......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
เนิ่ม ชมภูศรี....
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
ภาระกิจต่าง ๆ รัดรึงตัวเองให้ไม่สามารถกระดิกตัวไปจากกิจกรรมต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตประจำวันได้ แต่ก็ได้พยายามหาเวลาว่างในช่วงวันแต่ละวัน ใส่ชุดจักรยานขึ้นปั่นลูกกลิ้งแทนการออกไปฝึกซ้อมในประเภทถนน ซึ่งบางวันก็ได้ซ้อม บางวันก็ไม่ได้ขี่เช่นกัน ....
ในสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากผ่านต้นสัปดาห์แรกของการฝึกซ้อมจักรยานไปได้ ข้าพเจ้าเลือกแผนการพัฒนาตนเองดังนี้ วันทร์ทำการขี่แบบ ฟื้นสภาพ โดยใช้รอบขาอยู่ที่ประมาณ 100 - 110 / นาที
ระยะเวลาประมาณ 1 ช.ม. ขี่แบบซอยจัด ถ้าเป็นภาษาของจักรยานที่เรียกกันมา
วันอังคารเริ่มเปลี่ยนเป็นหนักขึ้นมาบ้าง ด้วยการใช้รอบขาที่คงเดิม คือ 100 - 110 แต่เป็นการขี่แบบขึ้นจานใหญ่ ระดับเฟืองหลังอยู่ในกลุ่มโซลกลาง ถึงบน ปั่นด้วยความเร็วคงที่ ต่อเนื่อง บางทีมีกลุ่มจักรยานผ่านมา เร่งตามเข้าไปจี้เพื่อฝึกระบบหายใจ ฝึกความเร็ว แต่เร็วของเราไม่เท่าเร็วของคนอื่น การขี่จักรยานจี้กลุ่มเด็กวัยรุ่น ทำได้ไม่นานนัก ก็ต้องปล่อยออกมาหากจะยังอยากที่จะขี่ต่อ เนื่องจากการเกิดขึ้นของกรดและของเสียสะสมมากขึ้นในกล้ามเนื้อ จึงต้องผ่อนคลายตัวเองให้ระยะเวลาช่วยในการฟื้นสภาพ กำจัดของเสียสะสมก่อน ช่วงที่เกิดนั้น ทุกท่านคงเข้าใจได้เป็นอย่างดีถึงสภาวะที่เกิดกับตนเอง หากใครเคยลองปั่นอย่างเร็วและแรงต่อเนื่อง หัวใจสำคัญในการฝึกซ้อมจักรยานอยู่ตรงนี้เหมือนกันครับ ....
คนที่จะทะลุเพดานไปสู่ความเป็นเลิศได้ ล้วนแล้วแต่ต้องมีการขยายเพดานความสามารถของตนเองทั้งสิ้น เขาจะอดทนจนถึงขั้นเรียกว่า ต่อสู้กับความเจ็บปวดของร่างกาย โดยก่อนที่จะปล่อยจากกลุ่ม เขาจะเฝ้าบอกกับตัวเองอยู่ภายในตลอดว่า อีกนิด อีกนิด จี้ไปอีกนิด คำว่าอีกนิดนั้ ถ้าหากใครฝึกลองทำดู จะค้นพบความสามารถของตนได้เป็นอย่างดี และเมื่อกาลเวลาผ่านไป ระยะเวลากระดูกปีเพิ่มขึ้น เขาจะมีความแตกต่างจากคนที่ขี่จักรยานแบบผ่านไปอย่างเฉย ๆ .....
ในสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากผ่านต้นสัปดาห์แรกของการฝึกซ้อมจักรยานไปได้ ข้าพเจ้าเลือกแผนการพัฒนาตนเองดังนี้ วันทร์ทำการขี่แบบ ฟื้นสภาพ โดยใช้รอบขาอยู่ที่ประมาณ 100 - 110 / นาที
ระยะเวลาประมาณ 1 ช.ม. ขี่แบบซอยจัด ถ้าเป็นภาษาของจักรยานที่เรียกกันมา
วันอังคารเริ่มเปลี่ยนเป็นหนักขึ้นมาบ้าง ด้วยการใช้รอบขาที่คงเดิม คือ 100 - 110 แต่เป็นการขี่แบบขึ้นจานใหญ่ ระดับเฟืองหลังอยู่ในกลุ่มโซลกลาง ถึงบน ปั่นด้วยความเร็วคงที่ ต่อเนื่อง บางทีมีกลุ่มจักรยานผ่านมา เร่งตามเข้าไปจี้เพื่อฝึกระบบหายใจ ฝึกความเร็ว แต่เร็วของเราไม่เท่าเร็วของคนอื่น การขี่จักรยานจี้กลุ่มเด็กวัยรุ่น ทำได้ไม่นานนัก ก็ต้องปล่อยออกมาหากจะยังอยากที่จะขี่ต่อ เนื่องจากการเกิดขึ้นของกรดและของเสียสะสมมากขึ้นในกล้ามเนื้อ จึงต้องผ่อนคลายตัวเองให้ระยะเวลาช่วยในการฟื้นสภาพ กำจัดของเสียสะสมก่อน ช่วงที่เกิดนั้น ทุกท่านคงเข้าใจได้เป็นอย่างดีถึงสภาวะที่เกิดกับตนเอง หากใครเคยลองปั่นอย่างเร็วและแรงต่อเนื่อง หัวใจสำคัญในการฝึกซ้อมจักรยานอยู่ตรงนี้เหมือนกันครับ ....
คนที่จะทะลุเพดานไปสู่ความเป็นเลิศได้ ล้วนแล้วแต่ต้องมีการขยายเพดานความสามารถของตนเองทั้งสิ้น เขาจะอดทนจนถึงขั้นเรียกว่า ต่อสู้กับความเจ็บปวดของร่างกาย โดยก่อนที่จะปล่อยจากกลุ่ม เขาจะเฝ้าบอกกับตัวเองอยู่ภายในตลอดว่า อีกนิด อีกนิด จี้ไปอีกนิด คำว่าอีกนิดนั้ ถ้าหากใครฝึกลองทำดู จะค้นพบความสามารถของตนได้เป็นอย่างดี และเมื่อกาลเวลาผ่านไป ระยะเวลากระดูกปีเพิ่มขึ้น เขาจะมีความแตกต่างจากคนที่ขี่จักรยานแบบผ่านไปอย่างเฉย ๆ .....
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
- ไฟล์แนบ
-
- S1036666.jpg (22.44 KiB) เข้าดูแล้ว 634 ครั้ง
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
แนวทางการขี่คงเป็นเรื่องของการขี่จักรยานเพื่อสุขภาพนะครับ โดยขอต่อเนื่องจากการซ้อมขี่จักรยานแบบเป็นกลุ่มในวันอังคารที่แล้ว ต่อไปในวันพุธของสัปดาห์ที่ 2 ต่อเนื่องกันจะเป็นการขี่จักรยานแบบการเอาชนะแรงต้าน...คำว่าแรงต้านทานนั้น สำหรับการปั่นจักรยานก็มีหลายอย่างเป็นองค์ประกอบเดียวกันในช่วงของการส่งแรงลงสู่ลูกบันใด ประการแรกนั้นคือเรื่องแรงต้านจากภายนอก มีอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น 1) แรงลม....ซึ่งก็คงเป็นเรื่องของสภาพลมฟ้าอากาศของแต่ละพื้นที่ ของแต่ละจังหวัด แรงลมนั้นมีผลกระทบต่อการขี่จักรยานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถกำหนดว่าในขณะที่ฉันกำลังขี่จักรยาน ลมเอ๋ยอย่าเพิ่งพัดมาได้ไหม หรือฝนเอยทำไมจึงตก เรื่องปัจจัยภายนอกเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ การฝึกขี่เพื่อเอาชนะแรงต้านทานจากภายนอกในเรื่องของการเลี้ยงลม หลบลม จึงเป็นเทคนิคทักษะที่ไม่ควรจะมองข้าม ในแต่ละวันของการออกซ้อม สิ่งที่คำนึงถึงและเป็นอุปสรรคของการส่งแรงไปให้บันใดเกิดการขับเคลื่อนจักรยานไปให้เร็วที่สุด ในขณะลมแรง ๆ ควรอยู่ในกระบวนการฝึกเทคนิค ทักษะ เพื่อการเรียนรู้ว่า เมื่อขี่สวนลมแบบตรง ๆ การจัดท่าทางในการปั่น ควรจะก้มตัวลงไปขนาดไหน ลักษณะศรีษะจะก้มลงหรือแหงนคอพอประมาณ เพื่อให้อุปกรณ์ที่เราสวมใส่ลดการปะทะกับแรงลมให้มากที่สุด.....
รายละเอียดปลีกย่อยนั้นมีอยู่มาก นี่แค่เป็นตัวอย่างเรื่องแรงลมที่ปะทะกับเราแบบตรงหน้า ยังมีลมที่ปะทะกับด้านข้างอีก และแถมด้วยลมที่ส่งมาจากข้างหลัง ลมที่ส่งมาจากข้างหลัง หรือ ''ลมส่ง''...จะขี่อย่างไรให้ขาคงรอบได้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อขี่ย้อนกลับเจอลมแบบปะทะแรง ๆ ตรง ๆ รถจักรยานแทบหยุดเลย ทำให้ความเร็วที่เป็นตัวเลขดี ๆ ลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง นั้นเป็นเรื่องของการเพิ่มเวลาในการขี่ทั้งหมดทั้งสิ้น ......
และยังมีเรื่องของแรงดึงดูดของโลกเข้ามาเกี่ยวข้องอีก จะเห็นได้ว่า บรรดาจักรยานชั้นนำของโลก หรือนักปั่นจักรยานที่ทำการแข่งขันกัน ปัจจัยเรื่องที่นอกเหนือจากกระบวนการฝึกซ้อมแล้ว เรื่องเทคโนโลยีเป็นอันดับแรกที่ไม่มีนักปั่นท่านใดมองข้าม แม้กระทั่งขนหน้าแข้งเขายังโกนกันเลยครับ เพื่อลดเวลาเศษส่วนพันวินาทีด้วยการโกนขนหน้าแข้ง ท่านคงคิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญมากนัก หรือไม่จำเป็นอันใดในการโกนขนหน้าแข้ง แต่เมื่อเราผู้เป็นนักแข่งชั้นเลิศแล้ว เราผู้ลงทุนลงแรง มีทีมงานบริหารเป็นร้อย ๆ คน แถมทำการฝึกซ้อมมานามนับชั่วชีวิต เพื่อพิชิตรายการแข่งขันครั้งนี้ เศษส่วนพันก็ทำให้เป็นผู้แพ้ด้วยเช่นกัน เพราะการแพ้เพียงเศษเสี้ยวของส่วนพัน สำหรับการแข่งขันก็ถือว่าเป็นการแพ้อยู่เช่นเดิม ถ้าเราเป็นผู้ฝึกสอนหรือนักกีฬา รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ คือเรื่องที่ไม่มีใครมองข้ามไปอย่างแน่นอนครับ ....
รายละเอียดปลีกย่อยนั้นมีอยู่มาก นี่แค่เป็นตัวอย่างเรื่องแรงลมที่ปะทะกับเราแบบตรงหน้า ยังมีลมที่ปะทะกับด้านข้างอีก และแถมด้วยลมที่ส่งมาจากข้างหลัง ลมที่ส่งมาจากข้างหลัง หรือ ''ลมส่ง''...จะขี่อย่างไรให้ขาคงรอบได้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อขี่ย้อนกลับเจอลมแบบปะทะแรง ๆ ตรง ๆ รถจักรยานแทบหยุดเลย ทำให้ความเร็วที่เป็นตัวเลขดี ๆ ลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง นั้นเป็นเรื่องของการเพิ่มเวลาในการขี่ทั้งหมดทั้งสิ้น ......
และยังมีเรื่องของแรงดึงดูดของโลกเข้ามาเกี่ยวข้องอีก จะเห็นได้ว่า บรรดาจักรยานชั้นนำของโลก หรือนักปั่นจักรยานที่ทำการแข่งขันกัน ปัจจัยเรื่องที่นอกเหนือจากกระบวนการฝึกซ้อมแล้ว เรื่องเทคโนโลยีเป็นอันดับแรกที่ไม่มีนักปั่นท่านใดมองข้าม แม้กระทั่งขนหน้าแข้งเขายังโกนกันเลยครับ เพื่อลดเวลาเศษส่วนพันวินาทีด้วยการโกนขนหน้าแข้ง ท่านคงคิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญมากนัก หรือไม่จำเป็นอันใดในการโกนขนหน้าแข้ง แต่เมื่อเราผู้เป็นนักแข่งชั้นเลิศแล้ว เราผู้ลงทุนลงแรง มีทีมงานบริหารเป็นร้อย ๆ คน แถมทำการฝึกซ้อมมานามนับชั่วชีวิต เพื่อพิชิตรายการแข่งขันครั้งนี้ เศษส่วนพันก็ทำให้เป็นผู้แพ้ด้วยเช่นกัน เพราะการแพ้เพียงเศษเสี้ยวของส่วนพัน สำหรับการแข่งขันก็ถือว่าเป็นการแพ้อยู่เช่นเดิม ถ้าเราเป็นผู้ฝึกสอนหรือนักกีฬา รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ คือเรื่องที่ไม่มีใครมองข้ามไปอย่างแน่นอนครับ ....
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
..นั้น..คือเรื่องการเอาชนะปัจจัยแรงต้านทานจากภายนอก แล้วแรงต้านทางจากภายในละ จะมีไหม.
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่ท่านอาจจะไม่เคยได้รับการบอกกล่าวมาจากที่ใด และข้าพเจ้าต้องขออภัยทุกท่านด้วยที่ต้องให้ท่านกลับไปค้นหาด้วยตนเองว่าเป็นจริงดังคำพูดหรือไม่ ขออย่าได้เชื่อว่าจะเหมือนกันทุกคนไป เพราะสิ่งที่เขียนคือเรื่องความรู้ที่เกิดขึ้นโดยตรง จากตนเองขอรับ ....
เรื่องแรงต้านจากภายในนั้น มีคำถามทิ้งท้ายไว้ว่ามีอยู่หรือไม่ อันดับแรกนั้น เป็นเรื่องของแรงต้านทางจิตใจ....คืออะไรหรือ ....
คือเรื่องที่เราไม่สามารถเอาชนะตนเองได้นั่นเอง เรื่องที่เราไม่สามารถทำได้ดังที่ตนเองคาดหวังไว้ เช่นในวันพุธนี้นั้น ข้าพเจ้าเลือกที่จะขี่จักรยานแบบเอาชนะแรงต้านทาน โปรแกรมการขี่ถูกค้นหามาว่า การเพิ่มสมรรถภาพความแข็งแร็งของกล้ามเนื้อขา คือการขี่ในลักษณะที่จะต้องขี่ความหนักสูง รอบขาต่ำกว่า 80 ครั้งต่อนาที ต่อเนื่องยาวนาน ตนเองรู้ว่าเป็นเช่นนั้น ฉนั้น ทางเลือกหนึ่งคือทางเลือกที่เป็นไปได้ตามความเป็นจริงในการประเมินตนเอง ข้าพเจ้าดูตัวเองตามความสามารถว่า ความเข็งแรงของเราอยู่ในเกณฑ์ระดับไหน ใช้เกียร์เดโชว์ระดับความหนักเท่าใด ถึงจะขี่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ เมื่อเราประเมินตนเองตามความเป็นจริง การที่เราเอาชนะตนเองได้จึงมิใช่คำตอบที่เราจะต้องไปแสวงหา การฝึกซ้อมจักรยานของเราจะมีแต่ความตั้งใจ มุ่งมั่น มีความพยายามที่จะทำให้ได้ตามที่ตนเองออกแบบแผนการปั่น คงเหลือแต่เพียงเรื่องการกระทำเพียงอย่างเดียว ด้วยความใส่ใจต่อแรงกดที่สวนทางสู้รอบขา เราทราบได้ด้วยตนเองจากการทดลองกระทำ ทราบได้ว่าเราใช้เกียร์หนักแล้ว ความรู้สึกที่เรียกว่า '' บันใดสู้ตีน '' (ภาษาจักรยาน มิใช่คำหยาบ) มีอาการเช่นใด แล้วเราจะทนต่อสู้กับความเจ็บปวด ความหนักของการขี่จักรยานได้ขนาดไหน ....
ประการที่สอง คือแรงต้านทางกายภาพ....นั้นคือเรื่องที่เกิดความรู้สึกรับรู้ได้โดยตรงต่อการเกิดผลของการกระทำต่อกล้ามเนื้อ เช่นในขณะปั่นจักรยานที่ความหนักสูง สิ่งที่เราต้องพยายามจะให้เกิดขึ้น คือการเร่งรอบขาตนเองตลอดเวลา ความเร็วจะเกิดขึ้นจากความพยายามเช่นที่กล่าวนี้ ความเร็วเกิดขึ้นได้ด้วยความพยายามที่จะไปให้เร็วที่สุด ทั้งความหนักที่ต่ำและรอบขาที่สูง ล้วนเกิดจากความพยายามที่จะออกแรงส่งต่อไปยังลูกบันใดเพื่อให้รถจักรยานไปเร็วที่สุด ท่านจะสังเกตเห็นว่า ในระดับความหนักที่สูงของการใช้เกียร์เดโช (ใบหน้าใหญ่ เฟืองหลังเล็กถึงเล็กสุด) นั้น เราต้องใช้ความพยายามที่สูงขึ้น เพื่อการเอาชนะแรงต้านทานจากภายใน นั้นคือการเอาชนะความรู้สึกของตนเองเป็นอันดับแรก ต่อจากนั้นจึงเป็นการรับรู้ความรู้สึกทางกายภาพ รับรู้ความเจ็บปวด รับรู้ถึงการออกแรงต่อการกระทำ
ตรงนี้ก็ควรจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำการเรียนรู้ด้วยตนเอง ยังมีเรื่องที่ลึกลงไปกว่านั้นอีก เรื่องที่ว่านั้นคือเรื่องการนึกคิด สิ่งทั้งหมดนั้น คือเรื่องที่ประกอบเป็นโครงสร้างทั้งภายนอก ภายใน จนถึงระดับรากแห่งการคิดนึกเลยทีเดียวขอรับ.....
มันเป็นเรื่องง่ายที่จะบอกว่า...การขี่แบบเอาชนะแร็งต้านนั้นขี่อย่างไร แต่ยากอย่างยิ่งในแนวทางปฎิบัติที่เป็นของจริง ๆ ครับ....
เรื่องแรงต้านจากภายในนั้น มีคำถามทิ้งท้ายไว้ว่ามีอยู่หรือไม่ อันดับแรกนั้น เป็นเรื่องของแรงต้านทางจิตใจ....คืออะไรหรือ ....
คือเรื่องที่เราไม่สามารถเอาชนะตนเองได้นั่นเอง เรื่องที่เราไม่สามารถทำได้ดังที่ตนเองคาดหวังไว้ เช่นในวันพุธนี้นั้น ข้าพเจ้าเลือกที่จะขี่จักรยานแบบเอาชนะแรงต้านทาน โปรแกรมการขี่ถูกค้นหามาว่า การเพิ่มสมรรถภาพความแข็งแร็งของกล้ามเนื้อขา คือการขี่ในลักษณะที่จะต้องขี่ความหนักสูง รอบขาต่ำกว่า 80 ครั้งต่อนาที ต่อเนื่องยาวนาน ตนเองรู้ว่าเป็นเช่นนั้น ฉนั้น ทางเลือกหนึ่งคือทางเลือกที่เป็นไปได้ตามความเป็นจริงในการประเมินตนเอง ข้าพเจ้าดูตัวเองตามความสามารถว่า ความเข็งแรงของเราอยู่ในเกณฑ์ระดับไหน ใช้เกียร์เดโชว์ระดับความหนักเท่าใด ถึงจะขี่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ เมื่อเราประเมินตนเองตามความเป็นจริง การที่เราเอาชนะตนเองได้จึงมิใช่คำตอบที่เราจะต้องไปแสวงหา การฝึกซ้อมจักรยานของเราจะมีแต่ความตั้งใจ มุ่งมั่น มีความพยายามที่จะทำให้ได้ตามที่ตนเองออกแบบแผนการปั่น คงเหลือแต่เพียงเรื่องการกระทำเพียงอย่างเดียว ด้วยความใส่ใจต่อแรงกดที่สวนทางสู้รอบขา เราทราบได้ด้วยตนเองจากการทดลองกระทำ ทราบได้ว่าเราใช้เกียร์หนักแล้ว ความรู้สึกที่เรียกว่า '' บันใดสู้ตีน '' (ภาษาจักรยาน มิใช่คำหยาบ) มีอาการเช่นใด แล้วเราจะทนต่อสู้กับความเจ็บปวด ความหนักของการขี่จักรยานได้ขนาดไหน ....
ประการที่สอง คือแรงต้านทางกายภาพ....นั้นคือเรื่องที่เกิดความรู้สึกรับรู้ได้โดยตรงต่อการเกิดผลของการกระทำต่อกล้ามเนื้อ เช่นในขณะปั่นจักรยานที่ความหนักสูง สิ่งที่เราต้องพยายามจะให้เกิดขึ้น คือการเร่งรอบขาตนเองตลอดเวลา ความเร็วจะเกิดขึ้นจากความพยายามเช่นที่กล่าวนี้ ความเร็วเกิดขึ้นได้ด้วยความพยายามที่จะไปให้เร็วที่สุด ทั้งความหนักที่ต่ำและรอบขาที่สูง ล้วนเกิดจากความพยายามที่จะออกแรงส่งต่อไปยังลูกบันใดเพื่อให้รถจักรยานไปเร็วที่สุด ท่านจะสังเกตเห็นว่า ในระดับความหนักที่สูงของการใช้เกียร์เดโช (ใบหน้าใหญ่ เฟืองหลังเล็กถึงเล็กสุด) นั้น เราต้องใช้ความพยายามที่สูงขึ้น เพื่อการเอาชนะแรงต้านทานจากภายใน นั้นคือการเอาชนะความรู้สึกของตนเองเป็นอันดับแรก ต่อจากนั้นจึงเป็นการรับรู้ความรู้สึกทางกายภาพ รับรู้ความเจ็บปวด รับรู้ถึงการออกแรงต่อการกระทำ
ตรงนี้ก็ควรจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำการเรียนรู้ด้วยตนเอง ยังมีเรื่องที่ลึกลงไปกว่านั้นอีก เรื่องที่ว่านั้นคือเรื่องการนึกคิด สิ่งทั้งหมดนั้น คือเรื่องที่ประกอบเป็นโครงสร้างทั้งภายนอก ภายใน จนถึงระดับรากแห่งการคิดนึกเลยทีเดียวขอรับ.....
มันเป็นเรื่องง่ายที่จะบอกว่า...การขี่แบบเอาชนะแร็งต้านนั้นขี่อย่างไร แต่ยากอย่างยิ่งในแนวทางปฎิบัติที่เป็นของจริง ๆ ครับ....
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
มีโอกาสอันสวยงามที่ได้ไปฟังพระธรรมเทศนาจากหลวงพี่ช้างครับ ....เนิ่ม ชมภูศรี
- ไฟล์แนบ
-
- DSC06552.jpg (22.47 KiB) เข้าดูแล้ว 573 ครั้ง
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
ขอเล่าเรื่องการฝึกซ้อมเพื่อเป็นเกร็ดความรู้ไว้ให้ท่านไปค้นหาเองในขณะที่เราทำการฝึกซ้อมจักรยาน...
.
.
วันนั้น...ความตั้งใจในตั้งแต่จุดแรกเริ่มเลยคือการปั่นตามโปรแกรมที่ตนเองได้วางแผนไว้ คือเรื่องการเอาชนะแรงต้านทาน ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ฝึกระบบหัวใจไหลเวียนเลือด โดยระดับความหนักอยู่ที่รอบขาต่ำกว่า 80 รอบต่อนาที ระดับความเหนื่อยประมาณ E3 ..คือระดับความเหนื่อยที่เริ่มพูดจาไม่ได้ พูดได้เหมือนกัน แบบว่าเป็นการตอบเพียงคำเดียว หรือพูดไม่เต็มประโยค ...ข้าพเจ้าเปรียบเทียบแบบง่าย ๆ นะครับ ไม่สลับซับซ้อนอะไร สำหรับเรื่องความรู้สึกรับรู้กับความเหนื่อยนี้นั้น คงจะได้กล่าวในโอกาสต่อไปว่ามีอาการอย่างไรบ้าง ระยะเวลาในการปั่น 1 ช.ม. และในหนึ่งชั่วโมงนั้น แบ่งการขี่ออกเป็นการอบอุ่นร่างกายประมาณ 10-15 นาที ในระหว่างการอบอุ่นร่างกาย มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการเริ่มต้นจากการขี่แบบช้าไปหาเร็ว ด้วยหลักการเรื่องการสร้างความเคยชิน หลักการเรื่องการปรับสภาพของระบบกล้ามเนื้อ เอนยืดเหยีด บางครั้งคนที่เครื่องติดช้า ก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลาว่าจะต้องอยู่ในห้วง 10-15 นาที จะมากกว่านี้ก็ไม่เป็นอะไร ให้เกิดความพร้อมทางการอบอุ่นร่างกายมากที่สุด เพื่อเตรียมรองรับ เพื่อเตรียมระบบกล้ามเนื้อ เอ็น ระบบหายใจ ให้เกิดความพร้อมที่จะทำงานหนักกับโปรแกรมที่ตั้งใจไว้ เราจะสังเกตุตัวเราเองได้อย่างไร การสังเกตุความพร้อมสำหรับข้าพเจ้าเองนั้น เมื่อทำการอบอุ่นร่างกายแล้วมีอาการเครื่องติดคือเมื่อเหงื่อยเริ่มซึม ๆ ตามผิวหนังภายนอก รู้ตัวรับทราบได้ถึงอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเป็นไอร้อนที่ระเหยออกมาปนกับอากาศภายนอก นั้นคือเรื่องที่เราจะต้องหัดสังเกตุตนเองโดยแท้ สำหรับข้าพเจ้าแล้ว มิได้ใช้เครื่องไม้เครื่องมืออันใดมาเป็นมารตวัด การวัดสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองนั้น เลือกที่จะวัดตนเองจากความเป็นจริง ตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ กับตนเอง....
เมื่ออบอุ่นร่างกายพร้อมแล้ว การมองไปยังพื้นถนนที่ตนเองกำลังท่องไปบนอานจักรยานกำลังเกิดขึ้น พร้อมกับสายตาที่ระแวดระวังภัยป้องกันตนเองแบบเป็นธรรมชาติ เป็นการปกป้องตนเองให้พ้นจากรถยนต์ อุบัติเหตุ เหมือนกับเล็งแลเห็นกระโจนลอยเมื่อเจองู ความพร้อมทางประสาทสัมผัสเกิดขึ้นเองอย่างเป็นไป ในขณะที่ขาเริ่มปั่นกดบดขยี้ไปกับความหนักที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป สายตาเหมือนมีคู่หลังอยู่ด้วย ความฉับไวในการปั่นจักรยานจำต้องมี หูรับรู้ฟังเสียงสัญญาณ เสียงอันตราย เสียงรถยนต์ แม้กระทั่งเสียงนกร้องยังแว่วยินมาจากถิ่นที่แสนไกล การรับรู้ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองในขณะปั่นจักรยาน เปรียบดั่งญาณทิพย์ ที่เป็นเรื่องของความไวต่อประสาทสัมผัส เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มิได้อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ แต่เป็นธรรมชาติของตัวเราที่จะต้องเข้าไปเรียนรู้ สัมผัส ไม่เซ่อ ไม่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง หรือทำเป็นไม่สนใจ เพราะการขี่จักรยานบนท้องถนน หรือขี่บนเกมส์การแข่งขันนั้น ท่านจะมาบอกว่าฉันไม่รู้เรื่อง ฉันไม่เห็นไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่จะขาดไปเสียมิได้ คือความว่องไวทางประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรา ให้เกิดเป็นธรรมชาติ ดุจดั่งการแลเห็นงูเลื้อยอยู่แล้วเราจะไม่หลีกหนีนะหรือ หรือเราจะปล่อยให้งูฉกตัวเรา เช่นเดียวกัน เราคงไม่ขี่พุ่งไปหารถยนต์ให้ชนตัวเอง หากเรารับรู้ความเป็นทั้งหมด ในขณะที่ขี่จักรยาน....
.
.
วันนั้น...ความตั้งใจในตั้งแต่จุดแรกเริ่มเลยคือการปั่นตามโปรแกรมที่ตนเองได้วางแผนไว้ คือเรื่องการเอาชนะแรงต้านทาน ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ฝึกระบบหัวใจไหลเวียนเลือด โดยระดับความหนักอยู่ที่รอบขาต่ำกว่า 80 รอบต่อนาที ระดับความเหนื่อยประมาณ E3 ..คือระดับความเหนื่อยที่เริ่มพูดจาไม่ได้ พูดได้เหมือนกัน แบบว่าเป็นการตอบเพียงคำเดียว หรือพูดไม่เต็มประโยค ...ข้าพเจ้าเปรียบเทียบแบบง่าย ๆ นะครับ ไม่สลับซับซ้อนอะไร สำหรับเรื่องความรู้สึกรับรู้กับความเหนื่อยนี้นั้น คงจะได้กล่าวในโอกาสต่อไปว่ามีอาการอย่างไรบ้าง ระยะเวลาในการปั่น 1 ช.ม. และในหนึ่งชั่วโมงนั้น แบ่งการขี่ออกเป็นการอบอุ่นร่างกายประมาณ 10-15 นาที ในระหว่างการอบอุ่นร่างกาย มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการเริ่มต้นจากการขี่แบบช้าไปหาเร็ว ด้วยหลักการเรื่องการสร้างความเคยชิน หลักการเรื่องการปรับสภาพของระบบกล้ามเนื้อ เอนยืดเหยีด บางครั้งคนที่เครื่องติดช้า ก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลาว่าจะต้องอยู่ในห้วง 10-15 นาที จะมากกว่านี้ก็ไม่เป็นอะไร ให้เกิดความพร้อมทางการอบอุ่นร่างกายมากที่สุด เพื่อเตรียมรองรับ เพื่อเตรียมระบบกล้ามเนื้อ เอ็น ระบบหายใจ ให้เกิดความพร้อมที่จะทำงานหนักกับโปรแกรมที่ตั้งใจไว้ เราจะสังเกตุตัวเราเองได้อย่างไร การสังเกตุความพร้อมสำหรับข้าพเจ้าเองนั้น เมื่อทำการอบอุ่นร่างกายแล้วมีอาการเครื่องติดคือเมื่อเหงื่อยเริ่มซึม ๆ ตามผิวหนังภายนอก รู้ตัวรับทราบได้ถึงอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเป็นไอร้อนที่ระเหยออกมาปนกับอากาศภายนอก นั้นคือเรื่องที่เราจะต้องหัดสังเกตุตนเองโดยแท้ สำหรับข้าพเจ้าแล้ว มิได้ใช้เครื่องไม้เครื่องมืออันใดมาเป็นมารตวัด การวัดสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองนั้น เลือกที่จะวัดตนเองจากความเป็นจริง ตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ กับตนเอง....
เมื่ออบอุ่นร่างกายพร้อมแล้ว การมองไปยังพื้นถนนที่ตนเองกำลังท่องไปบนอานจักรยานกำลังเกิดขึ้น พร้อมกับสายตาที่ระแวดระวังภัยป้องกันตนเองแบบเป็นธรรมชาติ เป็นการปกป้องตนเองให้พ้นจากรถยนต์ อุบัติเหตุ เหมือนกับเล็งแลเห็นกระโจนลอยเมื่อเจองู ความพร้อมทางประสาทสัมผัสเกิดขึ้นเองอย่างเป็นไป ในขณะที่ขาเริ่มปั่นกดบดขยี้ไปกับความหนักที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป สายตาเหมือนมีคู่หลังอยู่ด้วย ความฉับไวในการปั่นจักรยานจำต้องมี หูรับรู้ฟังเสียงสัญญาณ เสียงอันตราย เสียงรถยนต์ แม้กระทั่งเสียงนกร้องยังแว่วยินมาจากถิ่นที่แสนไกล การรับรู้ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองในขณะปั่นจักรยาน เปรียบดั่งญาณทิพย์ ที่เป็นเรื่องของความไวต่อประสาทสัมผัส เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มิได้อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ แต่เป็นธรรมชาติของตัวเราที่จะต้องเข้าไปเรียนรู้ สัมผัส ไม่เซ่อ ไม่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง หรือทำเป็นไม่สนใจ เพราะการขี่จักรยานบนท้องถนน หรือขี่บนเกมส์การแข่งขันนั้น ท่านจะมาบอกว่าฉันไม่รู้เรื่อง ฉันไม่เห็นไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่จะขาดไปเสียมิได้ คือความว่องไวทางประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรา ให้เกิดเป็นธรรมชาติ ดุจดั่งการแลเห็นงูเลื้อยอยู่แล้วเราจะไม่หลีกหนีนะหรือ หรือเราจะปล่อยให้งูฉกตัวเรา เช่นเดียวกัน เราคงไม่ขี่พุ่งไปหารถยนต์ให้ชนตัวเอง หากเรารับรู้ความเป็นทั้งหมด ในขณะที่ขี่จักรยาน....
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
การขี่เอาชนะแรงต้านในวันนั้น จึงเป็นการเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจมาเป็นอย่างดี .....
เมื่อระยะเวลาที่ประกอบกิจกรรมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เหลือบมองดูความเร็วในหน้าปัดที่เรือนไมล์จักรยาน บ่งบอกถึงความเร็วที่ไม่สม่ำเสมอ บางครั้งขึ้นมาอยู่ที่ 34 KM/h บางครั้งตกลงไปที่ 30 /29 /28 KM/h ก็มี แต่ความเร็วบนหน้าปัดไมล์จักรยานไม่มีความหมายอันใดกับความรู้สึกนึกคิด ข้าพเจ้าเลือกที่จะอยู่กับความรู้สึกเหนื่อยแบบเริ่มหายใจทางปากเป็นจังหวะไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อความรู้สึกเหนื่อยเริ่มเบาบางลง การเร่งวงรอบบดอัดดึงขาหลังถูกกระตุ้นเตือนให้เกิดความเหนื่อยกับอาการดังกล่าวขึ้นมาใหม่ตลอด การปั่นคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เส้นทางที่ขี่นั้นเป็นแบบวงรอบ รอบละ 5 กิโลเมตร และเป็นจุดรวมพลจักรยานของเมืองพิษณุโลก ตอนเย็น ๆ จะมีทั้งขาแรงและบุคคลผู้เริ่มขี่จักรยานมาออกกำลังกายกันเต็มไปหมด
การขี่เป็นไปแบบขี่เดี่ยวไทม์ทอัล ทำเวลากับตัวเอง ฉนั้น การเลือกที่จะต่อสู้กับความปวดร้าวของกล้ามเนื้อขา เลือกที่จะทนต่อความเจ็บปวด หนทางที่จะรักษาให้เกิดขึ้นและคงอยู่กับตนเองแบบนานที่สุดนั้น มีโอกาสอันมากในการที่จะเร่งตาม ไล่บดขยี้ ไล่คนที่อยู่ข้างหน้าเรา เมื่อตนเองมองเห็นคนขี่จักรยานอยู่ข้างหน้าราว ๆ 50 เมตร หรือ 100 เมตร เป็นอันว่า การสร้างพลังใจให้ไล่ตามหรือขี่เพื่อเอาชนะ หรือไล่ให้เข้าไปไกล้กว่านี้อีกนิดหนึ่ง อีกนิดหนึ่ง เกิดขึ้นกับตนเองตลอดเวลาในห้วงของการฝึกขี่แบบเอาชนะแรงต้าน ....
ข้าพเจ้าไม่เลือกที่จะขี่จักรยานแบบไปเรื่อย ๆ เฉย ๆ แบบทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หรือแบบไร้ความพยายาม เมื่อขี่จักรยานแล้ว ความพยายามที่จะทำให้ตัวเองดีขึ้น เป็นทางเลือกสำคัญสำหรับตัวเอง......
เมื่อระยะเวลาที่ประกอบกิจกรรมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เหลือบมองดูความเร็วในหน้าปัดที่เรือนไมล์จักรยาน บ่งบอกถึงความเร็วที่ไม่สม่ำเสมอ บางครั้งขึ้นมาอยู่ที่ 34 KM/h บางครั้งตกลงไปที่ 30 /29 /28 KM/h ก็มี แต่ความเร็วบนหน้าปัดไมล์จักรยานไม่มีความหมายอันใดกับความรู้สึกนึกคิด ข้าพเจ้าเลือกที่จะอยู่กับความรู้สึกเหนื่อยแบบเริ่มหายใจทางปากเป็นจังหวะไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อความรู้สึกเหนื่อยเริ่มเบาบางลง การเร่งวงรอบบดอัดดึงขาหลังถูกกระตุ้นเตือนให้เกิดความเหนื่อยกับอาการดังกล่าวขึ้นมาใหม่ตลอด การปั่นคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เส้นทางที่ขี่นั้นเป็นแบบวงรอบ รอบละ 5 กิโลเมตร และเป็นจุดรวมพลจักรยานของเมืองพิษณุโลก ตอนเย็น ๆ จะมีทั้งขาแรงและบุคคลผู้เริ่มขี่จักรยานมาออกกำลังกายกันเต็มไปหมด
การขี่เป็นไปแบบขี่เดี่ยวไทม์ทอัล ทำเวลากับตัวเอง ฉนั้น การเลือกที่จะต่อสู้กับความปวดร้าวของกล้ามเนื้อขา เลือกที่จะทนต่อความเจ็บปวด หนทางที่จะรักษาให้เกิดขึ้นและคงอยู่กับตนเองแบบนานที่สุดนั้น มีโอกาสอันมากในการที่จะเร่งตาม ไล่บดขยี้ ไล่คนที่อยู่ข้างหน้าเรา เมื่อตนเองมองเห็นคนขี่จักรยานอยู่ข้างหน้าราว ๆ 50 เมตร หรือ 100 เมตร เป็นอันว่า การสร้างพลังใจให้ไล่ตามหรือขี่เพื่อเอาชนะ หรือไล่ให้เข้าไปไกล้กว่านี้อีกนิดหนึ่ง อีกนิดหนึ่ง เกิดขึ้นกับตนเองตลอดเวลาในห้วงของการฝึกขี่แบบเอาชนะแรงต้าน ....
ข้าพเจ้าไม่เลือกที่จะขี่จักรยานแบบไปเรื่อย ๆ เฉย ๆ แบบทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หรือแบบไร้ความพยายาม เมื่อขี่จักรยานแล้ว ความพยายามที่จะทำให้ตัวเองดีขึ้น เป็นทางเลือกสำคัญสำหรับตัวเอง......
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
- ไฟล์แนบ
-
- DSC06583.jpg (57.53 KiB) เข้าดูแล้ว 514 ครั้ง
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
ความพยายามที่จะไปให้ถึงจุดอันเกิดความเหนื่อยล้า จุดสูงสุดของความสามารถตนเองนั้น คือเรื่องการเอาชนะแรงต้านทานทั้งจากภายนอก ภายในทั้งสิ้น ....
สิ่งที่เราท่านต่างมองข้ามไปอย่างสิ้นเชิงคือเรื่องการเรียนรู้ตนเองขณะที่กำลังทำการปั่นจักรยาน เรียนรู้ว่าขี่ในระดับความหนักขนาดนี้ จะเกิดผลอย่างไรกับกล้ามเนื้อตน ขี่ที่ความหนักต่ำ รอบขาสูง จะเกิดอะไรขึ้นกับระบบหัวใจใหลเวียนเลือด แม้กระทั่งในห้วงของการขี่จักรยานแบบคุมโซน แบบที่ใช้เครื่องมือวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ในระดับโซนเดียวกัน ชีพจรเท่ากัน แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ความรู้สึกกับสภาวะความเหนื่อยล้าจะไม่เหมือนกัน เช่นที่ความเหนื่อยในระดับ E3 อัตราการเต้นของหัวใจประมาณ 175 -185 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อใช้เกียร์เดโชว์ที่แตกต่างกัน ความรู้สึกของเรื่องความเหนื่อยล้ายังไม่เหมือนกับทางด้านอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งเรื่องนี้ ถือว่าเป็นศาสตร์ที่จะต้องทำการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ค้นหาว่าถ้าเราจะเป็นนักกีฬาที่ดีได้ เราควรหรือไม่ที่จะต้องเรียนรู้เรื่องศาสตร์ทางจิตใจ
ในห้วงระหว่างการแข่งขัน สภาวะที่เกิดความกดดัน อัตรารการเต้นของหัวใจแทบจะใจสลายเมื่อเหลือบมองดูเรือนหน้าปัดที่บ่งบอกว่าในขณะนี้ แค่เราขี่จักรยานเบา ๆ แล้วทำไมถึงได้เต้นกระโดดโครมครามไปไกลมากถึงปานนั้น ......
เรื่องมาตรวัดทางด้านภายใน เรื่องเครื่องไม้เครื่องมือถือว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างสูงยิ่ง มิฉนั้น เราจะไม่สามารถสัมพันกับร่างกายตนเองได้ ....
แต่เรื่องที่ถูกมองข้ามไป และกายเป็นเรื่องของความล้าสมัย แถมถูกวิจารณ์ในเชิงดูหมิ่น ดูแคลน ว่าใช้ไม่ได้ผล นั้นคือเรื่องการวัดด้วยความรู้สึกแห่งตน ประเมินตัวเองโดยไร้มารตวัด ท่านว่าจริงไหม.....
แน่นอนว่าในเรื่องของทางวิทยาศาสตร์การกีฬาจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะค้นหาคำตอบว่า การฝึกซ้อมของบุคคล ๆ นี้ มีความเจริญก้าวหน้าไปได้ไกลขนาดไหนแล้ว มีการพัฒนาเกิดขึ้นไหมจากกระบวนการฝึกซ้อม โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ มาวิเคราะห์เจาะลึกแบบเป็นตัวเลข ยืนยันกันให้เห็นสถิติอย่างชัดเจน สามารถประเมินได้ว่าคน ๆ นี้ ขาดตกบกพร่องทางไหนบ้าง เช่นขาดเรื่องความแข็งแร็ง เราก็จะทราบได้ ขาดเรื่องความอดทน ขาดเรื่องพลัง เราทราบได้หมด
แต่เครื่องมือไม่สามารถทราบได้ว่า จิตใจของท่านนั้น จะมีความเป็นเพ็รชฆาตสู้ไม่มีวันถอยได้ในการแข่งขันจักรยานหรือไม่ จิตใจของท่านนั้น จะแข็งแกร่งดั่งภูผาหินหรือไม่ จิตใจของเรานั้น จะต่อสู้กับอุปสรรคในการเผชิญความเป็นจริง ความกดดันที่เกิดขึ้นกับตนเองได้หรือไม่ เรื่องทางด้านจิตใจนั้น ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาตร์ในโลกหล้าสามารถที่จะกระทำให้มนุษย์ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อก้าวเดินไปสู่จุดความสามารถอันสูงสุดในความเป็นมนุษย์ได้ ....ท่านว่าจริงหรือไม่....
สิ่งที่เราท่านต่างมองข้ามไปอย่างสิ้นเชิงคือเรื่องการเรียนรู้ตนเองขณะที่กำลังทำการปั่นจักรยาน เรียนรู้ว่าขี่ในระดับความหนักขนาดนี้ จะเกิดผลอย่างไรกับกล้ามเนื้อตน ขี่ที่ความหนักต่ำ รอบขาสูง จะเกิดอะไรขึ้นกับระบบหัวใจใหลเวียนเลือด แม้กระทั่งในห้วงของการขี่จักรยานแบบคุมโซน แบบที่ใช้เครื่องมือวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ในระดับโซนเดียวกัน ชีพจรเท่ากัน แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ความรู้สึกกับสภาวะความเหนื่อยล้าจะไม่เหมือนกัน เช่นที่ความเหนื่อยในระดับ E3 อัตราการเต้นของหัวใจประมาณ 175 -185 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อใช้เกียร์เดโชว์ที่แตกต่างกัน ความรู้สึกของเรื่องความเหนื่อยล้ายังไม่เหมือนกับทางด้านอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งเรื่องนี้ ถือว่าเป็นศาสตร์ที่จะต้องทำการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ค้นหาว่าถ้าเราจะเป็นนักกีฬาที่ดีได้ เราควรหรือไม่ที่จะต้องเรียนรู้เรื่องศาสตร์ทางจิตใจ
ในห้วงระหว่างการแข่งขัน สภาวะที่เกิดความกดดัน อัตรารการเต้นของหัวใจแทบจะใจสลายเมื่อเหลือบมองดูเรือนหน้าปัดที่บ่งบอกว่าในขณะนี้ แค่เราขี่จักรยานเบา ๆ แล้วทำไมถึงได้เต้นกระโดดโครมครามไปไกลมากถึงปานนั้น ......
เรื่องมาตรวัดทางด้านภายใน เรื่องเครื่องไม้เครื่องมือถือว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างสูงยิ่ง มิฉนั้น เราจะไม่สามารถสัมพันกับร่างกายตนเองได้ ....
แต่เรื่องที่ถูกมองข้ามไป และกายเป็นเรื่องของความล้าสมัย แถมถูกวิจารณ์ในเชิงดูหมิ่น ดูแคลน ว่าใช้ไม่ได้ผล นั้นคือเรื่องการวัดด้วยความรู้สึกแห่งตน ประเมินตัวเองโดยไร้มารตวัด ท่านว่าจริงไหม.....
แน่นอนว่าในเรื่องของทางวิทยาศาสตร์การกีฬาจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะค้นหาคำตอบว่า การฝึกซ้อมของบุคคล ๆ นี้ มีความเจริญก้าวหน้าไปได้ไกลขนาดไหนแล้ว มีการพัฒนาเกิดขึ้นไหมจากกระบวนการฝึกซ้อม โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ มาวิเคราะห์เจาะลึกแบบเป็นตัวเลข ยืนยันกันให้เห็นสถิติอย่างชัดเจน สามารถประเมินได้ว่าคน ๆ นี้ ขาดตกบกพร่องทางไหนบ้าง เช่นขาดเรื่องความแข็งแร็ง เราก็จะทราบได้ ขาดเรื่องความอดทน ขาดเรื่องพลัง เราทราบได้หมด
แต่เครื่องมือไม่สามารถทราบได้ว่า จิตใจของท่านนั้น จะมีความเป็นเพ็รชฆาตสู้ไม่มีวันถอยได้ในการแข่งขันจักรยานหรือไม่ จิตใจของท่านนั้น จะแข็งแกร่งดั่งภูผาหินหรือไม่ จิตใจของเรานั้น จะต่อสู้กับอุปสรรคในการเผชิญความเป็นจริง ความกดดันที่เกิดขึ้นกับตนเองได้หรือไม่ เรื่องทางด้านจิตใจนั้น ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาตร์ในโลกหล้าสามารถที่จะกระทำให้มนุษย์ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อก้าวเดินไปสู่จุดความสามารถอันสูงสุดในความเป็นมนุษย์ได้ ....ท่านว่าจริงหรือไม่....
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
วิทยาศาสตร์ทางเทคโนโลยี จิตใจความรู้สึกนึกคิด เป็นความสัมพันธ์ที่จะประกอบเป็นความสามารถสูงสุดของตัวเราเองได้ การผสมผสานกันทั้งสองอย่าง จะเป็นความสัมพันธ์ที่จะเดินทางไปสู่ความเป็นเลิศได้อย่างสมบูรณ์สูงสุดเช่นกัน....
ในกระทู้แห่งนี้คงเป็นเรื่องที่ว่าด้วยการเรียนรูความรู้สึกนึกคิดของตนเอง สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในขณะจิตที่ตนเองกำลังประกอบกิจกรรม .....
ในกระทู้แห่งนี้คงเป็นเรื่องที่ว่าด้วยการเรียนรูความรู้สึกนึกคิดของตนเอง สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในขณะจิตที่ตนเองกำลังประกอบกิจกรรม .....
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
จะทำอย่างไรดีละเมื่อขี่เท่าไหร่ก็ยังไล่คนข้างหน้าไม่ได้ซักที ทั้งที่เราก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แถมด้วยกลุ่มใหญ่ที่ไล่มาข้างหลังก็ไล่เข้ามาทีละนิด ๆ เราอยู่ระหว่างกลางของกลุ่มจักรยานทั้งสองทีม การพยายามที่จะไล่ข้างหน้าให้ทัน การปั่นให้หนีกลุ่มข้างหลังเป็นดั่งเกมส์ที่เคยได้ลงทำการแข่งขันมาแล้วเมื่อในอดีต...
หากแต่ว่าวันนี้นั้น เป็นการฝึกซ้อมที่อาศัยสายเลือดในความเป็นนักกีฬาจักรยานเก่า จิตใจของตนเอง มีเรื่องแปลกประหลาดอยู่นิดหน่อย คือเมื่อได้จับจักรยานแล้ว การที่จะมาขี่เล่นหัวแบบไปเรื่อย ๆ นั้นไม่มี มีแต่ความกระสันอยากที่จะปั่นจักรยานให้เร็ว ยิ่งเมื่อขี่กันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยแล้ว ความรู้สึกมันส์ในอารมณ์ตนเองเกิด มักจะไม่ยอมแพ้อย่างง่าย ๆ ทั้งที่ไม่เคยได้ซ้อมจักรยานเลย แต่ด้วยคงเป็นเพราะหนทางในการต่อสู้บนอานจักรยานเมื่อครั้งก่อนเก่า คงติดเป็นนิสัยความเคยชิน ยามใดเมื่อปั่นจักรยาน เป็นอันต้องขี่แบบเกินความสามารถของตัวองตลอด ในวันนี้ก็เช่นกัน ข้าพเจ้าเป็นคนที่อยู่ระหว่างทีมจักรยานทั้งสอง รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีความสามารถที่จะไล่ตามข้างหน้าให้ทันได้ และทราบอยู่แก่ใจตนเมื่อเหลือบไปมองเห็นกลุ่มที่ไล่ตามมาข้างหลัง แต่ยิ่งมองข้างหน้ายิ่งเหมือนสิ่งเร้าให้เราไล่ไปให้เร็วที่สุด ยิ่งมองข้างหลังยิ่งบอกกับตัวเองว่ามาทันเมื่อใดมันส์แน่ ๆ .....
หากแต่ว่าวันนี้นั้น เป็นการฝึกซ้อมที่อาศัยสายเลือดในความเป็นนักกีฬาจักรยานเก่า จิตใจของตนเอง มีเรื่องแปลกประหลาดอยู่นิดหน่อย คือเมื่อได้จับจักรยานแล้ว การที่จะมาขี่เล่นหัวแบบไปเรื่อย ๆ นั้นไม่มี มีแต่ความกระสันอยากที่จะปั่นจักรยานให้เร็ว ยิ่งเมื่อขี่กันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยแล้ว ความรู้สึกมันส์ในอารมณ์ตนเองเกิด มักจะไม่ยอมแพ้อย่างง่าย ๆ ทั้งที่ไม่เคยได้ซ้อมจักรยานเลย แต่ด้วยคงเป็นเพราะหนทางในการต่อสู้บนอานจักรยานเมื่อครั้งก่อนเก่า คงติดเป็นนิสัยความเคยชิน ยามใดเมื่อปั่นจักรยาน เป็นอันต้องขี่แบบเกินความสามารถของตัวองตลอด ในวันนี้ก็เช่นกัน ข้าพเจ้าเป็นคนที่อยู่ระหว่างทีมจักรยานทั้งสอง รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีความสามารถที่จะไล่ตามข้างหน้าให้ทันได้ และทราบอยู่แก่ใจตนเมื่อเหลือบไปมองเห็นกลุ่มที่ไล่ตามมาข้างหลัง แต่ยิ่งมองข้างหน้ายิ่งเหมือนสิ่งเร้าให้เราไล่ไปให้เร็วที่สุด ยิ่งมองข้างหลังยิ่งบอกกับตัวเองว่ามาทันเมื่อใดมันส์แน่ ๆ .....
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: ......................'' ปฏิวัติตนเองสู่วิถีปี 52 ......''
การพยายามที่จะปั่นไม่ให้ข้างหลังไล่ทันยังคงถูกกระตุ่นเตือนทางด้านความรู้สึกนึกคิด การได้รับคำสั่งมาจากจิตใจส่วนการจำได้หมายรู้ ได้บอกกับกายทางชีวภาพว่าพยามกดบดดึงรักษาความหนัก พยายามขี่ให้เป็นวงรอบแบบเหวี่ยงรอบขาเหมือนการแตะลูกบอล แต่เราเล่นแตะขาบนบันใดคลิปเรสท์ เมื่อเราใช้ระดับความหนักสูง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขี่โดยใช้ขาหลังเป็นแรงช่วยดึงให้เกิดความเบาของระดับความหนัก และการที่เรารักษาความต่อเนื่องกับการปั่น ที่ความหนักสูงเช่นนั้น จะไม่หลงเหลือความหนักให้เรารู้สึก แต่จะมีอยู่คือความเบาต่อการปั่น เพราะความรู้สึกหนักจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความเร็วตก ช่วงเข้าโค้ง ช่วงที่ไม่สามารถขี่แบบควงขาหลังได้ ความหนักของความรู้สึกจะมาเยือนตลอด ทางเลือกที่ดีที่สุดต่อการปั่นในการใช้ใบจานหนัก คือขี่ให้เกิดความเบา ตรงนี้นั้นเอง ที่เราเห็นแชมป์ปั่นจักรยานเสือหมอบด้วยใบหน้า 54 เฟืองหลังที่ 13 ถ้าเมื่อเทียบระดับความหนักแล้ว ยามที่รถจักรยานจอดนิ่งอยู่กับที่ เราไม่สามารถกดบันใดได้เลย แต่ทำไมเขาถึงปั่นได้ร้อยกว่ารอบต่อนาที .....
เป็นคำตอบไหมครับว่า ทำไมการฝึกขี่ซอยถึงมีความสำคัญต่อการขี่จักรยาน ......
เป็นคำตอบไหมครับว่า ทำไมการฝึกขี่ซอยถึงมีความสำคัญต่อการขี่จักรยาน ......
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....