ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจักรยานแต่อย่างใด และปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพจริงๆ เนื่องจากผมเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ไม่ต้องการมีจักรยานเพื่อการสะสม มีความรู้เพียงน้อยนิด กับจักรยานที่ตัวเองได้ลองสัมผัสเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของความรู้สึกและบางเรื่องที่เห็นด้วยตา แต่ก็ไม่มีมาตรวัดมาควบคุมแต่อย่างใด เพียงแต่อยากแบ่งปันข้อมูลที่ตัวเองได้ประสบมา
แนวการเลือกซื้อจักรยานของผม
ก่อนจะซื้อเสือหมอบก็อ่านเว็บ Thaimtb นี้แหละครับ และขอความเห็นจากหลายๆท่าน พยายามหาเฟรมให้พอดีตัว การมาอัพเฟรมทีหลังมันลำบาก เลือกล้อให้ดูดี ก็ได้แยกหมวดหมู่ในดังนี้
1. เลือกเฟรมให้ดีที่สุดที่กำลังเงินของเราจะซื้อได้
2. เลือกล้อให้ดีที่สุดที่กำลังเงินจะซื้อได้
3. อุปกรณ์ขับเคลื่อน เป็นตัวท้ายสำหรับเงินที่เหลือ ซื้อได้แค่ไหนก็แค่นั้น
การเลือกเฟรม
กระแสเมื่อกลางปี 2552 ประมาณ เดือนมิถุนายน คือ เฟรมคาร์บอน และมันก็ตอบโจทย์ของผมคือจะได้ความนุ่ม เพื่อจะทำให้ปั่นได้นานขึ้น เนื่องจากเฟรมคาร์บอนจะลดความล้าได้มากกว่าเฟรมอลู ผมไม่รีรอที่จะเลือกเฟรมนี้เช่นกัน ผมสูง 163 Inseam 76 cm เป็นคนขายาวหลังสั้น ไปลองคร่อมเฟรมก็สุดอยู่ที่ Size 50 C2C ปี 2009 แต่ผมก็รู้สึกว่าจะยาวไปนิดๆ ถึงแม้คร่อมแล้วจะไม่ติดเป้าก็ตาม ผมยังอยากได้ Size 49 ซึ่งน่าจะทำให้ระยะท่อบนลดลงมาอีกนิดหน่อย สรุปแล้วตอนนั้นตัวที่ตอบโจทย์ได้คือ T-Cube Size 49
การเลือกล้อ
ซื้อล้อ Eurus ฝากไว้กับโกเหลียง เป็นหลักประกัน เราเอาแน่
ชุดขับเคลื่อน
ก็ประมาณ Chorus นี่แหละ
ตอนนั้นสิ่งที่ผมซื้อได้ในเดือนมิถุนายน 2552 คือ ล้อ Eurus และฝากไว้ที่ร้านโกเหลียงอย่างนั้นแหละ กล่องผมยังไม่เปิดดูเลยครับ และผมก็กลับบ้าน
สามเดือนครึ่งผ่านไป โกเหลียงก็บอกว่ารถมาแล้ว มันมาเป็นคัน โกเหลียงบอกว่าไม่เคยเห็น T-cube มาเป็นคัน ได้ T-cube Size 49, ล้อ Zonda, Chorus 10 speeds ที่เหลือขากระติด แฮนด์เป็นคาร์บอนทั้งหมด ถูกใจมากเลยครับ คุมงบอยู่เพราะมันมาทั้งคัน จากนั้นก็ร่วมทริป Bianchi เรื่อยมาๆ อาจจะหยุดไปบ้างตามภารกิจ แต่สิ่งที่ผมได้คือ ออกกำลังกายที่ค่อนข้างเหนื่อย ได้รู้จักเพื่อน และได้จักรยานที่ชอบ และรับรู้ถึงความนุ่มนวลในการปั่นได้เป็นอย่างดี (ผมปั่น Kona alu สะท้านมากเลย)
พูดมาตั้งนานไม่เห็นมันจะเกี่ยวกับ Dolomiti ผมต้องขอโทษที่ให้ผู้อ่าน อ่านข้อมูลย้อนหลังกับแนวความคิดของผมก่อน เนื่องจากส่วนตัวผมคิดว่าจักรยานมีราคาค่อนข้างแพง เรามีไว้เพื่อออกกำลังกาย แค่ 1 คันมันก็เพียงพอแล้ว แต่แนวความคิดในการเลือกเฟรมที่นุ่มในการปั่นนั้น มันไม่เข้าองค์ประกอบกับตัวผม มันขาดอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ คือ “แนวการปั่น”
แนวการปั่น Bianchi Trip
การปั่นของ Bianchi จะมีระยะทางบวกลบประมาณ 100 KM แบ่งออกเป็น 3 ช่วง เฉลี่ยประมาณช่วงละ 30-35 KM กลุ่มที่ปั่นจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่ม A ใช้อัตราความเร็วประมาณ 40 ขึ้นไป ไม่รู้เขาปั่นกันเท่าไหร่?
กลุ่ม B ใช้อัตราความเร็วประมาณ 35-40 โกเหลียงควบคุม (สมัยก่อนประมาณ 30)
กลุ่ม C ประมาณ 30
ผมอยู่ในกลุ่ม C ครับ แต่อย่าไปคาดหวังอะไรกับกลุ่มนี้ เนื่องจากในกลุ่มนี้ยังมีระดับความเร็วย่อยอีก อาจจะเป็น 25-30 ดังนั้นกลุ่มนี้จะแตกเป็นกลุ่มย่อยๆปั่นไปเรื่อยๆ เมื่อเราไม่สามารถปั่นเข้ากลุ่มได้ จักรยานคาร์บอนก็ส่งผลทันทีกับเราครับ เจอลมเมื่อไหร่ความเร็วตก พักขาหน่อยความเร็วตก เติมกันเข้าไป ตอนหลังผมเริ่มติดใจรถตู้กับรถฟ้าประทาน(รถหกล้อ)เห็นที่ไร เปรี้ยวปากทุกที และแล้วผมก็เริ่มที่จะไม่อยากมาปั่นกับ Bianchi Club แล้ว ใจมันท้อ ทั้งๆที่คนอื่นเขามีแต่พัฒนา ได้แต่บอกตัวเองว่า “ปั่นให้ครบ 3 สเตจยังทำไม่ได้เลยหรือนี่)
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนคงจะคิดว่า คุณต้องหมั่นซ้อม คำตอบคือ “ไม่ผิดครับ” ผมก็ซ้อมครับ ซ้อมวันละ 30-50นาทีกับจักรยานบนเทรนเนอร์และวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (แต่ก็มีโดดซ้อมบ้าง) แต่แนวการซ้อมของผมก็มันออกแนว Touring เพราะพยายามรักษารอบขาให้ได้ 90 เคยลองประมาณ 100 หัวใจมันเต้นเกือบ 100% ก็ต้องเอาแนวนี้ไปก่อน แต่สภาพการปั่นบนเทรนเนอร์(ในห้องแอร์) มันต่างกับปั่นถนนมากเลย
แรกเห็น Dolomiti (เฟรมโครโมลี่)
ถ้าไม่ติดอะไรในวันอาทิตย์ผมก็ไปปั่นกับน้องโอ๋และน้องกาญ Bamboo Bike (ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม) ที่พุทธมณฑล น้องกาญสูงเท่าผมปั่น T-Cube บอกว่าปั่นไม่สนุก มันสะเทือน พอมาปั่น Dolomiti นุ่มสบายตัวมาก แถมยังไหล ผมฟังแล้วก็ตาลุกวาว เพราะถ้าถามน้องกาญแล้วผมจะตั้งฟังคำตอบเป็นพิเศษ เนื่องจากเธอเป็นคนเลือกรถมาก แต่ก็อย่างว่ายังไม่เห็นด้วยตาผมก็แค่ตั้งใจฟัง
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเฟรมโครโมลี่เป็นเฟรมที่ให้ตัว(นุ่ม) มีอัตราการไหลที่ดี ดังนั้นผู้ที่รักความนุ่มนวลในการปั่นจักรยานจึงถวิลหาเฟรมโครโมลี่ ผมเองไม่ได้มีประสบการณ์ตรงเฟรมหมอบโครโมลี่หรอกน่ะครับ แต่เคยได้ลองเฟรมโครโมลี่ของ BikeFriday มีความนุ่มนวลประทับใจผมมาก (ทริปรถพับเฮียคากิ กทม.- ชลบุรี)
ผมทดลองปั่นรถของน้องกาญสัมผัสแรกก็รู้ว่านุ่ม แต่เรื่องไหลไม่รู้หรอก ต้องหาตัวเปรียบเทียบ ว่าแล้วก็ทดลองกันระหว่าง T-Cube+ล้อ Eurus กับ Dolomiti+ล้อ Hyperon ผู้อ่านอาจจะมองว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่เป็นธรรม (ผมก็ว่าอย่างนั้น) แต่ผมก็เผื่อใจไว้แล้วว่า Dolomiti น่าจะไหลกว่าในระดับหนึ่ง เราปั่นไปพร้อมกันเพื่อให้ความเร็วมีความใกล้เคียงกัน พอถึงจุดหนึ่งให้ฟรีขา ปรากฏว่า Dolomiti ไหลผ่านผมไปอย่างรวดเร็วราวกับยังปั่นอยู่ห่างจากผมไกลมาก แค่นั้นแหละผมก็ไม่มีสมาธิในการปั่นจักรยานอีก ต้องรีบไปพักนั่งดื่มกาแฟ ดับกิเลสที่พุ่งพล่านในตัวที่อยากจะเป็นเจ้าของ Dolomiti อีกสักคัน
เมื่อได้ Dolomiti ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์บ้าง
ได้รับคำแนะนำจากน้องโอ๋ให้เปลี่ยนอุปกรณ์บ้างเพื่อรถน้ำหนักของเจ้า Dolomiti จากเดิมทั้งคัน 9.6 Kg ลดน้ำหนักได้เหลือ 8.7 Kg เมื่อใส่บันได touring ก็ครบ 9 Kg พอดี ผมเปลี่ยนอุปกรณ์ดังนี้
1. เปลี่ยนล้อเป็น Eurus
2. เปลี่ยนหลักอานเดิม(หนักมาก) เป็น Thomson
3. เปลี่ยนแกนปลด เป็น Aerozine ก้านเล็กๆ ราคาประหยัด
4. เปลี่ยนอานเป็น Brooks (เบากว่าของเดิมไม่มาก แต่มันนุ่มก้น)
5. เปลี่ยนเฟือง 11 speeds จาก 11-25 เป็น 13-29 อันนี้เป็นการเพิ่มน้ำหนัก แต่ก็ส่งผลให้ผมปั่นผ่านเนินได้อย่างไม่มีปัญหา ความเร็วที่ 30 ผมใช้จานใหญ่ (50/34) เฟืองประมาณลำดับที่ 4 จากใหญ่ ก็ได้ความเร็ว 30 แบบสบายขาแล้ว
ไม่มีปัญญาซื้อล้อ Hyperon
ล้อ Hyperon มันแพงเกินตัวสำหรับผมมาก คำถามแรกที่ผมถามน้องกาญถ้าเอา Dolomiti ใส่ล้อ Eurus รู้สึกอย่างไร? เธอก็บอกว่ามันก็ไหลดีน่ะ แต่สู้ Hyperon ไม่ได้ แค่นั้นผมก็ดีใจแล้ว เอาให้มันไหลกว่า T-Cube ก็พอแล้ว ตอนนี้ปั่น T-Cube ยืนระยะ 30 นานๆ ไม่ได้
เอา Dolimiti ไปทดสอบทริป อบต.บางพระ-หาดนางรำ
ทั้งๆที่รู้ว่าทริปนี้อาจจะไม่เหมาะกับ Dolomiti เพราะมีเนินค่อนข้างมากโดยเฉพาะในช่วงสเตจที่ 2 แต่ใจมันก็อยากลอง เพราะมันคงไม่ได้มีเนินอย่างเดียว และการทดสอบระยะทางไกลมันจะได้ข้อมูลมากกว่าการทดสอบใกล้ๆ
เริ่มออกจาก อบต.บางพระ โรลลิ่งขากันก็ประมาณ 30 แล้ว ความรู้สึกในการทำความเร็วอาจะดูจะอืดๆสักนิด แต่เมื่อความเร็วได้ระดับที่เราต้องการแล้ว มันจะเกิดความรู้สึกมันไม่ต้องถีบบันได เติมไปนิดหน่อยก็สามารถรักษาความเร็วระดับนั้นได้ สรุปทริป อบต.บางพระ-หาดนางรำ ผมปั่นได้ครบทั้ง 3 สเตจ โดยไม่เหนื่อยมาก ถึงแม้จะเข้าที่ท้ายๆก็ตาม (ปั่น T-Cube เหนื่อยแทบขาดใจ)
ในช่วง Stage1 เข้าจุดพัก Stage2 (ช่วงที่เนินมากที่สุด) ในช่วงนี้ได้ทดสอบอยู่ 2 ระบบคือ อัตราการไหล และเฟือง 13-29 ในช่วงลงเนินผมสังเกตุได้เลยว่า ผมไม่ต้องปั่นลงก็มีแรงส่งให้รถไหลพอๆกับบางคนที่ปั่นลง (จะได้พักขาบาง) ในขณะขึ้นเขาก็ใช้แรงส่งจากการไหล รวมกับพลังเฟือง 13-29 ทำให้กล้ามเนื้อขาไม่ถูกใช้งานหนักจนเกินไป
ขณะที่ผมปั่นไปเรื่อยๆของผม และคาดว่ายังมีเพื่อนๆอยู่หลังอีกหลายคน(ไม่ต่ำกว่า 5-6 คน) แต่ขณะที่ผมกำลังปั่นไปนั้น ภาพที่เห็นคือ รถฟ้าประทาน ที่คอยเก็บนักปั่นที่มีปัญหา วิ่งผ่านผมไปอย่างรวดเร็ว (โดยปกติรถฟ้าประทานจะคอยปิดท้ายสำหรับคนที่ปั่นช้าที่สุด มาทราบทีหลังว่า รถฟ้าประทานคนเต็มแล้ว ไม่สะดวกรับตามรายทางอีก) ตายหล่ะหว่าไม่มี Backup แล้ว แต่ผมก็ปั่นเข้าจุดพัก Stage2 โดยไม่เหนื่อยมาก เมื่อถึงจุดพัก Stage2 มีเสียงนกหวีดเรียกให้ออกตัว ...ไม่ต้องพักกับเขาแล้ว ภรรยาผม เธอบอกว่าจะดูสภาพผมว่าไหวหรือเปล่า? ถ้าไม่ไหวให้ขึ้นรถ แต่ผมไม่รู้สึกเหนื่อย...ก็ออกตัวไปสู่ Stage3 หาดนางรำทันที
Stage2 -> Stage3 ก็คล้ายเดิม แต่มีอยู่หนึ่งเนินทำให้ตะคริวเริ่มจะมา โชคยังดีผมใช้เฟือง 13-29 ทำให้ผ่านตะคริวอย่างหวุดหวิด และก็ถึงหาดนางรำจนได้
สรุป
ใครที่มีแนวปั่นคล้ายผม ปวดก้นง่าย ปั่นนานๆคล้ายจะเป็นลม ต้องเฟรมโครโมลี่เลยครับ จักรยานที่ปั่นไปได้เรื่อย ๆ เจอลมไม่อ่อนไหว ได้ความนุ่มนวลและอัตราการไหลที่ดี แต่อย่าให้น้ำหนักรวมมากเกินไป น้ำหนักทั้งคันของผม รวมบันได้แล้วอยู่ที่ 9 กิโล ถ้าไม่เปลี่ยนอะไหล่เลยน้ำหนักอยู่ที่ 9.6 กิโล ยังไม่รวมบันได เพียงแต่ผมซื้อ Dolomiti เพราะ Bianchi มีทริปบริการ เพื่อให้เราได้ฝึกพละกำลัง ได้ทั้งเพื่อน ได้ทั้งสุขภาพ สุดท้ายผมคงต้องกล่าว “ขอบคุณเฟรมโครโมลี่ ขอบคุณ Dolomiti” ที่ให้ปั่นผมปั่นจักรยานอย่างมีความสุข
Dolomiti size 49 (ท่อนั่งจริง 49)

928 T-Cube size 49 (ท่อนั่งจริง 46)

เปรียบเทียบท่อนอน
