ตอนที่ 4 นะ
สำนักพิมพ์เมืองโบราณ กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๘
ดร. ธิดา สาระยา เกษียณอายุราชการจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาได้ ๒-๓ ปีแล้ว หากแต่ก็ยังมิได้ละทิ้งวงวิชาการ นอกเหนือจากการเป็นที่ปรึกษาของสำนักพิมพ์เมืองโบราณ อาจารย์ยังคงมุ่งมั่นอยู่กับการค้นคว้า โดยงานประวัติศาสตร์เล่มล่าสุดที่กำลังทุ่มเทเวลาเขียนอยู่ก็คือเรื่องว่า ด้วยรัฐศรีวิชัย ดังนั้น ในฐานะนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องรัฐและการค้าทางทะเลยุคโบราณในเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ แน่นอนว่าเรื่องเจิ้งเหอก็ต้องอยู่ในความสนใจของ ดร. ธิดาด้วย
"อาจารย์คิดว่าเจิ้งเหอมีความสำคัญอย่างไรกับประวัติศาสตร์ไทยครับ?" ผมเปิดประเด็น
"ไม่มีค่ะ" อาจารย์ธิดาฟันธงฉับ
"แต่ ถ้าถามว่าเจิ้งเหอสำคัญ ตรงไหน ในประวัติศาสตร์ไทย ก็คือมีความสำคัญตรงที่ทำให้เกิดเมืองที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ คือ มะละกา และยังเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงอิทธิพลของจีนเหนือมะละกา ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของสยามมาแต่เดิม"
คำ อธิบายในประเด็นของอาจารย์ธิดาก็คือ ในโลกยุคกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หรือยุคของเจิ้งเหอ บริเวณแหลมมลายูทั้งฝั่งตะวันออกด้านอ่าวไทย อันมีรัฐปัตตานีเป็นรัฐสำคัญ และฝั่งตะวันตกด้านมหาสมุทรอินเดีย อันเป็นเขตแดนของรัฐมะละกา ล้วนเป็น "เขตอิทธิพล" ของ สยามหรือกรุงศรีอยุธยา ทว่า ในรัชกาลของพระจักรพรรดิหย่งเล่อนั้น ทางมะละกา (หรือมั่นล้าเกียในจดหมายเหตุจีน) ได้ร้องเรียนไปยังราชสำนักหมิงว่าถูกสยามรุกราน หย่งเล่อถึงกับมีพระราชสาส์นมาปรามกษัตริย์สยามว่า "มั่น ล้าเกียเปนประเทศที่เปนไมตรีกับเราเหมือนกับท่าน ท่านไม่ควรกระทำตามอำนาจ... ความยุติธรรมของโลกนั้น ถ้าผู้ใดจะมีบุญญาธิการก็ประพฤติกิจการที่ดี ความพินาศจะมาถึงก็ประพฤติอุจาดลามก"
ที่สำคัญก็คือนี่มิได้เป็นแค่คำขู่
ในระหว่างการเดินทาง เจิ้งเหอเคยลากคอโจรสลัดจีนกลับไปตัดหัวที่นานกิง และจับกษัตริย์ลังกาที่ "กระด้างกระเดื่อง" เข้าโจมตีกองเรือของพระจักรพรรดิ กลับไปเฝ้าหย่งเล่อเพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษ
"คน ๕๐๐ คนก็ยึดบัลลังก์อยุธยาได้แล้ว" ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ผู้คร่ำหวอดในเรื่องของอยุธยาเปรย "กองเรือของเจิ้งเหอที่มีคนสองสามหมื่นคนจะต้องน่ากลัวมากสำหรับอยุธยา..."
ด้วย เงื่อนไขนี้เอง เราจึงจะเข้าใจนัยของข้อความใน จดหมายเหตุเรื่องพระราชไมตรีระหว่างกรุงสยามกับกรุงจีน เรื่องจงกวางเจียนห้อเข้ามาอยุธยา ที่ยกมาแต่ตอนต้นได้ ข้อความนั้นจบลงด้วยประโยคที่ว่า "เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศมาเจริญทางไมตรีและรับผิดการที่ทำครั้งก่อน"
สิ่ง ที่สยาม รับผิด ก็คือการเข้าไปคุกคามมะละกา และด้วยเหตุนี้ มะละกาจึงสามารถหลุดออกจากวงอำนาจของสยาม กลายเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองด้วยการค้า ตราบจนเมื่อโปรตุเกสเริ่มเดินเรือเข้ามาในภูมิภาคนี้ และยึดมะละกาเป็นอาณานิคมในอีก ๑ ศตวรรษต่อมา คือในปี พ.ศ. ๒๐๕๔
ย้อนกลับมายังห้องทำงานของ ดร. ธิดา สาระยา ที่สำนักพิมพ์เมืองโบราณอีกครั้งหนึ่ง
"ในความเห็นของอาจารย์ จริงๆ แล้วเจิ้งเหอมาทำไมครับ?" เป็นคำถามสุดท้ายของผม
"การค้าของจีนแต่เดิมเป็นการค้าในระบบบรรณาการ" ดร.ธิดาเท้าความ
"ใน ระบบนี้ จีนจะจัดความสัมพันธ์กับรัฐต่างๆ ตามลำดับ ว่าใครชั้นสอง ชั้นสาม แล้วของตอบแทนที่จักรพรรดิมอบให้ทูตจะต้องมีมูลค่ามากกว่าของที่พวกทูตเอาไป ถวาย นักประวัติศาสตร์เคยคิดว่า ระบบบรรณาการเป็นการค้าอย่างเดียวที่จีนทำกับคนอื่น ดังนั้น สมัยก่อนก็จะเหมารวมว่า การมาของเจิ้งเหอเป็นการทวงเครื่องบรรณาการ
"ลำพัง การทวงบรรณาการ มันสอดคล้องกันหรือเปล่ากับการส่งกองเรือนับร้อยลำ คนไม่รู้กี่หมื่น อาหารไม่รู้เท่าไหร่ สัตว์สองเท้าสี่เท้า ช่างฝีมือมากมาย เกินกว่าที่จะต้องใช้ในเรือด้วยซ้ำ เหล่านี้ทำให้เราเห็นได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ทั้งระบบบรรณาการแบบเดิม และไม่ใช่การค้าขาย...
"นี่ไม่ใช่กองเรือธรรมดา ไม่ใช่กองเรือที่ไปรบ หรือไปรุกรานใคร แต่มันเป็นการส่งชุมชนไปลอยเรือ เพื่อไปตั้งถิ่นฐาน..." อาจารย์ธิดาหยุดเว้นวรรค ก่อนจะขมวดประเด็นว่า
"อาจารย์ รู้สึกว่า อันนี้เป็นหน่อของการแผ่จักรวรรดินิยมแบบเอเชีย ก่อนหน้าจักรวรรดินิยมของตะวันตก ที่ว่าเป็นจักรวรรดินิยมแบบตะวันออก เพราะจีนจะไม่รุกรานใครตรงๆ เราดูตัวอย่างได้จากการแผ่ขยายอำนาจของจีนในเวียดนาม จะเริ่มด้วยการส่งคนมาตั้งชุมชน มาค้าขาย ค่อยๆ มา เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าการเดินเรือของเจิ้งเหอคืออะไร นี่คือการขยายอาณานิคมแบบตะวันออก
"คน จีนที่อพยพไปอยู่ที่อื่นมีมานานแล้ว สมัยต้นรัตนโกสินทร์ก็ยังมี แต่ไม่ใช่เรื่องของรัฐ แต่ในสมัยราชวงศ์หมิง นี่คือนโยบายของรัฐบาล
"นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อในการเปลี่ยนแปลงของจีน แต่มันเกิดขึ้นในรัชกาลเดียว..."
สุสานเจิ้งเหอ นอกเมืองนานกิง ค.ศ. ๒๐๐๕
นอกเมืองนานกิงไปไม่ไกลนัก เป็นที่ตั้งของ "เจิ้งเหอมู่" หรือสุสานเจิ้งเหอ
ที่ ว่าไม่ไกลนั้น ก็ว่าโดยระยะทาง หากแต่การเดินทางของคณะเรากลับต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง โขยกเขยกไปตามถนนนอกเมืองที่กำลังก่อสร้าง สองฟากเป็นทุ่งนาสลับแปลงผัก คนขับเองก็ดูเหมือนจะไม่รู้จักทาง ต้องจอดรถบัสวิ่งลงไปถามเป็นระยะ จนในที่สุดรถคันมหึมาก็ค่อยๆ เลี้ยวเข้าซอยแคบๆ ผ่าเข้าไปกลางตลาดและหมู่บ้านชาวนา
แต่ในที่สุด เราก็มาถึงจนได้
ใน ตอนใกล้เที่ยงวันนั้น นอกจากคณะทัศนศึกษาพิเศษชาวไทยที่ดั้นด้นเข้าไปแล้ว ก็ไม่มีคณะอื่นใด คุณลุงที่เป็นทั้งผู้ดูแลและเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว เล่า (ผ่านไกด์จีน) ว่าบางวันก็ไม่มีใครมาเลย และตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็ยังไม่เคยรับคณะคนไทยมาก่อน ดังนั้น เมื่อมีแขกต่างชาติกลุ่มใหญ่กว่า ๓๐ คนมาเยี่ยมเยียน คุณลุงจึงดีอกดีใจเป็นพิเศษ กุลีกุจอไปต้มน้ำเพิ่มเติมพร้อมกับเชื้อเชิญให้ดื่มน้ำชากันก่อน
เท่า ที่เห็น สุสานเจิ้งเหอเองก็คงได้รับการพัฒนาขนานใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกับ อู่ต่อเรือหลวง มีการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ (พร้อมอนุสาวรีย์ครึ่งตัวของเจิ้งเหอ) ล้อมรั้ว สร้างลานจอดรถ ขุดล้อมต้นไม้มาลงเพิ่มเติม รวมถึงสร้างถนนลาดยางอย่างดีเข้าไปจนถึงที่-ใหม่เอี่ยมและเรียบกริบ-ซึ่งแน่ นอนว่าเป็นคนละสายกับที่เราเข้ามา
จากประตูทางเข้าเดินไปไม่ไกล ตรงหน้าคืออาคารนิทรรศการทรงเก๋งจีน ส่วนทางซ้ายมือก็คือซุ้มประตู มีบันไดทอดขึ้นไปตามลาดเขา
เช่น เดียวกับสุสานในอุดมคติของคนจีน ฮวงจุ้ยของสุสานเจิ้งเหอดียิ่ง ด้านหลังเป็นภูเขา ชื่อมีความหมายในภาษาไทยว่า เขาหัววัว ด้านหน้าเป็นเวิ้งน้ำกว้าง
สองข้างบันไดทางเดินเป็นป่าสนสามใบต้นใหญ่ ยามลมพัดส่งเสียงกรูเกรียว ในวาบหนึ่งของความคิด ผมคล้ายแว่วเสียงคลื่นซัดสาด
เรือลำสุดท้ายของเจิ้งเหอเทียบท่าอยู่บนนั้น
สุดปลายทางเดินเป็นลานเล็กๆ บนลาดเขา ตรงกลางมีหีบศพศิลาขนาดไม่ใหญ่โตอะไร จารึกอักษรอารบิกสรรเสริญพระอัลลอฮ์ เข็มทิศบ่งว่าหีบนี้หันหัวไปทางตะวันตก ซึ่งคงหมายถึงทิศของนครมักกะฮ์ในอาระเบีย
ผมถอดหมวกมาถือไว้ในมือ ค้อมหัวคารวะดวงวิญญาณของเจิ้งเหอ
ใน ปี พ.ศ. ๑๙๗๖ เจิ้งเหอในวัย ๖๒ ปีถึงแก่อนิจกรรมในระหว่างเดินทางกลับจากการท่องสมุทรครั้งที่ ๗ บางคนเชื่อว่าศพของเขาได้รับการจัดการตามประเพณีมุสลิมภายในวันเดียวกันนั้น ด้วยวิธีเฉกเช่นศพชาวเรือทั่วไป คือทิ้งลงทะเล ดังนั้น จึงมีเพียงปอยผมและรองเท้าของเจิ้งเหอที่นำกลับคืนมาทำพิธีฝังยังเมืองหลวง สุสานเดิมนั้นพังทลายไปจนหมดแล้ว ส่วนที่เราเห็นนี้เพิ่งบูรณะขึ้นใหม่เมื่อ ๒๐ ปีก่อน
หลัง จากกระบวนเรือกลับมาถึง ซ่วนเต๋อ พระจักรพรรดิองค์ใหม่ ก็ดูเหมือนสิ้นความสนพระทัยเรื่องกองเรือทะเลตะวันตก ทั้งยังมีเสียงคัดค้านทั้งจากคณะนักปราชญ์ฝ่ายขงจื๊อและขุนนางอีกไม่น้อยใน ราชสำนัก ว่าการเดินทางดังกล่าวเป็นเรื่องผิดศีลธรรมที่จะไปคบค้าสมาคมกับพวกชนชาติ ป่าเถื่อนเหล่านั้น ทั้งยังเป็นการผลาญงบประมาณของจักรวรรดิไปอย่างไม่คุ้มค่า เนื่องจากนับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของพระจักรพรรดิหย่งเล่อ นอกจากกองเรือเจิ้งเหอแล้ว ราชสำนักหมิงยังมี "เมกะโปรเจ็กต์" อีกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างราชธานีใหม่ทางภาคเหนือที่เมืองปักกิ่ง การยกทัพไปกดปราบบรรดา "ชนเผ่าอนารยะเร่ร่อน" จากชายแดนทิศเหนือ ตลอดจนถึงการเสริมสร้างกำแพงเมืองจีนให้ยืดยาวต่อออกไปอีก
ใน รัชสมัยของซ่วนเต๋อ มีกองเรือเดินทางไปยังทะเลตะวันตกอีกเพียงครั้งเดียว แล้วทุกอย่างก็ยุติลง แม้กระทั่งปูมเดินเรือ หรือจดหมายเหตุการเดินทางส่วนใหญ่ของกองเรือเจิ้งเหอในหอหนังสือหลวง ก็ถูกทำลายโดยขุนนางรุ่นหลังที่เห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ การต่อเรือสำเภาขนาดใหญ่เกิน ๓ เสากระโดงกลายเป็นความผิดที่มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต และหลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลจีนก็ปิดประเทศ ระงับการติดต่อกับโลกภายนอกต่อมาอีกถึง ๔๐๐ ปี
หลายคนที่เขียนเรื่องเจิ้งเหอมักชอบตั้งประเด็นทิ้งท้ายไว้เสมอว่า
ถ้า กองเรือของเจิ้งเหอมีโอกาสเผชิญหน้ากับกองเรือล่าอาณานิคมของประเทศยุโรป ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ากันหลายสิบเท่า
ถ้า ราชสำนักจีนมีนโยบายยึดครองอาณานิคมแบบจักรวรรดินิยมตะวันตกในหลายศตวรรษต่อมา
หรือ แม้แต่ ถ้า กองเรือของเขาค้นพบทวีปอเมริกาและทวีปออสเตรเลียจริง แล้วทางราชสำนักจีนเริ่มส่งคนเข้าไปตั้งถิ่นฐานถาวรแบบเดียวกับที่อังกฤษทำ แต่ก่อนหน้านั้น ๒๐๐-๓๐๐ ปี และด้วยวิธีผสมผสานกลมกลืนแบบของจีน
จะเกิดอะไรขึ้นกับประวัติศาสตร์โลก ?
แต่ ถึงที่สุดแล้ว คำถามประเภท สมมุติว่า แบบนั้น ก็อาจเป็นได้มากที่สุดเพียงนิยายวิทยาศาสตร์ หรือเครื่องมือสร้างความเพลิดเพลินทางปัญญา อย่างที่เรียกกันว่า AH (Alternative History-ประวัติศาสตร์เผื่อเลือก)
ทว่า สิ่งที่ประวัติศาสตร์ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ พ่อค้าจีนก็ยังคงเป็นกลไกสำคัญของการค้าในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ มหาสมุทรอินเดีย และแอฟริกาฝั่งตะวันออกต่อมาจนถึงเมื่อไม่ถึง ๒๐๐ ปีมานี้เอง เมื่อเรือกลไฟของฝรั่งก้าวเข้ามาเป็นเจ้าสมุทร แทนที่สำเภาจีน
คน จีนรุ่นแล้วรุ่นเล่าอพยพเข้ามายังดินแดนสยามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัย อยุธยากระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ลูกหลานจีนของซำปอกง-เจิ้งเหอ-เจียนห้อ-แต้ฮั้ว ทั้งคนแต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน แคะ ไหหลำ จีนฮ่อ (มุสลิม) ได้เข้ามามีบทบาทในทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง ของสยาม กลายเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายในสังคมไทย และมีส่วนในความเป็น "คนไทย" ไม่น้อยกว่าคนกลุ่มอื่นใด
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ นายกรัฐมนตรีทุกคนเท่าที่ประเทศไทยมีมา ล้วนแล้วแต่มีเชื้อสายจีนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
"ผมว่าเมืองไทยนี่อาจจะเป็นชุมชนแต้จิ๋วที่ใหญ่ที่สุดในโลก...ใหญ่กว่าในเมืองจีนด้วยซ้ำไปนะ"
ข้อ สังเกตยิ้มๆ ของ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนเดียวที่เป็นนักประวัติศาสตร์ อาจใช้เป็นทั้งข้อสรุปของเรา และของภารกิจแห่งขันทีเจิ้งเหอได้
ขอบพระคุณ
ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ดร. ธิดา สาระยา คุณสันต์ สุวรรณประทีบ ผศ. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ (ม. รังสิต) อ. ศานติ ภักดีคำ (มศว. ประสานมิตร) คุณนพพร เหมวรรณวดีกุล (ร้านนพพรพืชผล) เอื้อเฟื้อข้อมูลและการสนทนา มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เอื้อเฟื้อการเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน
เอกสาร/ข้อมูล เพิ่มเติม
ปัจจุบันนี้ ประวัติเจิ้งเหอและเรื่องราวการเดินทางของเขามีให้หาอ่านได้มากมายในอินเทอร์เน็ต แค่เพียงพิมพ์คำว่า Zheng He ในเว็บไซต์ google แล้วกด enter ก็จะได้ผลลัพธ์ถึง ๑ ล้าน ๗ แสนรายการ!
ในที่นี้ จึงจะขอกล่าวถึงเพียงหนังสือบางเล่มที่คิดว่าน่าสนใจและหาได้ไม่ยาก
สำหรับกลุ่มหนังสือภาษาอังกฤษ ได้แก่ หนังสือของเลอวาทส์ ซึ่งเขียนหนังสือได้สนุก Levathes, Louise. When China Ruled the Seas: The Treasure Fleet of the Dragon Throne, 1405-1433. New York: Simon & Schuster, 1994. และหนังสือของเมนซีส์ซึ่งยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ Menzies, Gavin. 1421 The Year China Discovered the World. London: Bantam Books, 2003.
อีกชุดหนึ่งที่แม้จะเก่าไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นรุ่นคลาสสิก คือ Needham, Joseph. Science and Civilization in China. Cambridge: Cambridge University press, 1971. หนังสือชุดนี้มีหลายเล่ม แต่เล่มที่เป็นเรื่องเทคโนโลยีการเดินเรือทะเลของจีน และเรื่องการสำรวจของเจิ้งเหอ ดูใน Vol. 4 part III
ส่วน ในภาษาไทย บทความเกี่ยวกับการท่องสมุทรของเจิ้งเหอเริ่มมีปรากฏมาแล้วตั้งแต่ในทศวรรษ ๒๕๓๐ เป็นอย่างช้า ได้แก่ หวางเหวินเหลียง. วารุณี (นามแฝง) ผู้แปล. "เจิ้งเหอล่องทะเลตะวันตก." ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๔ (กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑) : ๕๐-๕๖. และ วุฒิชัย มูลศิลป์. "เมื่อประวัติศาสตร์โลกเกือบเปลี่ยนโฉมหน้า: การสำรวจทางทะเลของจีนสมัยต้นราชวงศ์หมิง." วารสาร ประวัติศาสตร์. ๒๕๓๕ : ๑-๑๒. หากแต่ที่เผยแพร่กว้างขวางที่สุดก็คือหนังสือของคุณปริวัฒน์ จันทร ๒ เล่ม คือ เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที "ซำปอกง". กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๖. และ ๖๐๐ ปี สมุทรยาตราเจิ้งเหอ. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๘.
หลังจากนั้นคุณปริวัฒน์ก็ยังคง "เกาะติด" เรื่องเจิ้งเหอต่อมา เช่น ปริวัฒน์ จันทร. "ไขปริศนา "ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ" คือทายาทรุ่นใดของเจิ้งเหอ?." ศิลป วัฒนธรรม. ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๑๒ (ตุลาคม ๒๕๔๘) : ๑๔๔-๑๕๑. ซึ่งตีพิมพ์ประกบคู่กันกับเรื่องของ จีริจันทร์ วงศ์ลือเกียรติ ประทีปะเสน. "ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ : ทายาทเจิ้งเหอ : ๑๐๐ ปี คาราวานม้าต่างสู่เชียงใหม่." ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๑๒ (ตุลาคม ๒๕๔๘) : ๑๓๓-๑๔๓.
และล่าสุด เนื่องในการสัมมนาวิชาการเรื่อง "๓๐ ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ๖๐๐ ปี ซำปอกง/เจิ้งเหอ กับอยุธยาและอุษาคเนย์" จัด โดย มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ก็ได้มีการตีพิมพ์บทความว่าด้วยเรื่องของเจิ้งเหอที่น่าสนใจออกมาอีกหลาย เรื่อง ได้แก่ "เจิ้งเหอ ซำปอกง และอุษาคเนย์" ของ สืบแสง พรหมบุญ, "เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา" ของ เจฟ เวด (Geoff Wade), "Zheng He-Sam Po Kong: History and Myth in Thailand" ของ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, "จากนักเดินเรือสู่ปูชนียบุคคล ภาพลักษณ์ของเจิ้งเหอในบริบททางวัฒนธรรม สังคม การเมือง และวิชาการ" ของ ไป่ฉุน (Bai Chun) ฯลฯ ซึ่งคงมีการตีพิมพ์เป็นรูปเล่มออกมาในโอกาสต่อไป
หอพระสมุดวชิรญาณ พระนคร พ.ศ. ๒๔๕๒
จดหมาย เหตุจีนที่กล่าวถึงในที่นี้ใช้ พระเจนจีนอักษร (สุดใจ ตัณฑากาศ). จดหมายเหตุเรื่องพระราชไมตรีระหว่างกรุงสยามกับกรุงจีน. ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ ในงานปลงศพนายกีกุ่ย ทวีสิน. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๖. อย่างไรก็ดี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ มีการตีพิมพ์บทแปลเอกสารจดหมายเหตุจีนชุดเดียวกันนั้นอีกสำนวนหนึ่ง คือ เฉลิม ยงบุญเกิด. "เมืองไทยในจดหมายเหตุจีน." ศิลปากร. ปีที่ ๗ เล่ม ๒ (กรกฎาคม ๒๕๐๖) : ๓๑-๔๒. และ ศิลปากร. ปีที่ ๗ เล่ม ๓ (กันยายน ๒๕๐๖) : ๕๐-๖๕. ซึ่งในฉบับหลังนี้จะใช้เสียงอ่านเป็นสำเนียงจีนกลาง (เช่น เจิ้งเหอ) แล้ว
ส่วนตำนานมหาเภตรา ดูใน "เกร็ดตำนานเมืองเพชรบุรี ฉบับสมุดราชบุรี ๒๔๖๘." ใน สมบูรณ์ แก่นตะเคียน. สมุดเพชรบุรี ๒๕๒๕ (เพชรบุรี : จังหวัดเพชรบุรี, ๒๕๒๕), หน้า ๘๗-๘๘. และ สุรินทร์ เหลือลมัย, "สำเภาจีน : นิทานท้องถิ่นจอมบึง." เมืองโบราณ. ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มีนาคม ๒๕๔๓) : ๔๕-๕๑.
ปากคลองตลาด กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๘
ดูข้อแย้งของคุณภาษิต จิตรภาษา เรื่อง หลวงพ่อโตวัดกัลยาณมิตรไม่ใช่ซำปอกง ใน สันต์ สุวรรณประทีป. "ทิ้งกระจาด." คนจีน ๒๐๐ ปี ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร (กรุงเทพฯ : เส้นทางเศรษฐกิจ, ๒๕๒๖), หน้า ๑๒๓. ข้อเสนอนี้มีผู้เห็นด้วย เช่น พ. สุวรรณ (นามแฝง). ซำปอกง (กรุงเทพฯ : บ้านมงคล, ๒๕๔๒), หน้า ๙๐-๙๕.
สาธารณรัฐประชาชนจีน ค.ศ. ๒๐๐๕
บทความของวิทยุปักกิ่ง อ้างจากเว็บไซต์
http://th1.chinabroadcast.cn/1/2005/07/15/21@48779.htm
ดูตัวอย่างรายงานข่าวเกี่ยวกับความร่วมมือทางทหารระหว่างจีนกับพม่าในเขตมหาสมุทรอินเดีย Sudha Ramachandran. "Myanmar plays off India and China" ที่
http://www.atimes.com/atimes/South_Asia/GH17Df01.html และดูข้อมูลการพัฒนากองกำลังทางทะเลของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนใน
http://www.globalsecurity.org/military/ ... a/navy.htm
สำนักพิมพ์เมืองโบราณ กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๘
อย่าง ไรก็ดี นักวิชาการบางส่วน เช่น พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ และ สุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอว่ากองเรือของเจิ้งเหอมีส่วนอย่างสำคัญในการผลักดันให้เจ้านครอินทร์ ขึ้นครองราชบัลลังก์อยุธยาเป็นสมเด็จพระนครินทราธิราช ดู พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, "คำนำเสนอ" ใน ปริวัฒน์ จันทร. เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที "ซำปอกง" (กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๖), หน้า (๑๗)-(๑๘).
ขณะ เดียวกัน นักวิชาการจำนวนไม่น้อยก็มีทัศนะเช่นเดียวกับ ดร. ธิดา ว่ากองเรือเจิ้งเหอคือรูปแบบการแผ่อำนาจของจักรวรรดินิยมจีน ดู เจฟ เวด. (ทรงยศ แววหงษ์ แปล). "เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา" เอกสารหมายเลข ๕ การสัมมนาวิชาการเรื่อง "๓๐ ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ๖๐๐ ปี ซำปอกง/เจิ้งเหอ กับ อยุธยาและอุษาคเนย์" ซึ่งแปลมาจาก Wade, Geoff. "The Zheng He Voyage: A Reassessment." Journal of the Malaysian Branch of the Royal Asiatic Society. LXXVIII Part. I, 2005.
สุสานเจิ้งเหอ นอกเมืองนานกิง ค.ศ. ๒๐๐๕
คุณ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร สารคดี ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากแต้จิ๋วเมื่อปลายปี ๒๕๔๘ ให้ข้อมูลที่ได้รับมาจากเจ้าหน้าที่ทางการจีนว่า ปัจจุบัน เฉพาะในเมืองแต้จิ๋ว มีประชากรประมาณ ๑๖ ล้านคน
ที่มา:
http://www.sarakadee.com/modules.php?na ... &artid=496
http://www.sarakadee.com/modules.php?na ... &artid=496