การปั่นครั่งนี้ใช้เวลาปั่นหลายวัน เพราะต้องหยุดที่มัสยิดต่างๆและระหว่างทางถึง 40 มัสยิด นอกจากนั้นมันเป็นช่วงพายุจะเข้ามาพอดี ทำให้มีฝนและลมจึงทำให้ปั่นลำบาก ที่จริงความท้าทายและความตื่นเต้นของการปั่นครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่แรงขา ลม หรือฝนที่ตกลงมาอย่างหนักไม่โดยหยุดสาย แต่เป็นสถานการณ์การปั่นเดี่ยวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ถ้าปั่นเป็นทีมคิดว่าหน้าจะไม่เป็นห่วง) ซึ่งอะไรๆก็เกิดขึ้นกับเราได้ทุกเวลา ในสภาพที่ฟ้ามืดพร้อมกับฝนที่ตกปรอยๆสลับกับหนัก ทุกๆครั้งที่ปั่นๆอยู่แล้วมีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์มาเที่ยบข้างอยู่ หัวใจก็จะเต้นแรงผิดปกติ แต่รอบขายังเหมือนเดิม ในใจก็คิดว่ารถคันนั้นเป็นรถที่ชะลอเพื่อจะทักทายกับเรา หรือจะส่งกระบอกปืนให้เรา บางเส้นทางที่ปั่นผ่านไปวันสองวันก็มีการยิงกัน และชาวบ้านก็โดนลูกหลงไปด้วย ทุกๆครั้งที่ผมจอดพักละหมาดที่มัสยิดจะมีหลายๆสายตามองมาซึ่งบ่งบอกถึงความไม่ไว้ว่างใจว่าหยุดที่มัสยิดทำไหม ถ่ายภาพไปเพื่ออะไร บางที่และบางมัสยิดชาวบ้านไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ เพราะเขากล่าวว่าเราจะเอาภาพไปทำให้เกิดความเสียหายต่อหมู่บ้านของเขา ชาวบ้านบางกลุ่มเขาจะไม่พูดหรือตอบคำถามเรา ถ้าเราพูดหรือถามเกี่ยวกับสถานการณ์ เพราะฉะนั้นการปั่นเดี่ยวครั้งนี้นอกจากต้องอ่านสถานการณ์ให้เป็นแล้ว ก็ต้องใช้สัญชาตญานเป็นเครื่องตัดสินใจว่า ช่วงไหนควรปั่นและช่วงใหนไม่ควรปั่น ช่วงไหนควรหยุดที่โรงน้ำชาเพื่อคุยและทำความคุ้นเคยกับชาวบ้าน กับใครควรพูดอะไร กับใครไม่ควรพูดอะไร กับใครควรถามอะไร กับใครไม่ควรถามอะไร การที่ได้ปั่นทริปนี้และพาชีวิตกลับมาอย่างปลอดภัยนั้น เป็นเพราะพระเจ้ายังให้โอกาสผมเพื่อปั่นทริปต่อไป เพื่อชมและสัมผัสความสวยงามของโลกนี้ที่พระองค์ได้สร้างขึ้นมา

ทางเขามัสยิดบ้านปาแดรู

ละหมาดซูนัตครั้งนี้เริ่มที่มัสยิด บ้านปาแดรู

มัสยิดนี้ตั้งอยูในบริเวณปอเนาะบ้านปาแดรู ซึ่งเป็นปอเนาะที่มีชื่อเสียง ในสมัยก่อนนอกจากมุสลิมทั่วประเทศไทยนิยมมาเรียนที่นี้
ก็จะมีนักเรียนจากมาเลย์มาเรียนด้วย แม้กระทั่งนักร้องดังจากกรุงเทพบางคนที่เป็นมุสลิมก็เคยมาเรียนที่นี่






















