หมายเหตุผู้เขียน :
กราบเรียนมิตรรักนักอ่าน และแฟนคลับจ่าโจทุกท่านโปรดทราบ ...
ขี่จักรยาน ถ่ายภาพ เขียนหนังสือ ทำทั้งหมดที่ว่ามานี่ในวันเดียวมันไม่ง่ายเลยนะเฮ้ย คนทำงานอาร์ตนะฮะ ไม่ใช่ช่างเย็บเสื้อ
จะได้หยิบแพ็ตเทิร์นผ้าที่ตัดมาแล้ว ยัดใส่จักรอุตสาหกรรมแล้วเหยียบพรืดดดดดดดด ....
หายไปก็หลายวัน ผมปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง บริกรรมคาถามหาเวทย์ สะกดความพยศของกล้อง Fuji FinePix S1600 กว่าจะคุม
อิทธิฤิทธ์ของมันได้ก็เล่นเอาแทบแย่ ตอนนี้ตาสองข้างของผมลืมได้ไม่เท่ากันแล้วเพราะจ้องวิวไฟน์เดอร์มากไปหน่อย แล้วก็
อย่ามาแนะนำให้ผมใช้จอภาพที่หลังกล้องซะให้ยาก มันเปลืองแบตฯ ...
ไม่ต้องบ่นถึงผมมากฮะ ผมเกรงใจพี่น้องทุกท่าน และจะรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้เสมอ ปัญหาน้ำท่วมท่อตัน ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ
ทางการไล่ที่ เจ้าหนี้ทวงตังค์ต้องได้รับการแก้ไข ... คราวหน้าก็อย่าลืมเทคะแนนเสียงให้ผมอีกนะครับ
ลงชื่อ ...
จ่าโจ เบอร์ 5 (มหาชน) พรรคเพื่อใคร ?
..............................................................................................................
"My Work"
...
ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาจะมีความสำคัญกับชีวิตของผมมากขนาดไหน จนกระทั่ง
เมื่อนาฬิกาข้อมือของผมหยุดเดินเอาดื้อ ๆ เมื่อวานนี้ ตอนที่ผมกำลังจะออกไปรับลูกชาย
ที่เลิกจากโรงเรียนตอนบ่ายสี่โมงครึ่ง แต่เข็มนาฬิกาของผมมันยังบอกเวลาสิบเอ็ดโมง
สิบเจ็ดนาที
แม้กระนั้นผมก็ยังคงคาดนาฬิกาเรือนนั้นไว้กับข้อมือ มันเป็นความเคยชินมากกว่าความจำเป็น
เพราะระยะทางจากบ้านผมไปถึงโรงเรียนลูกชายใช้เวลาเดินทางไม่เกินสิบนาที แถมยังเผื่อ
เวลารอคอยไว้อีกเล็กน้อย ช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่เกินครึ่งชั่วโมงต่อไปนี้ผมคงไม่มีความจำเป็นต้อง
พลิกข้อมือขึ้นมาดูเวลา แต่ความจริงกลับกลายเป็นว่าผมเหลือบดูนาฬิกาที่ข้อมือซ้ายบ่อยครั้ง
กว่าปกติ และทุกครั้งที่มองดู เข็มนาฬิกาก็ยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่สิบเอ็ดโมง สิบเจ็ดนาที
ความรู้สึกระหว่างเวลาที่เป็นจริง และเวลาที่หยุดนิ่งของเข็มนาฬิกา รบกวนสมาธิของการมีชีวิต
ในครึ่งชั่วโมงสั้น ๆ ของผมอย่างน่าประหลาดใจ
...
ผมขี่จักรยานออกกำลังกายทุกเช้า หลังจากที่ส่งลูกชายไปโรงเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เส้นทาง
ที่ผมใช้ขี่จักรยานก็มักจะเป็นเส้นทางซ้ำ ๆ ที่ผมเคยขี่ผ่านมาแล้วไม่รู้กี่ร้อยรอบ นาฬิกาข้อมือที่
หยุดเดินเรือนนั้นยังคงเคลื่อนที่ไปกับผม และผมตั้งใจว่าจะหาร้านซ่อมนาฬิกาเพื่อเปลี่ยนถ่าน
ตรวจเช็คสภาพ เพื่อให้มันกลับมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง ก่อนถึงหมู่บ้านปิ่นเจริญ 3 บนถนน
สรงประภา ผมเหลือบไปเห็นร้านรับซ่อมนาฬิกาเล็ก ๆ ตั้งอยู่หน้าร้านขายยาใต้สะพานลอยคนข้าม
มีตัวหนังสือสีเขียวจาง ๆ บนแผ่นป้ายสีขาวตุ่น ๆ เขียนข้อความว่า
"ลุงนินาฬิกา"
ผมชลอรถจักรยานก่อนจะยกรถขึ้นบนฟุตบาทและจูงไปจอดที่ใต้สะพานลอย ชายชราท่าทางอารีย์
นั่งอยู่ที่ด้านหลังตู้กระจกเล็ก ๆ บนพื้นที่โต๊ะแคบ ๆ มีเครื่องมือการซ่อมบำรุงนาฬิกาถูกจัดวางไว้
อย่างเป็นระเบียบภายใต้แสงจากโคมไฟดวงเล็ก ๆ ผมเอ่ยคำทักทายชายชราพร้อมถอดนาฬิกาข้อมือ
ของผมส่งให้ก่อนจะบอกเล่าอาการราวกับการไปพบแพทย์ในโรงพยาบาล
"สงสัยถ่านหมดนั่นแหละ เปลี่ยนถ่านอย่างเดียวก็คงเรียบร้อยแล้ว ยี่ห้อนี้เครื่องทำในญี่ปุ่นแท้ ๆ
ไม่ค่อยมีปัญหาหรอก เดี๋ยวลุงจัดการให้" ชายชราวิเคราะห์อาการของนาฬิกาข้อมือของผมให้ฟัง
อย่างละเอียด ก่อนจะลงมือจัดการเปิดฝาหลัง ระหว่างนั้นผมเลยชวนคุยเพื่อขอความรู้ และได้ขอ
อนุญาตบันทึกภาพการทำงานของช่างซ่อมนาฬิกามือโปร คุณลุงนิเปิดยิ้มอย่างอารมณ์ดีและอนุญาต
ให้ผมบันทึกภาพของท่านได้ ... ขอบพระคุณมากครับ

คุณลุงนิ เล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนท่านไม่ได้อยู่แถวนี้หรอก เคยเปิดร้านรับซ่อมนาฬิกาอยู่แถว ๆ ถนนช่าง
อากาศอุทิศ ซื้ออพาร์ทเมนท์อยู่แถวนั้น ภายหลังลูกสาวของคุณลุงซึ่งเปิดร้านขายข้าวขาหมู ข้าวหมูแดง
ข้าวหมูกรอบ ชวนมาอยู่ด้วยกันตรงนี้ คุณลุงเลยย้ายร้านรับซ่อมนาฬิกามาเปิดบริการที่นี่ ส่วนอพาร์ทเมนท์
ก็ให้คนเช่า เมื่อผมถามว่าคุณลุงอายุก็มากขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่หยุดทำงาน คุณลุงนิตอบผมว่า
"งาน .. ทำให้ชีวิตของคนเรามีค่า ลุงชอบนาฬิกา อยู่กับมันมาหลายสิบปี ซ่อมนาฬิกาจนส่งลูก ๆ
เรียนหนังสือจนจบ เขาก็อยากให้หยุดพัก เขากลัวว่าเราจะเหนื่อย แต่เขาอาจจะลืมไปว่าความหมาย
ของนาฬิกาเรือนหนึ่ง มันอยู่ที่การต้องเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง พวกเขามีวันนี้ได้ก็เพราะลุงทำให้
นาฬิกาที่หยุดเดินไปเรือนหนึ่งกลับมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง การได้ทำหน้าที่ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
และถ้าลุงยังมีลมหายใจ ลุงจะทำหน้าที่ของลุงต่อไปเรื่อย ๆ ให้เหมือนเข็มวินาที"

ตลอดเวลาของการพูดคุย ผมสังเกตุว่าคุณลุงนิมุ่งมั่นกับการทำงานของคุณลุงเป็นอย่างมาก รายละเอียด
เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ปล่อยให้หลุดรอดสายตาอันคมกริบของท่านไปได้ ถึงขนาดที่เอาแปรงมาไล่ขัดคราบ
สนิมเล็ก ๆ ที่แทรกตัวอยู่ระหว่างข้อต่อของสายนาฬิกา รอยขีดข่วน รอยถลอก คุณลุงนิก็เอากระดาษทราย
ละเอียดไล่ขัดลบรอยให้อย่างประณีต ชั่วเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงนาฬิกาข้อมือคู่ใจของผมก็กลายร่างกลับมา
เหมือนใหม่อย่างไม่น่าเชื่อ
เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่แสนประทับใจของเช้าวันนี้ เมื่อคุณลุงนิส่งมอบนาฬิกาข้อมือที่ท่านบรรจงซ่อม คืนมา
สู่ข้อมือของผม เวลาที่หยุดนิ่งไปตั้งแต่เมื่อวานกลับคืนมาออกเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง ผมรู้สึกถึงความหมายของ
เวลาได้ดีมากขึ้นกับบทสนทนาของผมกับคุณลุงนิ และเริ่มตั้งคำถามบางอย่างกับตัวเองว่า
ผมได้ทำหน้าที่ของผม .. ได้สมบูรณ์พร้อม พอที่จะบอกตัวเองว่าผมเป็นคนที่มีค่า เช่นเดียวกับลุงนิหรือไม่ ?
...
ระหว่างทางที่ผมขี่จักรยานกลับบ้าน ผมนึกถึงฉากที่ผู้กองมิลเร่อร์ พูดกับพลทหารฌอน ไรอันส์ บนสะพานก่อน
ที่เขาจะสิ้นใจว่า
"อยู่ ... ให้คุ้มค่า"
ให้ตายเถอะ ... ทำไมผมรู้สึกว่าผมเห็นภาพตัวเองเป็นพลทหารฌอน ไรอันส์ แล้วคุณลุงนิช่างซ่อมนาฬิกา
เป็นผู้กองมิลเร่อร์ ........
...