ตีสาม เสียงนาฬิกาปลุก ปลุกผมตื่นเพื่อแปรงฟันล้างหน้า อากาศเมือคืนหนาวเย็นมากผมคาดว่าน่าจะซัก 4-5 องศาได้ครับ
ผมไม่ได้เตรียมเสื้อหนาวดีๆ ไปเพราะกลัวหนัก เลยต้องนอนคลุมโปงอาศัยว่าเหน็ดเหนื่อยมาจากเมือวานเลยหลับไป ตื่นมาเลยไม่สดชื่นนัก
ทีมิสเดินมาปลุกผมตามที่ผมขอไว้ก่อนเวลา 15 นาที ซึ่งเวลาที่นัดกันไว้คือ 3.30 น. ที่ลอบบี๊
ผมกับทีมิสนั่งรอรถจิ๊ปซึ่งจะมาราวๆ เกือบสี่โมง ซึ่งวันนี้มีแขกมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกันเยอะเลยมีรถจิ๊ปจอดรอกันจนเต็มลานจอดรถ
ทีมิสบอกผมว่าจะสะดวกมั๊ย ถ้าเขาจะขอให้น้องชายกับน้องสาวเขาไปด้วยกันกับเรา ผมบอกว่าได้เลยยินดี
เขาเลยแนะนำให้รู้จักน้องสาวแสนซน ไดอาน่า กับน้องชายคนหล่อ บูกัซ
ตีสี่ ขบวนรถจิ๊ปก็ออกเดินทาง เราแทบมองอะไรไม่เห็น เห็นเพียงแต่แสงไฟขบวนรถจิ๊ปที่วิ่งตามกันเป็นขบวน
และเห็นเงาของภูเขาไฟตะคุ่มๆ รถแล่นผ่านทะเลทรายด้วยความเร็วพอสมควรบางครั้งก็แฉลบไถลออกบ้าง
และมีช่วงที่ใต่ขึ้นเขาตรงขอบ Caldora ขึ้นไปบนยอด คนขับเก่งมากเลย ส่วนรถแต่ละคนก็อายุอานามไล่ๆ ผมแล้วครับ
เช่น จิ๊ปแลนครุยเซอร์ แต่เขาแต่งจนสวยงามเลย เราไปถึงยอดปุนนาจากัน ตอนซักตีห้า ทีมิส นำทางไปจุดที่เขาบอกว่าดีที่สุดในการถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น
เขามาร์คจุดให้ผมเลยนะเนี๊ยะ และก็จริงดังที่เขาว่า ผมไม่ต้องเสียเวลางม หาจุดเอง ในขณะเดียวกันเขาก็อธิบายคร่าวเกี่ยวกับภูเขาไฟทั้งสามลูก เหมือนกับที่
ผมได้เกริ่นไว้ข้างต้น
ไดอาน่า กับ บูกูซ
ผู้คนเฝ้ารอเพื่อให้รูปภูเขาไฟ ตั้งแต่แสงแรกของวัน คนพี่ผู้ชายคนข้างหน้าเป็นคนไทยมากันเป็นกรุ๊ป 6 คน
และแล้ว โบรโม่ ก็เผยโฉมให้เห็น
ทีมิสบอกผมว่า โบรโม่ เป็นภูเขาไฟที่เปลี่ยนสี ได้ ตามอุณภมิของแสงที่เปลี่ยนไป ผมก็เห็นว่าจะจริงอย่างว่า เมื่อเริ่มสาย สีภูเขาไฟก็เปลี่ยนไป
จากในรูป ที่เห็นมีควันฉุย อยู่หลังสุดยอดแหลม นั้นคือ ภูเขาไฟสุเมรุ ส่วนโบรโม่จะเห็นอยู่ไกล้ กันกับ บาต๊อก โบรโม่จะเห็นควันฉุยๆ ออกจากปากแหวะๆ กว้างนั้นแหละ
