วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2553
สมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย ร่วมกับชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่ พระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรมปั่นชมศิลปวัฒนธรรมราชธานีเก่าแก่ของสยามประเทศ ด้วยการเดินทางไป-กลับทางเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา อิ่มเอมกับบรรยากาศริมฝั่งสองข้างทางตลอดการเดินทาง
พระนครศรีอยุธยา เป็น ราชธานีเก่าแก่ของสยามประเทศ มีกษัตริย์ปกครองทั้งสิ้น 33 พระองค์ นับเป็นราชธานีที่มีอายุยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย 417 ปี
ภูมิประเทศของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำ 3 สายใหญ่ไหลผ่าน คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำสามสายนี้ไหลมาบรรจบกันโอบล้อมรอบพื้นที่ของตัวเมือง ทำให้มีลักษณะเป็นเกาะ ตลอดระยะเวลาที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแห่งราชอาณาจักรไทย ถึง แม้ว่ากรุงศรีอยุธยาจะถูกทำลายเสียหายจากสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านหรือจากน้ำมือการบุกรุกขุดค้นของพวกเรากันเอง แต่ก็มีร่องรอยหลักฐานซึ่งแสดงอัจฉริยภาพและความสามารถอันยิ่งใหญ่ ของบรรพบุรุษแห่งราชอาณาจักรผู้อุทิศตนสร้างสรรค์ ความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรม และความมั่งคั่งไว้ให้แก่ผืนแผ่นดินไทย หรือแม้แต่ชาวโลกทั้งมวล องค์การ ยูเนสโก้ โดยคณะกรรมการมรดกโลกจึงได้มีมติรับนครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ไว้ในบัญชีมรดกโลก เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534 ณ กรุงคาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย โดยจะมีผลให้ได้รับความคุ้มครองตามอนุสัญญาที่ประเทศต่างๆได้ทำร่วมกัน จึงสมควรที่อนุชนรุ่นหลังจะได้ไปศึกษาเยี่ยมชมเมืองหลวงเก่าของเราแห่งนี้
สมาคมฯ จึงมีความยินดีขอเสนอทริปปรวัติศาสตร์นี้แก่สมาชิกทุกท่าน
กำหนดการ
5:30 น. พบกันที่ท่าเรือมหาราช นำรถจักรยานขึ้นเรือ
6: 00 น. เรือออกเดินทางจากท่ามหาราช มุ่งสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยล่องเรือไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา เพลิดเพลิน กับทัศนียภาพสองข้างทาง สัมผัสบรรยากาศ ริมฝั่งแม่น้ำเข้าพระยา พร้อมรับประทานอาหารว่าง
9:30 น. เรือเทียบท่าน้ำวัดพนัญเชิงฯ จุดที่แม่น้ำสามสายมาบรรจบกัน นำรถจักรยานลงจากเรือ สมทบกับ ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่ และคณะที่เดินทางมาสมทบ เตรียมท่องพระนครศรีอยุธยา เมืองแห่งประวัติศาสตร์
วัดพนัญเชิงวรวิหาร เป็นพระอารามหลวง ชนิดวรวิหารชั้นโท มีมาก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อซำปอกง เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ และใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา เคยได้รับความเสียหายในสมัยเสียกรุง แต่ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาโดยตลอด] คำว่า พแนงเชิง มีความหมายว่า นั่งขัดสมาธิ ฉะนั้น คำว่า วัดพนัญเชิง / วัดพระแนงเชิง หรือ / วัดพระเจ้าพแนงเชิง จึงหมายถึงวัดแห่งพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยคือ หลวงพ่อโต หรือ พระพุทธไตรรัตนนายก
10:00 เดินทางสู่วัดใหญ่ชัยมงคล เดิมชื่อวัดป่าแก้ว หรือ วัดเจ้าไท ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะพระนคร จุดเด่นของวัดได้แก่เจดีย์องค์ใหญ่ที่เชื่อกันว่า ได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ภายในได้มีการค้นพบชัยมงคลคาถาบรรจุอยู่ ภายในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล พระประธานที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัด นอกจากนี้แล้ว ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2544 อีกด้วย
พระราชวังจันทรเกษม หรือวังหน้า ตั้งอยู่ เป็นพระราชวังที่ปรากฏหลักฐานตามพระราชพงศาวดารสันนิษฐานได้ว่า สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2120 ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยามเสด็จจากเมืองพิษณุโลกเพื่อมาเฝ้าพระราชบิดาที่กรุงศรีอยุธยา พระราชวังแห่งนี้พระนเรศวรทรงใช้เป็นกองบัญชาการรับศึกหงสาวดีเมื่อปี พ.ศ. 2129 นอกจากนี้ยังเคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และพระมหาอุปราชที่สำคัญถึง 8 พระองค์ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ เจ้าฟ้าสุทัศน์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขุนหลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์
11:30 น. รับประทานอาหารกลางวันที่ ตลาดอโยธยา (คกคจ.)
12:30 น. วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดเก่าแก่ สร้างขึ้นในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อว่า "วัดพระเมรุราชิการาม" เป็นวัดเดียวในบริเวณนี้ที่ไม่ถูกพม่าทำลายในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เนื่องจากพม่าไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่นั่น จึงยังคงสภาพดีมาก
วัดโลกยสุธาราม สันนิษฐานว่าได้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง เนื่องจากวัดนี้มีพระพุทธไสยาสน์ ปางไสยาสน์ลักษณะสมัยอยุธยาตอนกลาง ก่ออิฐถือปูน พระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ ที่พระเศียรมีดอกบัวรองรับ พระบาทซ้อนกันเป็นมุมฉาก นิ้วพระบาทยาวเท่ากัน มีความยาว 42 เมตร และสูง 8 เมตร
วัดพุทไธศวรรย์ เป็นพระอารามหลวงที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงวัดหนึ่ง ปรากฏตามตำนานว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างขึ้นในบริเวณที่ซึ่งเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อทรงอพยพมาตั้งอยู่ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่ตรงนี้มีชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า "ตำบลเวียงเล็กหรือเวียงเหล็ก" ครั้นเมื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว ถึง พ.ศ. 1896 จึงโปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเป็นพระราชอนุสรณ์ ณ ตำบลซึ่งพระองค์เสด็จมาตั้งมั่นอยู่แต่เดิม และพระมหากษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาก็คงจะได้โปรดให้สร้างถาวรวัตถุ เพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง เมื่อเสียกรุงฯ ในปี พ.ศ. 2310 วัดพุทไธศวรรย์ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มิได้ถูกพม่าทำลายเหมือนวัดอื่น ๆ ทุกวันนี้จึงยังมีโบราณสถานไว้ชมอีกมากมาย
วัดราชบูรณะ จัดเป็นหนึ่งในวัดที่ใหญ่และมีความเก่าแก่มากที่สุดในพระนครศรีอยุธยา สร้างโดยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือเจ้าสามพระยา ในปี พ.ศ. 1967 วัดราชบูรณะมีชื่อเสียงและความโด่งดังมากในเรื่องการถูกกลุ่มคนร้ายจำนวนหนึ่ง ลักลอบขุดกรุภายในพระปรางค์ประธาน ในปี พ.ศ. 2499 และช่วงชิงทรัพย์สมบัติจำนวนมากมายมหาศาลหลบหนีไป ต่อมากรมศิลปากรเข้าทำการบูรณะขุดแต่งต่อภายหลัง พบทรัพย์สมบัติที่หลงเหลือและเครื่องทองจำนวนมากมาย ปัจจุบันทรัพย์สมบัติภายในกรุถูกเก็บรักษาไว้ที่ห้องราชบูรณะ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา
วัดมหาธาตุ เป็นหนึ่งในวัดในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุเป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมธาตุใจกลางพระนคร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเป็นที่พำนักของ สมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีอีกด้วย วัดแห่งนี้จึงได้รับการก่อสร้าง และ ดูแลตลอดเวลาจวบจนถูกทำลายลงหลังเสียกรุงครั้งที่ 2
วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นวัดหลวงในพระราชวังโบราณ อยุธยา ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ซึ่งเป็นต้นแบบของ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร
พระราชวังหลวงหรือพระราชวังโบราณ ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกภายใต้ชื่อ "นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร" ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 15 เมื่อปี พ.ศ. 2534 ด้วย เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา นมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ที่ขุดได้ภายในกรุใต้องค์พระปรางค์วัดมหาธาตุ พร้อมชมเครื่องทองคำ
15:00 น. เตรียมเดินทางกลับ พบกลับเส้นทางขากลับ ท่ามกลางบรรยากาศ ท้องน้ำ ยามพระอาทิตย์ตกดิน พร้อมรับประทานอาหาร ค่ำบนเรือ
19:00 น. เดินทางกลับถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ ณ.ท่ามหาราช
รายละเอียดทริป
1. เดินทางไป-กลับทางเรือ ราคา สมาชิก 550 บาท ไม่ใช่สมาชิก 600 บาท(ราคาพิเศษค่ะ) รับจำนวนจำกัด แค่ 110 คน จ่ายก่อนรับสิทธิก่อน
ราคานี้รวม
1. ค่าเรือโดยสารคน+จักรยานไป-กลับ จากท่ามหาราช - กรุงเทพมหานคร ถึงวัดพนัญเชิงวรวิหาร- จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2. อาหารว่างตอนเช้า และอาหารเย็นบนเรือ ขากลับ
3. เสื้อยึดสุดสวย 1 ตัว
4. มัคคุเทศน์ นำเที่ยว ตลอดทริป
5. รถบริการและน้ำดื่ม
6. ค่าประกันอุบัติเหตุ
2. เดินทางไป-กลับเองโดยมีจุดนัดพบที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดอยุธยาราคา สมาชิก 225 บาท ไม่ใช่สมาชิก 275 บาท(ราคาพิเศษค่ะ) (ไม่จำกัดจำนวน)
ราคานี้รวม
1. เสื้อยึดสุดสวย 1 ตัว
2. มัคคุเทศน์ นำเที่ยว ตลอดทริป
3. รถบริการและน้ำดื่ม
4. ค่าประกันอุบัติเหตุ
รายชื่อผู้ร่วมทริปจะอัพเดทเมื่อท่านโอนหรือมาชำระเงินที่ชมรมเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ
การขำระค่าทริป
1.ชำระค่าทริปโดยเงินสดที่สมาคมฯ 02-612-4747, 02-612-5510 รับใบเสร็จทันที
หรือจะโอนเข้าบัญชีธนาคารประเภาออมทรัพย์
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบรรทัดทอง
ในนาม สมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย
เลขที่ 063-252276-1
กรุณาส่งแฟ็กซ์สำเนาการโอนเงินไปที่สมาคมฯ โทรสาร 02-612-5511 รับในเสร็จวันเดินทาง
หรือส่งไปที่ E-mail : tchathaicycling@gmail.com
2.กรุณาแจ้งชื่อ นามสกุลจริง (ไม่ใช้นามแฝง) อายุ ขนาดเสื้อ เบอร์โทรติดต่อกลับ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเองในการยื่นทำประกันอุบัติเหตุสำหรับท่านที่ไม่สะดวกแจ้งรายละเอียดผ่านทางเวบ กรุณาโทรแจ้งทางโทรศัพท์ หรือ E-mail
รายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม
สมัครจองทริปที่นี่ค่ะ...กดค่ะ..
ด้วยนะจะบอกให้....