ถึงตอนนี้คิดว่าได้คำตอบครับ...คือด่านนี้ยังไม่คึกคักทั้งไม่มีผู้คนสัญจรไปมามากพอที่จะลงทุนทำเฮือนพัก เพราะเส้นทางปั่นจากอัตตะปือถึงด่านพูเกลือ ปั่นทั้งวันแทบจะไม่รู้สึกเลยว่ามีรถผ่านหรือสวนทางและก็ยังแปลกใจ...จุดชายแดนจุดนี้ ยังขาดแคลนที่พัก ที่พักที่เฮียเซ้งออกปากรำพันให้ฟังแล้วเป็นระดับกระต๊อบ จัดที่นอนเต็มห้องนอนเบียดกันอุ่น แต่ค่าพัก(ทั้งค่ากิน)ไม่ถูกนะครับท่าน
ที่เห็นๆอยู่บ้างคือรถใหญ่...รถลากซุง ซึ่ง...ก็ดูแปลกที่ช่วงที่พวกผมไปงวดนี้ นานๆทีนับชั่วโมงจะโผล่มาซักคัน
ไม่เหมือนตอนที่ปั่นกันสองคนกะเฮียเซ้ง แล้วครั้งนั้นหมดสภาพที่อัตตะปือแล้วอาศัยรถโดยสาร(ที่ดูเหมือนจะมีวันละเที่ยว...ออกจากอัตตะปือประมาณแปดเก้าโมงเช้า...ประมาณนะครับ) เดินทางต่อข้ามด่านพูเกลือ
ตอนนั่งรถโดยสารกะเฮียเซ้ง ก็ประมาณสองปีมานี่เอง ถนนไม่ได้เรียบเนียนกริ๊กแถมตีเส้นขาวกลางถนน บ่งบอกถนนเพิ่งปรับปรุงทำใหม่เอี่ยมแล้วเสร็จมาไม่นาน
ตอนที่ไปกะเฮียเซ้ง...ตอนนั้นถนนลาดยางหมดสภาพแล้ว เนื้อยางที่คลุมลูกหินหมดแล้วเหลือเป็นชั้นของลูกหินโผล่ตะปุ่มตะป่ำ (คุณวิทยาอธิบายผมฟังว่าเป็นถนนแบบลาดยางรุ่นเก่าที่เอาก้อนหินปูแล้วฉีดน้ำยางราด ไม่เหมือนการทำถนนลาดยางปัจจุบันที่ใช้วิธีเอาหินละเอียดคลุกกะน้ำยางแล้วปูลาดเป็นชั้นผิวจราจร ถนนแบบนี้ปั่นเนียนก้นเป็นที่สุด คุณวิทยาอธิบายเรื่องนี้ตอนผมบ่นโอดโอยระบมตูด ด้วยเจอถนนลาดยางหมดสภาพจากคอนตูมในเวียดนามมุ่งหน้าไปดาลัต
ซักครึ่งทางของการโดนทางด้วยรถโดยสารในวันนั้น พอพ้นช่วงสี่ห้าสิบกิโลเมตรแรกที่ยังเป็นทางราบ ไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่(ให้โค่นทำซุง)...ก็ยังไม่เห็นรถขนซุง
แต่พอเข้าเขตที่เริ่มเป็นภูเขาและต้องไต่สูงชัน

ชักจะเริ่มเห็นรถขนซุงแทบทุกสิบนาทีที่รถผ่าน มุ่งหน้าไปทางเวียด...คือเข้ามาเอาไม้ลาวไปใช้งานฝั่งเวียด คงจะเป็นลักษณะสัมปทาน
ดูแล้วเสียวไส้ครับ เฮียเซ้งบอกตอนนั้น นึกในใจกลัวว่าหากปั่น...รถซุงมันจะกวาดเราตกถนน
ทำนองปลอบใจตัวเองละครับ ทำนองว่าดีแล้วที่ไม่ปั่น
แต่กะการปั่นงวดนี้แปลกมาก...ไม่ค่อยจะเจอรถซุง ทั้งถนนก็ใหม่เอี่ยมการปั่นก็มีความสุข
เรื่องมืดค่ำก็ไม่กลัวครับ























































[/url]