โพสต์
โดย rainbow »
มิตรภาพที่ต้องเจียรนัย
โดย Rainbow
ในการเดินทาง ผ่านบ้านเรือนผู้คน ความที่เราแตกต่างกัน เราอาจเขม้นมองผู้แปลกหน้า ที่ทำอะไรอยู่อาจหยุดชั่วขณะ แล้วก็สังเกตผู้มาใหม่ ผมขี่รถผ่านไปชาวบ้านที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่ มองมาที่ผมเป็นตาเดียวกัน ที่สนทนาอยู่ก็หยุด เด็กที่เล่นอยู่ก็เลิกเล่น
ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตเมื่อเผชิญความแปลกหน้า สิ่งแรกคือหลีกเลี่ยงอันตราย หรือความไม่พอใจต่างๆ ต่อเมื่อแน่ใจแล้วว่า ไอ้หมอนี่ มันไม่เป็นภัยแน่แล้ว แววตาที่เคยมองก็เปลี่ยนไป กลายเป็น “แล้วมันเป็นใครมาทำไรแถวนี้”
ผ่านการทำความรู้จัก พอรู้คร่าวๆว่าเราเป็นใครมาจากไหนแล้วจะไปไหน การรับรู้ก็คลี่คลายกระจัดกระจายกันไปตามภูมิธรรม บ้างก็ว่าท่ามันจะบ้า จู่ๆก็มาขี่จักรยานขึ้นภูเขา ทรมานร่างกายเป็นปัญจวัคคีย์ บ้างก็เห็นว่าแปลกดี ให้ความสนใจห้านาที แทนที่จะเป็นครึ่งนาทีแบบคนอื่นเขา บ้างปลาบปลื้มตื่นตะลึง รับรู้ได้จากคำถามและแววตา ที่น้อยลงไปอีกที่คลี่คลาย ถักทอ ร้อยรัด เป็นมิตรภาพใหม่ขึ้นมา ซึ่งย่อมต้องใช้เวลาหนึ่ง
ส่วนผสมที่สร้างสรรค์มิตรภาพขึ้นมาย่อมต้องการเวลาเสมอไป เฉกเช่นการปรุงอาหาร , เขียนหนังสือ , หรือเจียรนัย ไม่มีทางที่นึกปรุงก็เสร็จปุ๊บเลย เขียนปั๊บสมบูรณ์ทันที กว่าจะเอาอักษรที่มีกว่าสี่สิบตัวมาวางเรียงกัน ไม้เอกอยู่ตรงไหน สระอาไว้ที่ใด ย่อมต้องใช้เวลาร้อยเรียง
เวลาที่เพาะปลูกมิตรภาพ บอกไม่ได้ว่าต้องใช้เวลานานสักเท่าใด แต่ที่แน่ๆต้องผ่านการ “ปรับเกลียว” เหมือนร่องเกลียวที่ขวดกับฝา แม้จะเป็นขนาดเดียวกัน แต่ต้องให้มันลงร่องกันด้วย ปีนเกลียวเมื่อไรเป็นต้องถอย แล้วเอาใหม่ บางคนทีเดียวเข้าเลย บางคนถอยหน้าถอยหลังอยู่นั่นแหละกว่าจะเข้ากันได้
คนในกรุงเทพ แม้จะรู้หน้ากันว่าเป็นคนในซอยเดียวกัน แต่ถ้าไม่รู้จักทักทายพูดคุยกันไว้ มิตรภาพก็หาเติบโตไม่ แม้จะผ่านเข้าออกซอยเป็นปีๆ เผลอๆอคติต่างหากที่ลุกลาม เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้บ่มเพาะมิตรภาพนั่นเอง
มิตรภาพที่ผ่านการบ่มเพาะแล้วที่ให้ผลเติบโตน่าชื่นใจ จะทำให้เราเห็นข้อแตกต่าง จากวันแรกๆที่หวาดระแวงกันจนมาถึงวันที่พร้อมจะหันหลังชนกันได้ เมื่อหันหลังชนกัน มันเท่ากับแสดงความไว้วางใจท่วมท้นที่ให้แก่กันและกัน ว่าอีกฝ่ายย่อมไม่ใช้คมดาบแทงมาจากเบื้องหลัง
คนเก้าสิบแปดคนในร้อย ล้วนแล้วแต่ถ้าเจียรนัยออกมาย่อมจะกลายเป็นอัญมณีที่ทรงค่าทั้งสิ้น ส่วนใครจะเป็นทับทิม ใครจะเป็นบุษราคัม หรือใครจะเป็นเพชรก็แล้วแต่
ขี่จักรยานผ่านมา เรามองเห็น คนธรรมดาๆหนึ่งคนที่ไม่ต่างจากกรวดหินรายทางนับไม่ถ้วน แท้จริงพวกเขาหาใช่กรวดไร้ค่า พวกเขาต่างเป็นอัญมณีเกือบทั้งนั้น เพียงแต่ยังไม่ได้เจียรนัยเท่านั้นเอง
เมื่อเจียรนัยเข้า ความงดงามจึงประจักษ์ เกิดมาเพิ่งเคยเห็น ไม่มีหินใดน้ำงามเท่านี้เลย มันผูกพัน ใจมันเริ่มเกาะเกี่ยวรัดรึง
แต่ธรรมชาติของการเดินทางเป็นกิจกรรมที่ต้องคำสาป เมื่อเจียรนัยเสร็จ ไม่ว่าจะได้น้ำงามขนาดไหน ไม่ว่าจะได้มูลค่าประมาณใด แต่เราต้อง “วางไว้” จับต้องยึดครอง เอาเป็นของตัวเองมิได้
วันหนึ่งวันใดก็ต้องออกเดินทาง แล้วเราก็ต้องพรากจากกัน น้ำตารื้นขึ้นมาเมื่อใด ใจจะขาดปานนั้น แล้วนี่มันอะไรกัน เจียรนัยเพื่อพบ และพบเพื่อจะต้องวางมันลง มันทุกข์แท้ๆเลยนะเนี่ยะ
ความประการนี้ ไม่ใช่ไม่รู้ก่อนเดินทางว่าจะไปเจอะไปเจอกับอะไร แท้จริงมาก็เพื่อจะเจอนี่แหละที่ต้องการ ชีวิตปกติมันน่าเบื่อหน่าย หาอะไรทำ ดีซะอีกที่เจออัญมณี แต่ตระหนักไม่ว่า เจอแล้วต้อง “วางไว้” ต้องจากพราก
จากมืดหม่นมัวในม่านหมอก เขาสูงชันสยายตัวเผยความงามในยามต้องแสงอรุณ แต่ละนาทีที่เปลี่ยนไป จนสว่างประจักษ์เมื่อเช้าเต็มที่ว่ามันงดงามขนาดไหน
ผมกำลังเขียนอยู่บนชั้นที่สามในห้องนอนตามลำพังตั้งแต่ยังไม่สว่าง จนเดี๋ยวนี้ทิวทัศน์ข้างบนนี้ที่งดงามจึงเผยให้เห็นเต็มตา
05.50 น.
12 กรกฎาคม 2553
Tuan Giao เวียดนาม