มาให้เพื่อนอ่านได้รับรู้ว่า กทม. จะสร้างสะพานใหม่เกิดขึ้นบนแม่น่ำเจ้าพระยาในอนาคต
...เป็นเรื่องจริงที่ต้องจับตาดู แล้วพวกชาวจักรยานทุกคนมีความคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ค่ะ
สกายวอล์ก ท่าพระจันทร์-วังหลัง ภาพฝันแห่งเกาะรัตนโกสินทร์...จริงหรือ?
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน วันอังคารที่ 24 สิงหาคม 2553
...บรรยากาศที่แออัดขณะนั่งเรือข้ามฟากระหว่างท่าเรือท่าพระจันทร์ กับท่าวังหลัง (ศิริราช) อาจกลายเป็นอดีตในไม่กี่ปีข้างหน้า ด้วยนโยบายสุดเก๋ไก๋ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) อย่าง หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผลักดันขึ้นมา อย่างโครงการ “สกายวอล์ก” หรือทางคนเดินลอยฟ้า เพื่อต้องการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนกรุงให้เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว
...โดยตอนนี้ได้มีการเตรียมทำเลเอาไว้หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ชิดลม-บางนา สยามสแควร์-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ วงเวียนใหญ่-สะพานตากสิน สนามกีฬาหัวหมาก-แยกรามคำแหง
...แต่ที่ถือว่าพิเศษสุดๆ ก็เห็นต้องยกให้โครงการสะพานคนข้าม “แม่น้ำเจ้าพระยา” แห่งแรกของอาเซียน โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ท่าพระจันทร์และสิ้นสุดที่ท่าวังหลังหรือโรงพยาบาลศิริราช
...แน่นอนว่าหลังจากแนวคิดนี้กระจายออกมา ก็กลายเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิดของหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าวเป็นประจำ ทั้งพ่อค้าแม่ค้า นักศึกษา ผู้ป่วยตลอดจนญาติพี่น้องที่มาเยี่ยมเยียน
…สะพานข้ามแม่น้ำ 1,000 ล้าน
…ย้อนที่มาที่ไปของเส้นทางแห่งจินตนาการแห่งนี้ จากปากคำ จุมพล สำเภาพล ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ซึ่งออกมาเล่าถึงแนวคิดของโครงการดังกล่าวว่า ตั้งใจจะให้เป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา ในปี 2554
…โดยสาเหตุหลักของการสร้างก็มาจากการที่ กทม. ได้เล็งเห็นถึงความเสี่ยงของผู้ที่ใช้บริการเรือข้ามฟากวังหลัง-ท่าพระจันทร์ ยิ่งเวลาที่พายุเข้า-ฝนตกหนัก ตลอดจนการที่เรือจอดไม่สนิทในชั่วโมงเร่งด่วน รวมถึงโอกาสที่โป๊ะจะล่ม ซึ่งมีกรณีให้เห็นมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน
…ล่าสุด มีการสรุปถึงขนาดของสะพานอย่างคร่าวๆ ว่า จะให้กว้าง 10 เมตร ยาว 300 เมตร สูงจากแม่น้ำเจ้าพระยาในระดับมาตรฐานสะพานทั่วไปคือ 5.50 เมตร หรือพอๆ กับตึก 2 ชั้น และมีมูลค่าการสร้างอยู่ที่ 800-1,000 ล้านบาท พร้อมกับมีบริการทางเดินไฟฟ้าแบบเลื่อนได้ เพื่อเอาใจผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่ไม่ชอบเดินเยอะๆ โดยเฉพาะอีกด้วย
…“เราจะเน้นการออกแบบที่ผสมผสานเอาประโยชน์หลายๆ อย่างไว้ด้วยกัน คนรีบข้ามก็ใช้ทางเดินเลื่อนได้ แถมยังสะดวกกับเด็กและผู้สูงอายุ เราจะมีการติดลิฟต์เอาไว้บริการเพราะสะพานอยู่สูงจากพื้นกว่า 5 เมตร ส่วนประชาชนที่ชอบออกกำลังกายก็จะสามารถใช้เป็นที่จ็อกกิ้งได้ หรือถ้าขับจักรยานมาเราก็จะมีเลนแยกเอาไว้ให้อีกด้วย”
...ไม่เพียงแค่นั้น ผู้อำนวยการคนเดิมยังเสริมรายละเอียดอีกว่า สะพานจะเป็นโครงเหล็กซึ่งติดกระจกเอาไว้ทั้ง 3 ด้าน คือ หลังคา และผนังทั้ง2 ด้านเพื่อให้เห็นทัศนียภาพโดยรอบของแม่น้ำเจ้าพระยา แถมอาจจะมีการติดเครื่องปรับอากาศในช่วงทางเดินอีกด้วย
...“ตอนนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมขออนุมัติโครงการจากผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เพื่อให้เห็นชอบโครงต่างๆ ที่จะต้องดำเนินการ เช่น การว่าจ้างที่ปรึกษามาทำงานเพื่ออกแบบในแต่ละขั้นตอน คาดว่ารายละเอียดส่วนนี้จะแล้วเสร็จประมาณกลางปีหน้า และสามารถดำเนินการสร้างได้ตั้งแต่ปลายปี 2554 ซึ่งโดยรวมน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ปีก็จะแล้วเสร็จทั้งหมด”
...ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อร้านค้าของฟากฝั่งแม่น้ำช่วงที่มีการสร้างสะพานหรือไม่นั้น ผอ.สำนักการโยธาบอกว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่ใช่ของประชาชนหรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทางกรุงเทพมหานครได้มีการผ่อนผันเพื่อให้ประชาชนได้มีพื้นที่ขายของ เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ ก็จะต้องมีการจัดผังพื้นที่ใหม่ เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ซึ่งอาจจะมีการทำประชาพิจารณ์คนในพื้นที่ก่อน
…แนวคิดทั้งหมดนี้ก็จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการสนองพระราชดำรัสในการสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสวรรค์นั่นเอง
…จะทำสะพานข้ามถาม “เรือ” หรือยัง?
…แน่นอนว่ากลุ่มคนแรกที่จะต้องโดนหางเลขไปเต็มๆ จากสะพานคนเดินนี้ ก็คือผู้ให้บริการ "เรือข้ามฟาก" มาอย่างยาวนานมาเกือบ 50 ปี นั่นเอง
…ถึงแม้โบราณจะว่าเอาไว้ว่า “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง” แต่ในกรณีนี้ นาวาโทปริญญา รักวาทิน รองประธาน บริษัท สุภัทรา จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจเรือข้ามฟากบอกว่ากรณีคงจะต้องขอขวางไว้สักเล็กน้อย
…“ส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยถ้าหากจะสร้างสะพานเพื่อเป็นสัญลักษณ์เฉยๆ โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยอย่างคุ้มค่า แต่ถ้าจะทำจริงๆ อยากให้มีการให้ข้อมูลกับประชาชนครบถ้วนด้วย ไม่ใช่ถามแค่ว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างเดียว เพราะถ้าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยก็น่าจะเป็นประโยชน์”
…นอกจากนี้ นาวาโทปริญญา ยังให้ความเห็นว่า กลุ่มคนสูงอายุ และผู้พิการที่ใช้รถเข็น ที่กทม. กล่าวอ้างนั้น แทบจะไม่พบเห็นในบริเวณท่าเรือที่เขาดูแลอยู่ ดังนั้นงบประมาณกว่าพันล้านบาทก็อาจจะเกิดประโยชน์น้อยกว่าที่ กทม. คาดหวังไว้
…อย่างไรก็ดี รองประธานผู้นี้ ก็ได้ชี้แจงว่า หากเกิดการสร้างสะพานดังกล่าวจริง ทางบริษัทก็พร้อมรับมือ แม้ว่าท่าเรือข้ามฟากท่าพระจันทร์-ศิริราช จะสร้างเม็ดเงินกว่า 18 ล้านบาทในแต่ละปีก็ตาม
…“โดยรวมถือว่าไปกระทบไม่มาก เพราะทางบริษัท ให้บริการเรือข้ามฟากอยู่กว่า 6 จุด ส่วนจุดดังกล่าวถือมีผู้ใช้บริการประมาณ 15,000 คนในแต่ละวัน สร้างรายได้ให้บริษัทประมาณ 4-5 หมื่นบาท การมีสะพานข้ามแม่น้ำเข้ามาก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะเลิกขึ้นเรือกันหมด”
…ท้ายที่สุด นาวาโทผู้นี้ก็ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ส่วนที่เขาเป็นห่วงมากที่สุดคือ "ทัศนียภาพ" เพราะเป็นบริเวณที่สถาปัตยกรรมที่สวยงามจำนวนมาก กอปรกับในอนาคตก็จะมีการตัดผ่านของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินอีก ซึ่งอาจจะทำให้ภาพโดยรวมออกมาไม่สวยงาม
…ทางข้ามทำลายวัฒนธรรมริมฝั่ง?
...“ถ้าสุดท้ายแล้วการสร้างสะพานต้องเกิดขึ้นจริง สิ่งหนึ่งที่ต้องแลกมา ก็คงจะหนีไม่พ้นวัฒนธรรมสองริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่อาจจะต้องถูกลดบทบาทลงไป”
...ดร.พรธรรม ธรรมวิมล นักภูมิสถาปนิก กลุ่มวิชาการอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักโบราณคดี ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันกับ นาวาโทปริญญา ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสภาพภูมิทัศน์ของลำน้ำเจ้าพระยา
…“ลองนึกภาพถนนที่มีสะพานลอยตัดผ่านสิครับ มันก็เหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมลอยที่อยู่กลางน้ำ ส่วนผลกระทบจะมีมากน้อยอย่างไร ก็คงอยู่ที่รูปแบบของสะพานว่าจะใหญ่โต หรืออเทอะทะ ขนาดไหน”
…ส่วนสำคัญที่สุดในความเห็นของ ดร.พรธรรม คือการที่สะพานติดแอร์แห่งนี้จะมีส่วนกระทบกระเทือนต่อโบราณสถานสำคัญๆ ในฝั่งพระนครที่จะไปบดบังทัศนียภาพหลายๆ อย่าง เช่น วัดอรุณราชวราราม หรือพระบรมมหาราชวัง
…แต่ก็ใช่ว่าสะพานแห่งนี้จะไม่ควรเกิดขึ้น เพราะด็อกเตอร์ผู้นี้ก็แนะนำว่าหลายๆ ครั้ง “การอนุรักษ์”
ก็อยู่คู่กับ “นวัตกรรม” ได้ เช่น การรักษากิจกรรมทางเรือ และท่าน้ำโบราณไปด้วย นอกจากนี้การออกแบบสะพานก็ควรจะกระทบภูมิทัศน์เดิมให้น้อยที่สุด ซึ่งการประกวดแบบก็เป็นทางเลือกที่นั่งสนใจ ดั่งที่เกิดขึ้นกับรัฐสภาใหม่มาแล้ว
…“ถ้าทำดี สะพานนี้ก็อาจจะเป็นเอกลักษณ์ในยุคหนึ่งของเกาะรัตนโกสินทร์ก็ได้”
...เสียงจากสองฝั่งแม่น้ำ
…อีกกลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบอย่างถาวรจากสะพานดังกล่าวก็คือเหล่าประชาชนตาดำๆ ที่ใช้ชีวิตประจำวันบริเวณสองฝั่งแม่น้ำ แม้จะไม่ครอบคลุมเหมือนการทำประชาพิจารณ์ แต่แน่นอนว่า ความเห็นเล็กๆ ของคนเหล่านี้ ก็สำคัญพอที่จะรับฟัง ก่อนการลงมือทำการใหญ่
…จรัลพร พึ่งโพธิ์ นักเขียนสาวผู้ชื่นชอบการเดินเล่นบริเวณ ท่าพระจันทร์ มองว่าแม้สะพานจะทำให้สะดวกขึ้นแต่ก็ยังคลาสสิกสู้เรือไม่ได้อยู่ดี
...“จริงๆ มันน่าจะสะดวกกับผู้สูงวัยนะคะ แต่ส่วนตัวแล้วไม่อยากให้มีเท่าไหร่ เพราะมันจะทำให้รกหูรกตา มันไม่เหมาะกับทัศนียภาพแถวนี้ การข้ามแม่น้ำมันก็ควรจะเป็นเรือนั่นแหละ มันคลาสสิกดี นั่งชมบรรยากาศไป รับลมเย็นๆ ไป แถมถ้าถือข้าวของมาเยอะๆ หลังจากชอปปิ้ง การเดินข้ามไปมันก็ไม่สะดวก แถมเรื่องโป๊ะล่มก็ไม่มีให้เห็นมานานหลายปีแล้วนะ”
…นอกจากนี้ จรัลพร ยังแสดงความเป็นห่วงว่า ถ้าหากทางข้ามแห่งนี้เปิดใช้ อาจกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของเด็กวัยรุ่นและคนไร้บ้าน
…“มันเป็นที่เปิดที่ใครจะเข้ามาก็ได้ และยิ่งถ้ามีแอร์ด้วย ใครๆ ก็คงอยากจะมานั่งเล่น ถ้าทำออกมาจริงๆ คงต้องมีการควบคุมดูแลที่เข้มงวด” เธอสรุป
...ส่วน นำขวัญ มั่นประสิทธิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ก็เล็งเห็นถึงปัญหาทันทีหลังจากที่ได้ทราบข่าว
…“คิดว่าน่าจะมีปัญหามากนะคะ ถ้าจะสร้างสะพานแถวนั้น เพราะตอนนี้มีแต่ร้านค้าเต็มไปหมดเลยทั้งสองฝั่ง สร้างสะพานมันคงต้องใช้พื้นที่เยอะพอสมควร พอไปเวนคืนก็ต้องเกิดปัญหากับพ่อค้าแม่ค้า”
…ในฐานะผู้ใช้เรือข้ามฟากเป็นประจำ นำขวัญ ยังแย้งว่าปัจจุบันเรือไม่ได้มีภาระหนักมากจนต้องสะพานมาทดแทน
…“จริงๆ เรือก็ไม่ได้มีภาระมากมายขนาดนั้น งบสร้างสะพาน 1,000 ล้านก็ถือว่าไม่ใช่เงินน้อยๆ ถ้าห่วงเรื่องความปลอดภัยเอาเงินมาพัฒนาตัวท่าเรือ หรือระบบการเดินเรือน่าจะดีกว่านะคะ”
…ส่วนนักศึกษาฝั่งตรงข้ามอย่าง ปุญญภา ปุษยไพบูลย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ให้ความเห็นตรงข้ามกับนักศึกษาลูกแม่โดม
…“สำหรับคนข้ามฟากบ่อยๆ ถือว่าดีนะคะ น่าจะช่วยประหยัดเงินขึ้นด้วย คนที่นั่งรถมาลงท่าพระจันทร์เพื่อข้ามฝั่งไปศิริราชก็จะสะดวกขึ้น ระยะทางของสะพานก็ถือว่าพอเดินไหวค่ะ เหมือนเดิมข้ามสะพานพระราม 8 แต่ถึงจะมีทางเลื่อนเพื่อช่วยเหลือคนแก่ เราคิดว่าคนเฒ่าคนแก่ยังใช้ลำบากอยู่ดี ถ้าอากาศร้อนๆ แล้วไม่มีติดแอร์ ก็ยิ่งน่ากลัวค่ะ ยอมจ่ายค่ารถ 50-100 บาทน่าจะปลอดภัยกว่า” ว่าที่แพทย์สาวให้ความเห็น
…ส่วนหนุ่มใหญ่อย่าง ดิเรก ผู้ที่มักมาถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในทุกๆ ครั้งที่มีโอกาส ก็ได้ทิ้งประเด็นที่น่าคบคิดเอาไว้ว่า สะพานดังกล่าวอาจไม่คุ้มค่ากับเงิน และทัศนียภาพที่เสียไป
…“ทางเลื่อนอัตโนมัติที่ว่าคงจะต้องเปลืองไฟมาก ถ้าเป็นการทำเฉลิมพระเกียรติ ผมว่ามันจะสวนทางกับแนวคิดพอเพียงของในหลวงนะ”
…“ผมอยากให้ทางกรุงเทพมหานคร ลองคิดดูก่อนว่า 'การสนองพระราชดำรัสในการสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสวรรค์' หมายถึงอะไร บางทีอาจจะมีอะไรที่มากกว่าการสร้างสะพานก็ได้นะครับ” หนุ่มใหญ่สรุป
เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ
ที่มาจาก