......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

ผู้ดูแล: มิตร

กฏการใช้บอร์ด
กลุ่ม AIRPORT GROUP PHITSANULOK
ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000
ผู้ดูแล MIT โทร 08-1534-4540
รูปประจำตัวสมาชิก
เนิ่ม ชมภูศรี
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6385
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
Tel: 081 7533298
team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย เนิ่ม ชมภูศรี »

การพยายามที่จะปั่นไม่ให้ข้างหลังไล่ทันยังคงถูกกระตุ่นเตือนทางด้านความรู้สึกนึกคิด การได้รับคำสั่งมาจากจิตใจส่วนการจำได้หมายรู้ ได้บอกกับกายทางชีวภาพว่าพยามกดบดดึงรักษาความหนัก พยายามขี่ให้เป็นวงรอบแบบเหวี่ยงรอบขาเหมือนการแตะลูกบอล แต่เราเล่นแตะขาบนบันใดคลิปเรสท์ เมื่อเราใช้ระดับความหนักสูง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขี่โดยใช้ขาหลังเป็นแรงช่วยดึงให้เกิดความเบาของระดับความหนัก และการที่เรารักษาความต่อเนื่องกับการปั่น ที่ความหนักสูงเช่นนั้น จะไม่หลงเหลือความหนักให้เรารู้สึก แต่จะมีอยู่คือความเบาต่อการปั่น เพราะความรู้สึกหนักจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความเร็วตก ช่วงเข้าโค้ง ช่วงที่ไม่สามารถขี่แบบควงขาหลังได้ ความหนักของความรู้สึกจะมาเยือนตลอด ทางเลือกที่ดีที่สุดต่อการปั่นในการใช้ใบจานหนัก คือขี่ให้เกิดความเบา ตรงนี้นั้นเอง ที่เราเห็นแชมป์ปั่นจักรยานเสือหมอบด้วยใบหน้า 54 เฟืองหลังที่ 13 ถ้าเมื่อเทียบระดับความหนักแล้ว ยามที่รถจักรยานจอดนิ่งอยู่กับที่ เราไม่สามารถกดบันใดได้เลย แต่ทำไมเขาถึงปั่นได้ร้อยกว่ารอบต่อนาที .....

เป็นคำตอบไหมครับว่า ทำไมการฝึกขี่ซอยถึงมีความสำคัญต่อการขี่จักรยาน ......
รูปประจำตัวสมาชิก
เนิ่ม ชมภูศรี
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6385
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
Tel: 081 7533298
team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย เนิ่ม ชมภูศรี »

:lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:
ไฟล์แนบ
S1036637.jpg
S1036637.jpg (42.65 KiB) เข้าดูแล้ว 461 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
เนิ่ม ชมภูศรี
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6385
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
Tel: 081 7533298
team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย เนิ่ม ชมภูศรี »

สด ๆ ร้อน ๆ สำหรับวันนี้ครับ .....เพิ่งกลับมาจากการเข้าไปขี่จักรยานร่วมกับเด็ก ๆ จักรยานของศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK การวางแผนการขี่ในวันนี้เป็นการปั่นแบบฟื้นสภาพ หลังจากที่เด็กได้ทำการทดสอบเวลาเมื่อวานนี้ วันนี้จึงเป็นการปั่นเพื่อการสร้างขึ้นคืนกลับ ด้วยการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะทำการฝึกต่อไปในวันพรุ่งนี้ ดังนั้น จึงได้มีโอกาสจับจักรยานเข้าไปร่วมแจมกับเด็ก ๆ ในสนามบินใหม่ โดยมีแผนการขี่ดังนี้ 1.) ระยะเวลา 1.30 นาที 2.)ระดับความหนัก อยู่ที่ E1 = เหยื่อยแบบพูดคุยกันได้อย่างสบาย อัตราการเต้นหัวใจประมาณ 130-145 ต่อนาที 3.)รอบขาอยู่ที่ 110-150 ต่อนาที ต่อเนื่องตลอดระยะเวลา
การขี่ดำเนินต่อเนื่องไปเป็นวงรอบ ใช้การเปลี่ยนผลัดนำแบบเป็นคู่ ตัวข้าพเจ้าอยู่คู่กับเด็กจักรยานคนหนึ่ง การใช้การเปลี่ยนผลัดนำแบบเป็นคู่นั้น จะมีข้อดีที่ว่าเรารับรู้ความรู้สึกต่อคู่ที่ขี่ร่วมกับเราได้โดยตรงง การขี่ก็เป็นอยู่และรักษาให้ตัวเราเองเป็นคู่ขนานกับเพื่อนร่วมทีมอีกคนหนึ่ง ระยะห่างระหว่างกันคือประมาณหนึ่งเมตร คือจะเป็นการขี่แบบเส้นขนานกันไปตลอด กำหนดไว้ว่าให้เปลี่ยนกันขึ้นนำได้เมื่อครบระยะทางหนึ่งรอบสนามบินใหม่ ซึ่งหากวัดเป็นระยะทางได้ประมาณ 5 กิโลเมตร การขี่จักรยานด้วยรูปแบบที่กำหนดรอบขาเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ทรมานมากสำหรับคนที่ไม่เคยฝึกการขี่ใบซอย เพราะเมื่อขี่ที่ความเร็วรอบสูง ก้นจะกระดก ตัวสาย หัวคลอน และเมื่อดำเนินการฝึกไปได้สักระยะเวลาประมาณ 10 ถึง 20 นาที เมื่อความเร็วรอบขาสูงขึ้นตามกลุ่มคนนำ คนจี้ถ้าใจไม่แข็งจรอง จะทนต่อรอบขาที่เบาขนาดนั้นไม่ได้ และเมื่อกินระยะเวลาการขี่นานขึ้นมากกว่าเดิม เริ่มที่จะปวดขา เริ่มที่จะเรียกร้องในการปลดเกียร์ให้หนักลงบไปอีกตัวหนึ่ง เมื่อเราฝึกมาถึงขั้นนี้ ตรงนี้จะเป็นข้อผิดผลาดอย่างยิ่ง สำหรับท่านที่ต้องการฝึกขี่ซอย ฝึกรอบขา เพราะจุดสำคัญอยู่ที่การพยายามรักษารอบขาโดยไม่เปลี่ยนเกยร์ เมื่อเปลี่ยนเกียร์เมื่อใด ความรู้สึกสบายขาโล่งใจเกิดขึ้น ความรู้สึกในการปวดร้าวหรือความรู้สึกที่บอกกับตัวเองว่าไม่ไหวแล้ว เราต้องเปลี่ยนเกียร์ลงอีกตัวหนึ่ง ตรงนี้ครับ คือหัวใจของการฝึกขี่ซอย ถ้าจะให้เกิดผลจริง ต้องไม่พลาดเรื่องนี้ขอรับ ...
รูปประจำตัวสมาชิก
เนิ่ม ชมภูศรี
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6385
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
Tel: 081 7533298
team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย เนิ่ม ชมภูศรี »

มีสิ่งเร้าหลายอย่างมากในระหว่างการฝึกปั่นซอยขา...เนื่องจากเมื่อขี่มาได้ประมาณรอบที่ 5 สังเกตุเห็นว่าเด็กทุกคนรวมถึงตัวข้าพเจ้าด้วย เกิดความรู้สึกว่าความปวดร้าว เหน็ดเหนื่อยหายไป จนทุกคนเกิดความกระสันที่จะเร่งตามทีมที่อยู่ตรงข้าม เพื่ออวดศักดาว่าข้าเก่งกว่า มีเด็กคนหนึ่งตะโกนถามข้าพเจ้าว่า '' พี่เนิ่ม ขอเปลี่ยนโปรแกรมไปอัดกับทีมโน้นได้ไหม .....'' ตนเองรีบตอบอย่างทันใจเหมือนกันว่าไม่ได้ วันนี้ต้องขี่ให้ได้ตามแผน...ตอบไปเท่านี้เด็กก็รู้กันดีว่า การเปลี่ยนโปรแกรมการฝึกจะทำโดยตามใจตนเองไม่ได้ เนื่องจากจะมีผลต่อการฝึกในวันต่อไป โดยเฉพราะวันเสาร์นั้น การฝึกที่เป็นการขี่ในประเภทลู่ของเด็ก ๆ จะถึงขั้นคางเหลืองกันทีเดียว หากวันนี้ขี่อัดใช้แรงเกินขอบเขต พรุ่งนี้มีหวังขี่ไม่เป็นท่า เสียแผนการฝึกซ้อมอย่างแน่นอน....[b[quote]]การขี่ในวันนี้ก็เช่นกัน หลายท่านอาจจะสงสัยว่า การขี่แบบฟื้นสภาพทำไมถึงขี่รอบขาขนาดนั้น เมื่อเราปฎิบัตจริงจะเห็นผล และเป็นคำตอบได้เช่นกันว่าทำไม ดังตัวอย่างที่ได้หยิบยกมา คือในระยะแรกจะเป็นการขี่แบบทรมานร่างกายตน ต่อมาเมื่อขี่รอบจัดต่อเนื่องจนถึงจุดที่เรียกว่าคงตัว เราจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกสบายขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตรงข้ามกัน หากเราขี่แบบช้า ๆ ไปเรื่อย ๆ กระบวนการของเส้นใยกล้ามเนื้อจะทำงานน้อย หรืออาจจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเลย และการขี่ให้เกิดการฟื้นสภาพคงทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน ท่านทดลองปฎิบัติดูด้วยตนเองนะครับ ....[/b[/quote]]แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า การที่ร่างกายตนจะสร้างขึ้นคืนกลับอย่างสมบูรณ์เกิดขึ้นอย่างไร ง่ายนิดเดียวครับ ไม่สลับซับซ้อนอันใด คือเมื่อขี่กลับมาถึงบ้านแล้วเรารู้สึกหิวข้าวเป็นอย่างมาก นั้นเป็นสัญญาณที่ตอบรับเรื่องการขี่ได้เป็นอย่างดี ว่าร่างกายเราตอบสนองต่อการฝึกในวันนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ตรงตามแผน แต่หากกลับมาถึงบ้านแล้วไม่หิวข้าวเลย นั่นก็เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งเหมือนกันว่า การฝึกในวันนี้ เราได้ขี่เกินความสามารถของตัวเองไปแล้ว หรือที่เรียกว่า ซ้อมหนักเกินไปนั่นเอง อันนี้เป็นข้อสังเกตของตัวข้าพเจ้าเองนะครับ ซึ่งทุกคำที่เขียนมานี้นั้น อาจจะใช้ไม่ได้สำหรับอีกคนหนึ่งก็ได้ สิ่งสำคัญคือท่านต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง นั้นถึงจะก้าวข้ามไปสู่เพดานการปั่นที่ไกบกว่าเดิมได้ขอรับ .....วันนี้เมื่อกลับมาถึงบ้าน เด็ก ๆ หิวโซกันมาเลย ....กระทั่งข้าพเจ้า ตาลายมองเห็นหมวกกันน็อคเป็นหวีกล้วย คอยดูในวันพรุ่งนี้ต่อไปนะครับ สวัสดีครับ ....
รูปประจำตัวสมาชิก
เนิ่ม ชมภูศรี
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6385
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
Tel: 081 7533298
team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย เนิ่ม ชมภูศรี »

:D :) ;) :( :o :shock: :? 8-) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: :geek: :ugeek:
ไฟล์แนบ
DSC06552.jpg
DSC06552.jpg (22.47 KiB) เข้าดูแล้ว 453 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
BL-PL
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1317
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 18:50
Tel: 0815320641
team: Forz Airport Phitsanulok
Bike: Wheeler

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย BL-PL »

ฮือ...ฮือ... ฮือ..แง .. แง..แง..อยากกินรถไฟอีก ง่ะ...
ไฟล์แนบ
childen.jpg
childen.jpg (42.65 KiB) เข้าดูแล้ว 442 ครั้ง
BLPC
รูปประจำตัวสมาชิก
เนิ่ม ชมภูศรี
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6385
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
Tel: 081 7533298
team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย เนิ่ม ชมภูศรี »

ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการปั่นจักรยานนั้น มีหลายประการด้วยกัน แต่เรื่องที่ใกล้ตัวมากที่สุดเห็นจะไม่เกินเรื่องการขาดการฝึกซ้อม เรื่องการหยุดปั่น หรือความเบื่อหน่าย สำหรับตนเองตอนนี้คือเรื่องการหยุดปั่น เป็นสาเหตุทำให้ขาดความต่อเนื่องในเรื่องการขี่จักรยาน กีฬาจักรยานนั้น ลองหยุดปั่นสักสามวัน กล้ามเนื้อจะเกิดความรู้สึกเปลี้ยเพลียแรงเลยครับ ฉนั้นการเริ่มต้นใหม่ก็ต้องมาทำการเคาะสนิมกันอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับเรื่องที่ได้เขียนไว้เมื่อวันศุกร์ ในวันเสาร์ไม่มีโอกาสได้ฝึกซ้อม เนื่องจากต้องคอยดูเด็ก ๆ ปั่นจักรยานกันในสนามประเภทลู่ เพื่อเตรียมการฝึกไว้ไปแข่งในรายการต่าง ๆ ที่จะตามมาในอีกประมาณหนึ่งเดือนข้างหน้า ก็ได้ผลดีหากในเรื่องของการวางแผนการฝึกซ้อม จะมีก็แต่ตนเองเท่านั้นที่ไม่ได้เปลี่ยนชุดจักรยานออกไปปั่นที่ไหนเลย.....
วันอาทิตย์พอกลับมาจากคุมเด็ก ๆ เลยรีบเปลี่ยนชุดจักรยานปั่นลูกกลิ้งอยู่กับบ้าน วันนี้คงเป็นการขี่เพื่อรักษาสุขภาพ ระยะเวลาการปั่นหนึ่งชั่วโมง ระดับความเร็ว 14 ก.ม./ ชัวโมง อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ประมาณ 145-150 ครั้งต่อนาที สโตรคการหายใจเข้าออกในขณะปั่น 25 ครั้งต่อนาที ความรู้สึกเหนื่อยแบบสบาย ๆ ครับ ขี่ด้วยความเร็วต่อเนื่องที่รอบขา 100 รอบต่อนาที ระดับเกียร์เดโชว์ ใบหน้าใช้ใบกลาง เฟืองหลังใช้กลุ่มบ
.
ร่างกายดีขึ้นมาจากเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วเป็นอย่างมาก น้ำหนักเมื่อลองขึ้นตราชั้งดู ลดลงมาอีกสองกิโลกรัม ด้วยระยะเวลาประมาญหนึ่งเดือน นับว่าพอเหมาะสม เฉลี่ยอาทิตย์ละครึ่งกิโล ไม่ลดมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้ร่างกายมีปัญหาได้เช่นกันครับ การฝึกขี่จักรยานของตนเองนั้น ได้นำเสนอไว้แล้วว่าเป็นการขี่จักรยานเพื่อสุขภาพ ตลอดจนสุขภาวะทางจิตใจของเราเอง ทำการศึกษาถึงสภาพภายในโดยตรง ว่ามีสิ่งอันใดเกิดขึ้นกับตัวองบ้าง การขี่จักรยานจึงเป็นการขี่ที่เปิดมิติความนึกคิดทั้งหมด เฝ้าดูและศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน...

มีหลายท่านเป็นอย่างมาก ที่ในเริ่มแรกของการเป็นนักจักรยานใหม่ จะมีไฟอย่างแรงกล้า ทำโน่นก็ได้ทำนี่ก็ได้ ปั่นไปไหนไปกัน แต่เมื่อระยะเวลาการเดินทางยาวนานขึ้น อาการหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ คือความล้า เบื่อ หรือไม่อยากที่จะปั่นจักรยาน บางคนไม่จับจักรยานเลยก็มี หลายท่านเดินทางเข้าหาแรงจูงใจใหม่ ๆ ซึ่งข้าพเจ้าเองก็เคยเป็น อาการเช่นที่กล่าวถึง หลังจากเลิกเล่นจักรยานมา เกิดความเบื่อจักรยานแบบสุด ๆ เลยครับ ไม่อยากใส่ชุดปั่น ทิ้งไปเป็นสิบปี และสิบปีที่ผ่านมา ผลเสียนั้นมันเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ .....

โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคเกาท์ กำลังเปิดประตูอ้าแขนรับอยู่ที่ชายขอบของความเป็นจริง ถ้าขืนเรายังเบื่อที่จะออกกำลังกาย สารพัดโรคาภัยรอเราอยู่.....
รูปประจำตัวสมาชิก
เนิ่ม ชมภูศรี
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6385
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
Tel: 081 7533298
team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย เนิ่ม ชมภูศรี »

การเริ่มต้นที่กลับมานั่งทบทวนดูหรือการย้อนหวลคืนกลับมาสู่กระบวนการเริ่มต้นปฎิวัติตนเองนี้นั้น เป็นการเริ่มต้นที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับท่านที่ไฟในกองฟืนเริ่มมอดลง เราจะเห็นได้ด้วยตัวเองว่า เมื่อระยะเวลากลืนกินรุกเร้าเข้าใกล้จุดสิ้นสุด การเดินทางไปสู่กระบวนการที่เรียกว่าหมดซึ้งแรงจูงใจนั้นเกิด เมื่อมีเกิดเมื่อมีเกิดย่อมมีดับดั่งเป็นธรรมชาติ ทุกสรรพสิ่งในจักรวาลไม่มีหยุดนิ่ง บางที การย้อนหวลคืนกลับของเราอาจจะฟื้นฟูสภาพใหม่ได้ดั่งการเคลื่อนมาจากจุดเริ่มต้นจุดแรกนั้นเราไม่รู้เรื่องอะไรเกี้ยวกับจักรยานเลย จุดแรกนั้นเราไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่าย เราต้องการที่จะออกไปขี่จักรยานเล่น เราต้องการที่จะรักษาสุขภาพตน ถ้าเทียบไปแล้วนั้น เป็นดั่งจิตที่แรกเกิด เหมือนทารกที่เกิดบนพื้นแผ่นดินโลก แสงสว่างทางการแลเห็นเป็นแสงแห่งความสดใหม่ ไร้พันธนาการ ไร้เรื่องสิ่งที่ตนรู้ เป็นการเดินทางที่สัมผัสกับความไม่รู้ น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งนัก ความรอบรู้นี้นั่นเองที่ได้กระทำการต่อจิตให้เกิดความมืดบอด ตาพร่ามัวต่อการเริ่มต้นที่นับวันจะถอยห่างหายจากจุดการเกิดใหม่ นั้น ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย มีหลายท่านได้พยายามช่วยกันสร้างแรงจูงใจใหม่ ๆ ด้วยการวิ่งหาสิ่งเร้าใหม่ เช่นการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์จักรยาน การเปลี่ยนนี่นิด โน่นหน่อย เช่นนั้นแล้ว เมื่อเกิดสภาวะทางเรื่องของความเบื่อหน่ายเกิดขึ้นมาอีก สิ่งเร้าใหม่ ความอยากใหม่ย่อมถูกแทนที่สิ่งเก่าอยู่อย่างต่อเนื่อง เราเคยสังเกตุตนเองในแง่มุมเช่นนี้มาก่อนหรือไม่ เมื่อเราเรียนรู้วิถีแห่งตนได้ด้วยความเป็นทั้งหมด ด้วยความใส่ใจ ด้วยการหวลระลึกสำนึกรู้ถึงจุดการเกิดในการเริ่มต้นต่อการขี่จักรยานใหม่ของเรา บางทีการละทิ้งเสื้อผ้าชุดจักรยาน แขวนกางเกงจักรยานไว้ในตู้ แล้วกลับมาสวมใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น เหมือนกับในห้วงแรกดั่งการไม่รู้อะไรเลย ด้วยการขี่จักรยานกินลมชมวิวไปเรื่อย ๆ ชมนกชมไม้สองข้างทางใหม่ บางทีอาจจะเป็นการพักผ่อนหลังจากการใช้ร่างกายอย่างเกรี้ยวกราด หักโหม ตลอดจนตรากตรำอยู่กลางแดดแผดกล้ามานานวัน นั้น จึงเป็นการหวลกลับมาถนอมร่างกายตนเองใหม่ ด้วยการขี่แบบชมนกชมไพร เหลียวสายตามองสองข้างทาง อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่ง สำหรับการพักผ่อนด้วยจักรยานอย่างแท้จริงก็ได้ขอรับ
รูปประจำตัวสมาชิก
เนิ่ม ชมภูศรี
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6385
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
Tel: 081 7533298
team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย เนิ่ม ชมภูศรี »

เมื่อเกิดความเมื้อยล้า สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าเลือกปฎิบิติคือเรื่องของการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ โดยทำอยู่ตลอดทั้งวัน บางวันเดินไปโน่นไปนี่ ในช่วงที่หยุดรอคอย ก็หาพื้นที่เหมาะ ๆ ใช้ปลายเท้ายืนตรงขอบปูน กดแรงลงไปที่ปลายเท้า ขาตึง ในลักษณะท่าของการโน้มตัวไปข้างหน้านิดหน่อย นั่นจะทำให้ช่วยคลายความเมื้อยล้าลงไปได้ ทำในแต่ละท่านั้น ใช้เวลาประมาณ 20 วินาที เมื่อเสร็จจากท่าเหยียดปลายเท้าแล้ว อีกท่าหนึ่งคือท่า ดึงขาหลัง โดยก้มตัวลงไปข้างหน้า แล้วเอื้อมมือไปจับตรงข้อเท้า ดึงพร้อมกับโน้มตัวยืดแขนออกไปเพื่อรักษาสมดุล เรื่องของการยืดเหยียดกล้ามเนื้อนั้น จะช่วยให้การคลายความตึง ความเมื้อยล้าเบาสลงไปได้ ไม่ต้องกำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องของเวลาหรอกครับ มีเวลาว่างเมื่อใด ที่ไหน สักนาทีสองนาที ก็ทำได้ตลอดแล้วครับ ยิ่งทำได้ทั้งวันยิ่งดี เนื่องจากการช่วยเร่งในเรื่องของการฟื้นสภาพจะเร็วขึ้นอีกทางหนึ่ง .... ถ้าหากว่างอยู่กับบ้าน การกางขา โน้มตัวจับข้อเท้าก็ดีเหมือนกัน ลองทำให้ได้หลาย ๆ ท่า โดยเฉพาะท่าเหยีดขาตรงแล้วก้มตัวจับปลายเท้า ท่านี้จะช่วยให้ลดอาการปวดหลังด้วย มีทท่าสำหรับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลายท่ามาก แต่ที่เลือกใช้ก็เป็นท่าที่เฉพาะเจาะจงสำหรับมุมการเคลื่อนไหวในการปั่นจักรยาน แต่ที่จริงแล้ว หากใช้กระบวนท่าของการฝึกโยคะได้ด้วยยิ่งเป็นการดีมาก ๆ เลยครับ [/color]....ลองปฏิบัตดู มิใช่เรื่องยุ่งยากอันใดเลยขอรับ ....
รูปประจำตัวสมาชิก
เนิ่ม ชมภูศรี
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6385
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
Tel: 081 7533298
team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย เนิ่ม ชมภูศรี »

การขี่จักรยานนั้น พลังงานส่วนสำคัญจะมาจากระบบการใช้อากาศเป็นเชื้อเพลิง หรือระบบ AIROBIC ซึ่งความสำคัญของกระบวนการพัฒนาในเรื่องของระบบการฝึกซ้อมที่เรียกว่า พื้นฐาน จึงเป็นหัวใจแรกในการพัฒนาขึ้นไปสู่ความสมบูรณ์ทางร่างกายได้ ...แต่ก็มิได้ละทิ้งเรื่องความแข็งแรงของร่างกาย หากเราไม่พัฒนาความแข็งแรงทางโครงสร้างให้ควบคู่ไปด้วยกับระบบการฝึกซ้อมแบบ AIROBIC ก็จะทำให้ไม่สามารถที่จะพัฒนาเรื่องความเร็วต่อเนื่องได้ด้วยเช่นกัน ทั้งระบบการฝึกซ้อมที่ใช้อากาศเป็นพลังงาน และไม่ใช้อากาศเป็นพลังงาน จึงควรถูกบรรจุไว้ในกิจกรรมการฝึกซ้อมแบบรายวันบ้าง มิเช่นนั้นแล้ว การจะต่อยอดเรื่องบันใดความแข็งแรง ความเร็วจะเกิดขึ้นไม่ได้ การเลือกขี่จักรยานประจำวันของตนเอง จึงมีการเติมถังเชื้อเพลิงทางด้านระบบไม่ใช้อากาศบ้างเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะเมื่อใกล้จะถึงจุดจบ หรือใกล้เข้าเส้นชัยเป้าหมาย การรีดพลังขั้นสุดท้ายเพื่อเร่งความเร็วสูงสุด มักจะกระทำอยู่เสมอ ระดับของความเร็วในช่วงนี้สำหรับข้าพเจ้าแล้วอยู่ที่ 35-36 K/M ต่อชั่วโมง วิธีการเร่งความเร็วหรือสปิ้นท์นั้น ก็คงนำเสนอเป็นเกร็ดความรู้เพิ่มเติมให้กับท่านพิจารณาดังนี้ครับ ตนเองเลือกคำนวนระยะเวลาประมาณ 10 วินาทีสุดท้าย แล้วเร่งความเร็วสูงสุด แต่ก่อนที่จะถึงในห้วง 10 วินาทีสุดท้าย ในระยะก่อนถึงเส้นชัย จะเป็นการปั่นแบบกดแรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับความเร็วมิให้ต่ำเกินไปจากระดับความสัมพันธ์ของแรงกดที่กระทำต่อลูกบันใด ดังเช่นว่า เมื่อเราเลือกใช้เกียร์ที่ระดับใบจานหน้าใหญ่ เฟืองหลังอยู่ที่ตัวสองหรือกลุ่มโซลเฟืองล่างเล็กสุด ถ้าหากเราไม่รักษาระดับตวามเร็วให้เกิดความสัมพันธ์กันกับรอบขาที่เป็นความรู้สึกเบา แรงต้านจากระบบการใช้ความหนักของเกียร์เดโชว์จะเป็นแรงต้านที่ทำให้การสปิ้นท์เข้าเส้นชัยมีปัญหา เพราะในห้วงระยะสุดท้ายก่อนเข้าเส้น เมื่อเทียบเป็นระยะทางแล้วประมาณ 100 กว่าเมตรนี้นั้น จะให้หลงเหลือแรงต้านที่เป็นความหนักอยู่มิได้ ควรที่จะต้องมีการฝึกระดับเกียร์ให้เกิดความสัมพันธ์กับการเร่งความเร็ว มิเช่นนั้นแล้ว การพลาดโอกาสที่จะไถลล้อพุ่งทะยานแตะเส้นสีขาวก่อนคนอื่นจะไม่เกิดขึ้น แต่ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นสูตรสำเร็จตายตัว บางครั้งการใช้แรงต้านหนักสปิ้นท์เข้าเส้นชัยก่อนก็มีให้เห็นเป็นประจำ จะมีข้อดีและข้อเสียเปรียบอยู่ด้วยกันทั้งคู่ เราควรที่จะเลือกฝึกทุก ๆ สถานะการณ์ และที่สำคัญ คือต้องเตรียมความพร้อมทางด้านระบบการไม่ใช้อากาศเป็นพลังงานด้วย .....นักจักรยานประเภทถนน จะมีโอกาสพลาดในช่วง 10 วินาทีสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย เพราะหัวใจของเขาฝึกแต่ระบบการใช้อากาศเป็นพลังงานอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่า ในระยะการแข่งที่ไม่ได้ใช้เวลาในการปั่นมากนัก ส่วนใหญประเภทที่สปิ้นท์เก่ง ๆ เขาจะมาเรียงรายอยู่ช่วงหน้าเส้น และเมื่อได้ระยะความเร็วสูงสุดของแต่ละคนแล้ว การโยกซ้ายโยกขวา กางแขนดันศอกเฉือนเข้าเส้นก่อน ปล่อยให้เครื่องเบนซิลน้ำตาตกในมาแล้วมีให้เห็นเป็นประจำ ข้อแก้ไขนี้ จึงเป็นการเสนอแนะสำหรับท่านที่รักการขี่แบบทรหดอดทน ท่านว่าน่าจะมีการเสริมส่วนที่ขาดตกบกพร่องหรือไม่ แต่ในเรื่องของระดับการแข่งขันกันจริง ๆ แล้ว นักจักรยานประเภทถนนนั้น เขาจะไม่ให้พวกสปินท์ดี ๆ ติดไปถึงหน้าเส้นชัยด้วย จะมีการเล่นกันในเกมส์ หาจังหวะทีเผลอทีไล่ หรือเร่งความเร็วยิงสวนมาจากข้างหลังให้พวกสปิ้นท์ไล่ ซึ่งในระดับการไล่ให้ทันกลุ่มของนักสปิ้นท์ นั้นก็เป็นการทำลายพลังความเร็วในตัวเขาได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว แล้วยิ่งถ้านักจักรยานประเภทถนนคนนี้จะไม่ยอมปล่อยให้พลาดโอกาสทอง เขาจะยอมให้มีการฟื้นสภาพของนักสปิ้นท์เป็นอันขาด เขาจะยิงซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกวว่าจะหลุดไป การแก้ไขสถานะการณ์ จะขึ้นอยู่กับไหวพริบของนักกีฬาแต่ละคน แต่หากว่าในทางกลับกัน เกิดนักสปิ้นท์คนนี้ ทำการบ้านมาดี ซ้อมจนในระดับขี่ต่อเนื่องด้วยความเร็วได้ ช่วงหน้าเส้นจะเห็นขาแรงขึ้นมาอยู่รอเฉือนให้ช้ำใจเล่น ๆ เพียงแค่ปลายล้อเท่านั้นเอง....องค์ประกอบในการฝึกซ้อมมีหลายปัจจัยมาก ๆ นะครับ อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าตรงนี้จะเป็นเรื่องที่ถูกหรือไม่ถูก หัวใจของเรื่องคือเราต้องรู้ข้อดี ข้อเสียของตัวเอง แล้วทำการอุดช่องโหว่ ทำการเสริมส่วนที่ขาดตกบกพร่อง เติมให้เต็มด้วยความสมบูรณ์พร้อม ฉนั้นแล้วปัจจัยที่เรียกว่ามีชัยไปกว่าครึ่งคงไม่เกินความจริง ด้วยการเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจของตัวเราเองขอรับ....
รูปประจำตัวสมาชิก
เนิ่ม ชมภูศรี
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6385
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
Tel: 081 7533298
team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย เนิ่ม ชมภูศรี »

ห่างหายจากเวทีสาธารณะแห่งนี้ไปนานหลายวัน ด้วยเรื่องของอินเตอร์เนท..ที่ไม่สามารถใช้งานได้ แต่เรื่องการฝึกซ้อมจักรยานของตนเองนั้น ยังคงเป็นไปแบบอย่างต่อเนื่อง....
นับเวลาที่เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงตนเองมานี้นั้น อายุรวมก็เกือบจะได้สองเดือนแล้ว จากต้นปีใหม่จนมาถึงวันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงทาทงด้านร่างกายเกิดขึ้นอย่างชัดเจน เริ่มต้นด้วยน้ำหนักที่ลดลงจากเดิมไปหลายกิโลกรัม อัตราการเต้นของหัวใจ ชีพจรขณะพักได้ทำการตรวจนับตนเองทุกเช้า เป็นข้อบ่งชี้ชัดว่า ร่างกายของเราดีขึ้น โดยก่อนเริ่มต้นทำการฝึกซ้อม ชีพจรตอนเช้าเต้นอยู่ที่ 82 ครั้งต่อนาที หลังจากที่ขี่จักรยานมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาเดือนกว่า ล่าสุดเมื่อเช้าวันนี้ ได้ทำการจับชีพจรตอนเช้าช่วงตื่นนอนใหม่ ๆ พบว่าอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักอยู่ที่ 58 ครั้งต่อนาที เรื่องการตรวจเช็คชีพจรของตัวเองในตอนเช้า เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเราจะทราบได้ว่า แผนการหรือโปรแกรมการฝึกซ้อมที่ได้วางไว้ ดีหรือไม่ดีขึ้นอย่างไร ซึ่งการติดต่อกับร่างกายภายในของตัวเองที่นอกจากเป็นเรื่องความรู้สึกนึกคิดแล้ว อัตราการเต้นของหัวใจเราก็เป็นข้อสังเกตุได้เป็นอย่างดียิ่ง
เริ่มต้นทักทายกันด้วยการสร้างวินัยให้กับตัวเอง ด้วยการตรวจจับชีพจรในขณะที่ตื่นนอน ถ้าหากเราทำเป็นประจำทุกวัน แล้วจดบันทึกไว้ในสมุดเล่มรายงานผลการฝึกประจำตัว เราจะพบเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ถ้าการฝึกซ้อมมีความหนักเกินไป ร่างกายฟื้นสภาพไม่ทัน ชีพจรขณะพักจะบอกเราให้ทราบได้ด้วยอัตราการเต้นที่สูงกว่าปกติ ดังตัวอย่างของข้าพเจ้า เมื่อตรวจเช็คชีพจรของตนเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทราบได้ว่า การขี่จักรยานของตนเองนั้น อยู่ในสภาวะสมดุล ไม่หนักเกินไป ระยะเวลาพักกับการเริ่มต้นซ้อมใหม่ มีระยะการเริ่มต้นที่การกำจัดของเสียสะสมหมดไปจากระบบกล้ามเนื้อ และการฟื้นสภาพ เติมถังพลังงานเชื้อเพลิงให้กับกล้ามเนื้อพอดีกัน การเฝ้าสังเกตุตนเองเช่นนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยไขให้เราสามารถทำการขี่จักรยานได้ด้วยสภาวะที่ลงตัวกับการสร้างขึ้นคืนกลับ...ของระบบพลังงานสำรอง
หากเราไม่เรียนรู้เรื่องอัตราการเต้นของหัวใจ เราจะเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทร เพราะซ้อมเท่าใดก็ม่ดีขึ้นมาเลย ตัวอย่างของข้าพเจ้า นับเนื่องจากการเริ่มต้นการขี่จักรยานมาในห้วงเกือบสองเดือน ชีพจรเริ่มต้นก่อนซ้อมอยู่ที่ 82 ครั้งต่อนาที และเมื่อเริ่มต้นเปลี่ยนตนเองด้วยการวางแผนการฝึกจักรยานให้กับตัวเอง ตอนนี้ชีพจรลดลงมาเหลือ 58 ตรั้งต่อนาทีแล้ว มีความตั้งใจไว้ว่า จะทำการฝึกซ้อมให้อัตราการเต้นหัวใจขณะพักในตอนเช้าลดลงเหลือประมาณ 52 ครั้งต่อนาที ในอีกสามเดือนข้างหน้าครับ......
รูปประจำตัวสมาชิก
เนิ่ม ชมภูศรี
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6385
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
Tel: 081 7533298
team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย เนิ่ม ชมภูศรี »

และการฝึกซ้อมที่จะทำให้ร่างกายเราดีขึ้นได้นั้น ต้องเริ่มต้นจากการฝึกพื้นฐานทางด้าน AEROBIC ครับ.....
รูปประจำตัวสมาชิก
YogiRider
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1012
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2008, 15:18
team: Saint Racing Team
Bike: Saint Team SL 29ER, Polygon COZMIC RX3.0, Rocky Mountian Vertex 70
ติดต่อ:

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย YogiRider »

ผมมีโปรแกรมดีๆ สำหรับเก็บข้อมูลจากการฝึกซ้อมมาฝากครับ ถ้ามี heart rate + power meter + GPS จะช่วยได้สุดยอดเลย คำนวน load ในแต่ละการฝึกซ้อมให้แล้วตีเป็นกราฟ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าความก้าวหน้าของการฝึกซ้อมเป็นอย่างไร แต่ถ้าไม่มี power meter มีแค่ heart rate อย่างเดียวก็ได้ครับ ถ้าสนใจวิธีใช้เด๊วผมสอนให้ครับ (แต่ผมก็รู้นิดหน่อยอ่ะนะ ไม่ได้โปรมาก) ตาม link นี้เลย
http://www.zonefivesoftware.com/SportTracks/
Cycling is great suffer, but receive so little. That's make me tough.
ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ กลุ่มเด็กโรงกลึง หรือ Saint Bikes แฟนเพจ
รูปประจำตัวสมาชิก
เนิ่ม ชมภูศรี
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6385
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
Tel: 081 7533298
team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....

Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''

โพสต์ โดย เนิ่ม ชมภูศรี »

ขอบคุณนะครับ น้องแบ้งค์...พี่ตามเข้าไปดูแล้ว แต่ยังไม่ได้เจาะไปมาก พยายามอยู่นะครับ....
ตอบกลับ

กลับไปยัง “AIRPORT GROUP PHITSANULOK”