เลยนึกขึ้นได้ว่าผมยังไม่ได้ตอบคำถามของคุณจารึกเลย แต่พี่แซมมาตอบให้แล้ว
ข้อมูลครบถ้วน ผมต้องขอพระอภัยมณี และขอขอบพระคุณพี่แซมด้วยครับ
ผมขอเสริมนิดเดียว หากย้อนดูกำเนิดแห่งสงครามนรกที่เวียดนาม จะเห็นได้ว่า
สงครามเวียดนามคือ " สงครามกระตุ้นเศรษฐกิจ " ของอเมริกา พอสงครามเกิด
บรรดาสารพัดอุตสาหกรรมของอเมริกา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาวุธ ได้เฮใหญ่
หลังจากซบเซาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ จบลง สงครามเกาหลีก็เหมือนการเคลียร์
อาวุธค้างสต๊อค พอสงครามเวียดนามเกิด อเมริกาได้สร้างกำลังผลิตอันมโหฬารอีกครั้ง
ให้กับบรรดาธุรกิจที่สนับสนุนการเมือง ไม่เว้นแม้แต่บริษัทขายสารเคมี
ตอนที่สงครามเวียดนามเริ่มเกิด อเมริกาโดดเข้าร่วมในปี ๒๕๐๘(1965)
ตอนนั้นยังตรึงกันอยู่ที่เส้นขนานที่ ๑๗ แถวๆเมืองดองฮา (Dong Ha) ตามแนวแม่น้ำเบ็นไห่
ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นเขตดีเอ็มซี(Demilitarized Zone : DMZ ) ผมเคยหลงเข้าไปแล้วแหละครับ
วิวสวยมาก แต่ยังกู้กับระเบิดกันอยู่เลย อเมริกาวางแนวป้องกันด้วยสารพัดอุปกรณ์ตรวจจับ
อิเลคโทรนิคส์ เรียกแนวนี้ว่า " แนวป้องกันแม๊คนามาร่า " (Macnamara Line)
บริษัทขายอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ก็ได้เฮแล้วใช่ไหมครับ แต่ปรากฎว่าแนวนี้มันใช้ไม่ได้เลย
เพราะเวียดนามเหนือไม่เดินผ่านตรงนี้ แต่เดินอ้อมเข้าไปในแดนลาว ด้วยเส้นทางโฮจิมินห์
ซึ่งผ่านป่าทึบ ป้องกันการตรวจการณ์จากทางอากาศได้เป็นอย่างดี
อเมริกาก็เลยคิดพิเรนทร์ครั้งที่หนึ่ง ว่าทำยังไงจึงจะเปิดป่าแถวนี้ให้หมด จะได้ตรวจการณ์
ได้ชัดๆ นี่จึงเป็นที่มาของการใช้เจ้าเหลืองมฤตยูนี้ เดี๋ยวมีขยายต่อครับ แต่เท่านั้นยังไม่พอ
เจ้าคนเสนอโครงการยังคิดพิเรนทร์ครั้งที่สอง ด้วยเกิดไอเดียกระฉูดว่าพื้นที่แถวนี้เป็นดิน
ฝนตกชุก จะขัดขวางเวียดกงให้เดินทางลำบาก ก็ต้องทำให้ลื่นสิ อเมริกาก็เลยเอาเจ้าสาร
" คาลกอน " (Calgon) ซึ่งเป็นสารช่วยลดแรงตึงผิว (Surfactant) ที่ใช้ผสมในสบู่ แชมพู
หรือผงซักฟอก เพื่อให้คุณแม่บ้านลื่นมือซักสนุก แต่ในทางการค้าเขาผสมนิดเดียว ขายช้า
คนขายก็เลยคิดจะขายเยอะๆ ล๊อตใหญ่ๆ เสนอกองทัพให้เอาคาลกอนไปพ่นกระจายทั่วป่า
เป็นหลายล้านลิตร หวังให้เวียดกงลื่นล้ม ???(คิดได้ไง ?)
ผมจึงมองการทำสงครามเวียดนามของฝ่ายอเมริกา ว่าเป็นสงครามกระตุ้นเศรษฐกิจอเมริกา
เป็นสงครามไร้สาระจริงๆ แต่ทางฝั่งเวียดนามนั้น สู้เพื่อชาติ เพื่อเอกราชของตน ใจเต็มร้อย
จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมเวียดนามเหนือจึงชนะ
กลับมาที่เจ้าเหลืองมฤตยูนี้อีกที ก่อนเอาไปพ่นใส่ป่า อเมริกาก็ทดลองก่อนนะครับ
จะทดลองตรงไหนให้เหมาะ ก็ต้องเป็นป่าเขตร้อนชื้น ทรอปปิคัล ฟอเรสท์ เหมือนเวียดนาม
มองไปมองมาก็ไปปิ๊งเอาที่หัวหินนี่ละครับ เป็นที่ทดลองยา เอาสนามบินหัวหินเป็นฐาน
บินไปพ่นแถวศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ ใกล้นิดเดียว ป่าพังไปแถบหนึ่งจนบัดนี้
พอเห็นว่าเจ๋ง ใช้ได้แน่ ก็รีบสั่งให้ใช้จริงเลย โรงงานจะได้รีบผลิต
ทีนี้ไอ้ของล๊อตที่เอามาทดลอง มันก็เหลือสิครับ ทำยังไงดี ? ง่ายจะตาย ก็ต้องหาที่ฝัง
แล้วทีมงานฝนเหลือง ก็เอาสารที่เหลือนี้ ซึ่งอยู่ในถัง ๒๐๐ ลิตร นับสิบถัง
ฝังมันตรงหัวรันเวย์ ๑๖ ของสนามบินบ่อฝ้าย หัวหินนั่นละครับ เรื่องก็เงียบไปนาน
จนกระทั่งประมาณปี ๒๕๔๒ สนามบินบ่อฝ้ายมีการสร้างรันเวย์ส่วนต่อขยาย เพื่อให้รันเวย์
ยาวครบ ๓ กิโล เป็นสนามบินมาตรฐาน รับเจ๊ตแอร์ไลเนอร์ได้ ดูภาพสนามบินนะครับ
ภาพรันเวย์ท่าอากาศยานหัวหิน(บ่อฝ้าย) ภาพเป็นของสโมสรการบินพลเรือน บางพระ

สังเกตส่วนของรันเวย์ ๑๖ จะมีสีเข้มตรงเหนืออุโมงค์ข้ามถนนเพชรเกษมที่รถยนต์ลอดใต้
นั่นคือส่วนต่อขยาย ตอนสร้างส่วนนี้ละครับ ที่คนงานพบสมบัติพระศุลีเป็นถัง ๒๐๐ ลิตรนับสิบถัง
ถังก็ขึ้นสนิมเขอระแล้วละ คนงานก็เลยเอาแม๊คโครจกให้ถังแตกออก เผื่อจะเจอสมบัติ
แต่ที่ออกมากลับเป็นกลิ่นนรก เล่นเอาคนงานต้องหามกันส่งโรงพยาบาลหลายราย
ความจึงมาแตกเอาตอนนั้น ว่ามันถูกฝังอยู่ที่นี่เอง อันนี้เป็นรุ่นออริจินัล ของแท้เลยนะครับ
ส่วนเนื้อสารของเจ้าเหลืองมฤตยู พี่แซมกล่าวไว้ละเอียดแล้ว มันมีทั้งทูโฟร์ดี, ทูโฟร์ไฟว์ที
ซึ่งอยู่ในตระกูลฮอร์โมนพืชทั้งนั้น ความจริงตัวมันแต่ละตัว เมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสม
จะเป็นตัวกระตุ้นให้พืชเจริญเติบโต แต่หากใช้ในปริมาณเข้มข้น ก็จะทำให้พืชตายได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันสารตระกูลนี้ก็ยังใช้อยู่ ในยาฆ่าหญ้า ที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปครับ







































