จักรยาน ทัวร์ริ่ง
กฏการใช้บอร์ด
บอร์ดสำหรับ นักปั่นทัวร์ริ่ง นักปั่นระยะทางไกล พูดคุยเรื่องอุปกรณ์ เทคนิตการปั่น ที่พัก หรือการกินอยู่
บอร์ดสำหรับ นักปั่นทัวร์ริ่ง นักปั่นระยะทางไกล พูดคุยเรื่องอุปกรณ์ เทคนิตการปั่น ที่พัก หรือการกินอยู่
- Elka
- ขาประจำ
- โพสต์: 2527
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
- team: จักรยานขอนแก่น
- Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
- ตำแหน่ง: ขอนแก่น
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
แบบมีชีวิตต-ชีวา จริง ๆ ต้องนี่เลย ...ได้อารมณ์
- ไฟล์แนบ
-
- สองสาว แบบ วินเทจ
- vv2486.jpg (89.73 KiB) เข้าดูแล้ว 2322 ครั้ง
-
- พ่อ-ลูก ......สุดจะ บรรยายยย
- WEB-FT-gregory-haun-bike-polo_1.jpg (29.28 KiB) เข้าดูแล้ว 2322 ครั้ง
-
- เอามาปั่น ใกล้ ๆ บ้าน ก็มีครับ
- dino1.JPG (86.92 KiB) เข้าดูแล้ว 2322 ครั้ง
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
- Elka
- ขาประจำ
- โพสต์: 2527
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
- team: จักรยานขอนแก่น
- Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
- ตำแหน่ง: ขอนแก่น
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
วันนี้ ลองมาดูพัฒนาการ วัสดุที่เขาได้พัฒนาแล้วถูกนำมาใช้ทำ เฟรมจักรยานกัน
เริ่มที่
เฟรม เหล็กผสม โมลิบดินัม เรียกกันในตลาดติดปากว่า เฟรม โค-โมลี (CrMo)
ก็มีหลากหลายผู้ผลิต ทำออกมา แต่ที่กลุ่มผู้ผลิตเฟรมจักรยาน นิยมนำมาใช้ ก็มี ไม่กี่ยี้ห้อ
โดยขอเริ่มจาก สุดยอดนิยม ในชื่อผลิตภัณฑ์ ท่อ Reynolds
สายการผลิต ได้พัฒนา เป็น ระบบ ตามช่วงการผลิตโดย คร่าว ๆ ดังนี้ครับ
ท่อเหล็ก (Steel453) - Manganese/Titanium alloy.
ท่อ รุ่นนี้ Reynolds ผลิตออกมาเพียง 3 รุ่นในรูป ท่อโลหะผสม ใช้ชื่อทางการค้า เป็น single butted.
500 - เป็นการพัฒนา โดยใช้ส่วนโลหะผสมเพิ่มเติม เป็น chromium-molybdenum (CrMo) steel, seamed, butted
501 - ได้รับการพัฒนา เริ่มออกสู่ ตลาดประมาณปี 1983
520 และ 525 เริ่มพัฒนาต่อ ให้รับแรงได้ดีขึ้น จึงทำบางได้มากขึ้น เริ่มนำใช้ทำเฟรมกลุ่ม Triathlon
531 - ปรับปรุงส่วนผสม Manganese/Molybdenum. ยุคนี้ถือว่า ได้เข้าสู่สุดยอด พัฒนาให้กับ
กลุ่มขาทัวร์ริ่ง เฟรม ใช้ระหัส 531ST - Special Touring tubeset
631 - เทคนิควิธีการผลิต ได้คิดค้นใหม่ ทำเป็น Seamless air-hardened.
653 - ยุคนี้ มีการใช้ ส่วนผสม ที่ผ่านมา แต่เลือกใช้งานให้ได้ แต่ละสุดยอดของโลหะผสม เช่น
ตอนทำตะเกียบ จะใช้ 531 พอทำเฟรม ท่อหลักใช้ 653 ส่วนหางหลังใช้ 753
708 - สายผลิต ทำกันในช่วงปี 1980 ใช้เป็น ท่อหลักของเฟรม ส่วนหางหลังยังคงใช้ 753.
725 และ 731 2 รุ่นนี้ ใช้เทคนิคผลิตแบบของ 520 แต่เวลาผลิตจะทำขนาดท่อให้โตกว่าเดิม ก็แข็งแรงขึ้น
753 - เพิ่มเทคนิคในส่วนผสม Manganese-Molybdenum ใช้เทคนิคแบบ 531 แต่จะหนากว่าแล้วปรับกระบวนผลิต
แต่เจ้าท่อตัวนี้ มีข้อจำกัด ในการเชื่อมยึดเฟรมต้องควบคุม ตัวแปรในวัสดุประสานและอุณหภูมิการเชื่อม ดดยแนะนำไม่ให้ร้อนเกิน 700 องษาเซลเซียส จึงมีจำหน่ายเฉพาะในเครือข่ายเท่านั้น ในการผลิตยุคนี้ จึงมีขนาดและความหนาของท่อที่จะไปใช้กับเฟรม แตกต่างกันไป แบบจำเพาะเจาะจง Mountain, All terrain, Off road พวกนี้จะใช้โค้ท 753ATB ส่วนเฟรมของหมอบ จะใช้โค้ท 753R ส่วนเฟรมพวกที่ใช้กับทาง แทร็ค จะใช้โค้ท 753T
853 - เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กัน ณ ปัจจบันนี้ เรียกว่า Seamless air-hardening heat-treated.
953 - เป็นเทคนิคของ การนำโลหะสองชนิดมาประกอบหรือประกบกัน Maraging stainless steel. ให้ค่าที่มีสมบัตินั้น ๆ
ค่าความแข็งเมื่อเขาเทียบไว้ :
1. Reynolds 953 วัสดุเป็น Carpenter Stainless Steel ค่า Ultimate Strength -----255-290 KSI
2. Reynolds 853 วัสดุเป็น Proprietary Air Hardening Heat Treated ค่า Ultimate Strength -----180-210 KSI
3. Dedacciai SAT 14.5 วัสดุเป็น 18MCDV6 Micro alloy ค่า Ultimate Strength ----- >203KSI
4. True Temper S3 วัสดุเป็น Proprietary Air Hardening Heat Treated ค่า Ultimate Strength -----150-217 KSI
5. True Temper OX Platinum วัสดุเป็น Proprietary Air Hardening Heat Treated ค่า Ultimate Strength -----135-185 KSI
6. Reynolds 725 วัสดุเป็น 25CrMo4 Heat Treated ค่า Ultimate Strength -----157-186 KSI
7. Columbus Zona วัสดุเป็น Nivacrom ค่า Ultimate Strength -----134-149 KSI
8. Reynolds 631 วัสดุเป็น Proprietary Air Hardening ค่า Ultimate Strength -----115-130 KSI
9. Reynolds 525 วัสดุเป็น 25CrMo4 ค่า Ultimate Strength -----114 KSI
ตามด้วยไททาเนียมของ Reynolds
10. Reynolds 3Al/2.5V วัสดุเป็น Titanium 3Al/2.5V ค่า Ultimate Strength -----90-95 KSI
11. Reynolds6Al/4V วัสดุเป็น Titanium 6Al/4V ค่า Ultimate Strength -----130-145 KSI
เริ่มที่
เฟรม เหล็กผสม โมลิบดินัม เรียกกันในตลาดติดปากว่า เฟรม โค-โมลี (CrMo)
ก็มีหลากหลายผู้ผลิต ทำออกมา แต่ที่กลุ่มผู้ผลิตเฟรมจักรยาน นิยมนำมาใช้ ก็มี ไม่กี่ยี้ห้อ
โดยขอเริ่มจาก สุดยอดนิยม ในชื่อผลิตภัณฑ์ ท่อ Reynolds
สายการผลิต ได้พัฒนา เป็น ระบบ ตามช่วงการผลิตโดย คร่าว ๆ ดังนี้ครับ
ท่อเหล็ก (Steel453) - Manganese/Titanium alloy.
ท่อ รุ่นนี้ Reynolds ผลิตออกมาเพียง 3 รุ่นในรูป ท่อโลหะผสม ใช้ชื่อทางการค้า เป็น single butted.
500 - เป็นการพัฒนา โดยใช้ส่วนโลหะผสมเพิ่มเติม เป็น chromium-molybdenum (CrMo) steel, seamed, butted
501 - ได้รับการพัฒนา เริ่มออกสู่ ตลาดประมาณปี 1983
520 และ 525 เริ่มพัฒนาต่อ ให้รับแรงได้ดีขึ้น จึงทำบางได้มากขึ้น เริ่มนำใช้ทำเฟรมกลุ่ม Triathlon
531 - ปรับปรุงส่วนผสม Manganese/Molybdenum. ยุคนี้ถือว่า ได้เข้าสู่สุดยอด พัฒนาให้กับ
กลุ่มขาทัวร์ริ่ง เฟรม ใช้ระหัส 531ST - Special Touring tubeset
631 - เทคนิควิธีการผลิต ได้คิดค้นใหม่ ทำเป็น Seamless air-hardened.
653 - ยุคนี้ มีการใช้ ส่วนผสม ที่ผ่านมา แต่เลือกใช้งานให้ได้ แต่ละสุดยอดของโลหะผสม เช่น
ตอนทำตะเกียบ จะใช้ 531 พอทำเฟรม ท่อหลักใช้ 653 ส่วนหางหลังใช้ 753
708 - สายผลิต ทำกันในช่วงปี 1980 ใช้เป็น ท่อหลักของเฟรม ส่วนหางหลังยังคงใช้ 753.
725 และ 731 2 รุ่นนี้ ใช้เทคนิคผลิตแบบของ 520 แต่เวลาผลิตจะทำขนาดท่อให้โตกว่าเดิม ก็แข็งแรงขึ้น
753 - เพิ่มเทคนิคในส่วนผสม Manganese-Molybdenum ใช้เทคนิคแบบ 531 แต่จะหนากว่าแล้วปรับกระบวนผลิต
แต่เจ้าท่อตัวนี้ มีข้อจำกัด ในการเชื่อมยึดเฟรมต้องควบคุม ตัวแปรในวัสดุประสานและอุณหภูมิการเชื่อม ดดยแนะนำไม่ให้ร้อนเกิน 700 องษาเซลเซียส จึงมีจำหน่ายเฉพาะในเครือข่ายเท่านั้น ในการผลิตยุคนี้ จึงมีขนาดและความหนาของท่อที่จะไปใช้กับเฟรม แตกต่างกันไป แบบจำเพาะเจาะจง Mountain, All terrain, Off road พวกนี้จะใช้โค้ท 753ATB ส่วนเฟรมของหมอบ จะใช้โค้ท 753R ส่วนเฟรมพวกที่ใช้กับทาง แทร็ค จะใช้โค้ท 753T
853 - เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กัน ณ ปัจจบันนี้ เรียกว่า Seamless air-hardening heat-treated.
953 - เป็นเทคนิคของ การนำโลหะสองชนิดมาประกอบหรือประกบกัน Maraging stainless steel. ให้ค่าที่มีสมบัตินั้น ๆ
ค่าความแข็งเมื่อเขาเทียบไว้ :
1. Reynolds 953 วัสดุเป็น Carpenter Stainless Steel ค่า Ultimate Strength -----255-290 KSI
2. Reynolds 853 วัสดุเป็น Proprietary Air Hardening Heat Treated ค่า Ultimate Strength -----180-210 KSI
3. Dedacciai SAT 14.5 วัสดุเป็น 18MCDV6 Micro alloy ค่า Ultimate Strength ----- >203KSI
4. True Temper S3 วัสดุเป็น Proprietary Air Hardening Heat Treated ค่า Ultimate Strength -----150-217 KSI
5. True Temper OX Platinum วัสดุเป็น Proprietary Air Hardening Heat Treated ค่า Ultimate Strength -----135-185 KSI
6. Reynolds 725 วัสดุเป็น 25CrMo4 Heat Treated ค่า Ultimate Strength -----157-186 KSI
7. Columbus Zona วัสดุเป็น Nivacrom ค่า Ultimate Strength -----134-149 KSI
8. Reynolds 631 วัสดุเป็น Proprietary Air Hardening ค่า Ultimate Strength -----115-130 KSI
9. Reynolds 525 วัสดุเป็น 25CrMo4 ค่า Ultimate Strength -----114 KSI
ตามด้วยไททาเนียมของ Reynolds
10. Reynolds 3Al/2.5V วัสดุเป็น Titanium 3Al/2.5V ค่า Ultimate Strength -----90-95 KSI
11. Reynolds6Al/4V วัสดุเป็น Titanium 6Al/4V ค่า Ultimate Strength -----130-145 KSI
แก้ไขล่าสุดโดย Elka เมื่อ 13 พ.ค. 2011, 15:21, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
- Elka
- ขาประจำ
- โพสต์: 2527
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
- team: จักรยานขอนแก่น
- Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
- ตำแหน่ง: ขอนแก่น
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
สำหรับอีกค่าย ที่นิยมนำท่อที่ผลิตได้ มาทำเฟรมจักรยานคือ Columbus Tubing
Columbus เป็นโรงานผลิต ตั้งอยู่ที่เขต Settala ซึ่งค่อนไปทางตะวันตกของกรุงมิลาน (Milan) อิตาลี โรงงานนี้ ตั้งขึ้นเมื่อปี 1919 โดย A.L. Columbo และปัจจุบันได้รับการสานต่อจากครอบครัว จนถึงปี 1977 ต่อมาได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม SPA และทำการผลิตในสายผลิตภัณฑ์ จักรยาน Cinelli.
Columbus tubing ถือเป็นคู่แข่งตัวยงกับ Reynolds ในโลกของจักรยาน กลุ่มที่ใช้ท่อของ Columbus ได้แก่ Bianchi, De Rosa, Ciocc, Pinarello and Colnago

การหาค่าความเร็วของจักรยาน เมื่อเราใช้เกียร์และรอบขา ในช่วงต่าง ๆ
Bicycle Analyzer Data Form
http://www.arachnoid.com/bike/
. ........................

Columbus เป็นโรงานผลิต ตั้งอยู่ที่เขต Settala ซึ่งค่อนไปทางตะวันตกของกรุงมิลาน (Milan) อิตาลี โรงงานนี้ ตั้งขึ้นเมื่อปี 1919 โดย A.L. Columbo และปัจจุบันได้รับการสานต่อจากครอบครัว จนถึงปี 1977 ต่อมาได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม SPA และทำการผลิตในสายผลิตภัณฑ์ จักรยาน Cinelli.
Columbus tubing ถือเป็นคู่แข่งตัวยงกับ Reynolds ในโลกของจักรยาน กลุ่มที่ใช้ท่อของ Columbus ได้แก่ Bianchi, De Rosa, Ciocc, Pinarello and Colnago
การหาค่าความเร็วของจักรยาน เมื่อเราใช้เกียร์และรอบขา ในช่วงต่าง ๆ
Bicycle Analyzer Data Form
http://www.arachnoid.com/bike/
. ........................

แก้ไขล่าสุดโดย Elka เมื่อ 20 ม.ค. 2012, 21:47, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
- Elka
- ขาประจำ
- โพสต์: 2527
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
- team: จักรยานขอนแก่น
- Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
- ตำแหน่ง: ขอนแก่น
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
เที่ยงวันนี้ เอาเรื่องของชาวจักรยาน ที่เป็น เบอร์ 1 เมืองไทย มาให้ทราบ
ทั้งความคิดและการปฏิบัติ ได้แสดงออกให้สังคมรับรู้ ว่าเขา คิด-ทำ อย่างไร
อ.ปรีชา พิมพ์พันธ์ (เกิด พ.ศ. 2479) เป็นคนไทยคนแรกที่ปั่นจักรยานทางไกล
จากประเทศไทยไปประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นชาวตำบลแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา จบการศึกษาจากโรงเรียนการฝึกหัดครูชั้นสูง ประสานมิตร เมื่ออายุ 25 ปี
เขาตัดสินจะไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ มหาวิทยาลัยแอละแบมา สหรัฐอเมริกา โดยเดินทางด้วยจักรยานเพียงคนเดียว
เริ่มออกเดินทางตั้งแต่ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504 เวลา 4.00 น.เส้นทาง ผ่านพม่า อินเดีย เอเชียใต้ ถึงยุโรป
จากนั้นโดยสารเรือจากอังกฤษถึงมอนทรีออล แคนาดา ขี่จักรยานอีกช่วงหนึ่งจากมอนทรีออลไปแอละแบมา สหรัฐอเมริกา
ใช้เวลาทั้งสิ้น 6 เดือน ผ่าน 20 ประเทศ
หลังจากเรียนจบแล้วได้ขี่จักรยานอีกช่วงหนึ่งจาก แอละแบมา ไป ลอสแอนเจลิส มีเรื่องราวบันทึกในหนังสือชื่อ
"ปั่นหมื่นไมล์ไปเรียนหนังสือ"
อ.ปรีชา เคยเป็นอดีตโค้ชนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทย ปัจจุบันเป็นผู้จัดการโรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ....ปั่นจักรยานทางไกลอีกครั้งเส้นทางขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้ ผ่านอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง
และอเมริกาใต้ ในปี พ.ศ. 2538 ขณะมีอายุ 58 ปี
รายละเอียดนี้ สำเนามาไว้ให้อ่านง่ายขึ้น จาก คุณ NBT ทำการสัมภาสณ์แล้วเขียนไว้ในเว็บบอร์ดเดิม ครับ

บก.เศกสรรค์ MBT ... ส่งมาให้อ่านแฟนๆ ThaiMTB ได้อ่านก่อน เป็นบทสัมภารณ์ที่จะลงในฉบับหน้า รายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมรูป คอยดูในเล่มที่วางแผงครับ...
ปรีชา พิมพ์พันธ์
ปั่นหมื่นไมล์ไปเรียนหนังสือ
15 กุมภาพันธ์ 2504 คน ชายหนุ่มวัย 25 ปี เริ่มต้นการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของตัวเองโดยใช้จักรยานนเป็นพาหนะ จากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกโดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ รัฐอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปรีชา พิมพ์พันธ์ คือชื่อของชายหนุ่มผู้หลงใหลเสน่ห์ของการเดินทางด้วยสองล้อคนดังกล่าว ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอลาบามา ในสหรัฐอเมริกาด้วยการปั่นจักรยานออกจากประเทสไทยนั้น เขาและเพื่อนๆ มักจะชวนกันปั่นจักรยานไปเที่ยวเป็นระยะทางไกลๆ ไม่ว่าจะแถบกรุงเทพมหานคร ชลบุรี หรือเชียงใหม่ สุไหงโกลง ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการซ้อมใหญ่ก่อนการเดินทางนับหมื่นไมล์โดยใช้เส้นทาง อรัญประเทศ เขมร เวียดนาม ลาว และกลับสู่กรุงเทพฯ
และถึงแม้ว่าการเดินทางทางหลังวันวาเลนไทน์เพียงหนึ่งวันจะต้องจบสิ้นลงที่แม่สอด เพราะเนื่องจากเป็นช่วงเวลาเดียวกับมีพม่าเข้ามาเผาตลาดแม่สอด ชายแดนระหว่างไทยกับพม่าจึงปิดลง ปรีชา พิมพ์พันธ์ ตัดสินใจปั่นกลับกรุงเทพฯ อีกครั้งเพื่อจับเครื่องบินมุ่งสู่กัลกัลตา เมืองใหญ่ทางตะวันตกของอินเดีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทาง “แผนสอง” เมื่อไม่สามารถผ่านพรมแดนเข้าพม่าได้
อีก 6 เดือนต่อมา หนุ่มน้อยจากเมืองสยามก็ปั่นจักรยานคู่ใจถึงมหาวิทยาลัยอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นจุดหมายของการเดินทางโดยใช้กำลังขาของตัวเอง
เราติดต่อขอสัมภาษณ์ อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์ ผู้จัดการโรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในขณะที่ท่านมีอายุได้ 67 ปี เพื่อย้อนเล่าถึงเรื่องราวการเดินทางรอบโลกด้วยจักรยานซึ่งเป็นเรื่องราวที่ขึ้นก่อนที่ผู้สัมภาษณ์จะคลอดเป็นทารกกว่า 8 ปี
ถึงแม้ว่าการเดินทางดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อ 41 ปีแล้ว แต่อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์ สามารถเล่าเรื่องราวและเรียบเรียงการเดินทางได้อย่างครบถ้วนราวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
“เอ็มบีที” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทสัมภาษณ์นี้ คงเป็นประโยชน์และเป็นกำลังใจกับ “นักปั่น” ชาวไทยที่กำลังวางแผน หรืออยู่ระหว่างเดินทางรอบโลก อยู่ในขณะนี้ และเป็นการกระตุ้นเตือนให้นักปั่นเยาวชนรุ่นใหม่ ได้ร่วมภาคภูมิใจ ได้ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยมีคนไทยตัวเล็กๆ ปั่นจักรยานรอบโลกด้วยสองขาสำเร็จมาแล้ว
ปรีชา พิมพ์พันธ์
ปั่นจักรยานไปเรียนไกลที่สุดในโลก
ปฐมบทการเดินทาง
กระเหรี่ยงเผาตลาดแม่สอด ข้ามไปพม่าไม่ได้
พอเรื่องเกี่ยวกับหนังสือเดินทางและ วีซ่าเรียบร้อยผมก็เริ่มเดินทางตามแผนที่วางไว้ คือเริ่มออกจากบ้านพักที่มศว. ประสานมิตร ซึ่งตอนนั้นเป็นอาจารย์อยู่ที่ประถมสาธิตประสานมิตร ตี 4 ก็ออกจากกรุงเทพฯ ไปลพบุรี นครสวรรค์ ไปออกแม่สอดเพื่อเข้าประเทศพม่า คืนแรกนอนลพบุรี ถึงลพบุรี
รุ่งขึ้นก็เดินทางต่อไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 7 วันจึงถึงแม่สอด พอถึงแม่สอดก็ต้องพักหนึ่งคืน เพื่อรุ่งขึ้นจะได้เตรียมข้ามแม่น้ำเมย แต่โชคไม่ดีเพราะพรมแดนปิดเนื่องจากกระเหรี่ยงเข้ามาเผาตลาดแม่สอด ก็เลยออกไม่ได้ทั้งๆที่มีวีซ่าแล้ว ผมตัดสินใจกลับกรุงเทพ เพื่อจะเดินทางไปทางอินเดียโดยทางเครื่องบิน เพราะหากไปทางเรือก็ต้องปั่นไปสิงคโปร์ซึ่งรวมทั้งเวลาปั่นและเวลาลงเรือแล้วต้องใช้เวลาเป็นเดือนซึ่งจะไม่ทันเวลาเปิดเทอมในเดือนกันยายน
ขี่เรือบินไปตั้งต้นที่กัลกัลตา
เมื่อเขาพม่าไม่ได้ก็เลยอาศัยการบินไทยโดยขึ้นที่ดอนเมือง ไปลงกัลกัลตา ซึ่งเป็นอินเดียฝั่งตะวันออก สรุปก็คือบินข้ามพม่าไปประเทศเดียว ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชม. หากเป็นเรือก็ต้อง 2-3 เดือน การพักแรมที่กัลกัลตาก็อาศัยสถานทูตหรือพักกับเจ้าหน้าที่กงศุล นอนที่ห้องรับแขกบ้าง
วันที่ 1 มีนาคม ออกจากกัลกัลตา ซึ่งเป็นเมืองตะวันออกสุดโดยใช้ถนนใหญ่ปั่นตัดผ่านประเทศอินเดียมุ่งหน้าไปยังนิวเดลลี เมืองแรกที่ผ่านก็คือ พุทธคยา ซึ่งเป็นเมืองของพุทธศาสนา ก็ใช้เวลาประมาณ 3 วัน โชคดีที่มีวัดไทยอยู่ที่นั่น หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็ดีใจให้พักอยู่ที่วัด พักอยู่ 2 วัน
จากพุทธคยาอีก 3 ถึงเมืองพาราณสี ซึ่งมีแม่น้ำคงคาซึ่งเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ มีขอทานเยอะ ก็ได้ดูได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ขี่รถผ่านไปเรื่อยๆ แวะนอนริมทางไปเรื่อยๆ อยู่ 8 วันก็ถึงนิวเดลลี จุดหมายแรกที่เมืองหลวงของอินเดียคือสถานทูตไทย พักกับนักเรียนไทยที่สถานทูต อยู่ที่นี่ 2-3 วันก็ออกเดินทางไปยังปากีสถาน
ผ่านเขตแดนระหว่างปากีสถานทางเมืองอมริสสา ก่อนที่จะเข้าไปยังเมืองลาฮอซึ่งเมืองสำคัญของปากีสถาน ช่วงนี้ไม่มีคนไทยแล้ว ก็เลยต้องพึ่งพาตัวเองตลอด ผ่านเมืองบูลตัน ลงมาทางใต้
ลุยทะเลทรายชายแดนปากีฯ –อัฟกานิสถานสู่อิหร่าน
จากปากีสถานก็ปั่นเลาะทะเลทรายแถวๆ เมืองเควตตาซึ่งเป็นชายแดนติดต่อระหว่าง อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอิหร่าน เข้าเขตตะวันออกสุดของอิหร่าน ช่วงนี้ปั่นผ่านทะเลทรายตลอด จากเขตชายแดนอิหร่านจนถึงเมืองเตหะรานก็ใช้เวลาประมาณสิบกว่าวัน วันไหนที่เข้าเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ จราจรจะคับคั่ง กางเต้นท์นอนก็ไม่ได้ เลยต้องนอนโรงแรมเล็ก ๆ ไม่แพง คิดเป็นเงินไทยก็ 4-50 บาท
เข้าสู่ประตูยุโรป
จากเตหะรานก็ปั่นมุ่งหน้าไปยังภาคตะวันออกสุดของตุรกี ภูมิประเทศก็เต็มไปด้วยภูเขาและหิมะน้ำแข็ง ไม่มีต้นไม้ คล้ายๆ กับกึ่งทะเลทรายกึ่งภูเขา จากนั้นก็เข้าสู่เมืองหลวงของตุรกีก็พักอยู่สองวัน ออกเดินทางต่อถึง0เมืองอิสตันบูล ซึ่งเป็นเมืองชายแดนระหว่างเขตเอเชียและอยุโรป พ้นอิสตันบูลก็เข้าสู่ประเทศกรีก แต่ไม่ไปเมืองหลวง ขี่เลาะริมทะเลไปทางอิตาลี ช่วงนั้นเข้าอัลแบเนียไม่ได้เพราะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ก็เลยต้องข้ามเรือผ่านช่องแคบเล็กๆ ตอนใต้ของอิตาลี รู้สึกว่าจะใช้เวลา 8 ชม. ก็จะเข้าเมืองบรินดิสิ ขึ้นฝั่งได้ก็ปั่นต่ออีก 4-5 วันก็ถึงกรุงโรม
กรุงเทพฯ – โรม ใช้เวลา 66 วัน
ความสำเร็จขึ้นแรกก็มาถึงแล้ว คือเดินทางจากกรุงเทพฯ โรมสำเร็จ เพราะเป็นช่วงที่ทุรกันดารมากที่สุด เส้นทางที่เหลือก็สบายหมด ใช้เวลาจากรุงเทพจนถึงโรม 66 วัน ซึ่งเร็วกว่าที่คิดไว้เดิม (3-4เดือน)
ถึงสถานทูตไทยประมาณ 10 โมงเช้า ผมจำได้ว่าท่านทูตไม่อยู่ แต่ท่านอุปทูตก็ช่วยดูแลเรื่องที่พักอาศัย พร้อมกับมีผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นภาษาเยอรมัน ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอิตาลี
ตะลุยยุโรป
ท่านทูตก็ให้นอนอยู่ชั้น 3 ก็พักเที่ยวในกรุงโรม 2 สัปดาห์ จากนั้นก็ขี่ต่อจากอิตาลีขึ้นทางเหนือผ่านเมืองปิซ่า เข้าสวิสเซอร์แลน ผ่านโลซาน เจนีวา พักเจนิวา 1 คืน ถึงเบิร์นซึ่งเป็นเมืองหลวงของสวิสเซอร์แลนด์ก็พักที่สถานทูตอีก จากนั้นก็ขี่ย้อนกลับเข้าไปเยอรมัน ไปกรุงบอนน์ซึ่งเป็นเมืองหลวงขณะนั้น ก็พักที่สถานทูตอีกเช่นกัน
จากกรุงบอนมุ่งหน้าสู่ปารีสใช้เวลาประมาณ 5 วัน พักกับท่านเอกอัคราชทูตอยู่ 7 วัน ปรากฏว่าเวลาที่ประมาณไว้ยังเหลือเฟือ ก็เลยตัดสินใจปั่นเที่ยวยุโรปต่อ เริ่มจากลักแซมเบิร์ก กลับเข้ามาเยอรมัน ขึ้นไปเดนมาร์ค (โคเปนเฮเกน 1 สัปดาห์) จากนั้นข้ามเรือไปสวีเดนเข้าเมืองโกเตนเบิร์ก ปั่นขึ้นเหนือไปเมืองออสโลว์ประเทศสวีเดน ช่วงนั้นเป็นหน้าร้อนไม่มีกลางคืนเพราะพระอาทิตย์ขึ้นตลอด 24 ชม. อยู่ที่ ออสโลว์ 1 สัปดาห์ ไม่มีถนนขึ้นเหนือ จึงล่องเรือกลับมาเดนมาร์ก ปั่นเข้าเนเธอแลนด์ เบลเยี่ยม จากเบลเยี่ยมก็ขี่ไปช่องแคบคาเลย์ เพื่อจะข้ามไปอังกฤษ
บีบีซีถ่ายสารคดี – ลงเรือข้ามแอทแลนติก
พอถึงอังกฤษก็พักสถานทูตที่กรุงลอนดอน กับท่าน มล. ปีกทิพย์ มาลากุล ซึ่งท่านให้การต้อนรับเป็นอย่างดี วิทยุบีบีซี ก็ถ่ายทำสารคดี ให้เราปั่นจักรยานไปตามท้องถนนกรุงลอนดอน พักอยู่ 1 เดือนเพราะเวลาเหลือมากมาย ทำวีซ่าเข้าอเมริกาเสร็จก็ปั่นไปเมืองเซาท์แธมตันเพื่อลงเรือข้ามมหาสมุทรแอทแลนติกไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา ค่าโดยสารประมาณ 4800 บาท ใช้เวลา 7 วันก็ถึงเมืองมอนทรีออล
ขี้นฝั่งที่แคนาดาปั่นต่อไปอเมริกา
ถึงเมืองมอนทรีออลก็ขี่เข้ารัฐนิวยอร์ค เกาะแมนฮัทตัน ก็แวะไปพักที่บ้านท่านทูตไทยประจำสหประชาชาติที่แมนฮัทตัน อยู่ที่นิวยอร์ค 7 วัน ขี่รถข้ามมาวอชิงตันดีซี ที่นี่มีสำนักผู้ดูแลนักเรียนไทย ก็เลยพักที่นี่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานทูตนัก
ถึงจุดหมายก่อนเปิดเทอมไม่กี่วัน
อยู่ได้ 7 วัน ก็ขี่ลงไต้ผ่านนิวเจอร์ซี่ นอร์ธแคโรไลนา แอทแลนตา (จอร์เจียร์) จากนั้นก็เข้ารัฐอลาบามา เมืองทัสคาลูซา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง ก็ถึงในเดือนกันยายนพอดี ถึงก่อนโรงเรียนเปิดสัก 3-4 วัน ผมเรียนที่ยูนิเวอร์ซิตีออฟอลาบามา มีนักนักเรียนไทยคนที่ 2 ที่ไปเรียน เรียนวิชาแนะแนว เรียนสองเทอมก็จบ ความจริงลาไปเรียนปริญญาโท 2 ปี แต่เรียนเพียง 8 เดือนก็จบแล้ว ก็เลยหางานทำในชิคาโกบ้างในช่วงฤดูร้อน พอเปิดเทอมมาก็เรียนต่ออีกปริญญานึ่ง สูงกว่าปริญญาโทแต่ไม่ใช่ปริญญาเอก เรียนอีก 9 เดือน ก็จบเอกปฐมศึกษา ปีหลังทุนเอเชียฟาวเดชั่นให้ทุนเรียนฟรี ซึ่งเขารู้ว่าเราปั่นจักรยานมาเรียน
เรียนจบปั่นต่อไปทำงานที่แคลิฟอร์เนีย
พอปิดเทอมก็ขี่รถจากอลาบามาไปทางตะวันตก ผ่านหลุยเซียนา อาคันซอร์ เทกซัส นิวแมกซิโก จากนิวแมกซิโกก็าขี่ตามถนนสาย 66 ผ่านอริโซนา เนวาดา แคลิฟอร์เนีย และถึงจุดหมายที่ลอสแอนเจลิสซึ่งถือเป็นฝั่งตะวันตกสุดของอเมริกา จะกลับบ้านเราก็ต้องข้ามทะเล ผมส่งจักรยานกลับเมืองไทย ส่วนตัวเองบินไปอลาบามาอีก แต่บังเอิญได้งานที่แคลิฟอร์เนีย ก็ทำงานที่แคลิฟอร์เนียอีก 3 ปีเป็นครูสอนภาษาไทยให้มหาวิทยาลัยของทหาร เขาเรียกว่าโรงเรียนภาษาต่างประเทศที่เมืองมอนทาเร่ย์ เป็นเมืองสวยงามติดชายทะเล จากนั้นก็บินกลับประเทศไทย
12 คำถามกับ อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์
MBT: ระยะทางจากบ้านเราไปถึงยุโรปเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน พอพ้นจากประเทศไทย สภาพเส้นทางและภูมิประเทศก็ยากลำบางจนถึงเขตยุโรป อาจารย์กลัวตรงนี้หรือเปล่า
อาจารย์ปรีชา: คืออย่างนี้ ไอ้ที่เราได้ท่องเที่ยวด้วยจักรยานมาทั่วประเทศ รวมทั้งเขมรและเวียดนามก็ไปมาแล้ว เราเห็นว่าไม่มีอะไรน่ากลัว เวลาที่มองดูในแผนที่หลายคนคิดว่าน่ากลัว แต่ไปเข้าจริงๆ แล้วตลอดเส้นทางก็เป็นหมู่บ้าน เป็นบ้านคนตลอดไม่ได้อยู่ในป่า มีน่ากลัวบ้างก็ช่วงทะเลทราย แต่ก็เป็นระยะทางแค่ 3-4 วันก็ทะลุออกหมู่บ้านหรือเมืองแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร เพราะรถเราก็ปะยางหรือซ่อมแซมของเราได้ เตรียมน้ำ-อาหารเป็นเสบียงให้เรียบร้อย ก็ต้องมีการวางแผนมาตลอด
MBT: ก่อนหน้านั้นอาจารย์เป็นนักกีฬาหรือไม่
อาจารย์ปรีชา: ก็เล่นรักบี้ ฟุตบอล แต่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรมาก ช่วงนั้นเรียนอยู่ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร
MBT: ช่วงที่คิดว่าแย่ที่สุดของการเดินทางคือช่วงใด
อาจารย์ปรีชา: ก็คงเป็นช่วงทะเลทรายที่ออกจากปากีสถาน เข้าอิหร่าน ไปตุรกี เพราะเป็นทะเลทรายและภูเขาเสียส่วนใหญ่
MBT: ความแตกต่างของชนชาติต่างๆ ที่อาจารย์ปั่นจักรยานผ่านเป็นอย่างไรบ้าง
ตอบ: ในแถบเอเชียปกติแล้วชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะยากจน เลี้ยงแกะเลี้ยงอะไรไป แต่ในอินเดียก็ยังมีพื้นที่สำหรับเกษตรกรรม ก็ทำไร่ทำนาไป พอเข้าทะเลทรายแล้วก็ไม่มีอะไร มีแต่เลี้ยงสัตว์ พวกนี้เค้าเป็นชาวบ้านนิสัยใจคอดี เราไปก็ช่วยเหลือ ต้องการน้ำก็หามาให้ ไม่มีอะไรที่จะทำร้ายเรา อาจเป็นเพราะว่าเราไม่มีอะไรที่ราคาแพง ไม่มีกล้องแพง ๆ มีแต่จักรยานก็ไม่ได้ดีนัก สัมภาระก็ไม่มีอะไร ก็ดี แต่เราอย่างไปหวังพึ่งชาวบ้านหรือน้ำบ่อหน้า การนอนนี่ไม่ต้องไปพูดถึงเลย เวลานอนก็กางเต้นท์นอนของเราเอง เพราะคิดว่านอนในบ้านเค้าที่อาจมีอันตราย ก็ใช้วิธีหลบนอนตามพุ่มไม้ ป่าไม้ต่างๆ เช้าก็ปั่นเข้าหมู่บ้านซื้อเตรียมเสบียงสำหรับการเดินทางต่อไป
MBT: ปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยมีบ้างไหม
อาจารย์ปรีชา: ไม่มี เพราะการขี่จักรยานก็เหมือนการออกกำลังทุกวัน เรื่องความเจ็บป่วยเป็นไข้อะไรนี่ไม่มี
MBT: วันที่เหนื่อยๆ คิดอย่างล้มเลิกการเดินทางบ้างไหม
อาจารย์ปรีชา: ไม่มี.. ไม่มีแน่นอน เพราะก่อนเดินทางก็คิดไว้แล้ว จะไปก็ต้องไปเลย จะลังเลไม่ได้ ต้องปฏิญาญว่าจะไม่ขึ้นรถ หากขึ้นรถแล้วจะเคยตัวพอท้อก็จะขึ้นรถท่าเดียว จริงๆ แล้วเราก็ไม่ต้องรีบ ไปเรื่อยๆ ตั้งสมาธิไว้
MBT: ไม่มีเหตุการณ์ที่น่ากลัว
อาจารย์ปรีชา: ความจริงก็มีอยู่ตลอดทางนั่นแหละ เจอทุกสัปดาห์ เช่นหลงทางบ้าง อันตราย หมาไล่แกะไล่เอาบ้าง เจอกลุ่มคนเกเรที่ไม่น่าไว้วางใจบ้าง แต่ก็เราหลีกเลี่ยงหรือปั่นต่อไปเสีย
MBT: ทางมหาวิทยาลัยอลาบามาทราบเรื่องที่อาจารย์ปั่นไปเรียนหรือไม่
อาจารย์ปรีชา: เขาทราบตอนที่เราถึงนิวยอร์คแล้ว เพราะหนังสือพิมพ์ต่างๆ ลงข่าว วิทยุเสียงอเมริกาก็ประกาศข่าว พอไปถึงทางมหาวิทยาลัยและชาวเมืองก็ให้การต้อนรับดี พอตอนเรียนก็สบายๆ เพราะพวกอาจารย์ก็ให้ความช่วยเหลือ เสื้อผ้าสัมภาระต่างๆเค้าก็ช่วยกันหามาให้ พอจะทำงานก็ช่วยหาให้
MBT: หากคนทั่วๆ ไปจะเดินทางอย่างอาจารย์บ้าง มีข้อแนะนำอย่างไร
อาจารย์ปรีชา: ก็มีคนปรึกษาเรื่องนี้หลายคนเหมือนกัน แต่เท่าที่ทราบก็คือมีอยู่ 3-4 คนที่ออกเดินทางจริงๆ ไปถึงอินเดียกลับมาก็มี ถึงปากีสถานกลับมาก็มี ปั่นไปนั่งรถไปบ้างจนถึงยุโรปก็มี ตอนนี้ก็มีคนหนึ่งยังอยู่สวีเดนอายุก็คง 60 กว่าแล้ว ก็เขียนจดหมายมาทุกปี บอกว่าหากผมไปสวีเดนจะพาเที่ยว ส่วนรุ่นหลังๆ
สำหรับข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จะปั่นจักรยานรอบโลกหรือปั่นจักรยานทางไกลก็คือต้องมีเวลา ต้องมีการวางแผนเส้นทางให้ดี เงินก็ติดตัวไปแค่พอซื้ออาหารประจำวัน ต้องแข็งแรง และสำคัญที่สุดก็คือต้องรู้ว่าตัวเองไปเพื่ออะไร หากจะปั่นรอบโลกแล้วกลับเลยก็โอเค แต่ถ้าจะไปเรียนก็ควรติดต่อเรื่องสถานที่เรียนให้เรียบร้อยก่อน
MBT: ปัญหาที่เกิดขึ้นกับจักรยานมีอย่างไรบ้าง
อาจารย์ปรีชา: ส่วนใหญ่ก็มีแค่ยางแบนกับยางรั่ว บางทีผ่านทะเลทรายยางรั่วหรือยางละลายก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ผมเตรียมไป 4 เส้น ยางในก็เปลี่ยนตลอด แต่ยางนอกเปลี่ยนเส้นแรกออกที่เยอรมันเพราะมันโล้นจนกระทั่งรั่ว จากนั้นก็ใช้เส้นที่สองไปถึงอเมริกาเลย ก็ประมาณหมื่นห้าพันไมล์ใช้ยางไปสองเส้น ส่วนโซ่ไม่เคยขาด อย่างอื่นก็ไม่เป็นอะไร
MBT: การเดินทางครั้งแรกใช้เงินไปเท่าไร
อาจารย์ปรีชา: ประมาณ 20,000 บาท เป็นค่าเรือก็ 4,800 บาทแล้ว ส่วนตามทางก็มีคนเพิ่มเงินให้บ้าง ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็เป็นค่าอาหาร รวมมีคนบริจาคประมาณ 20,000 บาท ก็เหมือนกับไปฟรี
MBT: การเดินทางครั้งที่สองเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แตกต่างจากช่วงแรกซึ่งยังอยู่ในวัยหนุ่มอย่างไรบ้าง
อาจารย์ปรีชา: ก็ไม่ได้คิดอะไร คือว่าการขี่จักรยานมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นหากเราค่อยๆ ไป คิดว่าตัวเองยังไม่เคยขี่จากเหนือไปใต้ ก็เลยขึ้นเครื่องบินไปอลาสก้า แต่คราวนี้ให้เวลาตัวเองแค่ 1 เดือน ครบหนึ่งเดือนถึงตรงไหนก็หยุดตรงนั้น ก็ปั่นลงไปแคนาดาเรื่อยๆ เที่ยวหลังนี่จะดีตรงการเตรียมตัวเรื่องสัมภาระและจักรยานนี่พร้อมมากขึ้น แต่ความเหนื่อยของร่างกายนั้นมากขึ้นคือครั้งแรกขี่วันละสองร้อยกิโลเมตรไม่เป็นอะไร แต่ครั้งนี้แค่ร้อยห้าสิบกิโลก็รู้สึกเหนื่อย แรงนี่หมดแล้วหมดเลย
บรรยายภาพ
1. ปรีชา พิมพ์พันธ์ คนไทยคนแรกที่ปั่นจักรยานรอบโลก
2. กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2504 ปรีชา พิมพ์พันธ์ เริ่มต้นการเดินทางจากมศว.ประสามิตร ไปยัง มหาวิทยาลัย อลาบามา ด้วยจักรยานที่ต่อจากท่อประปา เมดอินวรจักรคันนี้
3. โซ่ไม่เคยขาด ใช้ยางนอกไปแค่สองเส้นตลอดระยะกว่า 15,000 ไมล์
4. จักรยานคู่ใจทั้งสองคันยังจอดนิ่งสงบอยู่ในห้องนิทรรศการปั่นจักรยานรอบโลก โรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
5. ด้วยวัย 67 ปี อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา โรงเรียนเอกชนที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศที่ไม่ใช่โรงเรียนคริสต์ และเป็นผู้พิพากษาสมทบ ศาลคดีเด็กและเยาวชนอยุธยา

อ. ปรีชาวันก่อนเริ่มต้นการเดินทาง : มีผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย-อาหารตลอดเส้นทาง

มาดเท่ๆ ของท่านอาจารย์ระหว่างเดินทาง : ภาพถ่ายกับทีมงาน Voice of America ที่สัมภาษณ์ทำสารคดี



อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์ ปัจจุบันอายุ 69 ปี (ปี 2545) พร้อมกับ จักรยานคันประวัติศาสตร์ สั่งตัดที่วรจักร เดินทางถึงอเมริกาโดยไม่มีอะไรเสียหาย ท่านที่สนใจสามารถแวะชมห้องนิทรรศการของท่านอาจารย์ ปรีชา พิมพ์พันธ์ ได้ที่ โรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ทั้งความคิดและการปฏิบัติ ได้แสดงออกให้สังคมรับรู้ ว่าเขา คิด-ทำ อย่างไร
อ.ปรีชา พิมพ์พันธ์ (เกิด พ.ศ. 2479) เป็นคนไทยคนแรกที่ปั่นจักรยานทางไกล
จากประเทศไทยไปประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นชาวตำบลแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา จบการศึกษาจากโรงเรียนการฝึกหัดครูชั้นสูง ประสานมิตร เมื่ออายุ 25 ปี
เขาตัดสินจะไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ มหาวิทยาลัยแอละแบมา สหรัฐอเมริกา โดยเดินทางด้วยจักรยานเพียงคนเดียว
เริ่มออกเดินทางตั้งแต่ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504 เวลา 4.00 น.เส้นทาง ผ่านพม่า อินเดีย เอเชียใต้ ถึงยุโรป
จากนั้นโดยสารเรือจากอังกฤษถึงมอนทรีออล แคนาดา ขี่จักรยานอีกช่วงหนึ่งจากมอนทรีออลไปแอละแบมา สหรัฐอเมริกา
ใช้เวลาทั้งสิ้น 6 เดือน ผ่าน 20 ประเทศ
หลังจากเรียนจบแล้วได้ขี่จักรยานอีกช่วงหนึ่งจาก แอละแบมา ไป ลอสแอนเจลิส มีเรื่องราวบันทึกในหนังสือชื่อ
"ปั่นหมื่นไมล์ไปเรียนหนังสือ"
อ.ปรีชา เคยเป็นอดีตโค้ชนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทย ปัจจุบันเป็นผู้จัดการโรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ....ปั่นจักรยานทางไกลอีกครั้งเส้นทางขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้ ผ่านอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง
และอเมริกาใต้ ในปี พ.ศ. 2538 ขณะมีอายุ 58 ปี
รายละเอียดนี้ สำเนามาไว้ให้อ่านง่ายขึ้น จาก คุณ NBT ทำการสัมภาสณ์แล้วเขียนไว้ในเว็บบอร์ดเดิม ครับ

บก.เศกสรรค์ MBT ... ส่งมาให้อ่านแฟนๆ ThaiMTB ได้อ่านก่อน เป็นบทสัมภารณ์ที่จะลงในฉบับหน้า รายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมรูป คอยดูในเล่มที่วางแผงครับ...
ปรีชา พิมพ์พันธ์
ปั่นหมื่นไมล์ไปเรียนหนังสือ
15 กุมภาพันธ์ 2504 คน ชายหนุ่มวัย 25 ปี เริ่มต้นการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของตัวเองโดยใช้จักรยานนเป็นพาหนะ จากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกโดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ รัฐอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปรีชา พิมพ์พันธ์ คือชื่อของชายหนุ่มผู้หลงใหลเสน่ห์ของการเดินทางด้วยสองล้อคนดังกล่าว ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอลาบามา ในสหรัฐอเมริกาด้วยการปั่นจักรยานออกจากประเทสไทยนั้น เขาและเพื่อนๆ มักจะชวนกันปั่นจักรยานไปเที่ยวเป็นระยะทางไกลๆ ไม่ว่าจะแถบกรุงเทพมหานคร ชลบุรี หรือเชียงใหม่ สุไหงโกลง ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการซ้อมใหญ่ก่อนการเดินทางนับหมื่นไมล์โดยใช้เส้นทาง อรัญประเทศ เขมร เวียดนาม ลาว และกลับสู่กรุงเทพฯ
และถึงแม้ว่าการเดินทางทางหลังวันวาเลนไทน์เพียงหนึ่งวันจะต้องจบสิ้นลงที่แม่สอด เพราะเนื่องจากเป็นช่วงเวลาเดียวกับมีพม่าเข้ามาเผาตลาดแม่สอด ชายแดนระหว่างไทยกับพม่าจึงปิดลง ปรีชา พิมพ์พันธ์ ตัดสินใจปั่นกลับกรุงเทพฯ อีกครั้งเพื่อจับเครื่องบินมุ่งสู่กัลกัลตา เมืองใหญ่ทางตะวันตกของอินเดีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทาง “แผนสอง” เมื่อไม่สามารถผ่านพรมแดนเข้าพม่าได้
อีก 6 เดือนต่อมา หนุ่มน้อยจากเมืองสยามก็ปั่นจักรยานคู่ใจถึงมหาวิทยาลัยอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นจุดหมายของการเดินทางโดยใช้กำลังขาของตัวเอง
เราติดต่อขอสัมภาษณ์ อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์ ผู้จัดการโรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในขณะที่ท่านมีอายุได้ 67 ปี เพื่อย้อนเล่าถึงเรื่องราวการเดินทางรอบโลกด้วยจักรยานซึ่งเป็นเรื่องราวที่ขึ้นก่อนที่ผู้สัมภาษณ์จะคลอดเป็นทารกกว่า 8 ปี
ถึงแม้ว่าการเดินทางดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อ 41 ปีแล้ว แต่อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์ สามารถเล่าเรื่องราวและเรียบเรียงการเดินทางได้อย่างครบถ้วนราวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
“เอ็มบีที” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทสัมภาษณ์นี้ คงเป็นประโยชน์และเป็นกำลังใจกับ “นักปั่น” ชาวไทยที่กำลังวางแผน หรืออยู่ระหว่างเดินทางรอบโลก อยู่ในขณะนี้ และเป็นการกระตุ้นเตือนให้นักปั่นเยาวชนรุ่นใหม่ ได้ร่วมภาคภูมิใจ ได้ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยมีคนไทยตัวเล็กๆ ปั่นจักรยานรอบโลกด้วยสองขาสำเร็จมาแล้ว
ปรีชา พิมพ์พันธ์
ปั่นจักรยานไปเรียนไกลที่สุดในโลก
ปฐมบทการเดินทาง
กระเหรี่ยงเผาตลาดแม่สอด ข้ามไปพม่าไม่ได้
พอเรื่องเกี่ยวกับหนังสือเดินทางและ วีซ่าเรียบร้อยผมก็เริ่มเดินทางตามแผนที่วางไว้ คือเริ่มออกจากบ้านพักที่มศว. ประสานมิตร ซึ่งตอนนั้นเป็นอาจารย์อยู่ที่ประถมสาธิตประสานมิตร ตี 4 ก็ออกจากกรุงเทพฯ ไปลพบุรี นครสวรรค์ ไปออกแม่สอดเพื่อเข้าประเทศพม่า คืนแรกนอนลพบุรี ถึงลพบุรี
รุ่งขึ้นก็เดินทางต่อไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 7 วันจึงถึงแม่สอด พอถึงแม่สอดก็ต้องพักหนึ่งคืน เพื่อรุ่งขึ้นจะได้เตรียมข้ามแม่น้ำเมย แต่โชคไม่ดีเพราะพรมแดนปิดเนื่องจากกระเหรี่ยงเข้ามาเผาตลาดแม่สอด ก็เลยออกไม่ได้ทั้งๆที่มีวีซ่าแล้ว ผมตัดสินใจกลับกรุงเทพ เพื่อจะเดินทางไปทางอินเดียโดยทางเครื่องบิน เพราะหากไปทางเรือก็ต้องปั่นไปสิงคโปร์ซึ่งรวมทั้งเวลาปั่นและเวลาลงเรือแล้วต้องใช้เวลาเป็นเดือนซึ่งจะไม่ทันเวลาเปิดเทอมในเดือนกันยายน
ขี่เรือบินไปตั้งต้นที่กัลกัลตา
เมื่อเขาพม่าไม่ได้ก็เลยอาศัยการบินไทยโดยขึ้นที่ดอนเมือง ไปลงกัลกัลตา ซึ่งเป็นอินเดียฝั่งตะวันออก สรุปก็คือบินข้ามพม่าไปประเทศเดียว ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชม. หากเป็นเรือก็ต้อง 2-3 เดือน การพักแรมที่กัลกัลตาก็อาศัยสถานทูตหรือพักกับเจ้าหน้าที่กงศุล นอนที่ห้องรับแขกบ้าง
วันที่ 1 มีนาคม ออกจากกัลกัลตา ซึ่งเป็นเมืองตะวันออกสุดโดยใช้ถนนใหญ่ปั่นตัดผ่านประเทศอินเดียมุ่งหน้าไปยังนิวเดลลี เมืองแรกที่ผ่านก็คือ พุทธคยา ซึ่งเป็นเมืองของพุทธศาสนา ก็ใช้เวลาประมาณ 3 วัน โชคดีที่มีวัดไทยอยู่ที่นั่น หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็ดีใจให้พักอยู่ที่วัด พักอยู่ 2 วัน
จากพุทธคยาอีก 3 ถึงเมืองพาราณสี ซึ่งมีแม่น้ำคงคาซึ่งเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ มีขอทานเยอะ ก็ได้ดูได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ขี่รถผ่านไปเรื่อยๆ แวะนอนริมทางไปเรื่อยๆ อยู่ 8 วันก็ถึงนิวเดลลี จุดหมายแรกที่เมืองหลวงของอินเดียคือสถานทูตไทย พักกับนักเรียนไทยที่สถานทูต อยู่ที่นี่ 2-3 วันก็ออกเดินทางไปยังปากีสถาน
ผ่านเขตแดนระหว่างปากีสถานทางเมืองอมริสสา ก่อนที่จะเข้าไปยังเมืองลาฮอซึ่งเมืองสำคัญของปากีสถาน ช่วงนี้ไม่มีคนไทยแล้ว ก็เลยต้องพึ่งพาตัวเองตลอด ผ่านเมืองบูลตัน ลงมาทางใต้
ลุยทะเลทรายชายแดนปากีฯ –อัฟกานิสถานสู่อิหร่าน
จากปากีสถานก็ปั่นเลาะทะเลทรายแถวๆ เมืองเควตตาซึ่งเป็นชายแดนติดต่อระหว่าง อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอิหร่าน เข้าเขตตะวันออกสุดของอิหร่าน ช่วงนี้ปั่นผ่านทะเลทรายตลอด จากเขตชายแดนอิหร่านจนถึงเมืองเตหะรานก็ใช้เวลาประมาณสิบกว่าวัน วันไหนที่เข้าเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ จราจรจะคับคั่ง กางเต้นท์นอนก็ไม่ได้ เลยต้องนอนโรงแรมเล็ก ๆ ไม่แพง คิดเป็นเงินไทยก็ 4-50 บาท
เข้าสู่ประตูยุโรป
จากเตหะรานก็ปั่นมุ่งหน้าไปยังภาคตะวันออกสุดของตุรกี ภูมิประเทศก็เต็มไปด้วยภูเขาและหิมะน้ำแข็ง ไม่มีต้นไม้ คล้ายๆ กับกึ่งทะเลทรายกึ่งภูเขา จากนั้นก็เข้าสู่เมืองหลวงของตุรกีก็พักอยู่สองวัน ออกเดินทางต่อถึง0เมืองอิสตันบูล ซึ่งเป็นเมืองชายแดนระหว่างเขตเอเชียและอยุโรป พ้นอิสตันบูลก็เข้าสู่ประเทศกรีก แต่ไม่ไปเมืองหลวง ขี่เลาะริมทะเลไปทางอิตาลี ช่วงนั้นเข้าอัลแบเนียไม่ได้เพราะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ก็เลยต้องข้ามเรือผ่านช่องแคบเล็กๆ ตอนใต้ของอิตาลี รู้สึกว่าจะใช้เวลา 8 ชม. ก็จะเข้าเมืองบรินดิสิ ขึ้นฝั่งได้ก็ปั่นต่ออีก 4-5 วันก็ถึงกรุงโรม
กรุงเทพฯ – โรม ใช้เวลา 66 วัน
ความสำเร็จขึ้นแรกก็มาถึงแล้ว คือเดินทางจากกรุงเทพฯ โรมสำเร็จ เพราะเป็นช่วงที่ทุรกันดารมากที่สุด เส้นทางที่เหลือก็สบายหมด ใช้เวลาจากรุงเทพจนถึงโรม 66 วัน ซึ่งเร็วกว่าที่คิดไว้เดิม (3-4เดือน)
ถึงสถานทูตไทยประมาณ 10 โมงเช้า ผมจำได้ว่าท่านทูตไม่อยู่ แต่ท่านอุปทูตก็ช่วยดูแลเรื่องที่พักอาศัย พร้อมกับมีผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นภาษาเยอรมัน ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอิตาลี
ตะลุยยุโรป
ท่านทูตก็ให้นอนอยู่ชั้น 3 ก็พักเที่ยวในกรุงโรม 2 สัปดาห์ จากนั้นก็ขี่ต่อจากอิตาลีขึ้นทางเหนือผ่านเมืองปิซ่า เข้าสวิสเซอร์แลน ผ่านโลซาน เจนีวา พักเจนิวา 1 คืน ถึงเบิร์นซึ่งเป็นเมืองหลวงของสวิสเซอร์แลนด์ก็พักที่สถานทูตอีก จากนั้นก็ขี่ย้อนกลับเข้าไปเยอรมัน ไปกรุงบอนน์ซึ่งเป็นเมืองหลวงขณะนั้น ก็พักที่สถานทูตอีกเช่นกัน
จากกรุงบอนมุ่งหน้าสู่ปารีสใช้เวลาประมาณ 5 วัน พักกับท่านเอกอัคราชทูตอยู่ 7 วัน ปรากฏว่าเวลาที่ประมาณไว้ยังเหลือเฟือ ก็เลยตัดสินใจปั่นเที่ยวยุโรปต่อ เริ่มจากลักแซมเบิร์ก กลับเข้ามาเยอรมัน ขึ้นไปเดนมาร์ค (โคเปนเฮเกน 1 สัปดาห์) จากนั้นข้ามเรือไปสวีเดนเข้าเมืองโกเตนเบิร์ก ปั่นขึ้นเหนือไปเมืองออสโลว์ประเทศสวีเดน ช่วงนั้นเป็นหน้าร้อนไม่มีกลางคืนเพราะพระอาทิตย์ขึ้นตลอด 24 ชม. อยู่ที่ ออสโลว์ 1 สัปดาห์ ไม่มีถนนขึ้นเหนือ จึงล่องเรือกลับมาเดนมาร์ก ปั่นเข้าเนเธอแลนด์ เบลเยี่ยม จากเบลเยี่ยมก็ขี่ไปช่องแคบคาเลย์ เพื่อจะข้ามไปอังกฤษ
บีบีซีถ่ายสารคดี – ลงเรือข้ามแอทแลนติก
พอถึงอังกฤษก็พักสถานทูตที่กรุงลอนดอน กับท่าน มล. ปีกทิพย์ มาลากุล ซึ่งท่านให้การต้อนรับเป็นอย่างดี วิทยุบีบีซี ก็ถ่ายทำสารคดี ให้เราปั่นจักรยานไปตามท้องถนนกรุงลอนดอน พักอยู่ 1 เดือนเพราะเวลาเหลือมากมาย ทำวีซ่าเข้าอเมริกาเสร็จก็ปั่นไปเมืองเซาท์แธมตันเพื่อลงเรือข้ามมหาสมุทรแอทแลนติกไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา ค่าโดยสารประมาณ 4800 บาท ใช้เวลา 7 วันก็ถึงเมืองมอนทรีออล
ขี้นฝั่งที่แคนาดาปั่นต่อไปอเมริกา
ถึงเมืองมอนทรีออลก็ขี่เข้ารัฐนิวยอร์ค เกาะแมนฮัทตัน ก็แวะไปพักที่บ้านท่านทูตไทยประจำสหประชาชาติที่แมนฮัทตัน อยู่ที่นิวยอร์ค 7 วัน ขี่รถข้ามมาวอชิงตันดีซี ที่นี่มีสำนักผู้ดูแลนักเรียนไทย ก็เลยพักที่นี่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานทูตนัก
ถึงจุดหมายก่อนเปิดเทอมไม่กี่วัน
อยู่ได้ 7 วัน ก็ขี่ลงไต้ผ่านนิวเจอร์ซี่ นอร์ธแคโรไลนา แอทแลนตา (จอร์เจียร์) จากนั้นก็เข้ารัฐอลาบามา เมืองทัสคาลูซา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง ก็ถึงในเดือนกันยายนพอดี ถึงก่อนโรงเรียนเปิดสัก 3-4 วัน ผมเรียนที่ยูนิเวอร์ซิตีออฟอลาบามา มีนักนักเรียนไทยคนที่ 2 ที่ไปเรียน เรียนวิชาแนะแนว เรียนสองเทอมก็จบ ความจริงลาไปเรียนปริญญาโท 2 ปี แต่เรียนเพียง 8 เดือนก็จบแล้ว ก็เลยหางานทำในชิคาโกบ้างในช่วงฤดูร้อน พอเปิดเทอมมาก็เรียนต่ออีกปริญญานึ่ง สูงกว่าปริญญาโทแต่ไม่ใช่ปริญญาเอก เรียนอีก 9 เดือน ก็จบเอกปฐมศึกษา ปีหลังทุนเอเชียฟาวเดชั่นให้ทุนเรียนฟรี ซึ่งเขารู้ว่าเราปั่นจักรยานมาเรียน
เรียนจบปั่นต่อไปทำงานที่แคลิฟอร์เนีย
พอปิดเทอมก็ขี่รถจากอลาบามาไปทางตะวันตก ผ่านหลุยเซียนา อาคันซอร์ เทกซัส นิวแมกซิโก จากนิวแมกซิโกก็าขี่ตามถนนสาย 66 ผ่านอริโซนา เนวาดา แคลิฟอร์เนีย และถึงจุดหมายที่ลอสแอนเจลิสซึ่งถือเป็นฝั่งตะวันตกสุดของอเมริกา จะกลับบ้านเราก็ต้องข้ามทะเล ผมส่งจักรยานกลับเมืองไทย ส่วนตัวเองบินไปอลาบามาอีก แต่บังเอิญได้งานที่แคลิฟอร์เนีย ก็ทำงานที่แคลิฟอร์เนียอีก 3 ปีเป็นครูสอนภาษาไทยให้มหาวิทยาลัยของทหาร เขาเรียกว่าโรงเรียนภาษาต่างประเทศที่เมืองมอนทาเร่ย์ เป็นเมืองสวยงามติดชายทะเล จากนั้นก็บินกลับประเทศไทย
12 คำถามกับ อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์
MBT: ระยะทางจากบ้านเราไปถึงยุโรปเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน พอพ้นจากประเทศไทย สภาพเส้นทางและภูมิประเทศก็ยากลำบางจนถึงเขตยุโรป อาจารย์กลัวตรงนี้หรือเปล่า
อาจารย์ปรีชา: คืออย่างนี้ ไอ้ที่เราได้ท่องเที่ยวด้วยจักรยานมาทั่วประเทศ รวมทั้งเขมรและเวียดนามก็ไปมาแล้ว เราเห็นว่าไม่มีอะไรน่ากลัว เวลาที่มองดูในแผนที่หลายคนคิดว่าน่ากลัว แต่ไปเข้าจริงๆ แล้วตลอดเส้นทางก็เป็นหมู่บ้าน เป็นบ้านคนตลอดไม่ได้อยู่ในป่า มีน่ากลัวบ้างก็ช่วงทะเลทราย แต่ก็เป็นระยะทางแค่ 3-4 วันก็ทะลุออกหมู่บ้านหรือเมืองแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร เพราะรถเราก็ปะยางหรือซ่อมแซมของเราได้ เตรียมน้ำ-อาหารเป็นเสบียงให้เรียบร้อย ก็ต้องมีการวางแผนมาตลอด
MBT: ก่อนหน้านั้นอาจารย์เป็นนักกีฬาหรือไม่
อาจารย์ปรีชา: ก็เล่นรักบี้ ฟุตบอล แต่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรมาก ช่วงนั้นเรียนอยู่ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร
MBT: ช่วงที่คิดว่าแย่ที่สุดของการเดินทางคือช่วงใด
อาจารย์ปรีชา: ก็คงเป็นช่วงทะเลทรายที่ออกจากปากีสถาน เข้าอิหร่าน ไปตุรกี เพราะเป็นทะเลทรายและภูเขาเสียส่วนใหญ่
MBT: ความแตกต่างของชนชาติต่างๆ ที่อาจารย์ปั่นจักรยานผ่านเป็นอย่างไรบ้าง
ตอบ: ในแถบเอเชียปกติแล้วชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะยากจน เลี้ยงแกะเลี้ยงอะไรไป แต่ในอินเดียก็ยังมีพื้นที่สำหรับเกษตรกรรม ก็ทำไร่ทำนาไป พอเข้าทะเลทรายแล้วก็ไม่มีอะไร มีแต่เลี้ยงสัตว์ พวกนี้เค้าเป็นชาวบ้านนิสัยใจคอดี เราไปก็ช่วยเหลือ ต้องการน้ำก็หามาให้ ไม่มีอะไรที่จะทำร้ายเรา อาจเป็นเพราะว่าเราไม่มีอะไรที่ราคาแพง ไม่มีกล้องแพง ๆ มีแต่จักรยานก็ไม่ได้ดีนัก สัมภาระก็ไม่มีอะไร ก็ดี แต่เราอย่างไปหวังพึ่งชาวบ้านหรือน้ำบ่อหน้า การนอนนี่ไม่ต้องไปพูดถึงเลย เวลานอนก็กางเต้นท์นอนของเราเอง เพราะคิดว่านอนในบ้านเค้าที่อาจมีอันตราย ก็ใช้วิธีหลบนอนตามพุ่มไม้ ป่าไม้ต่างๆ เช้าก็ปั่นเข้าหมู่บ้านซื้อเตรียมเสบียงสำหรับการเดินทางต่อไป
MBT: ปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยมีบ้างไหม
อาจารย์ปรีชา: ไม่มี เพราะการขี่จักรยานก็เหมือนการออกกำลังทุกวัน เรื่องความเจ็บป่วยเป็นไข้อะไรนี่ไม่มี
MBT: วันที่เหนื่อยๆ คิดอย่างล้มเลิกการเดินทางบ้างไหม
อาจารย์ปรีชา: ไม่มี.. ไม่มีแน่นอน เพราะก่อนเดินทางก็คิดไว้แล้ว จะไปก็ต้องไปเลย จะลังเลไม่ได้ ต้องปฏิญาญว่าจะไม่ขึ้นรถ หากขึ้นรถแล้วจะเคยตัวพอท้อก็จะขึ้นรถท่าเดียว จริงๆ แล้วเราก็ไม่ต้องรีบ ไปเรื่อยๆ ตั้งสมาธิไว้
MBT: ไม่มีเหตุการณ์ที่น่ากลัว
อาจารย์ปรีชา: ความจริงก็มีอยู่ตลอดทางนั่นแหละ เจอทุกสัปดาห์ เช่นหลงทางบ้าง อันตราย หมาไล่แกะไล่เอาบ้าง เจอกลุ่มคนเกเรที่ไม่น่าไว้วางใจบ้าง แต่ก็เราหลีกเลี่ยงหรือปั่นต่อไปเสีย
MBT: ทางมหาวิทยาลัยอลาบามาทราบเรื่องที่อาจารย์ปั่นไปเรียนหรือไม่
อาจารย์ปรีชา: เขาทราบตอนที่เราถึงนิวยอร์คแล้ว เพราะหนังสือพิมพ์ต่างๆ ลงข่าว วิทยุเสียงอเมริกาก็ประกาศข่าว พอไปถึงทางมหาวิทยาลัยและชาวเมืองก็ให้การต้อนรับดี พอตอนเรียนก็สบายๆ เพราะพวกอาจารย์ก็ให้ความช่วยเหลือ เสื้อผ้าสัมภาระต่างๆเค้าก็ช่วยกันหามาให้ พอจะทำงานก็ช่วยหาให้
MBT: หากคนทั่วๆ ไปจะเดินทางอย่างอาจารย์บ้าง มีข้อแนะนำอย่างไร
อาจารย์ปรีชา: ก็มีคนปรึกษาเรื่องนี้หลายคนเหมือนกัน แต่เท่าที่ทราบก็คือมีอยู่ 3-4 คนที่ออกเดินทางจริงๆ ไปถึงอินเดียกลับมาก็มี ถึงปากีสถานกลับมาก็มี ปั่นไปนั่งรถไปบ้างจนถึงยุโรปก็มี ตอนนี้ก็มีคนหนึ่งยังอยู่สวีเดนอายุก็คง 60 กว่าแล้ว ก็เขียนจดหมายมาทุกปี บอกว่าหากผมไปสวีเดนจะพาเที่ยว ส่วนรุ่นหลังๆ
สำหรับข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จะปั่นจักรยานรอบโลกหรือปั่นจักรยานทางไกลก็คือต้องมีเวลา ต้องมีการวางแผนเส้นทางให้ดี เงินก็ติดตัวไปแค่พอซื้ออาหารประจำวัน ต้องแข็งแรง และสำคัญที่สุดก็คือต้องรู้ว่าตัวเองไปเพื่ออะไร หากจะปั่นรอบโลกแล้วกลับเลยก็โอเค แต่ถ้าจะไปเรียนก็ควรติดต่อเรื่องสถานที่เรียนให้เรียบร้อยก่อน
MBT: ปัญหาที่เกิดขึ้นกับจักรยานมีอย่างไรบ้าง
อาจารย์ปรีชา: ส่วนใหญ่ก็มีแค่ยางแบนกับยางรั่ว บางทีผ่านทะเลทรายยางรั่วหรือยางละลายก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ผมเตรียมไป 4 เส้น ยางในก็เปลี่ยนตลอด แต่ยางนอกเปลี่ยนเส้นแรกออกที่เยอรมันเพราะมันโล้นจนกระทั่งรั่ว จากนั้นก็ใช้เส้นที่สองไปถึงอเมริกาเลย ก็ประมาณหมื่นห้าพันไมล์ใช้ยางไปสองเส้น ส่วนโซ่ไม่เคยขาด อย่างอื่นก็ไม่เป็นอะไร
MBT: การเดินทางครั้งแรกใช้เงินไปเท่าไร
อาจารย์ปรีชา: ประมาณ 20,000 บาท เป็นค่าเรือก็ 4,800 บาทแล้ว ส่วนตามทางก็มีคนเพิ่มเงินให้บ้าง ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็เป็นค่าอาหาร รวมมีคนบริจาคประมาณ 20,000 บาท ก็เหมือนกับไปฟรี
MBT: การเดินทางครั้งที่สองเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แตกต่างจากช่วงแรกซึ่งยังอยู่ในวัยหนุ่มอย่างไรบ้าง
อาจารย์ปรีชา: ก็ไม่ได้คิดอะไร คือว่าการขี่จักรยานมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นหากเราค่อยๆ ไป คิดว่าตัวเองยังไม่เคยขี่จากเหนือไปใต้ ก็เลยขึ้นเครื่องบินไปอลาสก้า แต่คราวนี้ให้เวลาตัวเองแค่ 1 เดือน ครบหนึ่งเดือนถึงตรงไหนก็หยุดตรงนั้น ก็ปั่นลงไปแคนาดาเรื่อยๆ เที่ยวหลังนี่จะดีตรงการเตรียมตัวเรื่องสัมภาระและจักรยานนี่พร้อมมากขึ้น แต่ความเหนื่อยของร่างกายนั้นมากขึ้นคือครั้งแรกขี่วันละสองร้อยกิโลเมตรไม่เป็นอะไร แต่ครั้งนี้แค่ร้อยห้าสิบกิโลก็รู้สึกเหนื่อย แรงนี่หมดแล้วหมดเลย
บรรยายภาพ
1. ปรีชา พิมพ์พันธ์ คนไทยคนแรกที่ปั่นจักรยานรอบโลก
2. กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2504 ปรีชา พิมพ์พันธ์ เริ่มต้นการเดินทางจากมศว.ประสามิตร ไปยัง มหาวิทยาลัย อลาบามา ด้วยจักรยานที่ต่อจากท่อประปา เมดอินวรจักรคันนี้
3. โซ่ไม่เคยขาด ใช้ยางนอกไปแค่สองเส้นตลอดระยะกว่า 15,000 ไมล์
4. จักรยานคู่ใจทั้งสองคันยังจอดนิ่งสงบอยู่ในห้องนิทรรศการปั่นจักรยานรอบโลก โรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
5. ด้วยวัย 67 ปี อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา โรงเรียนเอกชนที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศที่ไม่ใช่โรงเรียนคริสต์ และเป็นผู้พิพากษาสมทบ ศาลคดีเด็กและเยาวชนอยุธยา

อ. ปรีชาวันก่อนเริ่มต้นการเดินทาง : มีผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย-อาหารตลอดเส้นทาง

มาดเท่ๆ ของท่านอาจารย์ระหว่างเดินทาง : ภาพถ่ายกับทีมงาน Voice of America ที่สัมภาษณ์ทำสารคดี



อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์ ปัจจุบันอายุ 69 ปี (ปี 2545) พร้อมกับ จักรยานคันประวัติศาสตร์ สั่งตัดที่วรจักร เดินทางถึงอเมริกาโดยไม่มีอะไรเสียหาย ท่านที่สนใจสามารถแวะชมห้องนิทรรศการของท่านอาจารย์ ปรีชา พิมพ์พันธ์ ได้ที่ โรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
- ninjapan
- ขาประจำ
- โพสต์: 2576
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 19:09
- Tel: 08 1871 6537
- team: khonKaen
- Bike: รถฮ้าง
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
ขอบคุณมากครับอาจารย์ ที่เอาสาระดี ๆ มาฝาก สุดยอดจริง ๆ อ.ปรีชา พิมพ์พันธ์
ปั่นตามหาเสียงพิณเยือนถิ่นหมอแคน ครั้งที่ 7 ใน 1 พฤศจิกายน 2558 เด้อ
http://www.facebook.com/TourDePongneep
รับสมัครที่นี่http://tourdepongneep.com
http://www.facebook.com/TourDePongneep
รับสมัครที่นี่http://tourdepongneep.com
- กุ๊ก สี่พระยา
- ขาประจำ
- โพสต์: 380
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 มี.ค. 2011, 12:25
- Tel: 089-6666xxx
- Bike: MV5FS, Helios, Prestolite, Emperor 701-T
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
ขอติดตามอ่าน หาความรู้ ทัวร์ริ่งด้วยครับ

- Elka
- ขาประจำ
- โพสต์: 2527
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
- team: จักรยานขอนแก่น
- Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
- ตำแหน่ง: ขอนแก่น
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
วันนี้ จักรยานทัวร์ จะพาไปเฝ้าดูว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มันคืออะไร ทำงานยังไง ทำไมอันตราย
เราได้ยินข่าวการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นกันแทบทุกวัน แต่เราแทบไม่ได้ทำความรู้จักกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าวเลย ว่ามีการทำงานอย่างไร และปัญหาที่เผชิญจนนำไปสู่ความเสียหายอย่างที่เกิดขึ้น เพื่อความกระจ่างเราไปทำความรู้จักพร้อมๆ กัน
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่น

ภาพแสดงโครงสร้างของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำเดือดที่ฟูกูชิมะ (bravenewclimate)
ข้อมูลที่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์นำมาเสนอนี้ ผ่านการแปลงให้กลายเป็นภาษาที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ โดย แบร์รี บรูค (Barry Brook) บล็อกเกอร์จากเว็บไซต์ bravenewclimate.com ซึ่งนำข้อมูลจาก ดร.โจเซฟ โอห์เมน (Dr Josef Oehmen) นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสสาชูเสตต์หรือเอ็มไอที (MIT) นำมาเรียบเรียงใหม่อีกครั้งครับ

............แผนภาพแสดงตำแหน่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ที่มีเตาปฎิกรณ์ 6 เครื่อง โดยเครื่องหมายเลข 1-4 เรียงใกล้กันจากเหนือลงใต้ ส่วนเครื่องที่ 5-6 อยู่ทางทิศเหนือสุด (วอชิงตันโพสต์)
สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมะนั้น เป็นโรงไฟฟ้าแบบเตาปฏิกรณ์น้ำเดือด (Boiling Water Reactors) หรือ บีดับเบิลยูอาร์ (BWR) ซึ่งเปรียบได้กับหม้ออบไอน้ำในครัว โดยในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประเภทนี้ เชื้อเพลิงนิวเคลียร์จะให้ความร้อนแก่น้ำจนเดือดแล้วกลายเป็นไอ จากนั้นไอน้ำจะไปหมุนกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า
ต่อมาไอน้ำจะถูกทำให้เย็นลง และควบแน่นกลายเป็นสถานะของเหลวเหมือนเดิม แล้วน้ำนั้นก็จะถูกส่งวนกลับขึ้นไปรับความร้อนจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์อีกครั้ง
ในภาพแสดงการทำงานของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จากหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ แสดงให้เห็นว่า มีน้ำ 2 ส่วน คือส่วนที่รับความร้อนจากแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เพื่อไปหมุนกังหันผลิตกระแสไฟฟ้า และน้ำที่สูบจากมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อถ่ายความร้อนจากไอน้ำ แล้วถูกปล่อยคืนสู่มหาสมุทรแปซิฟิกอีกครั้ง
ส่วนเตาปฏิกรณ์ (reactor vessel) จะครอบด้วยเหล็กและคอนกรีตหนาของหม้อความดันสูง สำหรับบรรจุแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ (Primary Containment Vessel) ซึ่งติดตั้งบ่อน้ำ ที่ออกแบบมาเพื่อลดความร้อนให้แก่เตาปฏิกรณ์ และครอบด้วยอาคารคลุมเตาปฏิกรณ์อีกชั้น (Secondary Containment Building)
เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ คือ ยูเรเนียมออกไซด์ ซึ่งเป็นเซรามิกส์ที่มีจุดหลอมเหลวประมาณ 3,000 องศาเซลเซียส ถูกผลิตเป็นก้อนคล้ายเม็ดยา ขนาดประมาณตัวต่อเลโก้ (Lego) โดยก้อนยูเรเนียมออกไซด์เหล่านี้ จะถูกบรรจุลงแท่งเซอร์คาลอย (Zircaloy) ที่มีจุดหลอมเหลว 2,200 องศาเซลเซียส และผนึกไว้แน่นหนา เราเรียกแท่งดังกล่าวว่า “แท่งเชื้อเพลิง” (fuel rod) และแท่งเหล่านี้จะถูกนำไปรวมกันในเตาปฏิกรณ์ กลายเป็น “แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์” (the core)
เชื้อเพลิงยูเรเนียมจะถูกเหนี่ยวนำ ให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน (fission) จากนิวตรอน จากนั้นอะตอมยูเรเนียม จะแตกตัวเป็นอะตอมที่เบากว่าออกมา กระบวนการนี้ทำให้เกิดความร้อน และนิวตรอนมากขึ้น
นิวตรอนที่เกิดขึ้นก็จะกระทบกับอะตอมของยูเรเนียม และแตกตัวเป็นอะตอมที่เบากว่ากับนิวตรอนออกไปอีก เป็นปฏิกิริยาต่อเนื่องที่เรียกว่า “ปฏิกิริยาลูกโซ่” (chain reaction)
เพื่อควบคุมปฏิกิริยาลูกโซ่ไม่ให้ขยายจนคุมไม่อยู่ เจ้าหน้าที่จะใช้แท่งควบคุม (control rod) ซึ่งผลิตจากโบรอนที่ดูดกลืนนิวตรอนได้ ในภาวะปกติการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเดือดนี้ จะใช้แท่งควบคุมเพื่อรักษาระดับปฏิกิริยาลูกโซ่ให้อยู่ในสถานะวิกฤต (critical state) และแท่งควบคุมนี้ยังใช้เพื่อหยุดการทำงานของเตาปฏิกรณ์จากเต็มกำลัง 100% ให้เหลือประมาณ 7% ซึ่งเป็นการลดความร้อนลง

แผนภาพแสดงการทำงานตามปกติของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ โดยบริเวณสีชมพูคือแกนปฏิกรณ์ในหม้อความดันสูง โดยมีคอนโทรลรอดทำหน้าที่ควบคุมระดับของปฏิกิริยาลูกโซ่ (วอชิงตันโพสต์)
หากแต่แผ่นดินไหว 8.9 ริกเตอร์ จนเกิดสึนามิถล่มเมืองชายฝั่งของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค.54 ที่ผ่านมา เตาปฏิกรณ์ได้หยุดการทำงานอย่างรวดเร็ว แต่ภัยพิบัติครั้งนี้ ได้ตัดกำลังไฟฟ้าที่ใช้ควบคุมและปั๊มน้ำ อีกทั้งยังทำให้แหล่งกำเนิดไฟฟ้าสำรองไม่ทำงาน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบใช้ดีเซล จึงถูกนำมาต่อหลังแบตเตอรี ที่ใช้ควบคุมการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ถูกใช้จนหมด
นับแต่แผ่นดินไหวเข้าถล่ม แท่งเชื้อเพลิงในแกนเตาปฏิกรณ์หลายแห่งในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็มีความร้อนเกิน เนื่องจากขาดน้ำเพื่อใช้หล่อเย็น ทำให้เซอร์โคเนียมซึ่งบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ทำปฏิกิริยากับไอน้ำ แล้วปลดปล่อยก๊าซไฮโดรเจนออกมา ก๊าซไฮโดรเจนเหล่านี้ถูกสะสมอยู่ในชั้นอาคารคลุมเตาปฏิกรณ์ ซึ่งเกิดระเบิดกระจายจนทะลุหลังคาของอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 และ 3 อีกทั้งยังทำลายระบบหล่อเย็นของอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 2
จากรายงาน ระบุว่า หม้อความดันสูงสำหรับบรรจุแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของเตาปฏิกรณ์หมาย 1 และ 3 ยังไม่เสียหาย ซึ่งช่วยกักเก็บน้ำในแกนเครื่องปฏิกรณ์ไว้ แต่โครงสร้างของหมายเลข 2 มีรอยร้าว และเพื่อพยายามหล่อเย็นให้แกนปฏิกรณ์ วิศวกรจึงฉีดน้ำทะเลและกรดบอริก (boric acid) ซึ่งช่วยหยุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันเข้าไปในหม้อความดันสูงสำหรับบรรจุแท่งเชื้อเพลิง
จากเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่รอบๆ ประมาณ 170,000 คนต้องอพยพออกจากรัศมี 20 กิโลเมตรของโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิชิ (Fukushima Daiichi) และประชาชนอีกประมาณ 30,000 คนต้องอพยพออกจากรัศมี 10 กิโลเมตรของโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดนิ (Fukushima Daini) ซึ่งโรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งห่างกันประมาณ 11 กิโลเมตร
ทั้งนี้ รายงานจากวอชิงตันโพสต์ระบุว่า เราคาดการณ์เหตุเลวร้ายที่สุด ที่จะเกิดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะได้ 2 กรณี คือ กรณีแรกเมื่อวิศวกรไม่สามารถทำให้แกนเตาปฏิกรณ์ที่เสียหายเย็นลงได้ ยูเรเนียมที่ผ่านการเพิ่มความเข้มข้นจะละลายกลายเป็นลาวากัมมันตรังสี ซึ่งสามารถเผาไหม้หม้อความดันสูงที่ครอบเตาปฏิกรณ์ไว้ได้ และปล่อยไอกัมมันตรังสีไปตามรอยร้าวของระบบ
เหตุเลวร้ายกรณีที่สองคือ เชื้อเพลิงใช้แล้วอยู่ในสภาวะวิกฤตแล้วระเบิดจนเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งจะทำให้เกิดการรังสีแพร่กระจายออกไปมหาศาล และจากข้อมูลของ เคนเนธ ดี.เบอร์เกอรอน (Kenneth D. Bergeron) นักวิเคราะห์นิวเคลียร์ ระบุว่า หม้อความดันสูงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกชิมะ ไดอิชินั้นแข็งแกร่งกว่าโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลของรัสเซีย แต่ก็ไม่แข็งแรงเท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอส์แลนด์ (Three Mile Island) ของสหรัฐฯ

แผนภาพแสดงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มี.ค.54 ที่แท่งปฏิกรณ์ของเตาหมายเลข 2 เกิดระเบิด จนระบบระบายความร้อนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ จนเกิดไอน้ำสะสม แตกตัวเป็นไฮโดรเจน และระเบิดที่หลังคาอาคารคลุมเตาปฏิกรณ์ (วอชิงตันโพสต์)

2 กรณีเลวร้ายที่สุดตามที่คาดการณ์ไว้ คือ 1.จะเกิดเพลิงไหม้ที่บ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว (ด้านบน) ทำให้สารรังสีฟุ้งกระจาย หรือ 2.เกิดลาวากัมมันตรังสีรั่วไหลไปตามรอยรั่ว หลังการหลอมละลายของแกนปฏิกรณ์ (วอชิงตันโพสต์ )
เราได้ยินข่าวการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นกันแทบทุกวัน แต่เราแทบไม่ได้ทำความรู้จักกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าวเลย ว่ามีการทำงานอย่างไร และปัญหาที่เผชิญจนนำไปสู่ความเสียหายอย่างที่เกิดขึ้น เพื่อความกระจ่างเราไปทำความรู้จักพร้อมๆ กัน
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่น
ภาพแสดงโครงสร้างของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำเดือดที่ฟูกูชิมะ (bravenewclimate)
ข้อมูลที่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์นำมาเสนอนี้ ผ่านการแปลงให้กลายเป็นภาษาที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ โดย แบร์รี บรูค (Barry Brook) บล็อกเกอร์จากเว็บไซต์ bravenewclimate.com ซึ่งนำข้อมูลจาก ดร.โจเซฟ โอห์เมน (Dr Josef Oehmen) นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสสาชูเสตต์หรือเอ็มไอที (MIT) นำมาเรียบเรียงใหม่อีกครั้งครับ
............แผนภาพแสดงตำแหน่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ที่มีเตาปฎิกรณ์ 6 เครื่อง โดยเครื่องหมายเลข 1-4 เรียงใกล้กันจากเหนือลงใต้ ส่วนเครื่องที่ 5-6 อยู่ทางทิศเหนือสุด (วอชิงตันโพสต์)
สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมะนั้น เป็นโรงไฟฟ้าแบบเตาปฏิกรณ์น้ำเดือด (Boiling Water Reactors) หรือ บีดับเบิลยูอาร์ (BWR) ซึ่งเปรียบได้กับหม้ออบไอน้ำในครัว โดยในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประเภทนี้ เชื้อเพลิงนิวเคลียร์จะให้ความร้อนแก่น้ำจนเดือดแล้วกลายเป็นไอ จากนั้นไอน้ำจะไปหมุนกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า
ต่อมาไอน้ำจะถูกทำให้เย็นลง และควบแน่นกลายเป็นสถานะของเหลวเหมือนเดิม แล้วน้ำนั้นก็จะถูกส่งวนกลับขึ้นไปรับความร้อนจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์อีกครั้ง
ในภาพแสดงการทำงานของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จากหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ แสดงให้เห็นว่า มีน้ำ 2 ส่วน คือส่วนที่รับความร้อนจากแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เพื่อไปหมุนกังหันผลิตกระแสไฟฟ้า และน้ำที่สูบจากมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อถ่ายความร้อนจากไอน้ำ แล้วถูกปล่อยคืนสู่มหาสมุทรแปซิฟิกอีกครั้ง
ส่วนเตาปฏิกรณ์ (reactor vessel) จะครอบด้วยเหล็กและคอนกรีตหนาของหม้อความดันสูง สำหรับบรรจุแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ (Primary Containment Vessel) ซึ่งติดตั้งบ่อน้ำ ที่ออกแบบมาเพื่อลดความร้อนให้แก่เตาปฏิกรณ์ และครอบด้วยอาคารคลุมเตาปฏิกรณ์อีกชั้น (Secondary Containment Building)
เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ คือ ยูเรเนียมออกไซด์ ซึ่งเป็นเซรามิกส์ที่มีจุดหลอมเหลวประมาณ 3,000 องศาเซลเซียส ถูกผลิตเป็นก้อนคล้ายเม็ดยา ขนาดประมาณตัวต่อเลโก้ (Lego) โดยก้อนยูเรเนียมออกไซด์เหล่านี้ จะถูกบรรจุลงแท่งเซอร์คาลอย (Zircaloy) ที่มีจุดหลอมเหลว 2,200 องศาเซลเซียส และผนึกไว้แน่นหนา เราเรียกแท่งดังกล่าวว่า “แท่งเชื้อเพลิง” (fuel rod) และแท่งเหล่านี้จะถูกนำไปรวมกันในเตาปฏิกรณ์ กลายเป็น “แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์” (the core)
เชื้อเพลิงยูเรเนียมจะถูกเหนี่ยวนำ ให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน (fission) จากนิวตรอน จากนั้นอะตอมยูเรเนียม จะแตกตัวเป็นอะตอมที่เบากว่าออกมา กระบวนการนี้ทำให้เกิดความร้อน และนิวตรอนมากขึ้น
นิวตรอนที่เกิดขึ้นก็จะกระทบกับอะตอมของยูเรเนียม และแตกตัวเป็นอะตอมที่เบากว่ากับนิวตรอนออกไปอีก เป็นปฏิกิริยาต่อเนื่องที่เรียกว่า “ปฏิกิริยาลูกโซ่” (chain reaction)
เพื่อควบคุมปฏิกิริยาลูกโซ่ไม่ให้ขยายจนคุมไม่อยู่ เจ้าหน้าที่จะใช้แท่งควบคุม (control rod) ซึ่งผลิตจากโบรอนที่ดูดกลืนนิวตรอนได้ ในภาวะปกติการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเดือดนี้ จะใช้แท่งควบคุมเพื่อรักษาระดับปฏิกิริยาลูกโซ่ให้อยู่ในสถานะวิกฤต (critical state) และแท่งควบคุมนี้ยังใช้เพื่อหยุดการทำงานของเตาปฏิกรณ์จากเต็มกำลัง 100% ให้เหลือประมาณ 7% ซึ่งเป็นการลดความร้อนลง
แผนภาพแสดงการทำงานตามปกติของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ โดยบริเวณสีชมพูคือแกนปฏิกรณ์ในหม้อความดันสูง โดยมีคอนโทรลรอดทำหน้าที่ควบคุมระดับของปฏิกิริยาลูกโซ่ (วอชิงตันโพสต์)
หากแต่แผ่นดินไหว 8.9 ริกเตอร์ จนเกิดสึนามิถล่มเมืองชายฝั่งของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค.54 ที่ผ่านมา เตาปฏิกรณ์ได้หยุดการทำงานอย่างรวดเร็ว แต่ภัยพิบัติครั้งนี้ ได้ตัดกำลังไฟฟ้าที่ใช้ควบคุมและปั๊มน้ำ อีกทั้งยังทำให้แหล่งกำเนิดไฟฟ้าสำรองไม่ทำงาน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบใช้ดีเซล จึงถูกนำมาต่อหลังแบตเตอรี ที่ใช้ควบคุมการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ถูกใช้จนหมด
นับแต่แผ่นดินไหวเข้าถล่ม แท่งเชื้อเพลิงในแกนเตาปฏิกรณ์หลายแห่งในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็มีความร้อนเกิน เนื่องจากขาดน้ำเพื่อใช้หล่อเย็น ทำให้เซอร์โคเนียมซึ่งบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ทำปฏิกิริยากับไอน้ำ แล้วปลดปล่อยก๊าซไฮโดรเจนออกมา ก๊าซไฮโดรเจนเหล่านี้ถูกสะสมอยู่ในชั้นอาคารคลุมเตาปฏิกรณ์ ซึ่งเกิดระเบิดกระจายจนทะลุหลังคาของอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 และ 3 อีกทั้งยังทำลายระบบหล่อเย็นของอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 2
จากรายงาน ระบุว่า หม้อความดันสูงสำหรับบรรจุแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของเตาปฏิกรณ์หมาย 1 และ 3 ยังไม่เสียหาย ซึ่งช่วยกักเก็บน้ำในแกนเครื่องปฏิกรณ์ไว้ แต่โครงสร้างของหมายเลข 2 มีรอยร้าว และเพื่อพยายามหล่อเย็นให้แกนปฏิกรณ์ วิศวกรจึงฉีดน้ำทะเลและกรดบอริก (boric acid) ซึ่งช่วยหยุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันเข้าไปในหม้อความดันสูงสำหรับบรรจุแท่งเชื้อเพลิง
จากเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่รอบๆ ประมาณ 170,000 คนต้องอพยพออกจากรัศมี 20 กิโลเมตรของโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิชิ (Fukushima Daiichi) และประชาชนอีกประมาณ 30,000 คนต้องอพยพออกจากรัศมี 10 กิโลเมตรของโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดนิ (Fukushima Daini) ซึ่งโรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งห่างกันประมาณ 11 กิโลเมตร
ทั้งนี้ รายงานจากวอชิงตันโพสต์ระบุว่า เราคาดการณ์เหตุเลวร้ายที่สุด ที่จะเกิดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะได้ 2 กรณี คือ กรณีแรกเมื่อวิศวกรไม่สามารถทำให้แกนเตาปฏิกรณ์ที่เสียหายเย็นลงได้ ยูเรเนียมที่ผ่านการเพิ่มความเข้มข้นจะละลายกลายเป็นลาวากัมมันตรังสี ซึ่งสามารถเผาไหม้หม้อความดันสูงที่ครอบเตาปฏิกรณ์ไว้ได้ และปล่อยไอกัมมันตรังสีไปตามรอยร้าวของระบบ
เหตุเลวร้ายกรณีที่สองคือ เชื้อเพลิงใช้แล้วอยู่ในสภาวะวิกฤตแล้วระเบิดจนเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งจะทำให้เกิดการรังสีแพร่กระจายออกไปมหาศาล และจากข้อมูลของ เคนเนธ ดี.เบอร์เกอรอน (Kenneth D. Bergeron) นักวิเคราะห์นิวเคลียร์ ระบุว่า หม้อความดันสูงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกชิมะ ไดอิชินั้นแข็งแกร่งกว่าโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลของรัสเซีย แต่ก็ไม่แข็งแรงเท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอส์แลนด์ (Three Mile Island) ของสหรัฐฯ
แผนภาพแสดงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มี.ค.54 ที่แท่งปฏิกรณ์ของเตาหมายเลข 2 เกิดระเบิด จนระบบระบายความร้อนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ จนเกิดไอน้ำสะสม แตกตัวเป็นไฮโดรเจน และระเบิดที่หลังคาอาคารคลุมเตาปฏิกรณ์ (วอชิงตันโพสต์)
2 กรณีเลวร้ายที่สุดตามที่คาดการณ์ไว้ คือ 1.จะเกิดเพลิงไหม้ที่บ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว (ด้านบน) ทำให้สารรังสีฟุ้งกระจาย หรือ 2.เกิดลาวากัมมันตรังสีรั่วไหลไปตามรอยรั่ว หลังการหลอมละลายของแกนปฏิกรณ์ (วอชิงตันโพสต์ )
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
- Elka
- ขาประจำ
- โพสต์: 2527
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
- team: จักรยานขอนแก่น
- Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
- ตำแหน่ง: ขอนแก่น
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
แผนภาพแสดงที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (จุดสีดำ) และตำแหน่งรอยเลื่อนบนโลก ซึ่งสีแดงแสดงถึงบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวมาก และความเสี่ยงลดลงตามเฉดสีจากซ้ายไปขวา (วอชิงตันโพสต์)
ภาพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะซึ่งมีอาคารเตาปฏิกรณ์เรียงกัน (รอยเตอร์)
ภาพหลังคาที่เสียหายของอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 (รอยเตอร์)
ภาพการระเบิดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ (เอพี)
การสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ แม้ว่าจะมีแผนป้องกัน แผ่นดินไหว แต่ ไม่ได้ติดตั้งหรือออกแบบให้เผื่อป้องกัน ซึนามิ ก็เป็นบทเรียนของมวลมนุษย์ชาติอย่างแท้จริง คนหรือจะสู้ ฟ้าลิขิต
ก็เอาเรื่องนี้ มาเล่าสูกันฟัง หาก ปั่นจักรยานผ่านสถานที่หนึ่ง หากเรามีภูมิหลังของที่นั้น ๆ จะช่วยให้การปั่นทริปนั้น ๆ มีรสสัมผัสที่ประทับใจ ในประวัติศาสตร์ บรรพบุรุษ ท่านสุนทรภู่ ก็ได้เสนอและเขียนถึงเส้นทางที่เดินทางผ่านไปถึง หรือแม้แต่ เจ้าฟ้ามหากษัตราของปวงชนชาวไทย พระองค์เสด็จผ่าน ก็ทรงอักษร ลิขิตไว้เป็นเยี่ยงอย่าง เราที่เป็นไพร่ฟ้า ก็สมควรเดินตามรอยที่ดีงาม สืบต่อไป ขอรับ
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
- NOAW
- ขาประจำ
- โพสต์: 2182
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 เม.ย. 2010, 20:28
- Tel: 0815451317
- team: บึงแก่นนคร
- Bike: FUJI
- ตำแหน่ง: อ.เมือง จ.ขอนแก่น
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
ปั่นสู่...วิถีชีวิตใหม่
-
แม่อ้อยmtb khonkaen
- ขาประจำ
- โพสต์: 439
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ก.ย. 2008, 14:32
- Tel: 0819644157
- team: mtb khonkaen
- Bike: trek 4300
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
อ.เอกนี่ยอดคนจริงๆ สมคำร่ำลือที่ใครๆพูดว่าอยากรู้อะไรก็ถามอ.เอก แค่บอกว่าอยากจะถาม อ.เอกก็หาคำตอบมาให้ทันทีนับถือ นับถือ
- Elka
- ขาประจำ
- โพสต์: 2527
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
- team: จักรยานขอนแก่น
- Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
- ตำแหน่ง: ขอนแก่น
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
จากเรื่องเดิม มีสอบถามมาว่า แล้วซี่เขามี นิปเปิล หรือเจ้าตัวขันหัวอย่างไรElka เขียน:![]()
![]()
![]()
เพิ่มเติมข้อมูล เรื่อง ซี่จักรยาน ครับ
ซี่ลวด DT ที่นิยมและเลือกใช้ ในบ้านเรามักจะพบอยู่เพียง 3 รุ่น จะขอเรียงลำดับจาก ราคาถูกไปแพงนะครับ
1. ซี่ DT Champion เป็นซี่แบบตรง (Straight gauge) มีสมบัติ แข็งแรง ราคาถูกกว่ารุ่นอื่น ๆ ที่จะกล่าวถึง
เป็นซี่ลวดที่ ออกแบบมาให้ใช้งานแบทั่วไป ไม่ผ่านการรีดให้บางเบา ดังนั้น หากสมาชิกชอบปั่นแบบ All mountain,
Freeride แนวโดด หรือ แม้แต่ XC โหดๆ หน่อย หันมาเลือกใช้งาน ซี่ตัวนี้จะพบความแข็งแรง และยังเหมาะกับ
เพื่อนนักปั่น คนที่มีน้ำหนักตัวมาก ๆ ด้วยนะครับ
2. ซี่ DT Comp (Competition) ซี่ตัวนี้ ให้สังเกต ช่วงกลางของซี่ลวด จะใช้เทคนิคทำการ รีด (Butted)
ทำให้บางลงมาจากซี่ Champion แต่เขายังมีความแข็งแรงค่อนข้างดี ราคาแพงกว่า ซี่ DT Champion
แต่ถูกกว่า ซี่ revo ครับ เหมาะกับการแข่งขัน เนื่องจากเบา แต่แข็งแรง
3. ซี่ DT Revo (Revolution) ซี่ตัวนี้ ให้สังเกต ช่วงกลางของซี่ลวดจะทำการรีด (Butted) ลงมาอีกระดับหนึ่ง
ทำให้บาง เบาลงมากกว่าซี่ Comp ราคาก็จะสูงกว่า ซี่ทั้ง 2 แบบที่กล่าวถึงมาก่อน
สำหรับเพื่อนสมาชิกที่มีน้ำหนักตัวไม่มากนัก และ ใช้ปั่นในงาน ไม่โหดร้ายมาก เรียกว่าเน้นแต่งเบา...
ข้อสังเกต : ถ้าเพื่อนสมาชิก ปั่นไม่แรง ทางเรียบ ทั่วๆไป ไม่ได้ปั่นทาง XC ที่ต้องลุยขึ้น ๆ ลง ๆ เขาเยอะ ๆ
ผมแนะนำว่า ลองหันไปใช้ซี่ไต้หวัน ก็สามารถประหยัดงบได้นะครับ ราคาก็จะถูกกว่าซี่ DT มากเลย
แต่สำหรับ ขาทัวร์ริ่ง แนะนำ ซี่ DT Champion ครับ เพราะจะช่วยลดปัญหาทั้งปวง
ก็ขอเติมอีกนิดจากเดิมครับ
มันหลากหลายเหมือนกัน แต่เอาฉบับกระเป๋านะ
แบ่งตามความยาว
12, 14, 16 มม.
แบ่งตามขนาด (สี่เหลี่ยม)
3.23 mm. เป็นขนาดของหัวซี่ DT ไม่ว่าเกลียวข้างในจะขนาดไหน หัว DT ก็จะนิยมใช้ขนาดนี้
3.30 mm. หรือที่เขาเรียกหัว 15G เกลียวด้านในจะใช้กับซี่ขนาด 15G หรือ 1.8 mm. (พบในรถที่มาจากยุโรป บ้านเรามีน้อย)
3.45 mm. หรือที่เขาเรียกหัว 14G ใช้กับขนาดซี่ 14G หรือ 2 mm. รถจากโซนเอเชีย จะนิยมใช้ขนาดนี้
ปัจจุบัน รถยุโรป ก็หันใช้ขนาดนี้กัน ถ้าไม่ไปใช้ DT นะครับ
ข้อดีของหัว DT มุมเหลี่ยมค่อนข้างเป๊ะ เมื่อเราใช้เครื่องมือ Park Tool SW-0, SW40, SW-20 จะจับพอดีครับ
ส่งผลให้เราสามารถ ขึ้นความตึงสูงได้ง่าย ส่วนพวกหัวซี่ติดรถไต้หวันหลายยี่ห้อ ก็ให้หัวมาขนาดเท่าของ DT
ส่วน ล้อพวกที่ใช้หัว 14G, 15G ตรงเหลี่ยมมันมน ๆ จับกับเครื่องมือไม่ค่อยพอดี จะหลวมนิด ๆ ทำให้หัวบิดบิ่นได้ง่าย
ขึ้นซี่ตึงยากหน่อย เต็มที่สัก 130 kgf ก็สุด ๆ บางทียังไม่ทันตึงมาก หัวก็บิ่นแระ.....ลำบาก
นอกจากนี้ก็มี พวกเหลี่ยมแปลกกว่านี้ เช่น พวกล้อชิมาโน่รุ่นสูง ๆ
พวกทรงแปลก ๆ หกเหลี่ยม หรือ แบบแฉก ไม่ขอพูดถึงนะ มันมักมากับรถสำเร็จ
สรุปเป็นว่า ล้อยี่ห้อไหนก็หาอะไหล่ยี่ห้อนั้นแหละ มาจัดการ เราเรียกว่า โพไพทารี่ คือพัฒนาเฉพาะของเขาเอง
แบ่งตาม วัสดุ
อลูมิเนียม ข้อดีคือ เบาดี แต่ผมเห็นว่า มันไม่ค่อยทนเท่าไรครับ คือว่าบิ่นง่าย
แต่ถ้าจะ เอามาตรฐานหน่อยก็ โอริฮารูกอน ครับ ทนสุดเหมือนกัน
แบ่งตามลักษณะของ หัวซี่
ซี่หัวตรง ดุมที่จะใช้แบบนี้ ทุกวันนี้นิยมกันมากขึ้น จะเห็นมากับล้อ สำเร็จ จากโรงงาน
ซี่หัวงอ ใช้กับดุมทั่วไป เป็นแบบที่พบเห็นมากที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา
แบ่ง ตามขนาด
ขนาดซี่ นิยมวัดเป็น มม. หรือ Guage (G)
2.3 mm = 13G
2.0 mm = 14G
1.8 mm = 15G
1.6 mm = 16G
แบบ ซี่กลม
ซี่แบบ ตรง Straight pull ขนาดเดียวทั้งเส้น ปกติทั่วไปจะเห็นเป็น 14G หรือ 15G
แต่ถ้าเป็นพวกรถประกอบมาจากไต้หวัน มักใช้ 14G รถยุโรปมักใช้ 15G เช่นชี่ของ DT Champion
ส่วนถ้าจะแบ่งตามเทคนิคผลิต
Single butted บัตต์ครั้งเดียว จะไม่ค่อยพบในบ้านเรา
Double butted บัตต์สองชั้น ใช้กันเยอะ ขนาดยอดนิยมก็ 14/15/14G หัวท้ายโต 14G
ตรงกลางบางลงเป็น 15G จะเห็นในซี่ของ DT Competition
Triple butted บัตต์สามชั้น จะเห็นในซี่ของ DT Alpine III
ส่วนราคาของซี่ DT ที่ถามมา มันก็คงแปลไปตามเวลาและต้นทุน
แต่เอาแบบประมาณว่าที่ผ่านมาเขามีให้ใบริการกัน โดยประมาณ ดังนี้ครับ
1. ซี่ DT Champion 12- 15 บาท
2. ซี่ DT Comp 18-22 บาท
3. ซี่ DT Revo 28-35 บาท
ส่วนท่านไหนต้องการ รู้ลึก รู้จริง ๆ ก้เข้าไปค้น อ่านได้ที่ 2 ลิ้งค์ข้างล่างนี้ครับ
ขนาดของซี่ DT Swiss Spokes
ขนาดและความยาวของซี่ รุ่นต่าง ๆ TECH SPECS spokes
- ไฟล์แนบ
-
- ซี่จักรยาน.JPG (10.65 KiB) เข้าดูแล้ว 2152 ครั้ง
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
- Elka
- ขาประจำ
- โพสต์: 2527
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
- team: จักรยานขอนแก่น
- Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
- ตำแหน่ง: ขอนแก่น
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
สำหรับคนที่คัน อยากทำเอง ก็มีเครื่องมือช่วยครับ
ถ้าจะจัดหนัก...ร้านของ....Geeno นำเข้ามาขายนะครับ (ชาว ขอนแก่นก็ถามเสี่ยเต้ ไบค์เซ็นเตอร์ ครับ)
มันเป็นตัวปราบ ปัญหาโดยตรง หน้าตาแบบนี้ สมบัติตัวมันก็ ต๊าบเกลียว Gauge #14 และ #15
ค่าตัว หกสิบสามร้อย
ปรับข้อมูลเพิ่มเติม
DT Swiss Champion เส้นละ 25 บาท พร้อมหัว
Model: Champion
ขนาด: 2.0mm
ความยาว: 259 สำหรับขอบ 50mm (ต๊าบเกลียว)56mm 60mm 88mm
น้ำหนัก: 67g / 260mmx10เส้น
DT Swiss Competition เส้นละ 30 บาท พร้อมหัว
Model: Competition
ขนาด: 2.0mm
ความยาว: 259 สำหรับขอบ 50mm (ต๊าบเกลียว)56mm
น้ำหนัก: 58g / 260mmx10เส้น
CN Nipple หัวซี่ Alu ขนาด 12mm ตัวละ= 9บาท ขนาด 14mm ตัวละ= 10บาท
ความยาว 12mm , 14mm
สี: แดง, ทอง, ดำ
น้ำหนัก: 3 กรัม / 14mm X10 ตัว
Asahi Japan Nipple หัวซี่ Stainless ตัวละ 4 บาท
ความยาว 12mm
สี: Stainless
น้ำหนัก: 7 กรัม / 12mm X10 ตัว
Asahi Japan Nipple หัวซี่ Stainless ตัวละ 4 บาท
ความยาว 12mm
สี: Stainless
น้ำหนัก: 7 กรัม / 12mm X10 ตัว

ถ้าจะจัดหนัก...ร้านของ....Geeno นำเข้ามาขายนะครับ (ชาว ขอนแก่นก็ถามเสี่ยเต้ ไบค์เซ็นเตอร์ ครับ)
มันเป็นตัวปราบ ปัญหาโดยตรง หน้าตาแบบนี้ สมบัติตัวมันก็ ต๊าบเกลียว Gauge #14 และ #15
ค่าตัว หกสิบสามร้อย
ปรับข้อมูลเพิ่มเติม
DT Swiss Champion เส้นละ 25 บาท พร้อมหัว
Model: Champion
ขนาด: 2.0mm
ความยาว: 259 สำหรับขอบ 50mm (ต๊าบเกลียว)56mm 60mm 88mm
น้ำหนัก: 67g / 260mmx10เส้น
DT Swiss Competition เส้นละ 30 บาท พร้อมหัว
Model: Competition
ขนาด: 2.0mm
ความยาว: 259 สำหรับขอบ 50mm (ต๊าบเกลียว)56mm
น้ำหนัก: 58g / 260mmx10เส้น
CN Nipple หัวซี่ Alu ขนาด 12mm ตัวละ= 9บาท ขนาด 14mm ตัวละ= 10บาท
ความยาว 12mm , 14mm
สี: แดง, ทอง, ดำ
น้ำหนัก: 3 กรัม / 14mm X10 ตัว
Asahi Japan Nipple หัวซี่ Stainless ตัวละ 4 บาท
ความยาว 12mm
สี: Stainless
น้ำหนัก: 7 กรัม / 12mm X10 ตัว
Asahi Japan Nipple หัวซี่ Stainless ตัวละ 4 บาท
ความยาว 12mm
สี: Stainless
น้ำหนัก: 7 กรัม / 12mm X10 ตัว

- ไฟล์แนบ
-
- DSCI0399.jpg (114.54 KiB) เข้าดูแล้ว 2150 ครั้ง
-
- ชุดทำเกลียว ซี่จักรยาน
- 07102010334.jpg (54.35 KiB) เข้าดูแล้ว 2150 ครั้ง
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
- Elka
- ขาประจำ
- โพสต์: 2527
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
- team: จักรยานขอนแก่น
- Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
- ตำแหน่ง: ขอนแก่น
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
ตารางชัด ให้เข้าไปดูในลิงค์ที่ทำไว้ข้างบนนั้น ครับ
ส่วนเข้าไปแล้ว ...หน้าตาเป็นแบบนี้ ส่วนการคำนวณ สามารถใช้ตาราง
ในการคำนวณ การลงซี่ สามารถเข้าไปใช้ตาราง ของ DT Swiss ได้เลยครับ (ดูในภาพ 2)
เข้าไปตามลิงค์ที่ทำไว้ครับ จะมีตารางให้ใช้งาน ขอให้มีความสุขในการออกแบบล้อนะครับ
เพิ่มเติม ครับ เว็บที่เขาทำไว้ให้เรา สามารถหา ความยาวซี่
เมื่อเลือกใช้ดุม ที่มีปีกดุม ต่าง ๆ กันและขนาดวงล้อที่เราต้องการ

ส่วนเข้าไปแล้ว ...หน้าตาเป็นแบบนี้ ส่วนการคำนวณ สามารถใช้ตาราง
ในการคำนวณ การลงซี่ สามารถเข้าไปใช้ตาราง ของ DT Swiss ได้เลยครับ (ดูในภาพ 2)
เข้าไปตามลิงค์ที่ทำไว้ครับ จะมีตารางให้ใช้งาน ขอให้มีความสุขในการออกแบบล้อนะครับ
เพิ่มเติม ครับ เว็บที่เขาทำไว้ให้เรา สามารถหา ความยาวซี่
เมื่อเลือกใช้ดุม ที่มีปีกดุม ต่าง ๆ กันและขนาดวงล้อที่เราต้องการ
- ไฟล์แนบ
-
- ผม ป้อนข้อมูล ของล้อ ชาวทัวร์ริ่งที่นิยมใช้กัน ส่วนจะใช้ค่าอื่น ๆ ก็สามารถป้อนแล้วให้โปรแกรมคำนวณให้ได้เลยครับ
- ซี่จักรยาน2.JPG (42.6 KiB) เข้าดูแล้ว 2127 ครั้ง
-
- ซี่จักรยาน3.JPG (42.74 KiB) เข้าดูแล้ว 2127 ครั้ง
-
- ซี่จักรยาน.JPG (87.38 KiB) เข้าดูแล้ว 1783 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย Elka เมื่อ 12 ธ.ค. 2011, 18:28, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
- surapang jaimaung
- ขาประจำ
- โพสต์: 925
- ลงทะเบียนเมื่อ: 03 เม.ย. 2011, 20:32
- Tel: 043348505,0815447799
- team: เครือข่ายชมรมจักรยานจังหวัดขอนแก่น
- Bike: เสือภูเขา,หมอบ
- ตำแหน่ง: ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
อ.เอกเข้าสมัครในFace Book /เครือข่ายชมรมจักรยาน หน่อยนะครับ
โลโก้ ประจำเครือข่ายชมรมจักรยาน จ.ขอนแก่น
โลโก้ ประจำเครือข่ายชมรมจักรยาน จ.ขอนแก่น
- ไฟล์แนบ
-
- งานพี่เก่ง.jpgย่อ700.jpg (75.18 KiB) เข้าดูแล้ว 2123 ครั้ง
ทำวันละนิด แต่ทำทุกวัน
คุณเก่ง นครินทร์ แหล่งรถ ขก.081 5447799
Facebook เครือข่ายชมรมจักรยาน จ.ขอนแก่น กดดูที่นี้
คุณเก่ง นครินทร์ แหล่งรถ ขก.081 5447799
Facebook เครือข่ายชมรมจักรยาน จ.ขอนแก่น กดดูที่นี้
- JACK_GT1
- ขาประจำ
- โพสต์: 1097
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ม.ค. 2010, 12:15
- team: ฅนชานเมือง
- Bike: GT 1.0-merida-matt5
Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ
ปั่น............................ไปให้ใจถึงฝัน
http://www.one2car.com/tenttarjack
http://www.unseencar.com/tentajack/
http://www.lovesiamoldbook.com/
รับปรึกษาปัญหารถยนต์..ซื้อ-ขาย
http://www.one2car.com/tenttarjack
http://www.unseencar.com/tentajack/
http://www.lovesiamoldbook.com/
รับปรึกษาปัญหารถยนต์..ซื้อ-ขาย
