
TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
ผู้ดูแล: ผู้ดูแลบอร์ดชมรมย่อย
กฏการใช้บอร์ด
กระดานนี้จะรวมกระทู้กลุ่มย่อยต่างๆ ใครไร้สังกัดหรือกลุ่มตั้งใหม่ สามารถตั้งกระทู้คุยได้ที่ห้องนี้ครับ
กระดานนี้จะรวมกระทู้กลุ่มย่อยต่างๆ ใครไร้สังกัดหรือกลุ่มตั้งใหม่ สามารถตั้งกระทู้คุยได้ที่ห้องนี้ครับ
- Tiger 30
- ขาประจำ
- โพสต์: 6328
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ส.ค. 2008, 22:04
- Tel: 08-7392-2338
- team: สสสสส.(สุมหัวกันปั่นยานพาหนะที่ต้องใช้ 2 ขาถีบ เพื่อความสนุกสนานและสังสรรค์)
- Bike: GT CHALLENGER TREK
- ตำแหน่ง: 131 moo 9 tumbon thanooddual
- ติดต่อ:
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
...จะดีหรือชั่ว อยู่ที่ตัวทำ จะสูงหรือต่ำ อยู่ที่ทำตัว...
อยู่หลังไหนก็หนีไม่พ้น บ้านตากอากาศเพราะเราคือ คนปั่น....เหมือนกัน
ร่วมสรุปทริป งานชุมนุมเสือครั้งที่ 5 ทะเลน้อย 100 กม.
อยู่หลังไหนก็หนีไม่พ้น บ้านตากอากาศเพราะเราคือ คนปั่น....เหมือนกัน
ร่วมสรุปทริป งานชุมนุมเสือครั้งที่ 5 ทะเลน้อย 100 กม.
- ชยุต (Pc)
- ขาประจำ
- โพสต์: 210
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 22:33
- team: กลุ่มชมสวน
- Bike: GT PANTERA
- ตำแหน่ง: Nonthaburi
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
ขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดการพัฒนามาเสนอไว้ในที่นี้ด้วย
1) พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่คณะผู้บริหารงานเร่งรัดพัฒนาชนบทระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2512
“.....การพัฒนาชนบทเป็นงานที่สำคัญ เป็นงานที่ยาก เป็นงานที่จะต้องทำให้ได้ด้วยความสามารถ ด้วยความเฉลียวฉลาด คือ ทั้งเฉลียวทั้งฉลาด ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ มิใช่มุ่งที่จะหากินด้วยวิธีการใดๆ ใครอยากหากินขอให้ลาออกจากตำแหน่ง ไปทำการค้าดีกว่า เพราะว่าถ้าทำผิดพลาดไปแล้ว บ้านเมืองเราล่มจม และเมื่อบ้านเมืองของเราล่มจมแล้วเราอยู่ไม่ได้ ก็เท่ากับเสียหมดทุกอย่าง.....”
2) พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 18 กรกฎาคม 2517
“.....การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยประเทศหลายประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้.....”
3) พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 15 กรกฎาคม 2519
“.....โครงการพัฒนาต่างๆ ตั้งขึ้นเพื่อปรับปรุงดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้ว คือ ทรัพยากรตามธรรมชาติให้เกิดผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยและประชาชนส่วนรวมให้ได้มากที่สุด ในทางปฏิบัตินั้น นอกจากจะได้ผลส่วนใหญ่ หรือส่วนรวมตามจุดประสงค์แล้ว บางทีก็อาจทำให้มีการเสียหายในบางส่วนได้บ้าง เพื่อที่จะให้โครงการมีผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย จำเป็นต้องพิจารณาจัดตั้งโดยรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน ให้ทราบว่าผลที่เกิดจากโครงการนั้นจะมีขอบเขตต่อเนื่องไปเพียงใด และมีผลดีผลเสียประการใดที่จุดใดบ้าง จักได้สามารถวางแผนงานให้สอดคล้องต้องกันทุกส่วนทุกขั้น เพื่อแก้ไขส่วนที่จะเสียหายให้กลับเป็นดี ให้โครงการได้ประโยชน์มากที่สุด.....”
4) พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ณ วิทยาเขตเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง วันที่ 18 ตุลาคม 2520
“.....เมื่อพูดถึงการสร้างความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง มักจะคิดกันถึงงานที่ใหญ่โตมากๆ เช่น การสร้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นต้น สำหรับประเทศของเรา ข้าพเจ้าใคร่ขอให้นักวิชาการและปฏิบัติการทางเทคโนโลยีหันมาพิจารณาถึงการสร้างสรรค์อีกแบบหนึ่งด้วย คือ การใช้หลักวิชาและความริเริ่มสร้างงานที่อาจดูไม่ใหญ่โตนัก แต่มีประสิทธิภาพสูง และอำนวยประโยชน์โดยตรงได้มาก โดยนำเอาทรัพยากรธรรมชาติ ความรู้ความสามารถ ตลอดจนแรงงานของคนส่วนใหญ่ให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และให้เกิดความเสียหายหรือความสูญเปล่าน้อยที่สุด การสร้างความเจริญในลักษณะนี้ จะช่วยสร้างเสริมความเจริญของกิจการส่วนรวมได้แน่นอน เมื่อเราค่อยๆ สร้างความเจริญมั่นคงให้เพิ่มทวีขึ้นแก่ทุกคนในชาติได้จริงๆ แล้ว ความเจริญยิ่งใหญ่ที่ปรารถนา ก็จะเกิดตามมาเองในไม่ช้านัก.....”
5) พระราชดำรัสในพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชเจ้า ณ ท้องสนามหลวง วันที่ 5 เมษายน 2525“
.....การรักษาอิสรภาพและความเป็นไทยให้ดำรงมั่นคงยืนยาวไปถือว่าเป็นกรณียกิจอันสำคัญสูงสุด นอกจากต้องอาศัยการบริหารประเทศที่ฉลาดสามารถ และสุจริตเป็นธรรมแล้ว ยังต้องอาศัยความร่วมสนับสนุนจากประชาชนทั้งประเทศด้วย คือ ประชาชนแต่ละคนจะต้องขวนขวายสร้างสรรค์ประโยชน์ และดำรงอยู่ในคุณธรรมอันสมควรแก่ฐานะของตนๆ คุณธรรมที่ทุกคนควรจะศึกษาและน้อมนำมาปฏิบัติ มีอยู่สี่ประการ ประการแรก คือ การรักษาความสัจความจริงใจต่อตัวเอง ที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม ประการที่สอง คือ การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจความดีนั้น ประการที่สาม คือ การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริต ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด ประการที่สี่ คือ การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง คุณธรรมสี่ประการนี้ ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงามขึ้นโดยทั่วกันแล้ว จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข ความร่มเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ดังประสงค์.....”
6) พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันที่ 7 กรกฎาคม 2530
“.....ความเจริญของบ้านเมืองนั้น แท้จริงเกิดจากความเจริญของบุคคลแต่ละคนประกอบกันขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้มีความรู้ความสามารถทั้งหลายควรจะได้ถือเป็นภาระรับผิดชอบสำคัญ ที่จะต้องตั้งใจพยายามทำงานของตนๆ ให้ประสบผลสำเร็จและเจริญก้าวหน้า ความเจริญของแต่ละคนจักได้ประกอบเกื้อกูลกัน ส่งให้บ้านเมืองมีความเจริญมั่นคงขึ้นด้วย วันนี้ จึงใคร่แนะนำหลักการปฏิบัติงานแก่ทุกๆ คน เบื้องต้นเมื่อจะทำงานสิ่งใด ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ขอให้พิจารณาจุดมุ่งหมายและประโยชน์ของงานนั้น ให้เห็นชัด จนเกิดความมั่นใจและพอใจที่จะกระทำ เมื่อมั่นใจแล้ว จึงกำหนดขั้นตอนทำงานให้เหมาะแก่การปฏิบัติ และลงมือปฏิบัติให้ได้ครบถ้วนตามขั้นตอนนั้นๆ โดยสม่ำเสมอจนกว่าจะสำเร็จ ขณะที่ปฏิบัติก็เอาใจใส่จดจ่อ ไม่วางมือให้ล่าช้าเสียหาย ทั้งพยายามใช้ความพินิจพิจารณาปรับปรุงการปฏิบัติให้เหมาะสมและก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้บรรลุผลที่สมบูรณ์ ท่านทั้งหลายทำได้อย่างนี้ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติงานที่ดี ที่กระทำการงานทุกอย่างด้วยหลักวิชา ด้วยความสามารถ ด้วยความพากเพียรเอาใจใส่ และด้วยวิธีการอันแยบคาย ซึ่งจะช่วยให้ประสบความสำเร็จความเจริญทุกสิ่งได้ตามประสงค์.....”
7) พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 10 กรกฎาคม 2535“
.....ความเจริญนั้นจะเกิดขึ้นได้ด้วยอาศัยปัจจัยสำคัญประกอบพร้อมกัน 4 อย่าง อย่างที่หนึ่ง ต้องมีคนดี มีปัญญา มีความรับผิดชอบ เป็นผู้ประกอบการ อย่างที่สอง ต้องมีวิทยาการที่ดีเป็นเครื่องใช้ประกอบการ อย่างที่สาม ผู้ประกอบการต้องมีความวิริยะอุตสาหะ และความเพ่งพินิจอย่างละเอียดรอบคอบในการทำงาน อย่างที่สี่ ต้องรู้จักทำงานให้พอเหมาะพอดี และพอควรแก่งานและแก่ประโยชน์ที่พึงประสงค์ ปัจจัยแห่งความเจริญดังกล่าวนี้ จะประกอบพร้อมกันขึ้นมิได้ หากบุคคลไม่พยายามศึกษาอบรมตนเองด้วยตนเองอยู่เป็นนิตย์ บัณฑิตแต่ละคนจึงควรอย่างยิ่ง ที่จะได้ตั้งใจฝึกฝนตนเองให้มีปัญญาความสามารถพร้อมทั้งพยายามใช้ศิลปะวิทยาการที่มีอยู่ ประกอบกิจการงานด้วยความเพ่งพินิจด้วยความฉลาดรอบคอบ ให้พอดีพอเหมาะแก่งานแต่ละชิ้นแต่ละอย่าง ความเจริญวัฒนาของงานของตัวเอง และของประเทศชาติจะได้เกิดขึ้นตามที่ตั้งใจปรารถนา.....”
8) พระราชดำรัสในโอกาสที่ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ และนักเรียนทุนพระราชทาน เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 22 เมษายน 2539
“.....จะต้องขอถือโอกาสนี้ มีข้อสังเกตว่าทั่วโลก เราเปิดวิทยุก็ตาม โทรทัศน์ก็ตาม เราก็จะเห็นทุกวันว่าเขามีการฆ่ากัน เขามีการทำลายกัน ไม่มีวันที่เว้นที่จะไม่มีความเดือดร้อนอย่างรุนแรง มิใช่ภัยธรรมชาติเท่านั้นเอง แต่ภัยจากสงคราม ภัยจากความเบียดเบียนกันทุกวันไม่มีเว้น แต่ว่าในประเทศไทยก็ยังคงสงบตามสมควร ขอให้ทุกคนช่วยกัน อย่าเบียดเบียนกัน ก็จะทำให้เรายังคงรักษาความสงบได้ จะเรียกว่าตามอัตภาพของเรา คือ ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่า ที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราทำเป็นประเทศที่สงบ ประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้ แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลก ในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตาม ที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบาย ความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้.....”
9) พระบรมราโชวาท
“.....บ้านเมืองของเรากำลังต้องการการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ เต็มเปี่ยมอย่างรีบด่วน ทางที่เราจะช่วยกันได้ก็คือผู้ใดมีภาระหน้าที่อันใดอยู่ ก็เร่งกระทำให้สำเร็จลุล่วงไปโดยเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยความปรารถนาดีต่อกัน.....”
10) พระบรมราโชวาท
“.....การพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่างให้เจริญขึ้นนั้น จะต้องสร้างและเสริมขึ้นจากพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ก่อนทั้งสิ้น ถ้าพื้นฐานไม่ดีหรือคลอนแคลนบกพร่องแล้ว ที่จะเพิ่มเติมเสริมต่อให้เจริญขึ้นไปอีกนั้น ยากนักที่จะทำได้ ดังนั้น นอกจากจะมุ่งสร้างความเจริญแล้ว จะต้องพยายามรักษาพื้นฐานให้มั่นคงไม่บกพร่องพร้อมๆ กันไปด้วย.....”
11) พระบรมราโชวาท
“.....ประเทศชาติกำลังพัฒนาในทุกด้าน และต้องการความสามัคคี ความสงบเรียบร้อย ผลดีทั้งปวงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ด้วย ประชาชนมีหลักของใจอันมั่นคง มีศรัทธา และปัญญาอันถูกต้อง และปฏิบัติตนอยู่ในทางที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม.....”
12) พระบรมราโชวาท
“.....การพัฒนาปรับปรุงงานทุกอย่าง ควรจะได้กระทำด้วยความมีสติรู้เท่าทัน ด้วยความเฉลียวฉลาด และความรอบคอบ สุขุม ผลของการพัฒนาที่บังเกิดขึ้นจึงจะแน่นอน มีหลักเกณฑ์ และเป็นประโยชน์ ซึ่งจะเกื้อกูลให้สรรพกิจการงาน บุคคล และชาติบ้านเมือง เจริญก้าวหน้าได้.....”
13) พระบรมราโชวาท
“.....การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป.....”
กล่าวได้อย่างมั่นใจว่า ประชาชนทั่วประเทศศรัทธาและยอมรับแนวพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นนักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จยิ่ง สำหรับแนวพระราชดำริที่เกี่ยวกับการพัฒนาของพระองค์ สรุปเป็นขั้นตอนสำคัญได้ ๕ ขั้นตอน ดังนี้
… 13.1) การสร้างความตระหนักหรือการรับรู้ให้แก่ประชาชน (awareness) เมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมประชาชนในทุกภูมิภาค จะทรงมีพระราชปฏิสันถารให้ประชาชนได้ตระหนัก รับทราบ และเข้าใจถึงสิ่งที่ควรรู้ เช่น การปลูกหญ้าแฝกจะช่วยป้องกันดินพังทลาย และใช้ปุ๋ยธรรมชาติจะช่วยประหยัดและบำรุงดิน การแก้ไขดินเปรี้ยวในภาคใต้สามารถกระทำได้ การตัดไม้ทำลายป่าจะทำให้ฝนแล้ง เป็นต้น ตัวอย่างพระราชดำรัสที่เกี่ยวกับการสร้างความตระหนักให้แก่ประชาชนได้แก่ “.....ประเทศไทยนี้เป็นที่ที่เหมาะมากในการตั้งถิ่นฐาน แต่ว่าต้องรักษาไว้ ไม่ทำให้ประเทศไทยเป็นสวนเป็นนากลายเป็นทะเลทราย ก็ป้องกัน ทำได้.....”
… 13.2) การสร้างความสนใจแก่ประชาชน (interest) บ่อยครั้งประชาชนคงได้ยินหรือรับฟังโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีนามเรียกขานแปลกหู ชวนฉงน น่าสนใจติดตามอยู่เสมอ เช่น โครงการแก้มลิง โครงการแกล้งดิน โครงการเส้นทางเกลือ โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย หรือโครงการน้ำสามรส ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น ล้วนเชิญชวนให้ติดตามอย่างใกล้ชิด แต่พระองค์ก็จะมีพระราชาธิบายแต่ละโครงการอย่างละเอียด เป็นที่เข้าใจง่ายรวดเร็วแก่ประชาชนทั้งประเทศ
… 13.3) การประเมินผล (evaluation) ด้วยการศึกษาหาข้อมูลต่างๆ ว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์นั้นเป็นอย่างไร สามารถนำไปปฏิบัติได้ในส่วนของตนเองหรือไม่ ซึ่งยังคงยึดแนวทางที่ให้ประชาชนเลือกการพัฒนาด้วยตนเองที่ว่า “.....ขอให้ถือว่าการงานที่จะทำนั้นต้องการเวลา เป็นงานที่มีผู้ดำเนินมาก่อนแล้ว ท่านเป็นผู้ที่จะเข้าไปเสริมกำลัง จึงต้องมีความอดทนที่จะเข้าไปร่วมมือกับผู้อื่น ต้องปรองดองกับเขาให้ได้ แม้เห็นว่ามีจุดหนึ่งจุดใดต้องแก้ไขปรับปรุงก็ต้องคอยพยายามแก้ไขไปตามที่ถูกที่ควร.....”
… 13.4) การทดลอง (trial) เพื่อทดสอบว่างานในพระราชดำริที่ทรงแนะนำนั้นได้ผลหรือไม่ ซึ่งในบางกรณีหากมีการทดลองไม่แน่ชัด ก็ทรงมิให้เผยแพร่แก่ประชาชน หากมีผลการทดลองจนแน่พระราชหฤทัยแล้วจึงจะออกไปสู่สาธารณชนได้ เช่น ทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำนั้น ได้มีการค้นคว้าหาความเหมาะสมและความเป็นไปได้จนทั่วทั้งประเทศว่าดียิ่ง จึงนำออกเผยแพร่แก่ประชาชน เป็นต้น
… 13.5) การยอมรับ (adoption) โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น เมื่อผ่านกระบวนการมาหลายขั้นตอน บ่มเวลาการทดลองมาเป็นเวลานาน ตลอดจนทรงให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริและสถานที่อื่นๆ เป็นแหล่งสาธิตที่ประชาชนสามารถเข้าไปศึกษาดูได้ถึงตัวอย่างแห่งความสำเร็จ ดังนั้น แนวพระราชดำริของพระองค์จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถพิสูจน์ได้ว่า จะได้รับผลดีต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของตนได้อย่างไร
… … แนวพระราชดำริทั้งหลายข้างต้นนี้ แสดงถึงพระวิริยะอุตสาหะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระสติปัญญา ตรากตรำพระวรกาย เพื่อค้นคว้าหาแนวทางการพัฒนาให้พสกนิกรทั้งหลายได้มีความร่มเย็นเป็นสุขสถาพรยั่งยืนนาน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงที่ได้พระราชทานแก่ปวงไทยตลอดเวลามากกว่า 60 ปี จึงสมควรอย่างยิ่ง ที่ประชาชนจักได้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ตามที่ทรงแนะนำสั่งสอน อบรมและวางแนวทางไว้เพื่อให้เกิดการอยู่ดีมีสุขโดยถ้วนเช่นกัน
url อ้างอิง = http://www.facebook.com/note.php?note_i ... 4326043899
1) พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่คณะผู้บริหารงานเร่งรัดพัฒนาชนบทระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2512
“.....การพัฒนาชนบทเป็นงานที่สำคัญ เป็นงานที่ยาก เป็นงานที่จะต้องทำให้ได้ด้วยความสามารถ ด้วยความเฉลียวฉลาด คือ ทั้งเฉลียวทั้งฉลาด ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ มิใช่มุ่งที่จะหากินด้วยวิธีการใดๆ ใครอยากหากินขอให้ลาออกจากตำแหน่ง ไปทำการค้าดีกว่า เพราะว่าถ้าทำผิดพลาดไปแล้ว บ้านเมืองเราล่มจม และเมื่อบ้านเมืองของเราล่มจมแล้วเราอยู่ไม่ได้ ก็เท่ากับเสียหมดทุกอย่าง.....”
2) พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 18 กรกฎาคม 2517
“.....การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยประเทศหลายประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้.....”
3) พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 15 กรกฎาคม 2519
“.....โครงการพัฒนาต่างๆ ตั้งขึ้นเพื่อปรับปรุงดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้ว คือ ทรัพยากรตามธรรมชาติให้เกิดผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยและประชาชนส่วนรวมให้ได้มากที่สุด ในทางปฏิบัตินั้น นอกจากจะได้ผลส่วนใหญ่ หรือส่วนรวมตามจุดประสงค์แล้ว บางทีก็อาจทำให้มีการเสียหายในบางส่วนได้บ้าง เพื่อที่จะให้โครงการมีผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย จำเป็นต้องพิจารณาจัดตั้งโดยรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน ให้ทราบว่าผลที่เกิดจากโครงการนั้นจะมีขอบเขตต่อเนื่องไปเพียงใด และมีผลดีผลเสียประการใดที่จุดใดบ้าง จักได้สามารถวางแผนงานให้สอดคล้องต้องกันทุกส่วนทุกขั้น เพื่อแก้ไขส่วนที่จะเสียหายให้กลับเป็นดี ให้โครงการได้ประโยชน์มากที่สุด.....”
4) พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ณ วิทยาเขตเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง วันที่ 18 ตุลาคม 2520
“.....เมื่อพูดถึงการสร้างความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง มักจะคิดกันถึงงานที่ใหญ่โตมากๆ เช่น การสร้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นต้น สำหรับประเทศของเรา ข้าพเจ้าใคร่ขอให้นักวิชาการและปฏิบัติการทางเทคโนโลยีหันมาพิจารณาถึงการสร้างสรรค์อีกแบบหนึ่งด้วย คือ การใช้หลักวิชาและความริเริ่มสร้างงานที่อาจดูไม่ใหญ่โตนัก แต่มีประสิทธิภาพสูง และอำนวยประโยชน์โดยตรงได้มาก โดยนำเอาทรัพยากรธรรมชาติ ความรู้ความสามารถ ตลอดจนแรงงานของคนส่วนใหญ่ให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และให้เกิดความเสียหายหรือความสูญเปล่าน้อยที่สุด การสร้างความเจริญในลักษณะนี้ จะช่วยสร้างเสริมความเจริญของกิจการส่วนรวมได้แน่นอน เมื่อเราค่อยๆ สร้างความเจริญมั่นคงให้เพิ่มทวีขึ้นแก่ทุกคนในชาติได้จริงๆ แล้ว ความเจริญยิ่งใหญ่ที่ปรารถนา ก็จะเกิดตามมาเองในไม่ช้านัก.....”
5) พระราชดำรัสในพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชเจ้า ณ ท้องสนามหลวง วันที่ 5 เมษายน 2525“
.....การรักษาอิสรภาพและความเป็นไทยให้ดำรงมั่นคงยืนยาวไปถือว่าเป็นกรณียกิจอันสำคัญสูงสุด นอกจากต้องอาศัยการบริหารประเทศที่ฉลาดสามารถ และสุจริตเป็นธรรมแล้ว ยังต้องอาศัยความร่วมสนับสนุนจากประชาชนทั้งประเทศด้วย คือ ประชาชนแต่ละคนจะต้องขวนขวายสร้างสรรค์ประโยชน์ และดำรงอยู่ในคุณธรรมอันสมควรแก่ฐานะของตนๆ คุณธรรมที่ทุกคนควรจะศึกษาและน้อมนำมาปฏิบัติ มีอยู่สี่ประการ ประการแรก คือ การรักษาความสัจความจริงใจต่อตัวเอง ที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม ประการที่สอง คือ การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจความดีนั้น ประการที่สาม คือ การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริต ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด ประการที่สี่ คือ การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง คุณธรรมสี่ประการนี้ ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงามขึ้นโดยทั่วกันแล้ว จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข ความร่มเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ดังประสงค์.....”
6) พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันที่ 7 กรกฎาคม 2530
“.....ความเจริญของบ้านเมืองนั้น แท้จริงเกิดจากความเจริญของบุคคลแต่ละคนประกอบกันขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้มีความรู้ความสามารถทั้งหลายควรจะได้ถือเป็นภาระรับผิดชอบสำคัญ ที่จะต้องตั้งใจพยายามทำงานของตนๆ ให้ประสบผลสำเร็จและเจริญก้าวหน้า ความเจริญของแต่ละคนจักได้ประกอบเกื้อกูลกัน ส่งให้บ้านเมืองมีความเจริญมั่นคงขึ้นด้วย วันนี้ จึงใคร่แนะนำหลักการปฏิบัติงานแก่ทุกๆ คน เบื้องต้นเมื่อจะทำงานสิ่งใด ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ขอให้พิจารณาจุดมุ่งหมายและประโยชน์ของงานนั้น ให้เห็นชัด จนเกิดความมั่นใจและพอใจที่จะกระทำ เมื่อมั่นใจแล้ว จึงกำหนดขั้นตอนทำงานให้เหมาะแก่การปฏิบัติ และลงมือปฏิบัติให้ได้ครบถ้วนตามขั้นตอนนั้นๆ โดยสม่ำเสมอจนกว่าจะสำเร็จ ขณะที่ปฏิบัติก็เอาใจใส่จดจ่อ ไม่วางมือให้ล่าช้าเสียหาย ทั้งพยายามใช้ความพินิจพิจารณาปรับปรุงการปฏิบัติให้เหมาะสมและก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้บรรลุผลที่สมบูรณ์ ท่านทั้งหลายทำได้อย่างนี้ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติงานที่ดี ที่กระทำการงานทุกอย่างด้วยหลักวิชา ด้วยความสามารถ ด้วยความพากเพียรเอาใจใส่ และด้วยวิธีการอันแยบคาย ซึ่งจะช่วยให้ประสบความสำเร็จความเจริญทุกสิ่งได้ตามประสงค์.....”
7) พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 10 กรกฎาคม 2535“
.....ความเจริญนั้นจะเกิดขึ้นได้ด้วยอาศัยปัจจัยสำคัญประกอบพร้อมกัน 4 อย่าง อย่างที่หนึ่ง ต้องมีคนดี มีปัญญา มีความรับผิดชอบ เป็นผู้ประกอบการ อย่างที่สอง ต้องมีวิทยาการที่ดีเป็นเครื่องใช้ประกอบการ อย่างที่สาม ผู้ประกอบการต้องมีความวิริยะอุตสาหะ และความเพ่งพินิจอย่างละเอียดรอบคอบในการทำงาน อย่างที่สี่ ต้องรู้จักทำงานให้พอเหมาะพอดี และพอควรแก่งานและแก่ประโยชน์ที่พึงประสงค์ ปัจจัยแห่งความเจริญดังกล่าวนี้ จะประกอบพร้อมกันขึ้นมิได้ หากบุคคลไม่พยายามศึกษาอบรมตนเองด้วยตนเองอยู่เป็นนิตย์ บัณฑิตแต่ละคนจึงควรอย่างยิ่ง ที่จะได้ตั้งใจฝึกฝนตนเองให้มีปัญญาความสามารถพร้อมทั้งพยายามใช้ศิลปะวิทยาการที่มีอยู่ ประกอบกิจการงานด้วยความเพ่งพินิจด้วยความฉลาดรอบคอบ ให้พอดีพอเหมาะแก่งานแต่ละชิ้นแต่ละอย่าง ความเจริญวัฒนาของงานของตัวเอง และของประเทศชาติจะได้เกิดขึ้นตามที่ตั้งใจปรารถนา.....”
8) พระราชดำรัสในโอกาสที่ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ และนักเรียนทุนพระราชทาน เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 22 เมษายน 2539
“.....จะต้องขอถือโอกาสนี้ มีข้อสังเกตว่าทั่วโลก เราเปิดวิทยุก็ตาม โทรทัศน์ก็ตาม เราก็จะเห็นทุกวันว่าเขามีการฆ่ากัน เขามีการทำลายกัน ไม่มีวันที่เว้นที่จะไม่มีความเดือดร้อนอย่างรุนแรง มิใช่ภัยธรรมชาติเท่านั้นเอง แต่ภัยจากสงคราม ภัยจากความเบียดเบียนกันทุกวันไม่มีเว้น แต่ว่าในประเทศไทยก็ยังคงสงบตามสมควร ขอให้ทุกคนช่วยกัน อย่าเบียดเบียนกัน ก็จะทำให้เรายังคงรักษาความสงบได้ จะเรียกว่าตามอัตภาพของเรา คือ ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่า ที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราทำเป็นประเทศที่สงบ ประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้ แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลก ในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตาม ที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบาย ความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้.....”
9) พระบรมราโชวาท
“.....บ้านเมืองของเรากำลังต้องการการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ เต็มเปี่ยมอย่างรีบด่วน ทางที่เราจะช่วยกันได้ก็คือผู้ใดมีภาระหน้าที่อันใดอยู่ ก็เร่งกระทำให้สำเร็จลุล่วงไปโดยเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยความปรารถนาดีต่อกัน.....”
10) พระบรมราโชวาท
“.....การพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่างให้เจริญขึ้นนั้น จะต้องสร้างและเสริมขึ้นจากพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ก่อนทั้งสิ้น ถ้าพื้นฐานไม่ดีหรือคลอนแคลนบกพร่องแล้ว ที่จะเพิ่มเติมเสริมต่อให้เจริญขึ้นไปอีกนั้น ยากนักที่จะทำได้ ดังนั้น นอกจากจะมุ่งสร้างความเจริญแล้ว จะต้องพยายามรักษาพื้นฐานให้มั่นคงไม่บกพร่องพร้อมๆ กันไปด้วย.....”
11) พระบรมราโชวาท
“.....ประเทศชาติกำลังพัฒนาในทุกด้าน และต้องการความสามัคคี ความสงบเรียบร้อย ผลดีทั้งปวงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ด้วย ประชาชนมีหลักของใจอันมั่นคง มีศรัทธา และปัญญาอันถูกต้อง และปฏิบัติตนอยู่ในทางที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม.....”
12) พระบรมราโชวาท
“.....การพัฒนาปรับปรุงงานทุกอย่าง ควรจะได้กระทำด้วยความมีสติรู้เท่าทัน ด้วยความเฉลียวฉลาด และความรอบคอบ สุขุม ผลของการพัฒนาที่บังเกิดขึ้นจึงจะแน่นอน มีหลักเกณฑ์ และเป็นประโยชน์ ซึ่งจะเกื้อกูลให้สรรพกิจการงาน บุคคล และชาติบ้านเมือง เจริญก้าวหน้าได้.....”
13) พระบรมราโชวาท
“.....การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป.....”
กล่าวได้อย่างมั่นใจว่า ประชาชนทั่วประเทศศรัทธาและยอมรับแนวพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นนักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จยิ่ง สำหรับแนวพระราชดำริที่เกี่ยวกับการพัฒนาของพระองค์ สรุปเป็นขั้นตอนสำคัญได้ ๕ ขั้นตอน ดังนี้
… 13.1) การสร้างความตระหนักหรือการรับรู้ให้แก่ประชาชน (awareness) เมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมประชาชนในทุกภูมิภาค จะทรงมีพระราชปฏิสันถารให้ประชาชนได้ตระหนัก รับทราบ และเข้าใจถึงสิ่งที่ควรรู้ เช่น การปลูกหญ้าแฝกจะช่วยป้องกันดินพังทลาย และใช้ปุ๋ยธรรมชาติจะช่วยประหยัดและบำรุงดิน การแก้ไขดินเปรี้ยวในภาคใต้สามารถกระทำได้ การตัดไม้ทำลายป่าจะทำให้ฝนแล้ง เป็นต้น ตัวอย่างพระราชดำรัสที่เกี่ยวกับการสร้างความตระหนักให้แก่ประชาชนได้แก่ “.....ประเทศไทยนี้เป็นที่ที่เหมาะมากในการตั้งถิ่นฐาน แต่ว่าต้องรักษาไว้ ไม่ทำให้ประเทศไทยเป็นสวนเป็นนากลายเป็นทะเลทราย ก็ป้องกัน ทำได้.....”
… 13.2) การสร้างความสนใจแก่ประชาชน (interest) บ่อยครั้งประชาชนคงได้ยินหรือรับฟังโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีนามเรียกขานแปลกหู ชวนฉงน น่าสนใจติดตามอยู่เสมอ เช่น โครงการแก้มลิง โครงการแกล้งดิน โครงการเส้นทางเกลือ โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย หรือโครงการน้ำสามรส ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น ล้วนเชิญชวนให้ติดตามอย่างใกล้ชิด แต่พระองค์ก็จะมีพระราชาธิบายแต่ละโครงการอย่างละเอียด เป็นที่เข้าใจง่ายรวดเร็วแก่ประชาชนทั้งประเทศ
… 13.3) การประเมินผล (evaluation) ด้วยการศึกษาหาข้อมูลต่างๆ ว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์นั้นเป็นอย่างไร สามารถนำไปปฏิบัติได้ในส่วนของตนเองหรือไม่ ซึ่งยังคงยึดแนวทางที่ให้ประชาชนเลือกการพัฒนาด้วยตนเองที่ว่า “.....ขอให้ถือว่าการงานที่จะทำนั้นต้องการเวลา เป็นงานที่มีผู้ดำเนินมาก่อนแล้ว ท่านเป็นผู้ที่จะเข้าไปเสริมกำลัง จึงต้องมีความอดทนที่จะเข้าไปร่วมมือกับผู้อื่น ต้องปรองดองกับเขาให้ได้ แม้เห็นว่ามีจุดหนึ่งจุดใดต้องแก้ไขปรับปรุงก็ต้องคอยพยายามแก้ไขไปตามที่ถูกที่ควร.....”
… 13.4) การทดลอง (trial) เพื่อทดสอบว่างานในพระราชดำริที่ทรงแนะนำนั้นได้ผลหรือไม่ ซึ่งในบางกรณีหากมีการทดลองไม่แน่ชัด ก็ทรงมิให้เผยแพร่แก่ประชาชน หากมีผลการทดลองจนแน่พระราชหฤทัยแล้วจึงจะออกไปสู่สาธารณชนได้ เช่น ทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำนั้น ได้มีการค้นคว้าหาความเหมาะสมและความเป็นไปได้จนทั่วทั้งประเทศว่าดียิ่ง จึงนำออกเผยแพร่แก่ประชาชน เป็นต้น
… 13.5) การยอมรับ (adoption) โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น เมื่อผ่านกระบวนการมาหลายขั้นตอน บ่มเวลาการทดลองมาเป็นเวลานาน ตลอดจนทรงให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริและสถานที่อื่นๆ เป็นแหล่งสาธิตที่ประชาชนสามารถเข้าไปศึกษาดูได้ถึงตัวอย่างแห่งความสำเร็จ ดังนั้น แนวพระราชดำริของพระองค์จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถพิสูจน์ได้ว่า จะได้รับผลดีต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของตนได้อย่างไร
… … แนวพระราชดำริทั้งหลายข้างต้นนี้ แสดงถึงพระวิริยะอุตสาหะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระสติปัญญา ตรากตรำพระวรกาย เพื่อค้นคว้าหาแนวทางการพัฒนาให้พสกนิกรทั้งหลายได้มีความร่มเย็นเป็นสุขสถาพรยั่งยืนนาน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงที่ได้พระราชทานแก่ปวงไทยตลอดเวลามากกว่า 60 ปี จึงสมควรอย่างยิ่ง ที่ประชาชนจักได้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ตามที่ทรงแนะนำสั่งสอน อบรมและวางแนวทางไว้เพื่อให้เกิดการอยู่ดีมีสุขโดยถ้วนเช่นกัน
url อ้างอิง = http://www.facebook.com/note.php?note_i ... 4326043899
หนทางง่ายๆ ในการพาร่างกายไปใกล้ธรรมชาติ คือ จักรยาน … เชิญชมและติดตาม:
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
- ชยุต (Pc)
- ขาประจำ
- โพสต์: 210
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 22:33
- team: กลุ่มชมสวน
- Bike: GT PANTERA
- ตำแหน่ง: Nonthaburi
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
คาร์ ฟรี เดย์ (ทุก) วันกับกิจกรรมปลอดรถ (ยนต์)
Sunday, 19 September 2010 06:10
22 กันยายนของทุกปี หลายประเทศทั่วโลกประกาศให้มี คาร์ ฟรี เดย์ (Car Free Day)หรือ "วันปลอดรถ"ด้วยเหตุผลเพราะต้องการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้การเดินทางรูปแบบอื่น นอกเหนือจากการใช้รถยนต์ส่วนตัว เช่น คาร์พูล (Car Pool) ที่เน้นทางเดียวกันไปด้วยกัน หรือการเดินทาง โดยระบบขนส่งสาธารณะ หรือแม้แต่การใช้จักรยาน หรือเดิน เพื่อลดการใช้น้ำมันที่นับวันยิ่งแพง และลดมลพิษทางอากาศและเสียงตลอดจนลดปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุ
ประเทศไทยเริ่มมีการรณรงค์คาร์ ฟรี เดย์มาตั้งแต่เมื่อปี 2543 ที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้รถยนต์มาโดยตลอด และปีนี้ ก็มีการจัดกิจกรรมรณรงค์อีกเช่นเคย โดยใช้ชื่อโครงการว่า "คุณช่วยได้ เพียงหยุดใช้รถเดือนละวัน เพื่อบรรเทาปัญหาจราจร" ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ อดีตประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และผู้ก่อตั้งชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย บอกว่า ปัจจุบันคนไทยยังมีความตื่นตัวไม่มากพอถึงระดับที่จะปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานเช่นเดียวกับการทิ้งรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้บริการขนส่งสาธารณะ ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องพยายามรณรงค์เรื่องนี้ต่อไป เพราะเชื่อว่า...สักวันหนึ่งสังคมไทยจะถึงจุดเปลี่ยน
"สมัยก่อน...เราสามารถจอดรถริมถนนได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อรถยนต์เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ถนนมีจำนวนเท่าเดิม ทางการก็ประกาศไม่ให้รถยนต์จอดริมถนน เพื่อเปิดทางให้รถวิ่งอย่างเดียว เราก็ยังทำได้ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านความคิด เมื่อใดก็ตามที่คนในสังคมเห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาการจราจรเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข เมื่อนั้นพฤติกรรมและความคิดจะปรับเปลี่ยนเองซึ่งขณะนี้นับเป็นสัญญาณดีที่คนไทยหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงานกันมากขึ้น"ศ.ดร.ธงชัยกล่าว และให้ความเห็นอีกว่า คาร์ ฟรี เดย์ ไม่ใช่เป็นวันรณรงค์ให้ใช้จักรยานแทนรถยนต์ แต่เป็นวันงดการใช้รถยนต์ส่วนตัว แล้วหันมาใช้การเดินทางรูปแบบอื่น จะเดิน นั่งแท็กซี่ หรือต่อรถไฟฟ้า ก็แล้วแต่...แม้จะเสียเวลาในการถึงจุดหมายบ้าง ไม่สะดวกสบายเหมือนกับขับรถเองบ้าง แต่หากเราทุกคนช่วยกัน รวมทั้งตระหนักถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นบนโลกจริงๆ ต่อไปก็จะเป็นคาร์ ฟรี เอเวอรีเดย์ (Car Free Everyday) ซึ่งเมื่อนั้นทุกๆ วัน ก็จะเป็นวันปลอดรถ (ยนต์ )
ข้อมูลจากสำนักจัดระบบการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า เฉพาะรถส่วนบุคคลที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2534-2551 มีจำนวนมากถึง 2,505,734 คัน ถ้ารถทุกคันในกรุงเทพฯ วิ่งกันคันละ 30 กิโลเมตรต่อวัน เราจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 22,551,606 กิโลกรัม(ทุกๆ 1 กิโลเมตร รถยนต์จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 0.3 กิโลกรัม) เท่ากับว่าต้องใช้ต้นไม้ถึง 22,551.60 ต้น ในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ต้นไม้ 1 ต้น ตลอดอายุสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1,000 กิโลกรัม) แต่แม้จะลดจำนวนรถทั้งหมดที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯวิ่งกันคันละ 30 กิโลเมตรต่อวัน เหลือเพียงครึ่งหนึ่ง เราก็ยังคงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง11,275,803 กิโลกรัม ซึ่งนอกจากจะก่อปัญหามลพิษตามมาแล้ว ยังเกิดปัญหาจราจรตามมาติดๆ
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2551 ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงปีละประมาณ 900,000 ล้านบาท ซึ่งเฉพาะในกรุงเทพฯ เราต้องเสียค่าน้ำมันเชื้อเพลิงไปกับปัญหาจราจรสูงถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี หรือวันละประมาณ 300 ล้านบาทต่อวัน
ลองคิดดูเล่นๆ ว่าหากมีรถยนต์เพิ่มขึ้นอีก มูลค่าความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นตามมาจะสูงขนาดไหน วันนี้...คุณพร้อมหรือยังที่จะหยุดการใช้รถเพียงแค่เดือนละครั้ง...เพื่อโลกของเรา!
บรรยายใต้ภาพ
สัญลักษณ์ใช้จักรยานแทนรถยนต์
สภาพการจราจรเมืองไทย
ปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพและลดโลกร้อน
เปลี่ยนมาขึ้นรถประจำทาง
โลโก้คาร์ฟรีเดย์ 2010
ธงชัย พรรณสวัสดิ์--จบ--
วฤตดา หาระภูมิ
(before-125@ hotmail.com)
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน
http://www.its.in.th/index.php/componen ... 8-23-11-28
Sunday, 19 September 2010 06:10
22 กันยายนของทุกปี หลายประเทศทั่วโลกประกาศให้มี คาร์ ฟรี เดย์ (Car Free Day)หรือ "วันปลอดรถ"ด้วยเหตุผลเพราะต้องการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้การเดินทางรูปแบบอื่น นอกเหนือจากการใช้รถยนต์ส่วนตัว เช่น คาร์พูล (Car Pool) ที่เน้นทางเดียวกันไปด้วยกัน หรือการเดินทาง โดยระบบขนส่งสาธารณะ หรือแม้แต่การใช้จักรยาน หรือเดิน เพื่อลดการใช้น้ำมันที่นับวันยิ่งแพง และลดมลพิษทางอากาศและเสียงตลอดจนลดปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุ
ประเทศไทยเริ่มมีการรณรงค์คาร์ ฟรี เดย์มาตั้งแต่เมื่อปี 2543 ที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้รถยนต์มาโดยตลอด และปีนี้ ก็มีการจัดกิจกรรมรณรงค์อีกเช่นเคย โดยใช้ชื่อโครงการว่า "คุณช่วยได้ เพียงหยุดใช้รถเดือนละวัน เพื่อบรรเทาปัญหาจราจร" ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ อดีตประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และผู้ก่อตั้งชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย บอกว่า ปัจจุบันคนไทยยังมีความตื่นตัวไม่มากพอถึงระดับที่จะปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานเช่นเดียวกับการทิ้งรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้บริการขนส่งสาธารณะ ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องพยายามรณรงค์เรื่องนี้ต่อไป เพราะเชื่อว่า...สักวันหนึ่งสังคมไทยจะถึงจุดเปลี่ยน
"สมัยก่อน...เราสามารถจอดรถริมถนนได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อรถยนต์เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ถนนมีจำนวนเท่าเดิม ทางการก็ประกาศไม่ให้รถยนต์จอดริมถนน เพื่อเปิดทางให้รถวิ่งอย่างเดียว เราก็ยังทำได้ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านความคิด เมื่อใดก็ตามที่คนในสังคมเห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาการจราจรเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข เมื่อนั้นพฤติกรรมและความคิดจะปรับเปลี่ยนเองซึ่งขณะนี้นับเป็นสัญญาณดีที่คนไทยหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงานกันมากขึ้น"ศ.ดร.ธงชัยกล่าว และให้ความเห็นอีกว่า คาร์ ฟรี เดย์ ไม่ใช่เป็นวันรณรงค์ให้ใช้จักรยานแทนรถยนต์ แต่เป็นวันงดการใช้รถยนต์ส่วนตัว แล้วหันมาใช้การเดินทางรูปแบบอื่น จะเดิน นั่งแท็กซี่ หรือต่อรถไฟฟ้า ก็แล้วแต่...แม้จะเสียเวลาในการถึงจุดหมายบ้าง ไม่สะดวกสบายเหมือนกับขับรถเองบ้าง แต่หากเราทุกคนช่วยกัน รวมทั้งตระหนักถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นบนโลกจริงๆ ต่อไปก็จะเป็นคาร์ ฟรี เอเวอรีเดย์ (Car Free Everyday) ซึ่งเมื่อนั้นทุกๆ วัน ก็จะเป็นวันปลอดรถ (ยนต์ )
ข้อมูลจากสำนักจัดระบบการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า เฉพาะรถส่วนบุคคลที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2534-2551 มีจำนวนมากถึง 2,505,734 คัน ถ้ารถทุกคันในกรุงเทพฯ วิ่งกันคันละ 30 กิโลเมตรต่อวัน เราจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 22,551,606 กิโลกรัม(ทุกๆ 1 กิโลเมตร รถยนต์จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 0.3 กิโลกรัม) เท่ากับว่าต้องใช้ต้นไม้ถึง 22,551.60 ต้น ในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ต้นไม้ 1 ต้น ตลอดอายุสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1,000 กิโลกรัม) แต่แม้จะลดจำนวนรถทั้งหมดที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯวิ่งกันคันละ 30 กิโลเมตรต่อวัน เหลือเพียงครึ่งหนึ่ง เราก็ยังคงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง11,275,803 กิโลกรัม ซึ่งนอกจากจะก่อปัญหามลพิษตามมาแล้ว ยังเกิดปัญหาจราจรตามมาติดๆ
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2551 ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงปีละประมาณ 900,000 ล้านบาท ซึ่งเฉพาะในกรุงเทพฯ เราต้องเสียค่าน้ำมันเชื้อเพลิงไปกับปัญหาจราจรสูงถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี หรือวันละประมาณ 300 ล้านบาทต่อวัน
ลองคิดดูเล่นๆ ว่าหากมีรถยนต์เพิ่มขึ้นอีก มูลค่าความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นตามมาจะสูงขนาดไหน วันนี้...คุณพร้อมหรือยังที่จะหยุดการใช้รถเพียงแค่เดือนละครั้ง...เพื่อโลกของเรา!
บรรยายใต้ภาพ
สัญลักษณ์ใช้จักรยานแทนรถยนต์
สภาพการจราจรเมืองไทย
ปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพและลดโลกร้อน
เปลี่ยนมาขึ้นรถประจำทาง
โลโก้คาร์ฟรีเดย์ 2010
ธงชัย พรรณสวัสดิ์--จบ--
วฤตดา หาระภูมิ
(before-125@ hotmail.com)
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน
http://www.its.in.th/index.php/componen ... 8-23-11-28
หนทางง่ายๆ ในการพาร่างกายไปใกล้ธรรมชาติ คือ จักรยาน … เชิญชมและติดตาม:
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
- TIGERSONG
- ขาประจำ
- โพสต์: 533
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 20:59
- team: ชมรมจักรยานจังหวัดตรัง
- Bike: DAHON
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....












ดูรายงานคาร์ฟรีเดย์เมืองตรัง..12 ชั่วโมง..ตรัง..พัทลุง..ทุ่งสง..ตรัง..ของลุงสมพลนะครับที่...
http://www.trangzone.com/webboard_show. ... 9&ID=35119
ดูภาพและแผนที่คาร์ฟรีเดย์เมืองตรัง...จากกล้องของ....TIGERSONG....ได้ที่...
http://picasaweb.google.com/tigersongthai/530919#
ค้นหาข้อมูลภาพของผม(TIGERSONG)ย้อนหลังได้จากพิคาซ่า นะครับ.....
http://picasaweb.google.com/tigersongthai
ติดตาม..ส่งข่าว..พูดคุย..ได้ที่ http://www.facebook.com/TIGERSONGTHAI
....ดูสารบัญกิจกรรมต่างๆของผมและเพื่อนๆ ที่ผ่านมา... ได้ที่...โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน...(ใส่ปี พศ ด้วย)
http://picasaweb.google.com/tigersongthai
ติดตาม..ส่งข่าว..พูดคุย..ได้ที่ http://www.facebook.com/TIGERSONGTHAI
....ดูสารบัญกิจกรรมต่างๆของผมและเพื่อนๆ ที่ผ่านมา... ได้ที่...โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน...(ใส่ปี พศ ด้วย)
- TIGERSONG
- ขาประจำ
- โพสต์: 533
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 20:59
- team: ชมรมจักรยานจังหวัดตรัง
- Bike: DAHON
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
................................ปั่นเมืองตรัง เสาร์ที่ 530925 เกาะมุก ......................

มี เสียงเรียกร้องจากสมาชิกที่ไปสำรวจท่าเรือไปเกาะมุกมาว่า...ไปเกาะมุกกันดี กว่า...แฮะแฮะแฮะ...
สรุปว่าวันเสาร์นี้(530925) ก่อน.8.00น เจอกันที่ลานน้ำพุปลาพยูนปั่นไปท่าเรือควนตุงกู 47 กม

ลงเรือเที่ยงที่ท่าเรือควนตุงกู...ไปเกาะมุก..เอาเต้นท์ไปด้วยนะครับ...
ขึ้นเรือกลับเช้าวัน อาทิตย์..8.00น..แล้วปั่นกลับเมืองตรัง...ทางไหนค่อยว่ากันครับ...
ปล.ถ้าจะมีสมทบจากที่อื่น...กะเวลาเอาจักรยานขึ้นรถมาให้ทันไม่เกินเที่ยงที่ท่าเรือควนตุงกูเป็นใช้ได้ครับ...แฮะแฮะแฮะ
รายละเอียดเส้นทางไปท่าเรือควนตุงกู.. http://maps.google.co.th/maps?f=d&sourc ... 41513&z=11

มี เสียงเรียกร้องจากสมาชิกที่ไปสำรวจท่าเรือไปเกาะมุกมาว่า...ไปเกาะมุกกันดี กว่า...แฮะแฮะแฮะ...
สรุปว่าวันเสาร์นี้(530925) ก่อน.8.00น เจอกันที่ลานน้ำพุปลาพยูนปั่นไปท่าเรือควนตุงกู 47 กม

ลงเรือเที่ยงที่ท่าเรือควนตุงกู...ไปเกาะมุก..เอาเต้นท์ไปด้วยนะครับ...
ขึ้นเรือกลับเช้าวัน อาทิตย์..8.00น..แล้วปั่นกลับเมืองตรัง...ทางไหนค่อยว่ากันครับ...
ปล.ถ้าจะมีสมทบจากที่อื่น...กะเวลาเอาจักรยานขึ้นรถมาให้ทันไม่เกินเที่ยงที่ท่าเรือควนตุงกูเป็นใช้ได้ครับ...แฮะแฮะแฮะ
รายละเอียดเส้นทางไปท่าเรือควนตุงกู.. http://maps.google.co.th/maps?f=d&sourc ... 41513&z=11
ค้นหาข้อมูลภาพของผม(TIGERSONG)ย้อนหลังได้จากพิคาซ่า นะครับ.....
http://picasaweb.google.com/tigersongthai
ติดตาม..ส่งข่าว..พูดคุย..ได้ที่ http://www.facebook.com/TIGERSONGTHAI
....ดูสารบัญกิจกรรมต่างๆของผมและเพื่อนๆ ที่ผ่านมา... ได้ที่...โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน...(ใส่ปี พศ ด้วย)
http://picasaweb.google.com/tigersongthai
ติดตาม..ส่งข่าว..พูดคุย..ได้ที่ http://www.facebook.com/TIGERSONGTHAI
....ดูสารบัญกิจกรรมต่างๆของผมและเพื่อนๆ ที่ผ่านมา... ได้ที่...โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน...(ใส่ปี พศ ด้วย)
- TIGERSONG
- ขาประจำ
- โพสต์: 533
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 20:59
- team: ชมรมจักรยานจังหวัดตรัง
- Bike: DAHON
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
.......................ปั่นเมืองตรัง เสาร์ที่ 530925 เกาะมุก....................
ปั่นซำเหมาเมืองตรังทริปนี้...ปั่นไปนอนเกาะมุก..ไป 7 คน..ไปส่ง 1 คน..แล้วตามไปตอนเย็นอีก 5 คน ครับ...แฮะแฮะแฮะ...
ได้ปั่นตระเวณชมหมู่บ้านโดยไม่ต้องเดิน...ได้ชมหญ้าทะเลโดยไม่ต้องลงเรือไปเพราะมีอยู่เต็มไปหมดที่ท่าเรือครับ.
ดูภาพและบรรยายได้ที่... http://www.trangzone.com/webboard_show.php?ID=35283
ดูภาพและแผนที่ได้ที่... http://picasaweb.google.co.th/tigersongthai/530925#






























ปั่นซำเหมาเมืองตรังทริปนี้...ปั่นไปนอนเกาะมุก..ไป 7 คน..ไปส่ง 1 คน..แล้วตามไปตอนเย็นอีก 5 คน ครับ...แฮะแฮะแฮะ...
ได้ปั่นตระเวณชมหมู่บ้านโดยไม่ต้องเดิน...ได้ชมหญ้าทะเลโดยไม่ต้องลงเรือไปเพราะมีอยู่เต็มไปหมดที่ท่าเรือครับ.
ดูภาพและบรรยายได้ที่... http://www.trangzone.com/webboard_show.php?ID=35283
ดูภาพและแผนที่ได้ที่... http://picasaweb.google.co.th/tigersongthai/530925#






























ค้นหาข้อมูลภาพของผม(TIGERSONG)ย้อนหลังได้จากพิคาซ่า นะครับ.....
http://picasaweb.google.com/tigersongthai
ติดตาม..ส่งข่าว..พูดคุย..ได้ที่ http://www.facebook.com/TIGERSONGTHAI
....ดูสารบัญกิจกรรมต่างๆของผมและเพื่อนๆ ที่ผ่านมา... ได้ที่...โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน...(ใส่ปี พศ ด้วย)
http://picasaweb.google.com/tigersongthai
ติดตาม..ส่งข่าว..พูดคุย..ได้ที่ http://www.facebook.com/TIGERSONGTHAI
....ดูสารบัญกิจกรรมต่างๆของผมและเพื่อนๆ ที่ผ่านมา... ได้ที่...โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน...(ใส่ปี พศ ด้วย)
- TigerSmile'Hy
- ขาประจำ
- โพสต์: 6475
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2008, 15:19
- Tel: 081-4190187
- team: "สสสสส." (สุมหัวกันปั่นยานพาหนะที่ต้องใช้ 2 ขาถีบ เพื่อความสนุกสนานและสังสรรค์)
- Bike: SOMA SAGA, KHS Team St, KHS F20-T3, TheOldCan, Mazda, Honda, Yamaha / Map60cs / Nikon D3000 ...
- ตำแหน่ง: 180/91 ม.1 ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110
- ติดต่อ:
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
ดายของแปลบ... 
นักปั่นฯ, นักแข่ง ... ได้เจอแค่เส้นชัยที่ปลายทาง ทว่า นักท่องเที่ยว, นักเดินทาง ... ได้เจอเรื่องราวมากมายระหว่างทาง
WebSite | www.TigerSmile.Net
WebSite | www.TigerSmile.Net
- บังโหลด
- ขาประจำ
- โพสต์: 2610
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 08:38
- Tel: 0611758765
- team: Setoi Ethanol & BikE CorneR ShoP SatuN/เสือสะโตย เอธานอล E85
- Bike: TREK520#2014
- ตำแหน่ง: BIKE CORNER 181 ม.7 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล 91000
- ติดต่อ:
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
สวัสดีครับลุงทรง+ท่าน อ.สรรเสริญ
เรื่องที่เคยคุยกันปีก่อน
สนใจหรือเปล่าพี่ ตจว.รับ 400 ท่าน ลองแลตามนี้นะ หากสนใจ อย่างไวเลยนะครับ
http://www.satunpao.go.th/raklae/fahsatun_01.html
เรื่องที่เคยคุยกันปีก่อน
สนใจหรือเปล่าพี่ ตจว.รับ 400 ท่าน ลองแลตามนี้นะ หากสนใจ อย่างไวเลยนะครับ
http://www.satunpao.go.th/raklae/fahsatun_01.html
ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร__ มารยาทส่อสันดาน...ชาติเชื้อฯ
โคลงโลกนิติ
LINE ID:bungload
โคลงโลกนิติ
LINE ID:bungload
-
Boat_zzz
- สมาชิก
- โพสต์: 19
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ส.ค. 2008, 14:36
- Tel: 085-7859528
- team: Free tigere ตรัง
- Bike: wheeler
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
ไปเที่ยวน่าสนุกจังครับ
อยากไปจัง
อยากไปจัง
- TIGERSONG
- ขาประจำ
- โพสต์: 533
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 20:59
- team: ชมรมจักรยานจังหวัดตรัง
- Bike: DAHON
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
ลองคิดดูครับ...ว่าถ้ามีโอกาสปั่นขึ้นไป 5 ธันวามหาราชกะเขาบ้าง...แฮะแฮะแฮะ
ให้ต้องไปถึงพักที่นครปฐม...ในวันที่ 4 ธค 2553...นั้นต้องใช้เวลาปั่นจากเมืองตรัง 7 วันครับ
วันที่ออกปั่นคงต้องเป็นวันอาทิตย์ที่ 28 พย 2553.....จุดพักน่าจะเป็น...
28 พย 2553....137 กม...เวียงสระ (วัดเขานิพันธ์ )
29 พย 2553.....103 กม..ไชยา (วัดพระบรมธาตุไชยาวรวิหาร)
30 พย 2553.....136 กม....ชุมพร (สำนักสงฆ์ถ้ำเขาปุก)
1 ธค 2553........131 กม..ทับสะแก (วัดห้วยลึก)
2 ธค 2553........126 กม..เขาเต่า (วัดเขาเต่า)
3 ธค 2553.........134 กม..ราชบุร๊ (วัดเขาวังราชบุรี)
4 ธค 2553.......50 กม.....นครปฐม (องค์พระปฐมเจดีย์)
ทางภาคใต้ไม่รู้ใครจะไปด้วย..และปั่นถึงไหน..วันไหนบ้าง..เผื่อจะได้ปรับให้ปั่นร่วมทางกันบ้างนะครับ...แฮะแฮะแฮะ
ดูรายละเอียดเส้นทาง http://maps.google.co.th/maps?f=d&sourc ... 128418&z=6
ให้ต้องไปถึงพักที่นครปฐม...ในวันที่ 4 ธค 2553...นั้นต้องใช้เวลาปั่นจากเมืองตรัง 7 วันครับ
วันที่ออกปั่นคงต้องเป็นวันอาทิตย์ที่ 28 พย 2553.....จุดพักน่าจะเป็น...
28 พย 2553....137 กม...เวียงสระ (วัดเขานิพันธ์ )
29 พย 2553.....103 กม..ไชยา (วัดพระบรมธาตุไชยาวรวิหาร)
30 พย 2553.....136 กม....ชุมพร (สำนักสงฆ์ถ้ำเขาปุก)
1 ธค 2553........131 กม..ทับสะแก (วัดห้วยลึก)
2 ธค 2553........126 กม..เขาเต่า (วัดเขาเต่า)
3 ธค 2553.........134 กม..ราชบุร๊ (วัดเขาวังราชบุรี)
4 ธค 2553.......50 กม.....นครปฐม (องค์พระปฐมเจดีย์)
ทางภาคใต้ไม่รู้ใครจะไปด้วย..และปั่นถึงไหน..วันไหนบ้าง..เผื่อจะได้ปรับให้ปั่นร่วมทางกันบ้างนะครับ...แฮะแฮะแฮะ
ดูรายละเอียดเส้นทาง http://maps.google.co.th/maps?f=d&sourc ... 128418&z=6
- ไฟล์แนบ
-
- 531204.jpg (35.21 KiB) เข้าดูแล้ว 289 ครั้ง
ค้นหาข้อมูลภาพของผม(TIGERSONG)ย้อนหลังได้จากพิคาซ่า นะครับ.....
http://picasaweb.google.com/tigersongthai
ติดตาม..ส่งข่าว..พูดคุย..ได้ที่ http://www.facebook.com/TIGERSONGTHAI
....ดูสารบัญกิจกรรมต่างๆของผมและเพื่อนๆ ที่ผ่านมา... ได้ที่...โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน...(ใส่ปี พศ ด้วย)
http://picasaweb.google.com/tigersongthai
ติดตาม..ส่งข่าว..พูดคุย..ได้ที่ http://www.facebook.com/TIGERSONGTHAI
....ดูสารบัญกิจกรรมต่างๆของผมและเพื่อนๆ ที่ผ่านมา... ได้ที่...โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน...(ใส่ปี พศ ด้วย)
-
ลุง สมพล
- ขาประจำ
- โพสต์: 4336
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 10:36
- Tel: 0869410405
- team: " ไม้ค้ำตะวัน "
- Bike: Challenger, TREK 3900 (ใหม่จากลาว), LA เก็บเข้ากรุ, รถพับTeam F2185
- ตำแหน่ง: 9 ถ.รัษฎา อ.เมือง จ.ตรัง
- ติดต่อ:
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
... ขอแสดงความยินดีกับ คุณTIGERSONG ที่ได้หลานสาวคนแรก
ตอนนี้ก็กลายเป็นคุณตาไปแล้วคร้าบบบบ...................
ตอนนี้ก็กลายเป็นคุณตาไปแล้วคร้าบบบบ...................
... มาปั่นกันวันนี้ ดีกว่ารอให้หมอสั่ง ...
... อุตุ วันนี้ .... http://www.sattmet.tmd.go.th/newversion/mergesat.html
... อุตุ วันนี้ .... http://www.sattmet.tmd.go.th/newversion/mergesat.html
- TIGERSONG
- ขาประจำ
- โพสต์: 533
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 20:59
- team: ชมรมจักรยานจังหวัดตรัง
- Bike: DAHON
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
ครับได้หลานสาวคนแรกแล้ว...เริ่มแรกด้วยนัดผ่าคลอด 14 ตค..แล้วก็เลื่อนมา 10 ตค..
แหละแล้วสุดท้ายก็มาเป็น 8 ตค..สรุปสิ่งที่ว่าแน่แล้วก็ไม่มีอะไรแน่นอนครับ...แฮะแฮะแฮะ
แหละแล้วสุดท้ายก็มาเป็น 8 ตค..สรุปสิ่งที่ว่าแน่แล้วก็ไม่มีอะไรแน่นอนครับ...แฮะแฮะแฮะ
- ไฟล์แนบ
-
- 531008sp004.JPG (92.2 KiB) เข้าดูแล้ว 256 ครั้ง
-
- 531008sp016.JPG (69.75 KiB) เข้าดูแล้ว 256 ครั้ง
ค้นหาข้อมูลภาพของผม(TIGERSONG)ย้อนหลังได้จากพิคาซ่า นะครับ.....
http://picasaweb.google.com/tigersongthai
ติดตาม..ส่งข่าว..พูดคุย..ได้ที่ http://www.facebook.com/TIGERSONGTHAI
....ดูสารบัญกิจกรรมต่างๆของผมและเพื่อนๆ ที่ผ่านมา... ได้ที่...โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน...(ใส่ปี พศ ด้วย)
http://picasaweb.google.com/tigersongthai
ติดตาม..ส่งข่าว..พูดคุย..ได้ที่ http://www.facebook.com/TIGERSONGTHAI
....ดูสารบัญกิจกรรมต่างๆของผมและเพื่อนๆ ที่ผ่านมา... ได้ที่...โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน...(ใส่ปี พศ ด้วย)
- TigerSmile'Hy
- ขาประจำ
- โพสต์: 6475
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2008, 15:19
- Tel: 081-4190187
- team: "สสสสส." (สุมหัวกันปั่นยานพาหนะที่ต้องใช้ 2 ขาถีบ เพื่อความสนุกสนานและสังสรรค์)
- Bike: SOMA SAGA, KHS Team St, KHS F20-T3, TheOldCan, Mazda, Honda, Yamaha / Map60cs / Nikon D3000 ...
- ตำแหน่ง: 180/91 ม.1 ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110
- ติดต่อ:
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
ขอแสดงความยินดีกับคุณตาฯ และ คุณหลานฯ ... ขอให้สุขภาพแข็งแรงทั้งหลาน ทั้งตา ...
... อาทิตย์หน้ามีงาน"ออกอากาศสด มาให้รายงานนะครับ ... ที่ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 62&start=0
... อาทิตย์หน้ามีงาน"ออกอากาศสด มาให้รายงานนะครับ ... ที่ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 62&start=0
นักปั่นฯ, นักแข่ง ... ได้เจอแค่เส้นชัยที่ปลายทาง ทว่า นักท่องเที่ยว, นักเดินทาง ... ได้เจอเรื่องราวมากมายระหว่างทาง
WebSite | www.TigerSmile.Net
WebSite | www.TigerSmile.Net
- บังโหลด
- ขาประจำ
- โพสต์: 2610
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 08:38
- Tel: 0611758765
- team: Setoi Ethanol & BikE CorneR ShoP SatuN/เสือสะโตย เอธานอล E85
- Bike: TREK520#2014
- ตำแหน่ง: BIKE CORNER 181 ม.7 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล 91000
- ติดต่อ:
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
ขอแสดงควา์ยินดีกับหลานสาวคนแรกด้วยครับ พี่Tigersong
ส่วนพี่ไทเกอร์สไมล์"hy ขอให้ปั่นสนุก เก็บภาพสวยๆมาฝาก
อิจฉา คนมีเวลาเที่ยวยาวๆนานๆจังเลยครับ
ส่วนพี่ไทเกอร์สไมล์"hy ขอให้ปั่นสนุก เก็บภาพสวยๆมาฝาก
อิจฉา คนมีเวลาเที่ยวยาวๆนานๆจังเลยครับ
ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร__ มารยาทส่อสันดาน...ชาติเชื้อฯ
โคลงโลกนิติ
LINE ID:bungload
โคลงโลกนิติ
LINE ID:bungload
- ชยุต (Pc)
- ขาประจำ
- โพสต์: 210
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 22:33
- team: กลุ่มชมสวน
- Bike: GT PANTERA
- ตำแหน่ง: Nonthaburi
Re: TTT....โต๊ะกาแฟชาวจักรยาน ตอน ขึ้นตันปีใหม่ 2553..ครับ.....
ยินดีกับตาคนใหม่ด้วยนะ
หนทางง่ายๆ ในการพาร่างกายไปใกล้ธรรมชาติ คือ จักรยาน … เชิญชมและติดตาม:
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook