เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
นี่ คือขบวนโรงเรียนมาลาสิม แปลว่า "โรงเรียนมาลาสิน"
- ไฟล์แนบ
-
- ขบวนเด็กหญิงชาวเผ่าม้งฟ้อนรำ
- L34.jpg (65.55 KiB) เข้าดูแล้ว 1380 ครั้ง
-
- เทพีสาวสวยถือป้ายโรงเรียนมาลาสินที่เข้าร่วมงานบุญด้วย
- L33.jpg (64.93 KiB) เข้าดูแล้ว 1388 ครั้ง
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
ฉันได้ซื้อชุดต้นกล้วยหนึ่งกระป๋อง จ่าย ๑๕,๐๐๐ กีบ เท่ากับ ๖๑ บาท แม่ค้าบอกว่า นำต้นกล้วยไปเดินสามรอบแล้วนำวางบนฐานองค์พระธาตุแล้วยกไหว้สักการะด้วย
แล้วเดินสะกดรอยตามหลังขบวนไปด้วย ทำตัวเหมือนชาวบ้านปกติ
แม่หญิงใจดีเอ่ยเชิญฉันเข้าร่วมขบวนไปด้วยค่ะ
เอาล่ะ ขอพักเล่าเรื่องไว้พรุ่งนี้ จะพูดถึงประวัติความเป็นมาของประเพณีกฐินแล่นลาวค่ะ
แล้วเดินสะกดรอยตามหลังขบวนไปด้วย ทำตัวเหมือนชาวบ้านปกติ
แม่หญิงใจดีเอ่ยเชิญฉันเข้าร่วมขบวนไปด้วยค่ะ
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
เอาล่ะ...ฉันจะเล่าต่อเรื่องงานบุญนมัสการพระธาตุหลวงว่าด้วยเรื่อง แห่ปราสาทผึ้งพร้อมกฐินแล่นลาวค่ะ
ประเพณีบุญกฐินแล่นลาว
...คำว่า กฐิน เป็นชื่อของไม้สดึงขึงผ้า อันหมายถึงผ้าที่ถวายให้เป็นผ้ากฐินภายในกำหนดกาล ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 หากก่อนหรือหลังนี้ไม่เรียกว่า ผ้ากฐิน (คำผุน, 1973,หน้า 76)
...ผ้าที่จะถวายนั้น จะเป็นผ้าใหม่ หรือผ้าเทียมใหม่ เช่น ผ้าฟอกสะอาด หรือผ้าเก่า หรือผ้าบังสุกุล คือผ้าที่เขาทิ้งแล้ว และเป็นผ้าเปื้อนฝุ่นหรือผ้าตกตามร้านก็ได้ ผู้ถวายจะเป็นคฤหัสถ์ก็ได้ เป็นภิกษุหรือสามเณรก็ได้ ถวายแก่สงฆ์แล้วก็เป็นอันใช้ได้กฐินจึงเป็นชื่อของบุญกิริยาวัตถุ คือการทำบุญ คือการถวายผ้ากฐินเป็นทาน แก่พระสงฆ์ผู้จำพรรษาอยู่ในวัดใดวัดหนึ่งครบ 3 เดือน เพื่อสงเคราะห์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบให้มีผ้านุ่งหรือผ้าห่มใหม่ จะได้ใช้ผลัดเปลี่ยนของเก่าที่จะขาดหรือชำรุด การทำบุญถวายผ้ากฐิน หรือที่เรียกว่า ทอดกฐิน คือทอดหรือวางผ้าลงไปแล้วกล่าวคำถวายในท่ามกลางพระสงฆ์ เรียกได้ว่าเป็นกาลทาน คือการถวายทานในเดือนสิบเอ็ดต่อสิบสอง
...แต่ลาวนิยมในเดือนสิบสองเป็นส่วนมาก ส่วนเดือนสิบเอ็ดไม่ค่อยทำ จะทำเดือนสิบสองหรือพร้อมกับบุญนมัสการพระธาตุหลวง ส่วนมากเป็นกฐินที่มีเจ้าภาพหลายคนร่วมกัน จะบริจาคมากน้อยอย่างไรไม่กำหนด เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากในการดำเนินการก็มักจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่ง เป็นผู้ดำเนินการ ตั้งแต่มีหนังสือบอกบุญ ไปยังผู้อื่น เมื่อได้ปัจจัยมาก็นำมาจัดหา ผ้าอันเป็นองค์กฐินรวมทั้งบริวารต่างๆ เมื่อมีปัจจัยเหลือก็นำถวายวัดเพื่อช่วยเป็นค่าใช้จ่ายในการบูรณปฏิสังขรณ์ กุฏิ โบสถ์ เจดีย์ เป็นต้น กฐินสามัคคีนี้มักจะนำไปทอดยังวัดที่กำลังมีการก่อสร้างหรือปฏิสังขรณ์ เพื่อเป็นการสมทบทุนให้สิ่งอันพึงประสงค์ของวัดให้สำเร็จเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว
...เรื่องของกฐินสามัคคีเป็นที่นิยมแพร่หลายกันมาก เพราะนอกจากจะถือกันว่าเป็นบุญเป็นกุศลแล้ว ยังเป็นการช่วยทำนุบำรุงวัด ตลอดจนเป็นการสร้างความสมานสามัคคีของชุมชน ให้มีความรักมั่นกลมเกลียวอันเนื่องมาจากอานิสงส์ของกฐินสามัคคีนั่นเอง
ประเพณีบุญกฐินแล่นลาว
...คำว่า กฐิน เป็นชื่อของไม้สดึงขึงผ้า อันหมายถึงผ้าที่ถวายให้เป็นผ้ากฐินภายในกำหนดกาล ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 หากก่อนหรือหลังนี้ไม่เรียกว่า ผ้ากฐิน (คำผุน, 1973,หน้า 76)
...ผ้าที่จะถวายนั้น จะเป็นผ้าใหม่ หรือผ้าเทียมใหม่ เช่น ผ้าฟอกสะอาด หรือผ้าเก่า หรือผ้าบังสุกุล คือผ้าที่เขาทิ้งแล้ว และเป็นผ้าเปื้อนฝุ่นหรือผ้าตกตามร้านก็ได้ ผู้ถวายจะเป็นคฤหัสถ์ก็ได้ เป็นภิกษุหรือสามเณรก็ได้ ถวายแก่สงฆ์แล้วก็เป็นอันใช้ได้กฐินจึงเป็นชื่อของบุญกิริยาวัตถุ คือการทำบุญ คือการถวายผ้ากฐินเป็นทาน แก่พระสงฆ์ผู้จำพรรษาอยู่ในวัดใดวัดหนึ่งครบ 3 เดือน เพื่อสงเคราะห์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบให้มีผ้านุ่งหรือผ้าห่มใหม่ จะได้ใช้ผลัดเปลี่ยนของเก่าที่จะขาดหรือชำรุด การทำบุญถวายผ้ากฐิน หรือที่เรียกว่า ทอดกฐิน คือทอดหรือวางผ้าลงไปแล้วกล่าวคำถวายในท่ามกลางพระสงฆ์ เรียกได้ว่าเป็นกาลทาน คือการถวายทานในเดือนสิบเอ็ดต่อสิบสอง
...แต่ลาวนิยมในเดือนสิบสองเป็นส่วนมาก ส่วนเดือนสิบเอ็ดไม่ค่อยทำ จะทำเดือนสิบสองหรือพร้อมกับบุญนมัสการพระธาตุหลวง ส่วนมากเป็นกฐินที่มีเจ้าภาพหลายคนร่วมกัน จะบริจาคมากน้อยอย่างไรไม่กำหนด เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากในการดำเนินการก็มักจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่ง เป็นผู้ดำเนินการ ตั้งแต่มีหนังสือบอกบุญ ไปยังผู้อื่น เมื่อได้ปัจจัยมาก็นำมาจัดหา ผ้าอันเป็นองค์กฐินรวมทั้งบริวารต่างๆ เมื่อมีปัจจัยเหลือก็นำถวายวัดเพื่อช่วยเป็นค่าใช้จ่ายในการบูรณปฏิสังขรณ์ กุฏิ โบสถ์ เจดีย์ เป็นต้น กฐินสามัคคีนี้มักจะนำไปทอดยังวัดที่กำลังมีการก่อสร้างหรือปฏิสังขรณ์ เพื่อเป็นการสมทบทุนให้สิ่งอันพึงประสงค์ของวัดให้สำเร็จเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว
...เรื่องของกฐินสามัคคีเป็นที่นิยมแพร่หลายกันมาก เพราะนอกจากจะถือกันว่าเป็นบุญเป็นกุศลแล้ว ยังเป็นการช่วยทำนุบำรุงวัด ตลอดจนเป็นการสร้างความสมานสามัคคีของชุมชน ให้มีความรักมั่นกลมเกลียวอันเนื่องมาจากอานิสงส์ของกฐินสามัคคีนั่นเอง
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
มูลเหตุแห่งกฐิน
...กฐินนั้นมีมูลเหตุมาจากภิกษุ เมืองปาวา 30 รูป เมื่อครั้งพุทธกาลมีเรื่องเล่าไว้ในคัมภีร์พระวินัยปิฎกกฐินขันธกวรรคว่า ครั้งหนึ่งภิกษุชาวเมืองปาวา (บางแห่งว่าเมืองปาฐา) ประมาณ 30 รูป ซึ่งถือธุดงค์วัตร อย่างยิ่งยวด มีความประสงค์จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งขณะนั้นประทับอยู่วัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล จึงพากันเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองสาวัตถีนั้น พอถึงมาเมืองสาเกตนคร ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงสาวัตถีประมาณ 6 โยชน์ ก็เป็นวันเข้าพรรษาพอดี เดินทางต่อไปมิได้ต้องจำพรรษาอยู่ที่เมืองสาเกตเสียก่อน เพื่อให้ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติไว้แล้ว ขณะที่จำพรรษาอยู่ ณ เมืองสาเกตนครนั้น เกิดความร้อนรนอยากเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นกำลัง ดังนั้นพอออกพรรษาปวารณาแล้วก็รีบเดินทาง ตากแดดตากฝน เพราะระยะนั้นมีฝนตกแดดออกหนทางที่เดินชุ่มไปด้วยน้ำ เป็นโคลนเป็นตม ต้องบุกต้องลุยมาจนกระทั่ง ถึงเมืองสาวัตถีจึงได้เข้าเฝ้าสมความประปราถนา พระพุทธเจ้าจึงมีปฏิสันถารกับพระภิกษุเหล่านั้นเรื่องการจำพรรษาอยู่ ณ เมืองสาเกตนคร และการเดินทางของพระภิกษุเหล่านั้น พระภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลถึงความตั้งใจ ความร้อนรนกระวนกระวายในการเดินทางที่ลำบากจนขาดเขินผ้านุ่งห่มให้ทรงทราบทุกประการ
...พระพุทธเจ้าทรงทราบและเห็นความลำบากของภิกษุจึง ทรงยกเป็นเหตุและมีพระพุทธานุญาตให้พระภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนแล้วกรานกฐินได้ในระยะ 1 เดือนหลังพรรษาแล้ว จึงกรานกฐิน จากปีนั้นเป็นต้นมา จึงมีบุญกฐินสืบต่อ และกลายมาเป็นบุญกฐินจนทุกวันนี้มูลเหตุที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งของบุญกฐิน ก็คือเมื่อออกพรรษาแล้วอากาศจะหนาวเป็นพิเศษ เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว การถวายผ้ากฐินจึงเป็นการถวายผ้าห่มหนาวไปพร้อมกัน เรามักจะเห็นว่าในกองกฐินจะมีผ้าห่มกันหนาวเป็นสีเหลือง พร้อมเตียงนอนหมอนมุ้งหม้อต้มน้ำร้อน ดูแล้วเป็นเครื่องกันหนาวทั้งมวลนั้นเอง โดยสะเพาะอากาศในลาว หรือทางอีสานของไทยเป็นอากาศที่หนาวจัดมาก
...การทำบุญกฐินเพื่อให้พระสงฆ์ได้อบอุ่นจึงถือว่าได้บุญมากจนกลายมาเป็นประเพณีที่นิยมมากในลาวและอีสานของไทย ถ้าดูทางภาคใต้ของไทยกลับเป็นบุญที่ไม่นิยมมาก ถ้าเปรียบกับทางภาคอีสานของไทยและ สปป.ลาว
...กฐินนั้นมีมูลเหตุมาจากภิกษุ เมืองปาวา 30 รูป เมื่อครั้งพุทธกาลมีเรื่องเล่าไว้ในคัมภีร์พระวินัยปิฎกกฐินขันธกวรรคว่า ครั้งหนึ่งภิกษุชาวเมืองปาวา (บางแห่งว่าเมืองปาฐา) ประมาณ 30 รูป ซึ่งถือธุดงค์วัตร อย่างยิ่งยวด มีความประสงค์จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งขณะนั้นประทับอยู่วัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล จึงพากันเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองสาวัตถีนั้น พอถึงมาเมืองสาเกตนคร ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงสาวัตถีประมาณ 6 โยชน์ ก็เป็นวันเข้าพรรษาพอดี เดินทางต่อไปมิได้ต้องจำพรรษาอยู่ที่เมืองสาเกตเสียก่อน เพื่อให้ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติไว้แล้ว ขณะที่จำพรรษาอยู่ ณ เมืองสาเกตนครนั้น เกิดความร้อนรนอยากเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นกำลัง ดังนั้นพอออกพรรษาปวารณาแล้วก็รีบเดินทาง ตากแดดตากฝน เพราะระยะนั้นมีฝนตกแดดออกหนทางที่เดินชุ่มไปด้วยน้ำ เป็นโคลนเป็นตม ต้องบุกต้องลุยมาจนกระทั่ง ถึงเมืองสาวัตถีจึงได้เข้าเฝ้าสมความประปราถนา พระพุทธเจ้าจึงมีปฏิสันถารกับพระภิกษุเหล่านั้นเรื่องการจำพรรษาอยู่ ณ เมืองสาเกตนคร และการเดินทางของพระภิกษุเหล่านั้น พระภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลถึงความตั้งใจ ความร้อนรนกระวนกระวายในการเดินทางที่ลำบากจนขาดเขินผ้านุ่งห่มให้ทรงทราบทุกประการ
...พระพุทธเจ้าทรงทราบและเห็นความลำบากของภิกษุจึง ทรงยกเป็นเหตุและมีพระพุทธานุญาตให้พระภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนแล้วกรานกฐินได้ในระยะ 1 เดือนหลังพรรษาแล้ว จึงกรานกฐิน จากปีนั้นเป็นต้นมา จึงมีบุญกฐินสืบต่อ และกลายมาเป็นบุญกฐินจนทุกวันนี้มูลเหตุที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งของบุญกฐิน ก็คือเมื่อออกพรรษาแล้วอากาศจะหนาวเป็นพิเศษ เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว การถวายผ้ากฐินจึงเป็นการถวายผ้าห่มหนาวไปพร้อมกัน เรามักจะเห็นว่าในกองกฐินจะมีผ้าห่มกันหนาวเป็นสีเหลือง พร้อมเตียงนอนหมอนมุ้งหม้อต้มน้ำร้อน ดูแล้วเป็นเครื่องกันหนาวทั้งมวลนั้นเอง โดยสะเพาะอากาศในลาว หรือทางอีสานของไทยเป็นอากาศที่หนาวจัดมาก
...การทำบุญกฐินเพื่อให้พระสงฆ์ได้อบอุ่นจึงถือว่าได้บุญมากจนกลายมาเป็นประเพณีที่นิยมมากในลาวและอีสานของไทย ถ้าดูทางภาคใต้ของไทยกลับเป็นบุญที่ไม่นิยมมาก ถ้าเปรียบกับทางภาคอีสานของไทยและ สปป.ลาว
- ไฟล์แนบ
-
- เดินเวียนสามรอบให้หยุดตรงไหนก็ถวายต่อหน้าองค์พระธาตุได้
- L40.jpg (67.11 KiB) เข้าดูแล้ว 1157 ครั้ง
-
- เมื่อแหวกออกมาเข้าประตูภายในบริเวณกำแพงลานหน้าพระธาตุหลวงจนได้เวียนหัวน่ะ
- L41.jpg (65.48 KiB) เข้าดูแล้ว 1159 ครั้ง
-
- เรียวแถวหน้าเข้าทางประตูหน้าด้วยแรงเบียดเบียนไม่ไหว เลยข้ามรั้วหญ้าไปยืนดักหน้าประตู เพราะแม่หญิงชวนให้ฉันเดินดาหน้าเลยค่ะ
- L39.jpg (59.65 KiB) เข้าดูแล้ว 1158 ครั้ง
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
ลักษณะของกฐิน
คำว่า “กฐิน” นั้น เป็นชื่อของกรอบไม้ ได้แก่ “กรอบหรือขอบไม้แม่แบบ” สำหรับทำจีวร หรือดึงผ้าให้ตึง ซึ่งอาจ เรียกว่าสะดึงก็ได้ จึงเรียกว่า “ผ้ากฐิน” คือผ้าที่ตีกรอบนั้นเอง (กิแดง, 2006: 82)
...เนื่องจากในครั้งพุทธกาลการทำจีวรให้มีรูปลักษณะนาของชาวมคธตามที่กำหนดไว้นั้น กระทำได้โดยยาก จึงต้องทำกรอบไม้สำเร็จรูปไว้ เพื่อเป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำเป็นผ้านุ่งหรือผ้าห่ม หรือผ้าห่มซ้อนให้ได้ตามขนาดที่เรียกว่าจีวร สังฆาฏิ สบง ผืนใดผืนหนึ่งก็ได้
...ในภาษาลาว นิยมเรียก ผ้านุ่งว่า "ผ้าสบง" ผ้าห่มว่า "ผ้าจีวร" และ ผ้าห่มซ้อน ว่า "ผ้าสังฆาฏิ" การทำผ้าโดยอาศัยแม่แบบ คือทาบผ้าลงไปกับแม่แบบแล้วตัดเย็บย้อม ทำให้เสร็จในวันนั้น ด้วยความสามัคคีของสงฆ์ เป็นการร่วมใจกันทำกิจที่เกิดขึ้นและเมื่อทำเสร็จในวันนั้น จึงเป็นจุลกฐิน เมื่อพ้นกำหนดแล้ว แม่แบบหรือไม้กฐินนั้นก็รื้อเก็บไว้ใช้ในการทำผ้า เช่นนั้นในปีต่อๆ ไป การรื้อแบบไม้นี้เรียกว่า เดาะ ฉะนั้น
...คำว่า กฐินเดาะ หรือ เดาะกฐิน จึงหมายถึงการรื้อไม้แม่แบบเพื่อเก็บไม้ไว้ใช้ในโอกาสหน้า แต่ในปัจจุบัน มีผู้ถวายผ้ามากขึ้น มีผู้สามารถตัดเย็บย้อมผ้าที่ต้องทำเป็นจีวรแพร่หลายขึ้น การใช้ไม้แม่แบบอย่างเก่าจึงเลิกไป เพียงแต่รักษาชื่อและประเพณีไว้โดยไม่ต้องใช้กรอบไม้แม่แบบอีกแล้ว เพียงถวายผ้าขาวให้ตัดเย็บย้อมให้เสร็จในวันนั้นก็ใช้ได้แล้ว หรืออีกอย่างหนึ่งนำผ้าสำเร็จรูปมาถวายก็เรียกว่าถวายผ้ากฐินเหมือนกัน (พระรัฐกร สุขอ้วน, 2549. 66)
...นอกจากนี้แล้วยังมีประเพณีนิยมอีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับเวลาของการทอดกฐิน ถ้าเป็นเวลาเช้าจะมีการทำบุญถวายอาหารเพลแด่พระภิกษุ สามเณรในวัดด้วย และยังมีการให้ทานแก่ผู้คนทั่วไปที่มาร่วมงานกฐิน งานบุญกฐินจึงใหญ่โต ทางฝั่งลาวนั้น จะมีการแห่กฐินเพื่อให้ผ่านบ้าน ตลาด เพื่อให้มีคนสมทบบริจาคมากขึ้น ถ้าเป็นทางบ้านนอกนั้น กฐินจะแห่จากบ้านหนึ่งไปบ้านหนึ่งนั้น จะต้องได้ตัดทางถากถางปรับหน้าทางให้ดี เพื่อจะได้แห่ทอดถวายอย่างยิ่งใหญ่ จึงจะได้บุญอย่างแท้จริงนั้นเอง
คำว่า “กฐิน” นั้น เป็นชื่อของกรอบไม้ ได้แก่ “กรอบหรือขอบไม้แม่แบบ” สำหรับทำจีวร หรือดึงผ้าให้ตึง ซึ่งอาจ เรียกว่าสะดึงก็ได้ จึงเรียกว่า “ผ้ากฐิน” คือผ้าที่ตีกรอบนั้นเอง (กิแดง, 2006: 82)
...เนื่องจากในครั้งพุทธกาลการทำจีวรให้มีรูปลักษณะนาของชาวมคธตามที่กำหนดไว้นั้น กระทำได้โดยยาก จึงต้องทำกรอบไม้สำเร็จรูปไว้ เพื่อเป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำเป็นผ้านุ่งหรือผ้าห่ม หรือผ้าห่มซ้อนให้ได้ตามขนาดที่เรียกว่าจีวร สังฆาฏิ สบง ผืนใดผืนหนึ่งก็ได้
...ในภาษาลาว นิยมเรียก ผ้านุ่งว่า "ผ้าสบง" ผ้าห่มว่า "ผ้าจีวร" และ ผ้าห่มซ้อน ว่า "ผ้าสังฆาฏิ" การทำผ้าโดยอาศัยแม่แบบ คือทาบผ้าลงไปกับแม่แบบแล้วตัดเย็บย้อม ทำให้เสร็จในวันนั้น ด้วยความสามัคคีของสงฆ์ เป็นการร่วมใจกันทำกิจที่เกิดขึ้นและเมื่อทำเสร็จในวันนั้น จึงเป็นจุลกฐิน เมื่อพ้นกำหนดแล้ว แม่แบบหรือไม้กฐินนั้นก็รื้อเก็บไว้ใช้ในการทำผ้า เช่นนั้นในปีต่อๆ ไป การรื้อแบบไม้นี้เรียกว่า เดาะ ฉะนั้น
...คำว่า กฐินเดาะ หรือ เดาะกฐิน จึงหมายถึงการรื้อไม้แม่แบบเพื่อเก็บไม้ไว้ใช้ในโอกาสหน้า แต่ในปัจจุบัน มีผู้ถวายผ้ามากขึ้น มีผู้สามารถตัดเย็บย้อมผ้าที่ต้องทำเป็นจีวรแพร่หลายขึ้น การใช้ไม้แม่แบบอย่างเก่าจึงเลิกไป เพียงแต่รักษาชื่อและประเพณีไว้โดยไม่ต้องใช้กรอบไม้แม่แบบอีกแล้ว เพียงถวายผ้าขาวให้ตัดเย็บย้อมให้เสร็จในวันนั้นก็ใช้ได้แล้ว หรืออีกอย่างหนึ่งนำผ้าสำเร็จรูปมาถวายก็เรียกว่าถวายผ้ากฐินเหมือนกัน (พระรัฐกร สุขอ้วน, 2549. 66)
...นอกจากนี้แล้วยังมีประเพณีนิยมอีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับเวลาของการทอดกฐิน ถ้าเป็นเวลาเช้าจะมีการทำบุญถวายอาหารเพลแด่พระภิกษุ สามเณรในวัดด้วย และยังมีการให้ทานแก่ผู้คนทั่วไปที่มาร่วมงานกฐิน งานบุญกฐินจึงใหญ่โต ทางฝั่งลาวนั้น จะมีการแห่กฐินเพื่อให้ผ่านบ้าน ตลาด เพื่อให้มีคนสมทบบริจาคมากขึ้น ถ้าเป็นทางบ้านนอกนั้น กฐินจะแห่จากบ้านหนึ่งไปบ้านหนึ่งนั้น จะต้องได้ตัดทางถากถางปรับหน้าทางให้ดี เพื่อจะได้แห่ทอดถวายอย่างยิ่งใหญ่ จึงจะได้บุญอย่างแท้จริงนั้นเอง
- ไฟล์แนบ
-
- แปลกดี...เห็นขวดกระทิงแดงของไทยแลนด์ เธอเอาไปถวายพระสงฆ์ด้วย
- L43.jpg (66.08 KiB) เข้าดูแล้ว 1141 ครั้ง
-
- เห็นกฐินแบงค์เยอะแยะเดินเวียนรอบให้ครบสามหนแล้วถวายต่อหน้าพระสงฆ์รับเงินบริจาค ส่วนต้นกล้วยจะนำไปปลูกหลังพระธาตุหลวง
- L42.jpg (58.06 KiB) เข้าดูแล้ว 1149 ครั้ง
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
เครื่องบริขารกฐิน
...บริขารกฐิน ได้แก่เครื่องใช้สอยของพระ ที่จำเป็นขาดไม่ได้คือ อัฐบริขาร หรือ บริขาร 8 อย่าง ได้แก่ บาท สังฆาฎิ จีวร สบง มีดแถ หรือมีดตัดเล็บ ปะคดแอว ผ้ากรองน้ำและเข็ม ส่วนบริวารอื่นๆได้แก่ผ้าปูนั่ง ผ้าอาบน้ำ ผ้าเช็ดหน้า และยังมีเครื่องอุปโภค บริโภค มี ข้าว ปลา อาหาร พริก ขิง กระเทียม กล้วย อ้อย มะพร้าว กระโถน คันโท ขัน จาน เตียง เก้าอี้ เสื่อ สาด อาสนะ หมอน ช้อน ส้อม ยารักษาโรคต่างๆ จำนวนหลายน้อยก็แล้วแต่ศรัทธาไม่ผิดอะไร แต่ที่สำคัญบริขารแปดประการต้องไม่ขาด ถ้าไม่ครบจะผิดแน่ๆ (คำผุน, 1973, หน้า 78)
...ผ้ากฐินจึงเป็นผ้าหลักและมีบริวารอื่นๆ ที่ราษฎรนำไปทอด ณ วัดใดวัดหนึ่ง ซึ่งตนมีศรัทธาเป็นการเฉพาะ กล่าวคือ ท่านผู้ใดมีศรัทธาจะทอดกฐิน ณ วัดใด ก็ให้ทำใบปวารณาจองกฐินติดใบบอกไว้ ณ เขตวัดนั้นๆ เมื่อถึงเวลากำหนดก็นำผ้ากฐินไปถวายในปัจจุบันนี้ นอกจากผ้ากฐินแล้ว เจ้าภาพบางรายอาจศรัทธาถวายของอื่นๆ ไปพร้อมกับผ้ากฐินเรียกว่า บริวารกฐิน ตามที่นิยมกัน เช่น เครื่องอาศัยของพระภิกษุสามเณร มี ไตร จีวร บริขารอื่นๆ ที่จำเป็น มีเครื่องใช้ประจำปี มากมายเช่นมีมุ้ง หมอน กลด เตียง ตั่ง โต๊ะ เก้าอี้ โอ่งน้ำ กระถาง กระทะ กระโถน เตา ภาชนะสำหรับใส่อาหารคาวหวาน เครื่องซ่อมแซมเสนาสนะ มี มีด พร้า ขวาน สิ่ว เลื่อย ไม้กวาด จอบ เสียม เครื่องไฟฟ้า เครื่องคิลานเภสัช มียารักษาโรค ยาสีฟัน สบู่ แปรงสีฟัน อุปกรณ์ซักล้าง อาจทำเป็นถัง เป็นห่อ เป็นพวงไปถวาย
...นอกจากนั้นยังมีธรรมเนียมที่เจ้าภาพผู้ทอดกฐินจะต้องมี ผ้าห่มพระประธานอีกหนึ่งผืน เทียนสำหรับจุดในเวลาที่พระภิกษุสวดปาติโมกข์ ที่เรียกสั้นๆ ว่า เทียนปาติโมกข์ จำนวน 24 เล่ม และมีธงกฐิน อันเป็นธงชัยในการถวานทานเป็นผ้าขาวเขียนรูปจระเข้ หรือสัตว์น้ำอย่างอื่น เช่น ปลา นางเงือก สำหรับปักหน้าวัด ปักรอบโบสถ์ หรือปักอยู่ตามริมน้ำ เมื่อทอดกฐินเสร็จแล้วจึงเรียกว่าธงกฐิน (ถ้าเป็นวัดที่อยู่ไกลแม่น้ำให้มีธงผ้าขาวเขียนรูปตะขาบปักไว้หน้าวัดแทนรูปสัตว์น้ำ)
...การปักธงนี้เป็นเครื่องหมายให้ทราบว่าในวัดนั้นๆ ได้รับกฐินแล้ว และอนุโมทนาร่วมกุศลด้วยได้ หรือ เป็นปัตตาโมทนามัย บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา ก็เป็นธรรมเนียมที่คล้ายกันทังสองฝั่งโขง แล้วแต่ละท้องถิ่นนิยมของตนเอง
...ส่วนธงจระเข้นั้น ก็มีปัญหาว่าเพราะเหตุไรจึงมีธงจระเข้ยกขึ้นในวัดที่ทอดกฐินแล้ว ก็คงเป็นประเพณีเดียวกันและมีความหมายเดียวกัน แต่ก็มีข้อวิจารณ์ ว่า ในสมัยโบราณนั้นการจะเดินทางต้องอาศัยดวงดาวช่วยประกอบเหมือนการยกทัพเคลื่อนขบวนในตอนจวนจะสว่าง จะต้องอาศัยดาวจระเข้เป็นหลักเพราะดาวจระเข้นี้ขึ้นในจวนจะสว่างจะมองเห็น ในการทอดกฐิน ก็มีภาระมากโดยเฉพาะจุลกฐิน บางทีต้องไปทอด ณ วัดซึ่งอยู่ไกลบ้าน
...ฉะนั้น การดูเวลาจึงต้องอาศัยดาวจระเข้ พอดาวจระเข้ขี้น ก็เคลี่อนองค์กฐินไปสว่างเอาที่วัดพอดี และต่อมาก็คงมีผู้คิดทำธงในงานกฐิน ในชั้นต้นก็คงทำธงทิวประดับประดาให้สวยงามทั้งที่องค์กฐิน ทั้งที่บริเวณวัดและภายหลังคงหวังว่าจะให้เป็นเครื่องหมายเนื่องด้วยกฐิน ดังนั้น จึงคิดทำธงรูปจระเข้ เสมือนประกาศให้รู้ว่าทอดกฐินแล้ว
...อีกแนวคิดหนึ่งที่เล่าเป็นนิทานโบราณว่า ในการแห่กฐินในทางเรือของอุบาสกผู้หนึ่ง มีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญจึงอุตส่าห์ว่ายน้ำตามเรือไปด้วย แต่ยังไม่ทันถึงวัดก็หมดกำลังว่ายตามต่อไปอีกไม่ไหว จึงร้องบอกอุบาสกว่า เหนื่อยนักแล้ว ไม่สามารถจะว่ายตามไปร่วมกองการกุศล จึงขอวานท่านได้เมตตาช่วยเขียนรูปข้าพเจ้า เพื่อเป็นสักขีพยานว่าได้ไปร่วมการกุศลนี้ด้วยเถิด อุบาสกผู้นั้นจึงได้เขียนรูปจระเข้ยกเป็นธงขึ้นในวัดเป็นปฐมแต่นั้นมา และสืบเนื่องมาจนบัดนี้
...อันนี้ก็เป็นการเมตตาต่อสัพสัตว์ทั้งปวง ก็เป็นการแพร่กุศลผลบุญไปให้สัตว์โลกทั้งปวงนั้นเองแต่ความหมายที่ลึกกว่านั้นของธงจะมี 4 อันดับคือ อันดับแรกของธงจระเข้คาบดอกบัว หมายถึงความโลภ เพราะจรเข้จะขึ้นมานอนอ้าปากให้สัตว์ แมลงเข้าปากแล้วก็งับกินเป็นอาหาร จึงเปรียบเหมือนความโลภของคน การคาบดอกบัวจึงเป็นการละความโลภ อันดับสองรูปตะขาบ หรือแมลงป่องคาบดอกบัว ก็หมายถึงความโกรธ หรือโทสะ ความโกรธมีลักษณะโกรธง่ายหายเร็วเหมือนตะขาบและแมลงป่องกัดนั้นเอง การคาบดอกบัวเป็นการละความโกรธ อันดับสามรูปนางกินรี ถือดอกบัว หมายถึงความหลง คือไม่รู้ว่านางเป็นคนหรือสัตว์ เพราะกินรี คือครึ่งคนครึ่งสัตว์ จึงไม่รู้ว่าคนหรือสัตว์ กินรีจึงเปรียบเสมือน โมหะ คือความหลง การถือดอกบัวก็คือการไม่หลง หรือการละโมหะได้นั้นเอง อันดับสุดท้ายรูปเต่าคาบดอกบัว หมายถึงการมีศีลสังวร หรือ อินทรีย์สังวร แล้วสามารถหลบภัยได้เหมือนเต่าอยู่ในกระดอง คนผู้นั้นก็จะปลอดภัยในทุกเมื่อนั้นเอง
...ฉะนั้นการปักธงทั้ง 4 อย่างจึงมีความหมายมากในงานกฐิน ชาวล้านช้าง ล้านนา และชาวอีสานจึงนิยมปักธงเพื่อการนี้แล
...บริขารกฐิน ได้แก่เครื่องใช้สอยของพระ ที่จำเป็นขาดไม่ได้คือ อัฐบริขาร หรือ บริขาร 8 อย่าง ได้แก่ บาท สังฆาฎิ จีวร สบง มีดแถ หรือมีดตัดเล็บ ปะคดแอว ผ้ากรองน้ำและเข็ม ส่วนบริวารอื่นๆได้แก่ผ้าปูนั่ง ผ้าอาบน้ำ ผ้าเช็ดหน้า และยังมีเครื่องอุปโภค บริโภค มี ข้าว ปลา อาหาร พริก ขิง กระเทียม กล้วย อ้อย มะพร้าว กระโถน คันโท ขัน จาน เตียง เก้าอี้ เสื่อ สาด อาสนะ หมอน ช้อน ส้อม ยารักษาโรคต่างๆ จำนวนหลายน้อยก็แล้วแต่ศรัทธาไม่ผิดอะไร แต่ที่สำคัญบริขารแปดประการต้องไม่ขาด ถ้าไม่ครบจะผิดแน่ๆ (คำผุน, 1973, หน้า 78)
...ผ้ากฐินจึงเป็นผ้าหลักและมีบริวารอื่นๆ ที่ราษฎรนำไปทอด ณ วัดใดวัดหนึ่ง ซึ่งตนมีศรัทธาเป็นการเฉพาะ กล่าวคือ ท่านผู้ใดมีศรัทธาจะทอดกฐิน ณ วัดใด ก็ให้ทำใบปวารณาจองกฐินติดใบบอกไว้ ณ เขตวัดนั้นๆ เมื่อถึงเวลากำหนดก็นำผ้ากฐินไปถวายในปัจจุบันนี้ นอกจากผ้ากฐินแล้ว เจ้าภาพบางรายอาจศรัทธาถวายของอื่นๆ ไปพร้อมกับผ้ากฐินเรียกว่า บริวารกฐิน ตามที่นิยมกัน เช่น เครื่องอาศัยของพระภิกษุสามเณร มี ไตร จีวร บริขารอื่นๆ ที่จำเป็น มีเครื่องใช้ประจำปี มากมายเช่นมีมุ้ง หมอน กลด เตียง ตั่ง โต๊ะ เก้าอี้ โอ่งน้ำ กระถาง กระทะ กระโถน เตา ภาชนะสำหรับใส่อาหารคาวหวาน เครื่องซ่อมแซมเสนาสนะ มี มีด พร้า ขวาน สิ่ว เลื่อย ไม้กวาด จอบ เสียม เครื่องไฟฟ้า เครื่องคิลานเภสัช มียารักษาโรค ยาสีฟัน สบู่ แปรงสีฟัน อุปกรณ์ซักล้าง อาจทำเป็นถัง เป็นห่อ เป็นพวงไปถวาย
...นอกจากนั้นยังมีธรรมเนียมที่เจ้าภาพผู้ทอดกฐินจะต้องมี ผ้าห่มพระประธานอีกหนึ่งผืน เทียนสำหรับจุดในเวลาที่พระภิกษุสวดปาติโมกข์ ที่เรียกสั้นๆ ว่า เทียนปาติโมกข์ จำนวน 24 เล่ม และมีธงกฐิน อันเป็นธงชัยในการถวานทานเป็นผ้าขาวเขียนรูปจระเข้ หรือสัตว์น้ำอย่างอื่น เช่น ปลา นางเงือก สำหรับปักหน้าวัด ปักรอบโบสถ์ หรือปักอยู่ตามริมน้ำ เมื่อทอดกฐินเสร็จแล้วจึงเรียกว่าธงกฐิน (ถ้าเป็นวัดที่อยู่ไกลแม่น้ำให้มีธงผ้าขาวเขียนรูปตะขาบปักไว้หน้าวัดแทนรูปสัตว์น้ำ)
...การปักธงนี้เป็นเครื่องหมายให้ทราบว่าในวัดนั้นๆ ได้รับกฐินแล้ว และอนุโมทนาร่วมกุศลด้วยได้ หรือ เป็นปัตตาโมทนามัย บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา ก็เป็นธรรมเนียมที่คล้ายกันทังสองฝั่งโขง แล้วแต่ละท้องถิ่นนิยมของตนเอง
...ส่วนธงจระเข้นั้น ก็มีปัญหาว่าเพราะเหตุไรจึงมีธงจระเข้ยกขึ้นในวัดที่ทอดกฐินแล้ว ก็คงเป็นประเพณีเดียวกันและมีความหมายเดียวกัน แต่ก็มีข้อวิจารณ์ ว่า ในสมัยโบราณนั้นการจะเดินทางต้องอาศัยดวงดาวช่วยประกอบเหมือนการยกทัพเคลื่อนขบวนในตอนจวนจะสว่าง จะต้องอาศัยดาวจระเข้เป็นหลักเพราะดาวจระเข้นี้ขึ้นในจวนจะสว่างจะมองเห็น ในการทอดกฐิน ก็มีภาระมากโดยเฉพาะจุลกฐิน บางทีต้องไปทอด ณ วัดซึ่งอยู่ไกลบ้าน
...ฉะนั้น การดูเวลาจึงต้องอาศัยดาวจระเข้ พอดาวจระเข้ขี้น ก็เคลี่อนองค์กฐินไปสว่างเอาที่วัดพอดี และต่อมาก็คงมีผู้คิดทำธงในงานกฐิน ในชั้นต้นก็คงทำธงทิวประดับประดาให้สวยงามทั้งที่องค์กฐิน ทั้งที่บริเวณวัดและภายหลังคงหวังว่าจะให้เป็นเครื่องหมายเนื่องด้วยกฐิน ดังนั้น จึงคิดทำธงรูปจระเข้ เสมือนประกาศให้รู้ว่าทอดกฐินแล้ว
...อีกแนวคิดหนึ่งที่เล่าเป็นนิทานโบราณว่า ในการแห่กฐินในทางเรือของอุบาสกผู้หนึ่ง มีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญจึงอุตส่าห์ว่ายน้ำตามเรือไปด้วย แต่ยังไม่ทันถึงวัดก็หมดกำลังว่ายตามต่อไปอีกไม่ไหว จึงร้องบอกอุบาสกว่า เหนื่อยนักแล้ว ไม่สามารถจะว่ายตามไปร่วมกองการกุศล จึงขอวานท่านได้เมตตาช่วยเขียนรูปข้าพเจ้า เพื่อเป็นสักขีพยานว่าได้ไปร่วมการกุศลนี้ด้วยเถิด อุบาสกผู้นั้นจึงได้เขียนรูปจระเข้ยกเป็นธงขึ้นในวัดเป็นปฐมแต่นั้นมา และสืบเนื่องมาจนบัดนี้
...อันนี้ก็เป็นการเมตตาต่อสัพสัตว์ทั้งปวง ก็เป็นการแพร่กุศลผลบุญไปให้สัตว์โลกทั้งปวงนั้นเองแต่ความหมายที่ลึกกว่านั้นของธงจะมี 4 อันดับคือ อันดับแรกของธงจระเข้คาบดอกบัว หมายถึงความโลภ เพราะจรเข้จะขึ้นมานอนอ้าปากให้สัตว์ แมลงเข้าปากแล้วก็งับกินเป็นอาหาร จึงเปรียบเหมือนความโลภของคน การคาบดอกบัวจึงเป็นการละความโลภ อันดับสองรูปตะขาบ หรือแมลงป่องคาบดอกบัว ก็หมายถึงความโกรธ หรือโทสะ ความโกรธมีลักษณะโกรธง่ายหายเร็วเหมือนตะขาบและแมลงป่องกัดนั้นเอง การคาบดอกบัวเป็นการละความโกรธ อันดับสามรูปนางกินรี ถือดอกบัว หมายถึงความหลง คือไม่รู้ว่านางเป็นคนหรือสัตว์ เพราะกินรี คือครึ่งคนครึ่งสัตว์ จึงไม่รู้ว่าคนหรือสัตว์ กินรีจึงเปรียบเสมือน โมหะ คือความหลง การถือดอกบัวก็คือการไม่หลง หรือการละโมหะได้นั้นเอง อันดับสุดท้ายรูปเต่าคาบดอกบัว หมายถึงการมีศีลสังวร หรือ อินทรีย์สังวร แล้วสามารถหลบภัยได้เหมือนเต่าอยู่ในกระดอง คนผู้นั้นก็จะปลอดภัยในทุกเมื่อนั้นเอง
...ฉะนั้นการปักธงทั้ง 4 อย่างจึงมีความหมายมากในงานกฐิน ชาวล้านช้าง ล้านนา และชาวอีสานจึงนิยมปักธงเพื่อการนี้แล
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท

รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
งานบุญกฐินจะมีชุมชนชาวเผ่าหลายแขนงมาจากแขวงจังหวัดอื่นๆ ด้วยแต่งกายชุดประจำชาติลาวเต็มยศ
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
เมื่อฉันเดินเวียนครบ ๓ เที่ยวแล้ว เดินมองหาที่มุมช่องว่างจะให้วางตรงไหนดีล่ะ 
- ไฟล์แนบ
-
- เห็นชาวบ้านถือพานพุ่มดอกไม้วางตรงนี้เลย
- L52.jpg (66.52 KiB) เข้าดูแล้ว 1117 ครั้ง
-
- แม่หญิงกำลังวางดอกไม้บนฐานหน้าพระธาตุหลวง แล้วกราบไหว้ ๓ หนก็จบแล้ว
- L54.jpg (65.88 KiB) เข้าดูแล้ว 1120 ครั้ง
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท

- ไฟล์แนบ
-
- กฐินต้นกล้วยลูกอ่อนพร้อมแบงค์ ๑,๐๐๐ กีบ ของฉัน ได้ถวายสักการะต่อหน้าองค์พระธาตุแล้วไหว้อธิษฐานทำบุญมีศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ฉันด้วยเถิด
- L57.jpg (65.74 KiB) เข้าดูแล้ว 1109 ครั้ง
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
พระภิกษุผู้สมควรรับกฐิน
...จำนวนพระสงฆ์ในวัดที่จะทอดกฐินนั้น จะต้องมีจำนวนอย่างน้อย 5 รูป เพราะจะต้องจัดเป็นผู้รับผ้ากฐิน 1 รูป เหลืออีก 4 รูปจะได้เข้าเป็นองค์คณะ (สงฆ์) มากกว่า 5 รูปขึ้นไปใช้ได้ แต่น้อยกว่า 4 รูปใช้ไม่ได้ แต่ถ้ามีพระในวัดต่ำกว่า 5 รูปจะใช้ไม่ได้ ถ้าไม่ครบแล้วไปนิมนพระมาจากวัดอื่นมานั่งให้ครบ 5 ก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน (คำผุน, 1973, หน้า 79)
...อันนี้เป็นความเคร่งของทางลาว แต่ส่วนทางไทยมีทางออกได้คุณสมบัติของพระสงฆ์ที่มีสิทธิรับกฐิน คือพระสงฆ์ที่จำพรรษา ในวัดนั้นครบ 3 เดือน เท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นมีอยู่ว่าจะนำพระสงฆ์จากวัดอื่นมาสมทบจะใช้ได้หรือไม่
คำตอบคือ ได้ อยู่แต่พระรูปที่มาสมทบจะไม่มีสิทธิในการรับผ้า และไม่มีสิทธิออกเสียงว่าจะถวายผ้าให้กับรูปใด (เป็นเพียงแต่มาร่วมให้ครบองค์สงฆ์เท่านั้น) แต่คณะทายกทายิกาอาจถวายของสิ่งอื่นได้ อันนี้ก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง หรือเป็นข้อแตกต่างของสองฝั่งโขงนั้นเอง นอกเสยจากว่าลาวก็หันมาเอาตามไทยไปเสยแล้วเท่านั้นกฐินไม่เป็นอันทอดหรือเป็นโมฆะ ถ้าผิดพระวินัยบัญญัติไว้ และการที่พระในวัดเที่ยวขอโดยตรงหรือโดยอ้อม ด้วยวาจาบ้าง ด้วยหนังสือบ้าง เชิญชวนให้ไปทอดกฐินในวัดของตน การทำเช่นนั้นผิดพระวินัย กฐินไม่เป็นอันกราน นับเป็นโฆะ การทอดก็ไม่เป็นทอด พระผู้รับก็ไม่ได้อานิสงส์
...จำนวนพระสงฆ์ในวัดที่จะทอดกฐินนั้น จะต้องมีจำนวนอย่างน้อย 5 รูป เพราะจะต้องจัดเป็นผู้รับผ้ากฐิน 1 รูป เหลืออีก 4 รูปจะได้เข้าเป็นองค์คณะ (สงฆ์) มากกว่า 5 รูปขึ้นไปใช้ได้ แต่น้อยกว่า 4 รูปใช้ไม่ได้ แต่ถ้ามีพระในวัดต่ำกว่า 5 รูปจะใช้ไม่ได้ ถ้าไม่ครบแล้วไปนิมนพระมาจากวัดอื่นมานั่งให้ครบ 5 ก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน (คำผุน, 1973, หน้า 79)
...อันนี้เป็นความเคร่งของทางลาว แต่ส่วนทางไทยมีทางออกได้คุณสมบัติของพระสงฆ์ที่มีสิทธิรับกฐิน คือพระสงฆ์ที่จำพรรษา ในวัดนั้นครบ 3 เดือน เท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นมีอยู่ว่าจะนำพระสงฆ์จากวัดอื่นมาสมทบจะใช้ได้หรือไม่
คำตอบคือ ได้ อยู่แต่พระรูปที่มาสมทบจะไม่มีสิทธิในการรับผ้า และไม่มีสิทธิออกเสียงว่าจะถวายผ้าให้กับรูปใด (เป็นเพียงแต่มาร่วมให้ครบองค์สงฆ์เท่านั้น) แต่คณะทายกทายิกาอาจถวายของสิ่งอื่นได้ อันนี้ก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง หรือเป็นข้อแตกต่างของสองฝั่งโขงนั้นเอง นอกเสยจากว่าลาวก็หันมาเอาตามไทยไปเสยแล้วเท่านั้นกฐินไม่เป็นอันทอดหรือเป็นโมฆะ ถ้าผิดพระวินัยบัญญัติไว้ และการที่พระในวัดเที่ยวขอโดยตรงหรือโดยอ้อม ด้วยวาจาบ้าง ด้วยหนังสือบ้าง เชิญชวนให้ไปทอดกฐินในวัดของตน การทำเช่นนั้นผิดพระวินัย กฐินไม่เป็นอันกราน นับเป็นโฆะ การทอดก็ไม่เป็นทอด พระผู้รับก็ไม่ได้อานิสงส์
- ไฟล์แนบ
-
- พระสงฆ์ที่ได้รับคัดเลือกเป็นผู้รับองค์กฐินจากผู้มีจิตศรัทธาถวายให้
- L56.jpg (66.48 KiB) เข้าดูแล้ว 1105 ครั้ง
-
- มีการเรี่ยไรเงินทำบุญใส่พานเงินไว้ และมีทีมงานข่าวทีวีของสปป.ลาวมาทำการถ่ายทอดสดด้วย ของฉันก็โผล่หน้าจอทีวีไปแล้ว
- L53.jpg (66.66 KiB) เข้าดูแล้ว 1104 ครั้ง
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
พิธีถวายผ้ากฐิน
คำถวายผ้ากฐินแบบเก่า “อิมัง ภนฺเต สปริวารัง กฐินจีวรทุสฺสัง สังฆสฺส โอโนชยามะ” (กล่าว 3 จบ)
...แปลว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ จ้าพเจ้าทังหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินกับทั้งของบริวารเล่านี้แก้พระภิกษุสงฆ์ (แบบเก่านี้ถูกต้องตามพระวินัยควรใช้แบบนี้) (บุญเลิศ,1997, หน้า 10)
คำถวายผ้ากฐินแบบใหม่ “อิมัง ภนฺเต สปริวารัง สังฆสฺส โอโนชยามะ สาธุโน ภนฺเต สังโฆ อิมัง สปฺปริวารานิ กฐินจีวรทุสฺสัง ปฏิคนฺหาตุ ปฏิคฺคเหตฺวา จ อิมานิ ทุสฺเสน กฐินัง อัฐรตุ อัมฺหากัง ทีฆรัตฺตัง อัฏฐาย หิตาย สุขาย” (คำผุน, 1973, หน้า 80)
...แปลว่า ข้าแต่พระผู้เจริญ ฝูงข้าน้อยทังหลาย ขอน้อมถวายซึ่งผ้ากฐินจีวร พร้อมทังของที่เป็นบริวารทังหลายเล่านี้แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ รับซึ่งผ้ากฐินจีวร พร้อมทังของที่เป็นบริวารทังหลายเล่านี้ ของฝูงข้าน้อยทังหลาย คับรับแล้วจงกรานกฐินด้วยผ้าผืนนี้ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ฝูงข้าน้อยทังหลาย ตลอดกาลนานเทอญ (คำผุน, 1973, หน้า 80)
...พอจบคำถวายลงพระสงฆ์รับพร้อมกันว่า “สาธุ ดังๆ” เจ้าภาพถวายผ้าไตรจีวรแก่พระภิกษุที่นั่งใกล้เคียงหรือวางไว้ก็ได้แล้วถวายบริขารต่างๆ จากนั้นเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์จะกระทำการอุปโลก สวดกราน และอะนุโมธนากฐินแล้วยถาสัพพีแต่ถ้าว่าเป็นผ้าที่ยังไม่ทันสำเร็จ เมื่อทำอุปโลกแล้ว สวดญัติจบแล้วจึงเตรียมตัดผ้าแล้วเย็บ หรือ ย้อมตากแดดแห้งแล้วจึงนำไปกราน คืออธิษฐานผ้าให้เป็นไตรจีวร ภิกษุจะรับกฐินพึงถอนผ้าเก่าทังหมดก่อนแล้วพินทุ และอธิษฐานผ้าโดยหันหน้ามาหาสงฆ์ ซึงมีคำอธิษฐานผ้าให้เป็นสบง จีวร และผ้าสังฆาฏิ
เรื่องจำนวนเงินบริจาคในงานบุญนั้น ฉันไม่ได้ดูบอร์ดแสดงจำนวนเงินบริจาคไว้ในพระธาตุหลวง เพราะไม่เจอป้ายเขียนไว้ค่ะ
คำถวายผ้ากฐินแบบเก่า “อิมัง ภนฺเต สปริวารัง กฐินจีวรทุสฺสัง สังฆสฺส โอโนชยามะ” (กล่าว 3 จบ)
...แปลว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ จ้าพเจ้าทังหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินกับทั้งของบริวารเล่านี้แก้พระภิกษุสงฆ์ (แบบเก่านี้ถูกต้องตามพระวินัยควรใช้แบบนี้) (บุญเลิศ,1997, หน้า 10)
คำถวายผ้ากฐินแบบใหม่ “อิมัง ภนฺเต สปริวารัง สังฆสฺส โอโนชยามะ สาธุโน ภนฺเต สังโฆ อิมัง สปฺปริวารานิ กฐินจีวรทุสฺสัง ปฏิคนฺหาตุ ปฏิคฺคเหตฺวา จ อิมานิ ทุสฺเสน กฐินัง อัฐรตุ อัมฺหากัง ทีฆรัตฺตัง อัฏฐาย หิตาย สุขาย” (คำผุน, 1973, หน้า 80)
...แปลว่า ข้าแต่พระผู้เจริญ ฝูงข้าน้อยทังหลาย ขอน้อมถวายซึ่งผ้ากฐินจีวร พร้อมทังของที่เป็นบริวารทังหลายเล่านี้แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ รับซึ่งผ้ากฐินจีวร พร้อมทังของที่เป็นบริวารทังหลายเล่านี้ ของฝูงข้าน้อยทังหลาย คับรับแล้วจงกรานกฐินด้วยผ้าผืนนี้ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ฝูงข้าน้อยทังหลาย ตลอดกาลนานเทอญ (คำผุน, 1973, หน้า 80)
...พอจบคำถวายลงพระสงฆ์รับพร้อมกันว่า “สาธุ ดังๆ” เจ้าภาพถวายผ้าไตรจีวรแก่พระภิกษุที่นั่งใกล้เคียงหรือวางไว้ก็ได้แล้วถวายบริขารต่างๆ จากนั้นเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์จะกระทำการอุปโลก สวดกราน และอะนุโมธนากฐินแล้วยถาสัพพีแต่ถ้าว่าเป็นผ้าที่ยังไม่ทันสำเร็จ เมื่อทำอุปโลกแล้ว สวดญัติจบแล้วจึงเตรียมตัดผ้าแล้วเย็บ หรือ ย้อมตากแดดแห้งแล้วจึงนำไปกราน คืออธิษฐานผ้าให้เป็นไตรจีวร ภิกษุจะรับกฐินพึงถอนผ้าเก่าทังหมดก่อนแล้วพินทุ และอธิษฐานผ้าโดยหันหน้ามาหาสงฆ์ ซึงมีคำอธิษฐานผ้าให้เป็นสบง จีวร และผ้าสังฆาฏิ
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
อานิสงส์กฐิน
เมื่อกรานกฐินแล้วจะได้รับอานิสงส์ตามที่กำหนดในพระวินัยถึง 5 ประการคือ
1. อนามันตจาโร เที่ยวไปอยู่ปราศจากไตรจีวรได้ จะไปค้างคืนที่ไหน ไม่ต้องถือเอา ไตรจีวรไปครบสำรับก็ได้ ไม่ต้องอาบัติ
2. อสมาทานจาโร จะไปไหนมาไหน ไม่ต้องบอกลาก็ได้ ไม่ต้องอาบัติ
3. คณโภชนา ฉันคณะโภชน์ได้ ไม่ต้องอาบัติ ด้วยคณะโภชนะสิกขาบท
4. ยาวทัตถจีวร เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา คือไม่วิกัปป์ไม่อธิษฐานเกิน 10 วันได้ไม่เป็นอาบัติ
5. โย จ ตตฺถ จีวรรุปฺปาโท โส เนสํ ภวิสฺสติ จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้น เป็นของได้แก่พวกเธอทั้งได้โอกาสขยายเขตจีวรกาล ให้ยาวออกไปอีกจนถึงกลางเดือน 4 อันนี้เป็นสาเหตุของบุญกฐินตามพระพุทธานุญาติ (สำลี, 2544, หน้า 88)
ส่วนทายก ทายิกาผู้ถวายผ้ากฐินก็ได้อานิสงส์ 5 ประการเหมือนกันคือ
1. เป็นที่รักที่ชอบใจของคนทังหลาย
2. มีเกียรติยศชื่อเสียงเรื่องลือไปทั่วสารทิศ
3. เป็นผู้แก้วกล้าอาจหาญ
4. ไม่หลงตาย คือตายอย่างมีสติ
5. ตายแล้วไปสู่สุคติโลกสวรรค์ (คำผุน, 1973, หน้า 79)
ส่วนในอานิสงส์กฐินนั้น โบราณท่านกล่าวไว้ว่า มีอานิสงส์เท่านั้นกัปป์เท่านี้กัลป์
คำว่ากัปป์หรือกัลป์ เป็นการกำหนดความยืนยาวของกาลเวลา ท่านอุปมาไว้ว่าภูเขาหน่วยหนึ่งสูงและใหญ่หนึ่งโยชน์ 100 ปีทิพย์พระเจ้าเอาผ้าทิพย์เนื้อละเอียดมากวาดครั้งหนึ่งจนภูเขานั้นเพียงราบกับพื้นดินเป็นหนึ่งกัป
ฉันได้เสียแบงค์ทำบุญลงบาตรไปด้วย ๒๐,๐๐๐ กีบ
ต้องรัดเข็มขัดไว้จ่ายเรื่องกินเป็นหลักค่ะ
เมื่อกรานกฐินแล้วจะได้รับอานิสงส์ตามที่กำหนดในพระวินัยถึง 5 ประการคือ
1. อนามันตจาโร เที่ยวไปอยู่ปราศจากไตรจีวรได้ จะไปค้างคืนที่ไหน ไม่ต้องถือเอา ไตรจีวรไปครบสำรับก็ได้ ไม่ต้องอาบัติ
2. อสมาทานจาโร จะไปไหนมาไหน ไม่ต้องบอกลาก็ได้ ไม่ต้องอาบัติ
3. คณโภชนา ฉันคณะโภชน์ได้ ไม่ต้องอาบัติ ด้วยคณะโภชนะสิกขาบท
4. ยาวทัตถจีวร เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา คือไม่วิกัปป์ไม่อธิษฐานเกิน 10 วันได้ไม่เป็นอาบัติ
5. โย จ ตตฺถ จีวรรุปฺปาโท โส เนสํ ภวิสฺสติ จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้น เป็นของได้แก่พวกเธอทั้งได้โอกาสขยายเขตจีวรกาล ให้ยาวออกไปอีกจนถึงกลางเดือน 4 อันนี้เป็นสาเหตุของบุญกฐินตามพระพุทธานุญาติ (สำลี, 2544, หน้า 88)
ส่วนทายก ทายิกาผู้ถวายผ้ากฐินก็ได้อานิสงส์ 5 ประการเหมือนกันคือ
1. เป็นที่รักที่ชอบใจของคนทังหลาย
2. มีเกียรติยศชื่อเสียงเรื่องลือไปทั่วสารทิศ
3. เป็นผู้แก้วกล้าอาจหาญ
4. ไม่หลงตาย คือตายอย่างมีสติ
5. ตายแล้วไปสู่สุคติโลกสวรรค์ (คำผุน, 1973, หน้า 79)
ส่วนในอานิสงส์กฐินนั้น โบราณท่านกล่าวไว้ว่า มีอานิสงส์เท่านั้นกัปป์เท่านี้กัลป์
คำว่ากัปป์หรือกัลป์ เป็นการกำหนดความยืนยาวของกาลเวลา ท่านอุปมาไว้ว่าภูเขาหน่วยหนึ่งสูงและใหญ่หนึ่งโยชน์ 100 ปีทิพย์พระเจ้าเอาผ้าทิพย์เนื้อละเอียดมากวาดครั้งหนึ่งจนภูเขานั้นเพียงราบกับพื้นดินเป็นหนึ่งกัป
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
- ไฟล์แนบ
-
- พระสงฆ์ที่มาจากต่างแขวงจังหวัด นั่งจำพรรษาในพระธาตุหลวง ๙ คืน ๙ วัน
- L62.jpg (57.84 KiB) เข้าดูแล้ว 1086 ครั้ง
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี
- oiltrips
- ขาประจำ
- โพสต์: 4277
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:24
- Tel: 08-92039125
- team: อิสระ
- Bike: ฮาโร่ ที-6 /ดาฮอน (มดแดง2) / LA 24 นิ้ว
- ตำแหน่ง: ซ.จรัญสนิทวงศ์ 65 บางพลัด กทม.
Re: เสือปั่นฉายเดี่ยวเที่ยวงานประเพณีกฐินแล่นลาวที่กรุงเวียงจันท
ที่นี่ มีแจกน้ำดื่มให้ฉันดื่มไป ๓ จอก มีรสน้ำกระเจี๊ยบแดง น้ำมะตูม ชานม และน้ำดื่มเปล่าเย็นเจี๊ยบๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นำมาให้ผู้มาทำบุญรับดื่มน้ำได้เลยค่ะ
- ไฟล์แนบ
-
- เชิญรับดื่มน้ำฟรีเจ้าค่ะ
- L58.jpg (65.41 KiB) เข้าดูแล้ว 1080 ครั้ง
-
- เห็นป้ายเขียนว่า น้ำมะตูม และชานม
- L60.jpg (65.58 KiB) เข้าดูแล้ว 1081 ครั้ง
-
- ป้ายผ้าเขียนชวนเชิญให้อ่านออกได้ว่า "ขอเชิญทุกท่านดื่มน้ำฟรี"
- L59.jpg (64.17 KiB) เข้าดูแล้ว 1084 ครั้ง
รักการเดินทางเป็นรักชีวิตของตัวเองในสิ่งที่ชอบทำเป็นนักเดินทางผจญภัยที่เก่งกาจ กล้าหาญ และมีชื่อเสียงดี