเลข๑ ส่วนห้อง ๒-๔ ก็เข้าไปทางประตูเหล็กดัดครับ
ภายในห้อง เข้ามาไม่ทันไรพวกเราก็จัดการแปรสภาพใหม่หมด เลยไม่ทันได้ถ่ายสภาพเดิมๆที่ทางเจ้าของเค้าจัดไว้
ภาพยามเช้าครับ
มีที่จอดจักรยานโดยเฉพาะ
จักรยานพ่อแม่ลูก
ชมกันเต็มๆ ทั้งหลัง
สวนส่วนตัว ของห้องหมายเลข ๑
เจ็ดโมงแล้ว เตรียมตัวนานไปนิด แต่ในที่สุดก็พร้อมออกเดินทาง ออกจากตัวเมือง มุ่งไปยังวงเวียนอนุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๑ แล้วตรงไปเรื่อยๆก็เจอป้ายนี้ครับ
แหม คราวนี้ขอแค่เขากระโดงไปก่อนนะครับ สำหรับพรมรุ้ง และ ปราสาทเมืองต่ำ ยังไงคราวหน้าได้เจอกันแน่นอนนน!
เมืองบุรีรัมย์ในยามนี้ ทุกคนที่เดินทางผ่านมาจะต้องสะดุดตากันป้ายเชียร์ทีมบอล Thunder Castle Buriram PEA ที่มีอยู่ทั่วไปหมด บนถนน, สถานที่ราชการ, โรงเรียน, ฯลฯ เรียกได้ว่าเค้าเชียร์กันทั้งเมืองจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือ หรือบังคับ ก็ตามแต่ ก็น่าจะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับวงการฟุตบอลบ้านเรา แต่ที่ผมฮามากน่าจะเป็นป้ายนี้ล่ะครับ (เรือนจำจังหวัดอยู่ระหว่างทางที่จะไปเขากระโดงพอดี)
ตรงมาอีกนิดหน่อย เห็นแว๊ปๆ เอ...... ข้างหน้าเค้ากำลังก่อสร้างอะไรอยู่ไม่ทราบ ดูอลังการมาก
พอเข้ามาใกล้ก็ถึงบางอ้อทันที โอ้แม่เจ้า
บ้านใหม่ของว่าที่แชมป์ปี 2554 นี้รึเปล่า คงต้องติดตามชมกันต่อไป
อ้อผมลืมบอกไปว่า ระยะทางระหว่างอนุสาวรีย์รัชกาลที่๑ กับเขากระโดงอยู่ที่ประมาณ ๗ กม.เท่านั้นเอง
ขับต่อมาอีกซักพักเริ่มเห็นจุดหมายแล้วครับ พระสุภัทรบพิตร เป็นพระใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขากระโดงนั่นเอง
ขับต่อมาอีกไม่ไกลครับ ทางก็สบายๆ ขึ้นบ้างลงบ้างนิดๆหน่อยๆ แล้วก็เจอป้ายบอกทางเข้า
เลี้ยวเข้ามาปุ๊ป ก็ต้องตะลึงปั๊ป กับบันไดขึ้นเขา
แวะถ่ายรูปหน่อยครับ
เสร็จแล้วขึ้นเขาตามป้ายเลยครับ
ปั่นขึ้นไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าไม่ชันเท่าไหร่ (แต่ใส่เกียร์ ๑ ตลอดเลย) เอาว่าค่อยๆไปครับ ไม่หักโหม วัดความเร็วได้ ๘-๙ กม.ต่อชม.เอง
หยุดชมสะพานแขวน อันนี้น่าจะสร้างมาไว้ให้เราสามารถเดินเข้าไปชมปากปล่อยภูเขาไฟได้นะครับ
ปั่นต่อขึ้นไปอีกนิดก็จะถึงยอดเขาแล้วครับ ช่วงนี้ค่อนข้างชันหน่อย ขึ้นไปถึงทำเอาแฮ่กเลยเหมือนกัน
จักรยานคู่ชีพครับ
พักจนหายเหนื่อยก็เดินทางกลับครับ
ขากลับไม่ต้องบรรยายมากเพราะมันสบายเหลือเกิน เรียกว่าแทบไม่ต้องปั่น (บีบเบรคจนปวดมือเลยทีเดียว) แถมพอลงจากเขามายังรู้สึกว่าเป็นทางลงไปตลอดทางจนถึงตัวเมืองเลย สบายมากๆ
อีกอย่างที่ต้องชมสำหรับถนนที่นี่ก็คือนี่ครับ
เลนจักรยานตลอดการเดินทาง รู้สึกปลอดภัยมากๆ ช่วยให้เราเดินทางกลับได้อย่างสวัสดิภาพครับ รวมแล้วปั่นไปทั้งสิ้น ประมาณ 20 กม.เท่านั้นเองครับ ถ้ามีโอกาสอย่างลืมไปลองปั่นที่บุรีรัมย์ดูนะครับ
ขอบคุณที่ติดตามชมครับ