ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
สืบเนื่องจากภาคก่อนๆ
ข้ามาคนเดียว... กรุงเทพฯ - ระนอง (Road to Surin Island)
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=56&t=45585
ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=139722
ข้าไม่ได้มาคนเดียว 3... กรุงเทพฯ - เชียงใหม่
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=252216
เขียนที่ จังหวัดแพร่
นี่นับเป็นอีกครั้งนึงสำหรับการเดินทางไกลด้วยจักรยานแบบคนเดียว นับตั้งแต่เมื่อต้นปีผมได้เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังหนองคาย แล้วก็มาคั่นรายการด้วยการเดินทางแบบสองคนดูโอในทริป กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ครั้งนี้ยังคงเป็นการเดินทางขึ้นเหนือ แต่เป็นคนละเส้นทางกับครั้งเมื่อตุลาคม โดยเป็นการเดินทางจากกรุงเทพฯ และมีเป้าหมายสิ้นสุดที่ แม่สาย จังหวัดเชียงราย และในขณะที่ผมเขียนเรื่องราวอยู่นี่ผมยังคงอยู่ในระหว่างเดินทาง และยังคงเหลือระยะทางอีกพอสมควรก่อนที่จะไปถึงจุดหมายปลายทาง (ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายจะไปถึงหรือเปล่า) โดยการเดินทางที่ผ่านมาเป็นเวลา 4 วัน และมีรายละเอียดการเดินทางดังนี้
หลักสี่ กรุงเทพฯ – แม่สาย เชียงราย
เริ่มออกเดินทาง 19 ธันวาคม 2553
จักรยาน Merida Speeder T3
ระยะทางโดยประมาณ 850 -900 ก.ม.
น้ำหนักสัมภาระ 14-15ก.ก.
ระยะเวลาในการเดินทาง 6 -7 วัน
ความเร็วเฉลี่ยในการเดินทาง ประมาณ 21-22 ก.ม./ช.ม.
ที่จริงการเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างฉุกละหุกนิดหน่อย เพราะแต่เดิมผมมีความตั้งใจที่จะเดินทางไปยัง ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนที่จะเปลี่ยนใจเดินทางมุ่งหน้าไปแม่สาย และได้มีโอกาสเตรียมตัวไม่มากนัก แถมยังเปลี่ยนใจกะทันหันเรื่องตัวจักรยาน เพราะทุกครั้งผมจะปั่นเจ้า Jake the Snake คู่ใจของผม แต่ครั้งนี้ผมได้เจ้า Merida T3 คันใหม่เอี่ยมกลับมาอยู่ในครอบครอง ตั้งแต่เคยขายทิ้งไปครั้งก่อน และก็อดใจไม่ได้ที่จะพามันมาปั่นระยะไกล ทั้งที่ผมยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับมันสักเท่าไหร่ ที่สำคัญคือก่อนหน้าการเดินทาง 2 วัน เจ้าเสือชิตคู่หู่ครั้งปั่นไปเชียงใหม่ ยังชวนแกมบังคับให้ไปปั่นขึ้นเขาใหญ่ ซึ่งผมสรุปผมก็ต้องไปขึ้นเขาใหญ่แบบเสียไม่ได้ ทั้งที่ในใจก็กลัวเรื่องการเจ็บอยู่เหมือนกัน เพราะถ้าเกิดการเจ็บขึ้นมาเท่ากับว่าทริป กรุงเทพฯแม่สายคงเป็นอันต้องพับเก็บไปโดยแน่ แต่สุดท้ายผมก็ปั่นขำๆ คลานๆ ขึ้นเขาใหญ่และกลับมาด้วยสภาพร่างกายที่อ้วนท้วนสมบูรณ์แบบปราศจากปัญหาใดๆ และก็กลับมาเก็บข้าวของโดยมิได้มีการปั่นซ้อมเพิ่มเติมแต่อย่างใด
การเดินทางวันที่ 1
หลักสี่ กรุงเทพฯ – อ. เมือง นครสวรรค์
ระยะทาง 230 กิโลเมตร
ระยะทางสำหรับวันนี้เป็นระยะทางที่ถือว่าไกลอยู่พอสมควรอีกทั้งยังเป็นการปั่นมากกว่า 200 กิโลเมตร ที่ต้องเก็บเรี่ยวแรงไว้ใช้ต่ออีกหลายวัน แต่สำหรับวันแรกที่ออกเดินทางแล้ว ผมต้องการไปให้ไกลพอสมควรเลยพร้อมกับประเมินสภาพร่างของของตัวเองแล้ว ผมจึงเลือกที่จะสิ้นสุดการเดินทางวันแรกที่นครสวรรค์
เช้าวันแรกผมตื่นตั้งแต่ตี 4 พร้อมทั้งจัดแจงชงชาจีนร้อนๆ ใส่กระติกไว้จิบระหว่างทางด้วย เสร็จแล้วก็พร้อมออกเดินทางตอนเกือบๆ ตี 5 เห็นจะได้ ค่อยๆ คลานออกจากหน้าประตูบ้าน แล้วไม่ต้องหันกลับไปมอง เพราะปลายทางของเราอยู่ที่แม่สาย เชียงรายเท่านั้น
ผมยังคงเลือกเส้นทางที่คุ้นเคย วางเส้นทางจากหลักสี่ ใช้เส้นโลคอลโรควิ่งยาวจนสุดถนน แล้วต่อด้วยถนนเลียบคลองเปรมจนสุดสายเช่นกัน แยกซ้ายมาออก 347 ก่อนที่จะมาทะลุออกถนนใหญ่ทางหลวง 32 ลากยาวจนมาออกที่ ทางแยกอุทัย แล้วมุ่งหน้าตรงสู่นครสวรรค์ เนื่องจากครั้งที่ผ่านมา ผมและเสือชิตได้เลือกเส้นทางสายในเลียบคลองจนกระทั่งไปถึงชัยนาท ซึ่งเป็นระยะทางที่ยาวกว่าใช้ถนนหลักอยู่พอสมควร ครั้งนี้ผมจึงเลือกเส้นทางที่สั้นเป็นหลักเนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล
เมื่อพ้นจากประตูหน้าบ้าน ผมก็วิ่งมาออกโลคอลโรดตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเลย แต่ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดเพราะเส้นทางนี้ผมค่อนข้างคุ้นเคยเป็นอย่างดี มาเริ่มมองเห็นแสงสว่างก็เมื่อตอนปั่นบนถนนเลียบคลองเปรมมาได้สักระยะ ผมก็ปั่นต่อมาเรื่อยๆ เช้านี้อากาศค่อนข้างสบาย จนกระทั่งมาถึงสุดสายถนนเลียบคลอง ผมจึงเลี้ยวซ้ายและมาจอดแวะพักกินข้าวเช้าที่ร้านต้มเลือดหมูร้านเดิมที่เคยมาเมื่อครั้งปั่นขึ้นไปเชียงใหม่ พอลงจากจักรยานเจ้าของร้านก็ทักทันทีว่า “จะปั่นไปไหนอีกครั้งนี้ แล้วทำไมครั้งนี้มาคนเดียวล่ะ” ถือเป็นบทสนทนาแรกของผมในเช้าวันนี้เลยทีเดียว หลังจากทานข้าวเช้าแบบง่ายๆ แล้ว ผมก็มุ่งหน้าสู่ถนน 347 สงสัยว่าผมจะออกมาเช้าเกินไป เพราะเช้านี้ไม่เจอนักปั่นคนไหนเลย เช้าวันนี้ถือว่าลมแรงมาก และมาแบบต่อเนื่องไม่หยุดเลย เรียกว่าเมื่อรวมกับสัมภาระที่หนักอึ้งข้างท้ายทำให้ผมไม่สามารถใช้ความเร็วได้ จนกระทั่งผมมาโผล่ที่ทางหลวงเส้น 32 เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน พอปั่นมาได้ถึงตรงช่วง อ่างทอง – สิงห์บุรี ก็มาปะกับรุ่นน้องคนนึง ไอ้ผมก็งงๆ เพราะปั่นๆ อยู่ก็มีรถมาจอดโบกเรียกเรา พอเข้าไปใกล้ๆ ก็มาเจอกับน้องคนนึงที่กำลังจะขับรถขึ้นไปเชียงใหม่ ทักทายกันพอประมาณก็ต้องปล่อยให้น้องเค้าล่วงหน้าไปก่อนเลย ไอ้เมอร์ริด้าผมคงตามปิ๊กอัพไม่ทันเป็นแน่
พอเข้าช่วงหลังเที่ยงไปนี่อากาศถือว่าเริ่มร้อนทีเดียว และก็ยังคงมีลมแรงป็นระยะๆ ถือเป็นอุปสรรคพอสมควร ผมก็ปั่นมาเรื่อยๆ แวะพักตามศาลาบ้าง ปั๊มน้ำมันบ้าง จนกระทั่งมาถึงแยกเข้าเมืองอุทัยตอนช่วงเย็นๆ แล้วก็มุ่งหน้าเข้าเมืองนครสวรรค์ในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว วันนี้ทั้งแดดทั้งลมเล่นเอาเหนื่อยพอตัวทีเดียว พอเข้าที่พักปุ๊ป ผมก็จัดแจงอาบน้ำอาบท่า ซักเสื้อผ้าก่อนที่จะเข้านอนในเวลาสัก สามทุ่มกว่าๆ เห็นจะได้ นับเป็นวันแรกที่ปั่นอย่างเดียวจริงๆ สิ้นสุดระยะทางที่ 230 กิโลเมตรสำหรับวันแรก
ข้ามาคนเดียว... กรุงเทพฯ - ระนอง (Road to Surin Island)
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=56&t=45585
ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=139722
ข้าไม่ได้มาคนเดียว 3... กรุงเทพฯ - เชียงใหม่
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=252216
เขียนที่ จังหวัดแพร่
นี่นับเป็นอีกครั้งนึงสำหรับการเดินทางไกลด้วยจักรยานแบบคนเดียว นับตั้งแต่เมื่อต้นปีผมได้เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังหนองคาย แล้วก็มาคั่นรายการด้วยการเดินทางแบบสองคนดูโอในทริป กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ครั้งนี้ยังคงเป็นการเดินทางขึ้นเหนือ แต่เป็นคนละเส้นทางกับครั้งเมื่อตุลาคม โดยเป็นการเดินทางจากกรุงเทพฯ และมีเป้าหมายสิ้นสุดที่ แม่สาย จังหวัดเชียงราย และในขณะที่ผมเขียนเรื่องราวอยู่นี่ผมยังคงอยู่ในระหว่างเดินทาง และยังคงเหลือระยะทางอีกพอสมควรก่อนที่จะไปถึงจุดหมายปลายทาง (ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายจะไปถึงหรือเปล่า) โดยการเดินทางที่ผ่านมาเป็นเวลา 4 วัน และมีรายละเอียดการเดินทางดังนี้
หลักสี่ กรุงเทพฯ – แม่สาย เชียงราย
เริ่มออกเดินทาง 19 ธันวาคม 2553
จักรยาน Merida Speeder T3
ระยะทางโดยประมาณ 850 -900 ก.ม.
น้ำหนักสัมภาระ 14-15ก.ก.
ระยะเวลาในการเดินทาง 6 -7 วัน
ความเร็วเฉลี่ยในการเดินทาง ประมาณ 21-22 ก.ม./ช.ม.
ที่จริงการเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างฉุกละหุกนิดหน่อย เพราะแต่เดิมผมมีความตั้งใจที่จะเดินทางไปยัง ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนที่จะเปลี่ยนใจเดินทางมุ่งหน้าไปแม่สาย และได้มีโอกาสเตรียมตัวไม่มากนัก แถมยังเปลี่ยนใจกะทันหันเรื่องตัวจักรยาน เพราะทุกครั้งผมจะปั่นเจ้า Jake the Snake คู่ใจของผม แต่ครั้งนี้ผมได้เจ้า Merida T3 คันใหม่เอี่ยมกลับมาอยู่ในครอบครอง ตั้งแต่เคยขายทิ้งไปครั้งก่อน และก็อดใจไม่ได้ที่จะพามันมาปั่นระยะไกล ทั้งที่ผมยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับมันสักเท่าไหร่ ที่สำคัญคือก่อนหน้าการเดินทาง 2 วัน เจ้าเสือชิตคู่หู่ครั้งปั่นไปเชียงใหม่ ยังชวนแกมบังคับให้ไปปั่นขึ้นเขาใหญ่ ซึ่งผมสรุปผมก็ต้องไปขึ้นเขาใหญ่แบบเสียไม่ได้ ทั้งที่ในใจก็กลัวเรื่องการเจ็บอยู่เหมือนกัน เพราะถ้าเกิดการเจ็บขึ้นมาเท่ากับว่าทริป กรุงเทพฯแม่สายคงเป็นอันต้องพับเก็บไปโดยแน่ แต่สุดท้ายผมก็ปั่นขำๆ คลานๆ ขึ้นเขาใหญ่และกลับมาด้วยสภาพร่างกายที่อ้วนท้วนสมบูรณ์แบบปราศจากปัญหาใดๆ และก็กลับมาเก็บข้าวของโดยมิได้มีการปั่นซ้อมเพิ่มเติมแต่อย่างใด
การเดินทางวันที่ 1
หลักสี่ กรุงเทพฯ – อ. เมือง นครสวรรค์
ระยะทาง 230 กิโลเมตร
ระยะทางสำหรับวันนี้เป็นระยะทางที่ถือว่าไกลอยู่พอสมควรอีกทั้งยังเป็นการปั่นมากกว่า 200 กิโลเมตร ที่ต้องเก็บเรี่ยวแรงไว้ใช้ต่ออีกหลายวัน แต่สำหรับวันแรกที่ออกเดินทางแล้ว ผมต้องการไปให้ไกลพอสมควรเลยพร้อมกับประเมินสภาพร่างของของตัวเองแล้ว ผมจึงเลือกที่จะสิ้นสุดการเดินทางวันแรกที่นครสวรรค์
เช้าวันแรกผมตื่นตั้งแต่ตี 4 พร้อมทั้งจัดแจงชงชาจีนร้อนๆ ใส่กระติกไว้จิบระหว่างทางด้วย เสร็จแล้วก็พร้อมออกเดินทางตอนเกือบๆ ตี 5 เห็นจะได้ ค่อยๆ คลานออกจากหน้าประตูบ้าน แล้วไม่ต้องหันกลับไปมอง เพราะปลายทางของเราอยู่ที่แม่สาย เชียงรายเท่านั้น
ผมยังคงเลือกเส้นทางที่คุ้นเคย วางเส้นทางจากหลักสี่ ใช้เส้นโลคอลโรควิ่งยาวจนสุดถนน แล้วต่อด้วยถนนเลียบคลองเปรมจนสุดสายเช่นกัน แยกซ้ายมาออก 347 ก่อนที่จะมาทะลุออกถนนใหญ่ทางหลวง 32 ลากยาวจนมาออกที่ ทางแยกอุทัย แล้วมุ่งหน้าตรงสู่นครสวรรค์ เนื่องจากครั้งที่ผ่านมา ผมและเสือชิตได้เลือกเส้นทางสายในเลียบคลองจนกระทั่งไปถึงชัยนาท ซึ่งเป็นระยะทางที่ยาวกว่าใช้ถนนหลักอยู่พอสมควร ครั้งนี้ผมจึงเลือกเส้นทางที่สั้นเป็นหลักเนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล
เมื่อพ้นจากประตูหน้าบ้าน ผมก็วิ่งมาออกโลคอลโรดตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเลย แต่ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดเพราะเส้นทางนี้ผมค่อนข้างคุ้นเคยเป็นอย่างดี มาเริ่มมองเห็นแสงสว่างก็เมื่อตอนปั่นบนถนนเลียบคลองเปรมมาได้สักระยะ ผมก็ปั่นต่อมาเรื่อยๆ เช้านี้อากาศค่อนข้างสบาย จนกระทั่งมาถึงสุดสายถนนเลียบคลอง ผมจึงเลี้ยวซ้ายและมาจอดแวะพักกินข้าวเช้าที่ร้านต้มเลือดหมูร้านเดิมที่เคยมาเมื่อครั้งปั่นขึ้นไปเชียงใหม่ พอลงจากจักรยานเจ้าของร้านก็ทักทันทีว่า “จะปั่นไปไหนอีกครั้งนี้ แล้วทำไมครั้งนี้มาคนเดียวล่ะ” ถือเป็นบทสนทนาแรกของผมในเช้าวันนี้เลยทีเดียว หลังจากทานข้าวเช้าแบบง่ายๆ แล้ว ผมก็มุ่งหน้าสู่ถนน 347 สงสัยว่าผมจะออกมาเช้าเกินไป เพราะเช้านี้ไม่เจอนักปั่นคนไหนเลย เช้าวันนี้ถือว่าลมแรงมาก และมาแบบต่อเนื่องไม่หยุดเลย เรียกว่าเมื่อรวมกับสัมภาระที่หนักอึ้งข้างท้ายทำให้ผมไม่สามารถใช้ความเร็วได้ จนกระทั่งผมมาโผล่ที่ทางหลวงเส้น 32 เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน พอปั่นมาได้ถึงตรงช่วง อ่างทอง – สิงห์บุรี ก็มาปะกับรุ่นน้องคนนึง ไอ้ผมก็งงๆ เพราะปั่นๆ อยู่ก็มีรถมาจอดโบกเรียกเรา พอเข้าไปใกล้ๆ ก็มาเจอกับน้องคนนึงที่กำลังจะขับรถขึ้นไปเชียงใหม่ ทักทายกันพอประมาณก็ต้องปล่อยให้น้องเค้าล่วงหน้าไปก่อนเลย ไอ้เมอร์ริด้าผมคงตามปิ๊กอัพไม่ทันเป็นแน่
พอเข้าช่วงหลังเที่ยงไปนี่อากาศถือว่าเริ่มร้อนทีเดียว และก็ยังคงมีลมแรงป็นระยะๆ ถือเป็นอุปสรรคพอสมควร ผมก็ปั่นมาเรื่อยๆ แวะพักตามศาลาบ้าง ปั๊มน้ำมันบ้าง จนกระทั่งมาถึงแยกเข้าเมืองอุทัยตอนช่วงเย็นๆ แล้วก็มุ่งหน้าเข้าเมืองนครสวรรค์ในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว วันนี้ทั้งแดดทั้งลมเล่นเอาเหนื่อยพอตัวทีเดียว พอเข้าที่พักปุ๊ป ผมก็จัดแจงอาบน้ำอาบท่า ซักเสื้อผ้าก่อนที่จะเข้านอนในเวลาสัก สามทุ่มกว่าๆ เห็นจะได้ นับเป็นวันแรกที่ปั่นอย่างเดียวจริงๆ สิ้นสุดระยะทางที่ 230 กิโลเมตรสำหรับวันแรก
- ไฟล์แนบ
-
- วิวข้างทาง
- IMG00875-20101219-0741.jpg (47.24 KiB) เข้าดูแล้ว 2467 ครั้ง
-
- แม่น้ำเจ้าพระยา ถนน 347
- IMG00871-20101219-0718.jpg (34.21 KiB) เข้าดูแล้ว 2467 ครั้ง
-
- อาหารเช้าของผมในวันแรก กดเต็มแม๊ก
- IMG00869-20101219-0651.jpg (65.63 KiB) เข้าดูแล้ว 2467 ครั้ง
-
- ฟ้าสางที่เลียบคลองเปรม
- IMG00866-20101219-0615.jpg (34.69 KiB) เข้าดูแล้ว 2467 ครั้ง
-
- ก่อนออกจากบ้าน
- IMG00865-20101219-0419.jpg (60.52 KiB) เข้าดูแล้ว 2467 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
รูปของวันที่ 1 กันต่อครับ
- ไฟล์แนบ
-
- ก่อนเข้าเมืองสิงห์บุรี
- IMG00881-20101219-1208.jpg (70.9 KiB) เข้าดูแล้ว 2465 ครั้ง
-
- ท้องฟ้าสดใส
- IMG00880-20101219-0907.jpg (36.51 KiB) เข้าดูแล้ว 2465 ครั้ง
-
- อากาศร้อน ใจคนที่ไม่ร้อน
- IMG00879-20101219-0907.jpg (55.46 KiB) เข้าดูแล้ว 2465 ครั้ง
-
- แวะจิบชาอู่หลงที่ริมข้างทาง ทริปนี้ออฟชั่นเพียบ
- IMG00877-20101219-0751.jpg (48.2 KiB) เข้าดูแล้ว 2465 ครั้ง
-
- รถคู่ใจในการเดินทางครั้งนี้
- IMG00876-20101219-0749.jpg (91.92 KiB) เข้าดูแล้ว 2465 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
รูปวันที่ 1 ต่ออีกครับ
- ไฟล์แนบ
-
- สะพานเดชาติวงศ์ที่นครสวรรค์ยามค่ำสวยงามนะครับ
- IMG00886-20101219-1938.jpg (50.31 KiB) เข้าดูแล้ว 2462 ครั้ง
-
- วิวริมข้างทาง ร่มรื่นดี
- IMG00884-20101219-1550.jpg (93.43 KiB) เข้าดูแล้ว 2462 ครั้ง
-
- ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจังหวัดอะไร
- IMG00883-20101219-1457.jpg (66.13 KiB) เข้าดูแล้ว 2462 ครั้ง
-
- อีกไกลแค่ไหน ดูกันเอาเอง
- IMG00882-20101219-1338.jpg (56.01 KiB) เข้าดูแล้ว 2462 ครั้ง
- boontawe
- ขาประจำ
- โพสต์: 575
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 มิ.ย. 2010, 13:14
- Tel: 083-8022280
- team: เทคนิคมีน
- Bike: turbo,specialized
- ตำแหน่ง: มีนบุรี
- ติดต่อ:
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
ขอเกาะล้อไปด้วยครับ
ว่าแต่ขอเห็นหน้าผู้กล้าได้มั๊ยครับ
ว่าแต่ขอเห็นหน้าผู้กล้าได้มั๊ยครับ
ครอบครัวสุขสันต์
เอา ใจกัน
เข้า ใจกัน
ไว้ ใจกัน
เอา ใจกัน
เข้า ใจกัน
ไว้ ใจกัน
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
การเดินทางวันที่ 2
อ. เมือง นครสวรรค์ – อ. เมือง พิษณุโลก
ระยะทาง 130 กิโลเมตร
หลังจากได้นอนพักเอาแรงมาพอสมควร ผมก็ออกจากที่พักในนครสวรรค์ตอนช่วงสัก 6 โมงกว่าๆ มาแวะเติมน้ำลงกระติก กับซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งของไม้ตายลงในกระเป๋าท้ายจักรยานของผมไว้แทะกินระหว่างทางด้วย ที่จริงกับระยะทางบ 130 กิโลเมตร บนถนนราบและเรียบก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และผมกะว่าผมจะไปถึงที่เมืองสองแควช่วงบ่ายๆ ผมจึงไม่ได้รีบร้อนในการเดินทาง อีกทั้งวางแผนไว้ว่า จะปั่นสบายๆ เพื่อเก็บเรี่ยวแรงไว้สำหรับอีกหลายวัน ไม่อยากให้ร่างกายบอบช้ำจนแอ่วเมืองเหนือแบบหมดสนุก
ผมมาแวะชงกาแฟตรงศาลาเก่าๆ กลางทางในช่วงสัก 9 โมงเช้าเห็นจะได้ ครั้งนี้ผมถึงกับแบบแก้วชงกาแฟ พร้อมกับกาแฟที่บดมาจาก กทม กันเลยทีเดียว แม้น้ำร้อนที่ติดมากับกระติกของผมมันจะไม่ร้อนเอาสักเท่าไหร่ แต่เมื่อควบรวมกับบรรยากาศรอบด้านแล้ว ถือเป็นกาแฟที่เต็มไปด้วยความละมุนละไมของเช้านี้ทีเดียว บางครั้งบางสิ่งบางอย่างมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ดีที่สุดเสมอไปหรอกครับ ชีวิตเราๆ ท่านๆ ก็เหมือนกัน ผมว่ามีคนมายมายที่มีศักยภาพที่จะมีความสุขกับการใช้ชีวิตได้ แต่กลับมีคนไม่มากที่เข้าใจถึงความสุขเหล่านั้น และในจำนวนนั้นเองกลับมีเพียงไม่กี่คนที่จะเปิดโอกาสให้กับความสุขของตนเอง ชีวิตก็แบบนี้ครับ บางครั้งต้องทำตามใจตัวเองกันบ้าง แหม… จากแค่เรื่องชงกาแฟ พาๆ ท่านผู้อ่านมาซะไกลเลย แต่ไอ้การเดินทางของผมยังดันไปไม่ถึงไหน
หลังจากกาแฟยามเช้า ผมก็เดินทางอย่างช้าๆ มุ่งหน้าสู่พิษณุโลก เรื่องตลกก็คือตอนขาออกมาจากนครสวรรค์ผมแวะซื้อโมจิและไดฟูกุติดตัวมา 6 กล่อง กะว่าจะส่งกลับไปให้เพื่อนที่กรุงเทพฯ แต่ท่านนักปั่นทั้งหลายเชื่อมั้ยว่า ตลอดทางผมไม่สามารถหาที่ทำการไปรษณีย์ได้เลย ถึงจะมีจากคำบอกเล่าก็จำต้องปั่นออกนอกเส้นทาง ผมจึงต้องแบบไอ้เจ้าขนมนี้ติดตัวเข้ามาด้วยถึงพิษณุโลก ผมมาแวะทานข้าวเที่ยงตรงก่อนถึงอำเภอวชิรบารมี และก็คิดว่าช่วงบ่ายๆ ไม่น่าใช้เวลานานก็คงจะถึงเมืองสองแควตามเป้าหมาย เพราะที่พิษณุโลกนี้เองผมมีคนรู้จักอยู่ และก็อยากแวะไปเยี่ยมเยียนลูกศิษย์ลูกหาที่เคยสอนด้วย หลังทานข้าวเที่ยงเสร็จผมก็ปั่นอย่างสบายใจ แต่ที่ไหนได้ไม่มีอะไรง่ายดังใจหมายเลย ยางผมมารั่วช่วงก่อนจะถึงพิษณุโลกสัก 30 กิโลเมตร เห็นจะได้ ลักษณะการรั่วครั้งนี้เป็นลักษณะแบบลมค่อยๆ ซึมออก ผมเลยแวะเข้าศาลาข้างทาง แล้วก็จัดแจงปลดกระเป๋าใบบนออก ปลดสายเบรคแล้วจึงเริ่มปฏิบัติการเปลี่ยนยางในเส้นใหม่ให้เจ้าทั่วริ่งคันเก่งของเรา อาการแบบค่อยๆ ซึมนี่น่ากลัวทีเดียว เพราะดูไม่ออกเลยว่ามันรั่วที่ตรงไหน ผมถอดยางออกมาอย่างละเอียด พร้อมทั้งกวาดเศษที่คิดว่าจะติดอยู่ด้านไหนยางนอกอย่างระวัง แล้วก็บรรจงใส่ยางในเส้นใหม่ลงไป สูบลมให้ปึ๋งปั๋งแล้วจึงประกอบจักรยานกลับไปให้เรียบร้อย แต่ผมก็ยังรู้สึกตะหงิดๆ อย่างบอกไม่ถูกเพราะว่าตอนที่ผมตรวจดูยางทั้งนอกและในก็ไม่เห็นอีกอะไรผิดสังเกต อย่างว่าแหละครับยังจับขโมยไม่ได้คาหนังคาเขาตำรวจก็ยังไม่แน่ใจ หลังจากเสร็จภารกิจเปลี่ยนยางแล้วผมก็ออกเดินทางต่อ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนยางในการเดินทางไกล ผมจะเสียเวลาค่อนข้างมากในการเปลี่ยน เพราะการเดินทางไกลจำต้องมีความละเอียดมากพอสมควร ไม่เหมือนเดินทางระยะใกล้ๆ หรือเปลี่ยนยางอยู่กับบ้าน ท่านที่มีประสบการณ์เดินทางไกลน่าจะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี
หลังจากออกเดินทางมาไม่นาน อะไรก็ไม่รู้ทำให้ผมรู้สึกระแวงเจ้ายางหลังเจ้าปัญหา แล้วก็เป็นจริงตามลางสังหรณ์ พอผมปั่นได้ได้อีกไม่ถึงสองกิโล มันก็เกิดอาการซึมอีก ครั้งนี้ทำเอาผมคิดหนักเลย ไม่ใช่เบื่อกับเรื่องเปลี่ยนยางหรอก แต่มันแสดงให้เห็นว่า ผมยังไม่เจอปัญหาที่เกิดขึ้นกับอาการครั้งนี้ ถ้าเป็นหมอก็ยังเรืยกว่ารักษาไม่ถูกโรคล่ะครับ ครั้งนี้ด้วยความวิตก ผมบรรจงถอดยางทั้งหมดออกมาอีกครั้งหนึ่ง และพยายามหาจุดเกิดเหตุ เพราะถ้าผมเปลี่ยนยางเส้นใหม่ลงไปอีกโดยไม่เจอที่มาที่ไปมันก็จะเกิดอาการรั่วซ้ำแล้วซ้ำอีก และสำหรับการเดินทางไกลผมยิ่งไม่สามารถปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ ผมจึงตรวจทุกตารางเซ็นของยางนอกด้านใน และหลังจากใช้เวลาอยู่นานพอสมควรผมก็เจอต้นเหตุจนได้ มันเป็นแค่เศษแก้วเล็กๆ ครับ ถ้าแค่ดูไม่มีทางเจอเลยครับ เพราะแก้วมันฝังตรงกลางระหว่างยางด้านนอกและด้านใน ผมต้องขยี้ยางตรงรอยปริจึงจะเห็นว่ามีเศษแก้วซ่อนอยู่ข้างใน เมื่อเจอต้นตอของปัญหาเช่นนี้ พอก็สบายใจ จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้ผมเสียเวลาไปร่วมๆ สองชั่วโมงทีเดียว จากที่คิดว่าจะสามารถทำเวลาได้ ก็กลับต้องล่าช้าออกไป นี่แหละครับรสชาดของการเดินทาง มันไม่มีอะไรเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เสมอไปหรอกครับ ผมมาถึงโรงแรมที่พิษณุโลกในช่วงเกือบ 6 โมงเย็นทีเดียว หลังจากอาบน้ำอาบท่า ตระเตรียมของนิดหน่อย ก็พอดีลูกศิษย์ก็โทรมาชวนออกไปทานข้าวเย็นพอดี นับเป็นมื้อค่ำที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยมิตรภาพจริงๆ ครับ ผมกลับเข้าโรงแรมมาอีกทีตอน สามทุ่มกว่าๆ วางแผนการเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้ แล้วจึงเข้านอน แถมยังมีนัดกับลูกศิษย์กลุ่มเดิมนี้ในมื้อเช้าวันรุ่งขึ้นอีก คืนนี้หลับสบายครับ
อ. เมือง นครสวรรค์ – อ. เมือง พิษณุโลก
ระยะทาง 130 กิโลเมตร
หลังจากได้นอนพักเอาแรงมาพอสมควร ผมก็ออกจากที่พักในนครสวรรค์ตอนช่วงสัก 6 โมงกว่าๆ มาแวะเติมน้ำลงกระติก กับซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งของไม้ตายลงในกระเป๋าท้ายจักรยานของผมไว้แทะกินระหว่างทางด้วย ที่จริงกับระยะทางบ 130 กิโลเมตร บนถนนราบและเรียบก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และผมกะว่าผมจะไปถึงที่เมืองสองแควช่วงบ่ายๆ ผมจึงไม่ได้รีบร้อนในการเดินทาง อีกทั้งวางแผนไว้ว่า จะปั่นสบายๆ เพื่อเก็บเรี่ยวแรงไว้สำหรับอีกหลายวัน ไม่อยากให้ร่างกายบอบช้ำจนแอ่วเมืองเหนือแบบหมดสนุก
ผมมาแวะชงกาแฟตรงศาลาเก่าๆ กลางทางในช่วงสัก 9 โมงเช้าเห็นจะได้ ครั้งนี้ผมถึงกับแบบแก้วชงกาแฟ พร้อมกับกาแฟที่บดมาจาก กทม กันเลยทีเดียว แม้น้ำร้อนที่ติดมากับกระติกของผมมันจะไม่ร้อนเอาสักเท่าไหร่ แต่เมื่อควบรวมกับบรรยากาศรอบด้านแล้ว ถือเป็นกาแฟที่เต็มไปด้วยความละมุนละไมของเช้านี้ทีเดียว บางครั้งบางสิ่งบางอย่างมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ดีที่สุดเสมอไปหรอกครับ ชีวิตเราๆ ท่านๆ ก็เหมือนกัน ผมว่ามีคนมายมายที่มีศักยภาพที่จะมีความสุขกับการใช้ชีวิตได้ แต่กลับมีคนไม่มากที่เข้าใจถึงความสุขเหล่านั้น และในจำนวนนั้นเองกลับมีเพียงไม่กี่คนที่จะเปิดโอกาสให้กับความสุขของตนเอง ชีวิตก็แบบนี้ครับ บางครั้งต้องทำตามใจตัวเองกันบ้าง แหม… จากแค่เรื่องชงกาแฟ พาๆ ท่านผู้อ่านมาซะไกลเลย แต่ไอ้การเดินทางของผมยังดันไปไม่ถึงไหน
หลังจากกาแฟยามเช้า ผมก็เดินทางอย่างช้าๆ มุ่งหน้าสู่พิษณุโลก เรื่องตลกก็คือตอนขาออกมาจากนครสวรรค์ผมแวะซื้อโมจิและไดฟูกุติดตัวมา 6 กล่อง กะว่าจะส่งกลับไปให้เพื่อนที่กรุงเทพฯ แต่ท่านนักปั่นทั้งหลายเชื่อมั้ยว่า ตลอดทางผมไม่สามารถหาที่ทำการไปรษณีย์ได้เลย ถึงจะมีจากคำบอกเล่าก็จำต้องปั่นออกนอกเส้นทาง ผมจึงต้องแบบไอ้เจ้าขนมนี้ติดตัวเข้ามาด้วยถึงพิษณุโลก ผมมาแวะทานข้าวเที่ยงตรงก่อนถึงอำเภอวชิรบารมี และก็คิดว่าช่วงบ่ายๆ ไม่น่าใช้เวลานานก็คงจะถึงเมืองสองแควตามเป้าหมาย เพราะที่พิษณุโลกนี้เองผมมีคนรู้จักอยู่ และก็อยากแวะไปเยี่ยมเยียนลูกศิษย์ลูกหาที่เคยสอนด้วย หลังทานข้าวเที่ยงเสร็จผมก็ปั่นอย่างสบายใจ แต่ที่ไหนได้ไม่มีอะไรง่ายดังใจหมายเลย ยางผมมารั่วช่วงก่อนจะถึงพิษณุโลกสัก 30 กิโลเมตร เห็นจะได้ ลักษณะการรั่วครั้งนี้เป็นลักษณะแบบลมค่อยๆ ซึมออก ผมเลยแวะเข้าศาลาข้างทาง แล้วก็จัดแจงปลดกระเป๋าใบบนออก ปลดสายเบรคแล้วจึงเริ่มปฏิบัติการเปลี่ยนยางในเส้นใหม่ให้เจ้าทั่วริ่งคันเก่งของเรา อาการแบบค่อยๆ ซึมนี่น่ากลัวทีเดียว เพราะดูไม่ออกเลยว่ามันรั่วที่ตรงไหน ผมถอดยางออกมาอย่างละเอียด พร้อมทั้งกวาดเศษที่คิดว่าจะติดอยู่ด้านไหนยางนอกอย่างระวัง แล้วก็บรรจงใส่ยางในเส้นใหม่ลงไป สูบลมให้ปึ๋งปั๋งแล้วจึงประกอบจักรยานกลับไปให้เรียบร้อย แต่ผมก็ยังรู้สึกตะหงิดๆ อย่างบอกไม่ถูกเพราะว่าตอนที่ผมตรวจดูยางทั้งนอกและในก็ไม่เห็นอีกอะไรผิดสังเกต อย่างว่าแหละครับยังจับขโมยไม่ได้คาหนังคาเขาตำรวจก็ยังไม่แน่ใจ หลังจากเสร็จภารกิจเปลี่ยนยางแล้วผมก็ออกเดินทางต่อ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนยางในการเดินทางไกล ผมจะเสียเวลาค่อนข้างมากในการเปลี่ยน เพราะการเดินทางไกลจำต้องมีความละเอียดมากพอสมควร ไม่เหมือนเดินทางระยะใกล้ๆ หรือเปลี่ยนยางอยู่กับบ้าน ท่านที่มีประสบการณ์เดินทางไกลน่าจะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี
หลังจากออกเดินทางมาไม่นาน อะไรก็ไม่รู้ทำให้ผมรู้สึกระแวงเจ้ายางหลังเจ้าปัญหา แล้วก็เป็นจริงตามลางสังหรณ์ พอผมปั่นได้ได้อีกไม่ถึงสองกิโล มันก็เกิดอาการซึมอีก ครั้งนี้ทำเอาผมคิดหนักเลย ไม่ใช่เบื่อกับเรื่องเปลี่ยนยางหรอก แต่มันแสดงให้เห็นว่า ผมยังไม่เจอปัญหาที่เกิดขึ้นกับอาการครั้งนี้ ถ้าเป็นหมอก็ยังเรืยกว่ารักษาไม่ถูกโรคล่ะครับ ครั้งนี้ด้วยความวิตก ผมบรรจงถอดยางทั้งหมดออกมาอีกครั้งหนึ่ง และพยายามหาจุดเกิดเหตุ เพราะถ้าผมเปลี่ยนยางเส้นใหม่ลงไปอีกโดยไม่เจอที่มาที่ไปมันก็จะเกิดอาการรั่วซ้ำแล้วซ้ำอีก และสำหรับการเดินทางไกลผมยิ่งไม่สามารถปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ ผมจึงตรวจทุกตารางเซ็นของยางนอกด้านใน และหลังจากใช้เวลาอยู่นานพอสมควรผมก็เจอต้นเหตุจนได้ มันเป็นแค่เศษแก้วเล็กๆ ครับ ถ้าแค่ดูไม่มีทางเจอเลยครับ เพราะแก้วมันฝังตรงกลางระหว่างยางด้านนอกและด้านใน ผมต้องขยี้ยางตรงรอยปริจึงจะเห็นว่ามีเศษแก้วซ่อนอยู่ข้างใน เมื่อเจอต้นตอของปัญหาเช่นนี้ พอก็สบายใจ จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้ผมเสียเวลาไปร่วมๆ สองชั่วโมงทีเดียว จากที่คิดว่าจะสามารถทำเวลาได้ ก็กลับต้องล่าช้าออกไป นี่แหละครับรสชาดของการเดินทาง มันไม่มีอะไรเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เสมอไปหรอกครับ ผมมาถึงโรงแรมที่พิษณุโลกในช่วงเกือบ 6 โมงเย็นทีเดียว หลังจากอาบน้ำอาบท่า ตระเตรียมของนิดหน่อย ก็พอดีลูกศิษย์ก็โทรมาชวนออกไปทานข้าวเย็นพอดี นับเป็นมื้อค่ำที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยมิตรภาพจริงๆ ครับ ผมกลับเข้าโรงแรมมาอีกทีตอน สามทุ่มกว่าๆ วางแผนการเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้ แล้วจึงเข้านอน แถมยังมีนัดกับลูกศิษย์กลุ่มเดิมนี้ในมื้อเช้าวันรุ่งขึ้นอีก คืนนี้หลับสบายครับ
- ไฟล์แนบ
-
- อีกรูป...
- IMG00893-20101220-0720.jpg (81.35 KiB) เข้าดูแล้ว 2460 ครั้ง
-
- คู่ใจกับหลักกิโลครับ
- IMG00892-20101220-0720.jpg (90.78 KiB) เข้าดูแล้ว 2460 ครั้ง
-
- วิวขาออกจากนครสวรรค์ครับ
- IMG00891-20101220-0700.jpg (27.97 KiB) เข้าดูแล้ว 2460 ครั้ง
-
- ข้างทาง ตอนเช้าอากาศดีครับ
- IMG00890-20101220-0700.jpg (35.08 KiB) เข้าดูแล้ว 2460 ครั้ง
-
- ตอนเช้าตรู่ครับ
- IMG00889-20101220-0628.jpg (33.27 KiB) เข้าดูแล้ว 2460 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
รูปวันที่ 2 ครับ
- ไฟล์แนบ
-
- ตอนนี้แดดเริ่มร้อนแล้วครับ
- IMG00905-20101220-0932.jpg (55.83 KiB) เข้าดูแล้ว 2458 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
รูปวันที่ สองครับ
- ไฟล์แนบ
-
- ดูๆ ไปมันก็หล่อเอาการอยู่
- IMG00903-20101220-0835.jpg (109.42 KiB) เข้าดูแล้ว 2453 ครั้ง
-
- ศาลานี้ได้บรรยากาศดี
- IMG00900-20101220-0830.jpg (105.24 KiB) เข้าดูแล้ว 2453 ครั้ง
-
- กาแฟยามเช้า
- IMG00895-20101220-0815.jpg (91.56 KiB) เข้าดูแล้ว 2453 ครั้ง
-
- บรรยากาศดี กับกาแฟดีๆ เข้ากันได้ดีจริงๆ
- IMG00894-20101220-0812.jpg (70.78 KiB) เข้าดูแล้ว 2453 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
วันที่ 2 กันต่อเลย
- ไฟล์แนบ
-
- ถึงเวลาที่ต้องพึ่งสูบจิ๋วพลังสูง
- IMG00912-20101220-1431.jpg (77.1 KiB) เข้าดูแล้ว 2448 ครั้ง
-
- อันนี้ตอนเปลี่ยนยางในครั้งแรก
- IMG00911-20101220-1425.jpg (101.57 KiB) เข้าดูแล้ว 2448 ครั้ง
-
- ผ่าตัดกันหน่อย
- IMG00910-20101220-1420.jpg (85.42 KiB) เข้าดูแล้ว 2448 ครั้ง
-
- อาหารมื้อเที่ยง ง่ายๆ แต่อร่อยใช่เล่น
- IMG00909-20101220-1238.jpg (64.78 KiB) เข้าดูแล้ว 2448 ครั้ง
-
- มิติใหม่ของการเดินทาง แบบมา ต้องใช้ให้คุ้ม อยู่ที่ไหนก็ thaimtb ได้จ้าาา
- IMG00908-20101220-1012.jpg (82.37 KiB) เข้าดูแล้ว 2448 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
วันที่สอง ยังไม่หมด
- ไฟล์แนบ
-
- กว่าจะมาถึงได้
- IMG00917-20101220-1720.jpg (68.09 KiB) เข้าดูแล้ว 2446 ครั้ง
-
- หลังเปลี่ยนยางกันเรียบร้อย พร้อมลุยต่อทันที
- IMG00916-20101220-1505.jpg (67.42 KiB) เข้าดูแล้ว 2446 ครั้ง
-
- ประกอบเสร็จเรียบร้อย
- IMG00915-20101220-1500.jpg (82.11 KiB) เข้าดูแล้ว 2446 ครั้ง
-
- เมื่อเปลี่ยนเสร็จแล้ว
- IMG00914-20101220-1447.jpg (105.43 KiB) เข้าดูแล้ว 2446 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
การเดินทางวันที่ 3
อ. เมือง พิษณุโลก – อ. เมือง อุตรดิตถ์
ระยะทาง 110 กิโลเมตร
เนื่องจากเช้านี้ยังมีนัดทานเข้าเช้าติดพันมาจากเมื่อคือ ผมจึงเสียไม่ได้ที่จะต้องออกเดินทางสายกว่าที่คาดไว้ แต่นานๆ ครั้งครับได้มาเจอกันไม่มีปัญหาอีกทั้งวันนี้ระยะทางกลางๆ ไม่น่ามีปัญหาถ้ายางไม่รั่วอีกนะครับ ผมออกจากโรงแรมในเวลาประมาณ หกโมงครึ่ง แวะซื้อปาท่องโก๋ แล้วก็หมูปิ้งไปทานกันเป็นข้าวเช้า ก็เป็นมื้อเช้าแบบง่ายๆ ที่อบอุ่น หลังจากได้พบปะกับลูกศิษย์ของตัวเองแล้วก็ถึงเวลาต้องร่ำลากัน ผมเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปอุตรดิตถ์โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 11 ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร เส้นทางดีครับ เป็นเนินขึ้นลงสลับกัน เห็นทิวเขาอยู่ด้านซ้ายขวา บ่งบอกได้เป็นอย่างดีครับว่าภูมิประเทศนั้นต่างจากที่ราบภาคกลาง วันนี้อากาศค่อนข้างจะอ้าวและร้อนครับ ผมมาแวะร้านตรงข้างทางเพื่อทานน้ำ และขอน้ำร้อนเพื่อชงชาและกาแฟ ทางช่วงนี้ดีกว่าช่วงสองวันที่ผ่านมามากครับ ไหล่ทางสะอาดกว่าไม่ค่อยมีหินและเศษแก้ว ให้คอยต้องระวังมากนัก ยางทั้งสองของผมยังคงปึ๋งปั๋งไม่มีอาการรั่วซึมแต่อย่างใด มีช่วงที่มีการซ่อมทางบ้าง ตรงที่มีเขาค่อนข้างชัน ผมไม่แน่ใจว่าคือเขา “ศาลาเขียว” หรือเปล่า อันนี้ต้องรบกวนท่านผู้รู้บอกด้วยครับ เป็นทางลาดชันมากที่สุดในช่วงนี้ครับ แต่เจ้าทัวริ่งของผมก็ยังผ่านมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก พอขึ้นจนถึงยอดผมก็ดาว์นลงมา ผมเองเป็นคนที่กลัวลงเขามากกว่าตอนขึ้น จึงใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ พอลงมาจนถึงเนินเขา เราก็ข้ามฝั่งมาแวะทานข้าวเที่ยงเป็นเพลิงเล็กๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามน่ะครับ
ณ ร้านข้าวเล็กๆ นี้เอง ซึ่งเป็นร้านเดียวโดดเดี่ยวอยู่ตรงกลางถนนซึ่งไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ อยู่ในละแวกเลย พอผมได้แวะเข้ามา ผมก็สั่งข้าวหมูกระเทียมไข่เจียว แล้วก็น้ำเขียวมิรินด้าพร้อมน้ำแข็งเปล่ามาดับความร้อนทันที ในขณะนั้นเองก็มีลูกค้ารุ่นคราวคุณป้ามาแวะทานข้าวอยู่ก่อนหน้าผม ก็ได้พูดคุยกันทั้งเรื่องการเดินทางของผม เรื่องสัพเพเหระมากมายหลายเรื่องทีเดียว
เมื่อเดินทางด้วยจักรยานตามลำพังแบบนี้ ตลอดเวลาผมจะต้องตอบคำถามกับทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักด้วยคำถามเดิมๆ เสมอว่า “คิดยังงัยถึงปั่นจักรยานมาคนเดียวไกลขนาดนี้” ที่จริงนี่เป็นคำถามที่ผมตอบกับตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มคิดจะปั่นจักรยานทางไกลคนเดียวอยู่แล้ว
ผมว่าการที่เราได้ออกมาเดินทางคนเดียวตามลำพัง มันเป็นช่างเวลาสั้นๆ ที่เราได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ได้เรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเอง ได้พูดคุยกับตัวเอง ภายใต้แวดล้อมที่ไม่มีสิ่งเร้าต่างๆ และทำให้เรามีความเข้าใจและความต้องการของตัวเองมากขึ้น ในขณะเดียวกันการได้ปั่นจักรยานอย่างที่เราชอบ ก็ทำให้เราได้เปิดโลกมาอยู่ในแวดล้อมท่ามกลางธรรมชาติ ได้เรียนรู้ ได้เห็นวีถีและชีวิตของผู้คนอีกมากมาย บางทีความสุขใจที่เกิดความยากลำบาก ก็สร้างความอดทน มุ่งมั่นและท้าทายให้กับเรา แต่นี่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ในชีวิตของเราเท่านั้น ต้องอย่าลืมว่าคนอีกมากมายทีเดียวที่ความยากลำบากของเขาเป็นชีวิตจริงที่ไม่สนุกและท้าทายเหมือนที่ผมทำ และเมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว เราควรได้รู้สึกถึงความโชคดีของเรา เรามีอาหารเมื่อเรารู้สึกหิว เรามีน้ำใสสะอาดเมื่อเรากระหาย เรามีผ้าห่มอุ่นในยามนอน เรามีจักรยานไว้เป็นเพื่อนคู่ใจในเวลาเดินทาง เรามีอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายจนทำให้ผมรู้สึกว่า ที่จริงอาจถึงเวลาแล้วที่จะเลิกแสวงหา และเรียนรู้คุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่ต่างหาก
ว่ากันไปซะไกลเชียว กลับมาเรื่องของป้าที่ร้านข้าวต่อดีกว่า พอผมทานข้าวเสร็จ ผมก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ป้าคนดังกล่าวได้จ่ายค่าข้าวพร้อมกับน้ำให้ผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่วายผมต้องขอบคุณป้าแกเป็นการใหญ่ และถึงป้าแกจะได้เข้ามาอ่านเรื่องนี้ แต่ผมก็ขอขอบคุณน้ำใจของป้าแกอีกครั้งนะครับ แกบอกว่าเห็นคนขี่จักรยานมา เดินทางมาไกลเห็นแล้วถูกโฉลกด้วยจึงเลี้ยงข้าวเป็นสินน้ำใจสำหรับผม สรุปผมออกมาจากร้านกลางทุ่งที่ว่าด้วยความอิ่มเอิบใจ จากนั้นผมก็มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองอุตรดิตถ์ทันที
ผมมาถึงในเมืองสักสี่โมงกว่าเห็นจะได้ วนเข้าไปในเมืองก็ไปปะร้านจักรยานร้านหนึ่งผมจำไม่ได้ว่าชื่อร้านอะไร แต่เจอเจ้าของร้านที่เป็นพี่ผู้หญิง ผมก็เดินเข้าไปถามหายางใน ซึ่งแกไม่มีขนาด 700/34 มีแต่ 700/32 ซึ่งผมก็เลยซื้อเผื่อเอาไว้ครับ เพราะยังต้องเดินทางอีกหลายวัน เลยซื้อเผื่อติดไว้ดีกว่า แล้วแกก็ใจดีแถมยางปะให้ผมมาแผงเล็กๆ แล้วยังจัดแจงเป็นธุระเรื่องที่พักให้ผมอีก นี่แหละครับคนจักรยานด้วยกัน สรุปคืนนี้ผมได้ที่พักดีราคาถูก ผมเข้าที่พักมาอาบน้ำอาบท่า แล้วจึงออกไปหาอะไรทานก่อนจะกลับเข้ามาพักผ่อนเครียมตัวสำหรับวันต่อไป
อ. เมือง พิษณุโลก – อ. เมือง อุตรดิตถ์
ระยะทาง 110 กิโลเมตร
เนื่องจากเช้านี้ยังมีนัดทานเข้าเช้าติดพันมาจากเมื่อคือ ผมจึงเสียไม่ได้ที่จะต้องออกเดินทางสายกว่าที่คาดไว้ แต่นานๆ ครั้งครับได้มาเจอกันไม่มีปัญหาอีกทั้งวันนี้ระยะทางกลางๆ ไม่น่ามีปัญหาถ้ายางไม่รั่วอีกนะครับ ผมออกจากโรงแรมในเวลาประมาณ หกโมงครึ่ง แวะซื้อปาท่องโก๋ แล้วก็หมูปิ้งไปทานกันเป็นข้าวเช้า ก็เป็นมื้อเช้าแบบง่ายๆ ที่อบอุ่น หลังจากได้พบปะกับลูกศิษย์ของตัวเองแล้วก็ถึงเวลาต้องร่ำลากัน ผมเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปอุตรดิตถ์โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 11 ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร เส้นทางดีครับ เป็นเนินขึ้นลงสลับกัน เห็นทิวเขาอยู่ด้านซ้ายขวา บ่งบอกได้เป็นอย่างดีครับว่าภูมิประเทศนั้นต่างจากที่ราบภาคกลาง วันนี้อากาศค่อนข้างจะอ้าวและร้อนครับ ผมมาแวะร้านตรงข้างทางเพื่อทานน้ำ และขอน้ำร้อนเพื่อชงชาและกาแฟ ทางช่วงนี้ดีกว่าช่วงสองวันที่ผ่านมามากครับ ไหล่ทางสะอาดกว่าไม่ค่อยมีหินและเศษแก้ว ให้คอยต้องระวังมากนัก ยางทั้งสองของผมยังคงปึ๋งปั๋งไม่มีอาการรั่วซึมแต่อย่างใด มีช่วงที่มีการซ่อมทางบ้าง ตรงที่มีเขาค่อนข้างชัน ผมไม่แน่ใจว่าคือเขา “ศาลาเขียว” หรือเปล่า อันนี้ต้องรบกวนท่านผู้รู้บอกด้วยครับ เป็นทางลาดชันมากที่สุดในช่วงนี้ครับ แต่เจ้าทัวริ่งของผมก็ยังผ่านมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก พอขึ้นจนถึงยอดผมก็ดาว์นลงมา ผมเองเป็นคนที่กลัวลงเขามากกว่าตอนขึ้น จึงใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ พอลงมาจนถึงเนินเขา เราก็ข้ามฝั่งมาแวะทานข้าวเที่ยงเป็นเพลิงเล็กๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามน่ะครับ
ณ ร้านข้าวเล็กๆ นี้เอง ซึ่งเป็นร้านเดียวโดดเดี่ยวอยู่ตรงกลางถนนซึ่งไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ อยู่ในละแวกเลย พอผมได้แวะเข้ามา ผมก็สั่งข้าวหมูกระเทียมไข่เจียว แล้วก็น้ำเขียวมิรินด้าพร้อมน้ำแข็งเปล่ามาดับความร้อนทันที ในขณะนั้นเองก็มีลูกค้ารุ่นคราวคุณป้ามาแวะทานข้าวอยู่ก่อนหน้าผม ก็ได้พูดคุยกันทั้งเรื่องการเดินทางของผม เรื่องสัพเพเหระมากมายหลายเรื่องทีเดียว
เมื่อเดินทางด้วยจักรยานตามลำพังแบบนี้ ตลอดเวลาผมจะต้องตอบคำถามกับทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักด้วยคำถามเดิมๆ เสมอว่า “คิดยังงัยถึงปั่นจักรยานมาคนเดียวไกลขนาดนี้” ที่จริงนี่เป็นคำถามที่ผมตอบกับตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มคิดจะปั่นจักรยานทางไกลคนเดียวอยู่แล้ว
ผมว่าการที่เราได้ออกมาเดินทางคนเดียวตามลำพัง มันเป็นช่างเวลาสั้นๆ ที่เราได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ได้เรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเอง ได้พูดคุยกับตัวเอง ภายใต้แวดล้อมที่ไม่มีสิ่งเร้าต่างๆ และทำให้เรามีความเข้าใจและความต้องการของตัวเองมากขึ้น ในขณะเดียวกันการได้ปั่นจักรยานอย่างที่เราชอบ ก็ทำให้เราได้เปิดโลกมาอยู่ในแวดล้อมท่ามกลางธรรมชาติ ได้เรียนรู้ ได้เห็นวีถีและชีวิตของผู้คนอีกมากมาย บางทีความสุขใจที่เกิดความยากลำบาก ก็สร้างความอดทน มุ่งมั่นและท้าทายให้กับเรา แต่นี่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ในชีวิตของเราเท่านั้น ต้องอย่าลืมว่าคนอีกมากมายทีเดียวที่ความยากลำบากของเขาเป็นชีวิตจริงที่ไม่สนุกและท้าทายเหมือนที่ผมทำ และเมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว เราควรได้รู้สึกถึงความโชคดีของเรา เรามีอาหารเมื่อเรารู้สึกหิว เรามีน้ำใสสะอาดเมื่อเรากระหาย เรามีผ้าห่มอุ่นในยามนอน เรามีจักรยานไว้เป็นเพื่อนคู่ใจในเวลาเดินทาง เรามีอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายจนทำให้ผมรู้สึกว่า ที่จริงอาจถึงเวลาแล้วที่จะเลิกแสวงหา และเรียนรู้คุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่ต่างหาก
ว่ากันไปซะไกลเชียว กลับมาเรื่องของป้าที่ร้านข้าวต่อดีกว่า พอผมทานข้าวเสร็จ ผมก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ป้าคนดังกล่าวได้จ่ายค่าข้าวพร้อมกับน้ำให้ผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่วายผมต้องขอบคุณป้าแกเป็นการใหญ่ และถึงป้าแกจะได้เข้ามาอ่านเรื่องนี้ แต่ผมก็ขอขอบคุณน้ำใจของป้าแกอีกครั้งนะครับ แกบอกว่าเห็นคนขี่จักรยานมา เดินทางมาไกลเห็นแล้วถูกโฉลกด้วยจึงเลี้ยงข้าวเป็นสินน้ำใจสำหรับผม สรุปผมออกมาจากร้านกลางทุ่งที่ว่าด้วยความอิ่มเอิบใจ จากนั้นผมก็มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองอุตรดิตถ์ทันที
ผมมาถึงในเมืองสักสี่โมงกว่าเห็นจะได้ วนเข้าไปในเมืองก็ไปปะร้านจักรยานร้านหนึ่งผมจำไม่ได้ว่าชื่อร้านอะไร แต่เจอเจ้าของร้านที่เป็นพี่ผู้หญิง ผมก็เดินเข้าไปถามหายางใน ซึ่งแกไม่มีขนาด 700/34 มีแต่ 700/32 ซึ่งผมก็เลยซื้อเผื่อเอาไว้ครับ เพราะยังต้องเดินทางอีกหลายวัน เลยซื้อเผื่อติดไว้ดีกว่า แล้วแกก็ใจดีแถมยางปะให้ผมมาแผงเล็กๆ แล้วยังจัดแจงเป็นธุระเรื่องที่พักให้ผมอีก นี่แหละครับคนจักรยานด้วยกัน สรุปคืนนี้ผมได้ที่พักดีราคาถูก ผมเข้าที่พักมาอาบน้ำอาบท่า แล้วจึงออกไปหาอะไรทานก่อนจะกลับเข้ามาพักผ่อนเครียมตัวสำหรับวันต่อไป
- ไฟล์แนบ
-
- ใต้ร่มไม้ชายคา
- IMG00933-20101221-0910.jpg (102.59 KiB) เข้าดูแล้ว 2440 ครั้ง
-
- มุมนี้สวยดีครับ
- IMG00932-20101221-0909.jpg (101.73 KiB) เข้าดูแล้ว 2440 ครั้ง
-
- ตัวบุ้ง
- IMG00931-20101221-0902.jpg (87.4 KiB) เข้าดูแล้ว 2440 ครั้ง
-
- กว่าจะเจอ postman
- IMG00929-20101221-0819.jpg (106.47 KiB) เข้าดูแล้ว 2440 ครั้ง
-
- เริ่มออกเดินทาง
- IMG00928-20101221-0750.jpg (81.86 KiB) เข้าดูแล้ว 2440 ครั้ง
- เสือ Spectrum
- ขาประจำ
- โพสต์: 4449
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 12:58
- Tel: -
- team: 99 City Bike
- Bike: LA Spectrum
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
ความฝันของผมเหมือนกันครับ แต่ฝันจะไปปั่นฯ ที่เชียงราย ไปแม่สาย ไปเชียงแสนเพราะถนนแถวนั้นเรียบ วิว 2 ข้างทางสวยมากทีเดียวโดยเฉพาะหน้าหนาว ริมถนนมีชาวบ้านมาขายผลิตภัณฑ์ ผลไม้พื้นบ้าน เต็มไปหมด เล่าได้แบบเห็นบรรยากาศทีเดียวครับโดยเฉพาะ โลคัลโรด - เลียบคลองเปรม - ถนน 347 นี่ก็คุ้นแบบนึกภาพตามออกเลยครับ
มีโอกาสก็ช่วยถ่ายบรรยากาศใน ม.แม่ฟ้าหลวง ริมน้ำเชียงแสน เชียงของ มาฝากบ้างนะครับ
ขออวยพรและส่งกำลังใจให้เดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพครับ
มีโอกาสก็ช่วยถ่ายบรรยากาศใน ม.แม่ฟ้าหลวง ริมน้ำเชียงแสน เชียงของ มาฝากบ้างนะครับ
ขออวยพรและส่งกำลังใจให้เดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพครับ
เมื่อพ้นไปจากการ "แพ้" หรือ "ชนะ" เราก็จะได้อยู่ในที่ที่ไม่มี "ความทุกข์ใจ"
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
รูปวันที่ สาม
- ไฟล์แนบ
-
- ฟ้าใน ถนนโล่ง อากาศเยี่ยม
- IMG00945-20101221-1305.jpg (66.27 KiB) เข้าดูแล้ว 2436 ครั้ง
-
- จิบชาไต้ร่มไม้
- IMG00943-20101221-1234.jpg (41.77 KiB) เข้าดูแล้ว 2436 ครั้ง
-
- อีกไม่ไกลเท่าไหร่นะเนี่ย
- IMG00940-20101221-1153.jpg (78.62 KiB) เข้าดูแล้ว 2436 ครั้ง
-
- กาแฟยามเช้า
- IMG00939-20101221-1037.jpg (59.46 KiB) เข้าดูแล้ว 2436 ครั้ง
-
- เริ่มสายแล้วครับ
- IMG00935-20101221-0932.jpg (63.96 KiB) เข้าดูแล้ว 2436 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
วันที่สามยังไม่หมด...
- ไฟล์แนบ
-
- บรรยากาศในร้าน
- IMG00954-20101221-1847.jpg (47.78 KiB) เข้าดูแล้ว 2432 ครั้ง
-
- ร้านนี้ชื่อ บ้านต้นไม้ แนวดีครับ
- IMG00952-20101221-1842.jpg (36.21 KiB) เข้าดูแล้ว 2432 ครั้ง
-
- เส้นทางลัดเข้าเมือง อุตรดิตถ์ ร่มรื่นดี
- IMG00948-20101221-1606.jpg (89.37 KiB) เข้าดูแล้ว 2432 ครั้ง
-
- ฟ้าใสจัง
- IMG00944-20101221-1258.jpg (59.56 KiB) เข้าดูแล้ว 2432 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
การเดินทางวันที่ 4
อ. เมือง อุตรดิตถ์ – อ. เมือง แพร่
ระยะทาง 70 กิโลเมตร
สำหรับการเดินทางวันที่สี่ ผมตื่นแต่เช้า ออกเดินทางตั้งแต่ก่อน 6 โมงเช้า วันนี้ใส่เสื้อกีฬาแขนสั้นออกมาเลย นั่นแสดงว่าวันนี้ผมกะไม่ขี่นานแน่นอน ผมปั่นออกมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง มาเห็นแสงรำไรก็ตรงแยกถนนสาย 11 แล้วล่ะครับ พอปั่นมาได้ไม่นาน การเดินทางวันนี้ก็ต้อนรับผมด้วยเนินขึ้นลงสลับกันทันที แต่จะให้ผมรู้สึกเหนื่อยได้อย่างไรครับ ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยหมอกจางๆ เห็นทิวเขาสวย อากาศยามเช้าก็เย็นสบาย ปั่นกันเพลินเลยครับ ผมมาแวะทานข้าวที่ร้านภูตะวันก่อนจะถึงส่วนที่กำลังซ่อมทาง สอบถามได้ความว่าจะเป็นการซ่อมช่วงยาวไปจนถึงเด่นชัยเลยทีเดียว จากธรรมชาติสวยงามกลับกลายเป็นฝุ่น และต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพราะมีทางที่จะต้องเบี่ยงไปเบี่ยงมาตลอด และต้องคอยระวังรถใหญ่ที่ขับตามท้ายผมมาด้วย และผมก็ไม่อยากพึ่งพี่แกติดล้อรถเข้าไปเมืองแพร่ด้วย ผมปั่นไปเองได้
ในเส้นทางนี้ผมปั่นมาจนถึงเขาพรึง (ไม่ทราบสะกดถูกหรือเปล่าครับ) ซึ่งเป็นทางขึ้นเขาเป็นระยะทางยาวต่อกันหลายกิโลเลยทีเดียว ประกอบกับมีการซ่อมถนนอยู่ตลอดทาง แต่ผมก็ผ่านมาได้มารู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ที่ยอดเขานั่งดื่มชาดำเย็นอยู่แล้วล่ะครับ มีลุงคนนึงแกนั่งกินข้าวนึ่งอยู่ แกบอกว่าเห็นผมปั่นขึ้นเขามาตั้งแต่ไกลแล้วล่ะ ขึ้นมาเร็วเหมือนกันนะ จากนั้นผมก็ปั่นลงเขามา แทบจะเป็นทางลงอย่างเดียวจนถึงแยกเด่นชัยเลยครับ เป็นช่วงที่ซ่อมแซมถนนมาตลอดทางเช่นเดียวกัน มาหมดระยะซ่อมตรงช่วงหลังจากเด่นชัยนี่แหละครับ จากนั้นผมก็ค่อยๆ คลานเข้ามาจนถึงเมืองแพร่ได้ตอนสัก 11 โมงเช้า นับว่าเป็นการปั่นที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับหลายๆ วันที่ผ่านมา แต่ก็ต้องพักเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ เพราะพรุ่งนี้ยังต้องเดินทางกันไกลอีกครับ
ผมเข้าพักที่โรงแรม ภูมิไทย ในเมืองครับ และใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายนั่งอ่านหนังสือบ้าง เขียนเล่าเรื่องราวให้ท่านผู้อ่านฟังอยู่เนี่ยแหละครับ มาจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาอาหารค่ำพอดี และเรื่องราวการเดินทางที่ผ่านมา 4 วันของผมก็มาจบลงตรงนี้แหละครับ คาดว่าจะต้องเดินทางต่ออีกสองหรือสามวัน แผนการต่อไปคือการเดินทางไปพะเยา และแม่สายครับ
สำหรับการเดินทางในส่วนที่เหลือจะมาเล่าแชร์ประสบการณ์กับเพื่อนนักปั่นกันต่อนะครับ ตอนนี้ผมขอไปทานข้าวเย็น และเก็บเรื่ยวแรงสำหรับวันต่อไปครับ
อ. เมือง อุตรดิตถ์ – อ. เมือง แพร่
ระยะทาง 70 กิโลเมตร
สำหรับการเดินทางวันที่สี่ ผมตื่นแต่เช้า ออกเดินทางตั้งแต่ก่อน 6 โมงเช้า วันนี้ใส่เสื้อกีฬาแขนสั้นออกมาเลย นั่นแสดงว่าวันนี้ผมกะไม่ขี่นานแน่นอน ผมปั่นออกมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง มาเห็นแสงรำไรก็ตรงแยกถนนสาย 11 แล้วล่ะครับ พอปั่นมาได้ไม่นาน การเดินทางวันนี้ก็ต้อนรับผมด้วยเนินขึ้นลงสลับกันทันที แต่จะให้ผมรู้สึกเหนื่อยได้อย่างไรครับ ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยหมอกจางๆ เห็นทิวเขาสวย อากาศยามเช้าก็เย็นสบาย ปั่นกันเพลินเลยครับ ผมมาแวะทานข้าวที่ร้านภูตะวันก่อนจะถึงส่วนที่กำลังซ่อมทาง สอบถามได้ความว่าจะเป็นการซ่อมช่วงยาวไปจนถึงเด่นชัยเลยทีเดียว จากธรรมชาติสวยงามกลับกลายเป็นฝุ่น และต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพราะมีทางที่จะต้องเบี่ยงไปเบี่ยงมาตลอด และต้องคอยระวังรถใหญ่ที่ขับตามท้ายผมมาด้วย และผมก็ไม่อยากพึ่งพี่แกติดล้อรถเข้าไปเมืองแพร่ด้วย ผมปั่นไปเองได้
ในเส้นทางนี้ผมปั่นมาจนถึงเขาพรึง (ไม่ทราบสะกดถูกหรือเปล่าครับ) ซึ่งเป็นทางขึ้นเขาเป็นระยะทางยาวต่อกันหลายกิโลเลยทีเดียว ประกอบกับมีการซ่อมถนนอยู่ตลอดทาง แต่ผมก็ผ่านมาได้มารู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ที่ยอดเขานั่งดื่มชาดำเย็นอยู่แล้วล่ะครับ มีลุงคนนึงแกนั่งกินข้าวนึ่งอยู่ แกบอกว่าเห็นผมปั่นขึ้นเขามาตั้งแต่ไกลแล้วล่ะ ขึ้นมาเร็วเหมือนกันนะ จากนั้นผมก็ปั่นลงเขามา แทบจะเป็นทางลงอย่างเดียวจนถึงแยกเด่นชัยเลยครับ เป็นช่วงที่ซ่อมแซมถนนมาตลอดทางเช่นเดียวกัน มาหมดระยะซ่อมตรงช่วงหลังจากเด่นชัยนี่แหละครับ จากนั้นผมก็ค่อยๆ คลานเข้ามาจนถึงเมืองแพร่ได้ตอนสัก 11 โมงเช้า นับว่าเป็นการปั่นที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับหลายๆ วันที่ผ่านมา แต่ก็ต้องพักเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ เพราะพรุ่งนี้ยังต้องเดินทางกันไกลอีกครับ
ผมเข้าพักที่โรงแรม ภูมิไทย ในเมืองครับ และใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายนั่งอ่านหนังสือบ้าง เขียนเล่าเรื่องราวให้ท่านผู้อ่านฟังอยู่เนี่ยแหละครับ มาจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาอาหารค่ำพอดี และเรื่องราวการเดินทางที่ผ่านมา 4 วันของผมก็มาจบลงตรงนี้แหละครับ คาดว่าจะต้องเดินทางต่ออีกสองหรือสามวัน แผนการต่อไปคือการเดินทางไปพะเยา และแม่สายครับ
สำหรับการเดินทางในส่วนที่เหลือจะมาเล่าแชร์ประสบการณ์กับเพื่อนนักปั่นกันต่อนะครับ ตอนนี้ผมขอไปทานข้าวเย็น และเก็บเรื่ยวแรงสำหรับวันต่อไปครับ
- ไฟล์แนบ
-
- เหมือนโรงเตี๊ยมเลย
- IMG00963-20101222-0738.jpg (79.21 KiB) เข้าดูแล้ว 2429 ครั้ง
-
- แวะกินน้ำกินท่า ก่อนถึงช่วงเริ่มทำถนนครับ
- IMG00962-20101222-0733.jpg (78.31 KiB) เข้าดูแล้ว 2429 ครั้ง
-
- วันนี้เป็นเขาแน่นอน
- IMG00958-20101222-0712.jpg (50.92 KiB) เข้าดูแล้ว 2429 ครั้ง
-
- ไข่พะโล้ยามเช้า รองท้อง
- IMG00956-20101222-0628.jpg (53.1 KiB) เข้าดูแล้ว 2429 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว 4 กรุงเทพฯ - แม่สาย เชียงราย
รูปวันที่ 4 ต่อครับ
- ไฟล์แนบ
-
- มาถึงแพร่จนได้
- IMG00972-20101222-0949.jpg (63.29 KiB) เข้าดูแล้ว 2425 ครั้ง
-
- หลานแม่ค้าบนยอดเขาพรึง
- IMG00970-20101222-0903.jpg (80.05 KiB) เข้าดูแล้ว 2425 ครั้ง
-
- เหมือนพรมเลย
- IMG00968-20101222-0845.jpg (28.93 KiB) เข้าดูแล้ว 2425 ครั้ง
-
- ช่วงสุดท้ายของเขาพรึง
- IMG00966-20101222-0839.jpg (70.48 KiB) เข้าดูแล้ว 2425 ครั้ง
-
- วิวข้างทาง
- IMG00965-20101222-0753.jpg (91.87 KiB) เข้าดูแล้ว 2425 ครั้ง