ขอบคุณครับ.. เสือออย..
มาดูรูปสวนคุณไพบูลย์สักสี่-ห้ารูป
นี่เป็นศาลารับแขกที่มาเยือน ศาลานี้เคยเป็นที่ถ่ายทำรายการทีวี "ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ ป.๔" ที่ยกกองมาถ่ายทำ
นอกจากนั้นรายการทีวีอื่นๆก็เคยมาถ่ายทำสารคดีเผยแพร่กิจการของสวนนี้ เช่น NBT

- DSC_2951_R.jpg (58.48 KiB) เข้าดูแล้ว 1094 ครั้ง
หนังสือพิมพ์ก็เคยลงบทความเผยแพร่ เช่น คมชัดลึก, ประชาชาติธุกิจ ฯลฯ

- DSC_2955_R.jpg (49.38 KiB) เข้าดูแล้ว 1349 ครั้ง
ผลไม้ที่สวนนี้อร่อยที่สุด
เห็นได้จากประกาศนียบัตรรับรองความอร่อยเหล่านี้เป็นประจักษ์พยาน ล้นหลามจนที่โชว์แทบจะล้น
คุณไพบูลย์บอกว่าส่งไปประกวดที่งานเทศกาลผลไม้ของดีเมืองระยอง ที่ตลาดกลางผลไม้ตะพง
ส่งประกวดปีไหนชนะที่หนึ่งเมื่อนั้น ไม่ใช่แต่ทุเรียน แต่เงาะและผลไม้อย่างอื่นด้วย
จนตอนหลังต้องเพลาๆการประกวด.. เพื่อให้คนอื่นเขาชนะบ้าง (อันนี้ผมว่าเอง)

- DSC_2956_CR.jpg (41.9 KiB) เข้าดูแล้ว 1089 ครั้ง
เส้นทางเข้าสวน มองย้อนออกไปต้นทาง

- DSC_2954_R.jpg (40.32 KiB) เข้าดูแล้ว 1089 ครั้ง
คุณไพบูลย์ กับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ที่พาผมเที่ยวชมสวน

- DSC_2978_R.jpg (52.62 KiB) เข้าดูแล้ว 1088 ครั้ง
ดูรูปเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
http://www.nokkum.com/board_nok/aspboar ... asp?GID=10
และบทความในหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2551
http://www.komchadluek.net/2008/04/03/x ... _id=196714
ทุเรียน "นกกระจิบ" สวนลุงบูลย์ เนื้อแน่น-เปลือกบาง-เม็ดลีบ

- thumbFilename2_457660cmyk.jpg (10.98 KiB) เข้าดูแล้ว 1101 ครั้ง
เกษตรกรเมืองระยอง ไพบูลย์ อรัญนารถ หรือ ลุงบูลย์ วัย 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ 4 ต.นาตาขวัญ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง ใช้ประสบการณ์ในการทำสวนผลไม้มาทั้งชีวิต ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกหลาน หวังให้สืบทอด
โดยสร้างสวนอนุรักษ์ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษบนพื้นที่ ประมาณ 200 ไร่ โดยเฉพาะทุเรียน พันธุ์นกกระจิบ ซึ่งเป็นสายพันธุ์โบราณและน้อยคนจะรู้จัก รวมทั้งมังคุดอายุมากกว่า 100 ปี แม้ว่าชาวสวนส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปลูกยางพารา
ลุงบูลย์เล่าว่า ทำสวนมาโดยตลอด เพราะพ่อแม่เป็นชาวสวน เกิดเป็นชาวสวนต้องขยัน อดทน หมั่นศึกษาเรียนรู้ แม้จะเหน็ดเหนื่อย เจอปัญหามาก แต่ก็ดีกว่าไปทำอย่างอื่น เพราะเป็นอาชีพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ และที่สำคัญไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร เป็นนายตัวเราเอง น่าเสียดายที่คนรุ่นหลัง เห็นสวนอื่นโค่นผลไม้แล้วหันไปปลูกยางพารา เพราะทำสวนผลไม้ลำบาก ขายไม่ได้ราคา แต่ยางพาราปลูกสบาย รายได้ดี
" แรกๆ เป็นห่วงว่าลูกหลานเราจะทนลำบากทำต่อได้หรือไม่ แต่โชคดีที่ลูกทุกคนไม่รังเกียจ แม้จะส่งให้เรียนจนจบปริญญาตรีกันทุกคน แต่ทุกคนก็กลับมาอยู่บ้าน ช่วยกันทำสวน เราจึงขยายสวนจนเต็ม 200 ไร่ มันน่าแปลกที่คนอื่นเขาโค่นทุเรียนทิ้ง แต่เรากลับปลูกเพิ่ม และปลูกพันธุ์ที่ไม่มีใครปลูก คือพันธุ์นกกระจิบ ตอนนี้มีถึง 300 ต้น ลูกหลานช่วยกันทำอย่างเต็มที่ ลุงใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาสอนให้ลูกหลานสืบทอดต่อ จนเดี๋ยวนี้ทุเรียนพันธุ์นกกระจิบกลายเป็นผลไม้ที่ดึงดูดลูกค้ามาที่สวนทุก ปี และยังได้รับรางวัลจากการประกวดในงานต่างๆ มากมาย" ลุงบูลย์กล่าว
ด้าน สุภาภรณ์ อรัญนารถ ลูกสาววัย 37 ปี บอกว่า หลังจากจบการศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่เคยคิดกลับมาทำสวนผลไม้ ตั้งใจจะทำงานออฟฟิศ แต่ทำไปได้ไม่นาน ก็รู้สึกเบื่อ จึงเปลี่ยนงานไปทำอีกหลายอย่าง แต่ก็ไม่ชอบ สุดท้ายจึงกลับมาบ้าน และพบว่าอยู่ที่บ้านอบอุ่นที่สุด จึงได้ศึกษาเรียนรู้การทำสวนจากพ่อและแม่ ใช้ภูมิปัญญาของท่าน บวกกับเทคนิคสมัยใหม่มาพัฒนา ทำให้ผลไม้โดยเฉพาะทุเรียนที่สวนมีคุณภาพเป็นที่นิยม และรู้จักของคนกรุงเทพฯ ทุเรียนพันธุ์นกกระจิบเป็นพันธุ์โบราณที่สวนอื่นไม่ปลูกกันแล้ว เพราะดูแลยาก น้ำหนักเบา ขายได้น้อย แต่ครอบครัวของตนนำมาปลูกเพราะเป็นทุเรียนพันธุ์โบราณที่มีเนื้อเยอะ เม็ดลีบ สีสวยเปลือกบาง
การปลูกทุเรียนพันธุ์นี้ สุภาภรณ์แนะว่า ใช้วิธีทาบกิ่งกับพันธุ์ชะนี หรือพันธุ์อื่น ทำให้ทุเรียนที่สวนต้นเดียวมีหลายพันธุ์ เป็นการต่อขาเสริมรากสร้างภูมิคุ้มกันให้ต้นแข็งแรง เพราะเมื่อขาไหนตายอาจเกิดจากหนอน เป็นโรค หรือโดนลม ขาอื่นก็ยังเลี้ยงต้นอยู่ได้ต่อไป
"เพื่อนๆ ถามว่า เรียนจบมาสูงทำไมมาเป็นชาวสวน ซึ่งก็ไม่เคยน้อยใจ คิดว่าชาวสวนไม่ผิดอะไรกับชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ทำดีอยู่ข้างหลังไม่ค่อยมีใครเห็น ชาวสวนก็ทำผลไม้ให้คนทั่วโลกได้กินเช่นกัน จึงภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกชาวสวน วันนี้จึงสร้างสวนของพ่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ใช้เทคนิคโปรโมทสวนทุเรียนนกกระจิบ บวกกับมังคุดอายุ 150 ปี ในเนื้อที่ 200 ไร่ ขายคุณภาพและบริการ ทำให้เมื่อถึงฤดูผลไม้ จึงไม่เคยเดือดร้อนกับการหาตลาด เพราะมีลูกค้าเป็นคณะทัวร์มาเที่ยวชมและซื้อผลไม้ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ส่วนแม่ค้าขาประจำก็จะติดต่อมาเองเมื่อถึงเวลาที่ทุเรียนสุกราวเดือนเมษายน -พฤษภาคมของทุกปี" สุภาภรณ์กล่าวทิ้งท้าย
อัจฉรา วิเศษศรี