
...สบายดีปีใหม่ขอให้สุข
ไร้ความทุกข์ ไร้โรคภัย ไร้ปัญหา
ความสำเร็จเงินทองกองไหลมา
ทั้งการงานก้าวหน้าอย่างมั่นคง
...คิดอะไรหวังสิ่งใดขอให้ได้
ดังตั้งใจที่คิดจิตประสงค์
การงานดีมีแต่ขึ้นไม่มีลง
ความรักจงชื่นมื่นชุ่มชื่นใจ
...อำลาปี 53 ที่ผ่านพ้น
หนึ่งปีที่ดั้นด้นผ่านมาได้
ละทิ้งความเหงาเศร้าออกจากใจ
และเริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดี
...ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตทั่ว
ดลบันดาลครอบครัวท่านสุขศรี
สุขภาพแข็งแรงโรคไม่มี
ทรัพย์ทวีโชคประเสริฐบังเกิดเทอญ...
...ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน
...การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา
...อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นในกรุงเทพฯเป็นครั้งแรก
...การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆ มา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการจัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์
...ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป
อุณหภูมิ
กรุงเทพฯ :
เชียงใหม่ :
เชียงราย :
แม่ฮ่องสอน :
ภูเก็ต :
แม่สอด :
เลย :
จันทบุรี :
เกาะสมุย :
หาดใหญ่ :













