โพสต์
โดย FILMMY BIKE »
ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของทริปรถพับครั้งที่4กรุงเทพฯ-บางแสน ขอชื่นชมทั้งทีมงานและ
นักปั่นเลือดทรหดทุกท่าน ผมทราบจากเฮียคากิว่าระยะทางครั้งนี้ประมาณ95km.ผมฟังไม่ผิด
เออ..รถพับเนี่ยนะ เออ....ตูจะไหวเหรอวะ เออ..แล้วตูจะสมัครดีมั๊ยวะ เพราะชีวิตนี้ที่ใช้รถพับมาก็
เอาไปปั่นเที่ยวกินลมชมวิว จอดกินโน่นกินนี่ จอดถ่ายภาพและอีกสารพัดที่จะจอด บอกตามตรง
ใจมันแป้วไปไม่ถึงอายเขาตาย เอาวะเช้าวันที่4ก.ค.ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ตื่นแต่เช้าขึ้นมาเตรียมรถ
กะบะขับตามไปดีกว่า..อ้าว!!!!เป็นงั้นไป เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้วครับ ออกจากบ้าน9โมงบึ่ง
ขึ้นทางด่วนลงบางนา-ตราดไปทันขบวนเกือบถึงบางปะกงแล้วล่ะ ขับรถแซงขึ้นไปเรื่อยๆไปรอที่
ปั๊ม ปตท.บางปะกงและแล้วนักปั่นก็ค่อยๆทยอยกันมาถึง สังเกตอาการแล้วว่าส่วนใหญ่ยังคึกกันอยู่
ที่นี่ถูกกำหนดไว้เป็นจุดรวมพล พักเหนื่อยดื่มน้ำปัสสาวะกัน เห็นเฮียคากิแกกำลังพูดผ่านโทรโข่ง
มีการเล่นเกมส์แจกรางวัลกันเล็กๆน้อยๆต่อจากนั้นก็แจกเข็มกลัดที่ระลึกครั้งที่4กันแถวยาวเชียว
มารู้จากเฮียทีหลังว่ายอดแจกเข็มกลัดปาเข้าไปประมาณ240อัน โอ..ยิ่งใหญ่สมกับเป็นทริปประจำปี
เลยนะเนี่ย ผมเดินสำรวจรถจักรยานที่เข้าร่วมในครั้งนี้และถ่ายภาพมาจนอิ่มใจ ก็ดูกันเอาเองว่ามีของ
ใครกันบ้างขออนุญาตเจ้าของลงในโพ๊ตนะครับคงไม่ว่ากัน พักผ่อนกันพอหายเหนื่อย..เอ้าเดินทาง
กันต่อดีฝ่า มีกำลังวังชากันแล้วออกตัวล้อฟรีดังเอี๊ยด ปั่นตามกันไปเป็นขบวนดีมากผมขับรถไปดัก
ถ่ายภาพบนสะพานลอยก็ได้ภาพมุมสูงมาสวยงามดี เส้นทางช่วงนี้มีเสียวเล็กน้อยตรง3แยกที่จะมุ่ง
ไปบายพาสและมุ่งเข้าชลบุรีเพราะรถที่วิ่งมาใหญ่ๆแรงๆกันทั้งนั้นต้องมารวมพลก่อม๊อบกันก่อนจึง
จะใช้ความที่มีพวกเยอะปั่นข้ามถนนมาได้ ก็มุ่งไปทางเข้าตัวเมืองชลบุรีแล้วมาเลี้ยวขวาที่บ้านบางทราย
ขณะนั้นพระพิรุณก็เล็งเห็นแล้วว่าปั่นกันมาตั้งนานคงจะร้อน ก็เลยโปรยน้ำทิพย์ลงมาให้ได้ชุ่มฉ่ำกัน
รอกันอยู่ซักพักน้ำในแท๊งค์บนสวรรค์เริ่มหมดก็เดินทางกันต่อท่ามกลางสายฝนที่ยังโปรยปรายทำให้
ผมบอกกับตัวเองว่าเออวันนี้เอ็งคิดถูกแล้วดูพวกนั้นซิอยู่บ้านสบายๆไม่เอามาปั่นจักรยานตากแดด
ตากฝนกันทำไม(ไม่เข้าใจ)เหอะๆ แต่ในความชุ่มฉ่ำเปียกปอนก็มีความสวยงามเพราะช่วงนี้ปั่นขึ้นสะพาน
เลียบชายทะเลไปเรื่อยๆสวยงาม โรแมนติกซะไม่มี ส่วนผมอยู่ในรถมือซ้ายจับพวงมาลัยมือขวาถือกล้อง
ถ่ายภาพไปเรื่อยๆเป็นความพยายามที่อยากจะเก็บภาพของความมุมานะบากบั่นจนผมอดคิดไม่ได้ว่า
ที่จริงแล้วคนไทยเรามีเลือดนักสู้อยู่ในตัวเกิน100จริงๆรบกับใครก็ไม่แพ้(ขออย่างเดียวอย่ารบกันเองนะ)
ก็ไปกันตามเส้นทางที่ผ่านอ่างศิลา ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ เข้าหาดบางแสนมุงสู่วงเวียนเป็นจุดนัดพบ
สุดท้าย ก็ค่อยๆทยอยกันมาทีละคันสองคัน ทีละกลุ่มสองกลุ่มใครมาก่อนก็นั่งเม๊าส์กันไป ถ่ายภาพ
แห่งความภาคภูมิใจที่มิอาจจะลืมเลือนไปอีกนานแสนนาน หลังจากที่เฮียคากิมาถึงก็ซาวเสียงว่า
ตอนนี้ก็4โมงเย็นมาถึงบางแสนกันทั้งทีก็อยากให้เที่ยวชมหรือลงเล่นน้ำกันปรากฏว่าได้รับการตอบรับ
ที่ดีมากทุกคน..เงียบ..แหมเฮีย...เอ่อ...เฮียเห็นท่าไม่ดีเลยเปลี่ยนเป็นใครคิดว่าจะขึ้นรถกลับตอน4โมง
ครึ่งยกมือ ผมนับดูแล้วมีคนยกมือประมาณ20เต็ม100 แฮ่..แสดงว่าที่เหลือน่าจะอยากอยู่ต่อ เอ๊า
เอาใหม่ใครเห็นว่าจะขึ้นรถกลับตอน5โมงเย็นยกมือ ปรากฏว่ายกมือ0เต็ม100เพราะที่เหลืออีก80
ไม่มีแรงจะยกแล้วเฮีย สภาก็เลยมีมติเป็นเอกฉันท์กลับตอน4โมงครึ่ง ตกลงกันได้ก็ร่วมกันถ่ายภาพหมู่
เป็นที่ระทึก เป็นเกียรติประวัติ เป็นความภาคภูมิใจแก่ตัวเองก็เป็นอันว่าเสร็จพิธี ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป
ตามอัธยาศัยเดินทางกลับพระนครกันอย่างสวัสดิภาพ ครั้งนี้ผมขอมาสำรวจบรรยากาศก่อน มาให้เห็นแจ้ง
กับตาตัวเองครั้งต่อไปผมจะได้รู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไรไม่ให้หน้าแตก ที่ผมสาธยายมานี้ก็เป็นแค่มุมมองที่
ผมได้เห็นได้สัมผัส ถ้าท่านใดมีมุมอื่นที่อยากแชร์กันก็เชิญนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่เป็นตัวอย่างให้ผมได้
เรียนรู้ / ขอแสดงความนับถือจากผม/ช้าง