ถอดประสบการณ์ อดีต ผอ. องค์กรรณรงค์จักรยานลอนดอน ผู้สร้างวิถีจักรยานในเมืองหลวง
เรื่อง : กรวิกา วีระพันธ์เทพา
“ในวันที่ประชากรในเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนคนต้องอาศัยอยู่ในเขตชานเมืองและเดินทางเข้ามาทำงานในใจกลางเมือง จึงทำให้ไม่มีพื้นที่สำหรับรถยนต์อีกแล้ว ขณะที่การลงทุนเพื่อทำระบบขนส่งมวลชนก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการใช้จักรยาน”
ค่อย สวัสดิวัฒน์ ทอมสัน อดีตผู้อำนวยการองค์กรรณรงค์จักรยานลอนดอน (London Cycling Campaign : LCC) ถ่ายทอดประสบการณ์ ในงานเสวนา “สู่เมืองวิถีจักรยาน” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิโลกสีเขียว เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่ผ่านมา
LCC ได้ชื่อว่าเป็นองค์กรรณรงค์จักรยานในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และได้รับการยกย่องจากสื่อว่าเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีอิทธิพลสูงสุดในสังคม มีสมาชิกกว่า 10,000 คน รณรงค์ผลักดันวาระจักรยานในกรุงลอนดอนเพื่อให้เกิดการจราจรที่มีประสิทธิภาพและการสร้างเมืองที่น่าอยู่
ในโอกาสที่คุณค่อยเดินทางมาเมืองไทย เขาได้ถ่ายทอดประสบการณ์และคำแนะนำไว้หลายประการด้วยกัน
เริ่มต้นคุณค่อยเล่าว่าการรณรงค์ใช้จักรยานในลอนดอนไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนต้องการใช้รถยนต์เพื่อความสบาย แต่เมื่อลอนดอนถึงจุดที่ประชากรมากขึ้นเรื่อยๆ การคมนาคมด้วยรถไม่ใช่ความสะดวกสบายอีกต่อไป เพราะต้องเจอการจราจรที่แสนติดขัด เมื่อเทศมนตรีเก็บภาษีรถติดในอัตรากระเป๋าแทบฉีก (8 ปอนด์ หรือ 400 บาท/วัน/คัน) จักรยานจึงเริ่มมีบทบาทในการเดินทางของชาวเมืองลอนดอน
อย่างไรก็ดี ก่อนหน่วยงานรัฐจะใช้มาตรการลดจำนวนรถ กลุ่ม LCC เขาได้ร่วมกับภาครัฐสร้างแผนที่เส้นทางจักรยาน รวมทั้งมีการรณรงค์ขี่จักรยานทุกวันหยุดมานานแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อมีการนำมาตรการทางภาษีมาใช้ ประชาชนจึงไม่ต้องกังวลใจว่าจะไปเส้นทางไหนดี จะปลอดภัยหรือไม่ โดยเริ่มขี่จักรยานออกมานอกบ้านได้ทันที
นอกจากการเก็บภาษีรถติด หน่วยงานรัฐและภาคเอกชนยังสร้างแรงจูงใจอื่นๆ อีก เช่น มีกฎหมายที่เอื้อต่อการปั่นสองล้อ เป็นข้อบังคับว่าผู้ใช้รถยนต์ต้องให้ทางจักรยานไปก่อนเมื่อถึงทางแยก หรือการที่แบรนด์แฟชั่นออกคอลเลคชั่นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ที่นำสมัย ถูกใจวัยรุ่นและไม่เกะกะต่อการขี่จักรยาน
สิ่งสำคัญที่เป็นตัวคลิกอันหนึ่ง คุณค่อยบอกว่าคือองค์กรของเขามีวิสัยทัศน์ไกล มองเห็นอนาคตของรูปแบบเมือง และมีแผนที่ชัดเจน เมื่อนำแผนรณรงค์การใช้จักรยานไปเสนอต่อบุคคลทางการเมืองว่าสามารถสร้างผังเมืองที่ดีขึ้น แก้ปัญหาการจราจร และปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพประชาชน แน่นอนว่าโดนใจพรรคการเมืองที่ต้องการคะแนนประชานิยม
แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงได้ในคืนเดียว LCC ดำเนินการมาถึง 30 ปี กว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา และแน่นอนว่าองค์กรยังไม่หยุดการทำงานเพียงแค่นี้ ผลสำรวจของ LCC พบว่าในปี 2006 การเดินทางในลอนดอนเป็นรถยนต์ 39% ขนส่งมวลชน 39% เดิน 20% และจักรยาน 2% และตั้งเป้าหมายว่าในปี 2025 สัดส่วนการใช้รถยนต์จะลดเหลือ 32% ในขณะที่ขนส่งมวลชน 41% เดิน 22% และจักรยาน 5% เนื่องจากคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรลอนดอนจะเพิ่มขึ้นอีกราว 8 แสนคนในปี 2025 จากที่ตอนนี้มีอยู่ 7.5 ล้านคน เมื่อจำนวนคนเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีที่สำหรับรถยนต์แล้ว ทางออกคือจักรยานนั่นเอง
“สิ่งสำคัญคือ เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดของคน ถนนคือพื้นที่สาธารณะ ไม่ใช่เฉพาะรถยนต์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้ แต่ถนนต้องถูกออกแบบเพื่อการใช้อื่นๆ ด้วย ทั้งการเดิน การใช้จักรยาน It’s not a road. It’s a public space.” คือแนวคิดหลักที่คุณค่อยเน้น
และเมื่อมองมาที่กรุงเทพฯ ของเรา คุณค่อยบอกว่ากรุงเทพมหานครมีศักยภาพที่จะทำเลนจักรยานได้ดีเนื่องจากถนนกว้างพอ ต่างจากลอนดอนซึ่งถนนหนทางมักเป็นซอยแคบๆ แต่องค์กรรณรงค์ด้านจักรยานอาจจะยังไม่แข็งแรงพอจะมีบทบาทในภาครัฐ
แม้จะมีเสียงทัดทานจากเวทีเสวนาว่า กรุงเทพจะเป็นเมืองจักรยานได้อย่างไรในเมื่อนักการเมืองยังมีผลประโยชน์มหาศาลกับบริษัทผลิตรถยนต์และบริษัทค้าน้ำมัน แต่คุณค่อยก็บอกว่า ไม่ว่าอย่างไรปัญหาการจราจรจะต้องมีวันถึงจุดที่ผู้คนในเมืองไม่สามารถทนได้อีกต่อไป และการสนับสนุนจักรยานก็ไม่ได้แปลว่าจะต่อต้านรถยนต์ เพราะก็มีประโยชน์ในการบรรทุกสิ่งของขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่คนเมืองต้องการคือความรับรู้ของคนต่อจักรยานในฐานะที่เป็นพาหนะหนึ่งบนท้องถนน มีสิทธิ์มีเสียงเท่ากับรถยนต์ที่ขับผ่านไปมาเช่นกัน
และหากไม่เริ่มสร้างเครือข่ายจักรยานตั้งแต่วันนี้ วันที่มีปัญหาจนนักการเมืองต้องหันมาพึ่งพิงภาคประชาชน มันก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว
สิ่งที่เครือข่ายผู้ใช้จักรยานในกรุงเทพสามารถทำได้ทันทีก็คือ ต้องมีแผนเส้นทางจักรยานที่ขับขี่ได้สะดวกปลอดภัย สร้างกิจกรรมรณรงค์ เช่น ขี่จักรยานทุกวันอาทิตย์ และสร้างจุดจอดที่ปลอดภัย
“การใช้จักรยานไม่เพียงแต่แก้ปัญหาจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสามารถขยายผลแก้ไขปัญหาเมืองได้ด้วย เมื่อคุณมองถนนเป็นพื้นที่สาธารณะ ช่องว่างลดลงไป ผู้คนได้พบหน้ากันมากขึ้น สุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจดีขึ้น แถมยังประหยัดเงิน เพอร์เฟค” รอยยิ้มของคุณค่อยส่งกำลังใจไปให้เครือข่ายนักปั่นทุกคน
--------------------------------------
มูลนิธิโลกสีเขียวร่วมกับสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทยและชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม เปิดรับอาสาสมัครสำรวจเส้นทางจักรยานที่ใช้ได้จริง รวบรวมไว้ในคู่มือแผนที่เส้นทางจักรยานกรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้ใช้จักรยานได้มีโอกาสใช้เส้นทางได้ทั่วกรุง และเส้นทางที่ได้รับเลือกจะถูกนำเสนอต่อ กทม. เพื่อการปรับปรุง เพื่อทำแผนที่จักรยานกรุงเทพ รายละเอียดที่
http://goo.gl/DzfHg