ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
- koko
- ขาประจำ
- โพสต์: 1484
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:43
- team: any
- Bike: Giant, Specialized sirrus touring
- ตำแหน่ง: Nonthaburi
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ผมเข้ามาอ่านด้วยคนครับ .. ขอบคุณที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกพร้อมภาพที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ..
หวังว่าสักวันจะได้ปั่นเที่ยวประเทศลาวคนเดียวแบบคุณบ้าง
หวังว่าสักวันจะได้ปั่นเที่ยวประเทศลาวคนเดียวแบบคุณบ้าง
ทริป น่าน http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=153675
ทริปมาเลย์ อินโด http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=196212
ทริปมาเลย์ อินโด http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=196212
- mtb.hilander
- ขาประจำ
- โพสต์: 1104
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ส.ค. 2008, 21:15
- Tel: 0893058544
- team: THAI BIKE TOURING CLUB
- Bike: trek 6500
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
สังเกตุบ้านลาวแทบจะทุกหลังเสาไม้จะวางอยู่บนเสาปูน โดยไม่มีการยึดด้วยน๊อตหรือสกรูแต่อย่างใด อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจ
ท่านผู้รู้โปรดชี้แนะ.........
ท่านผู้รู้โปรดชี้แนะ.........
- หางแฮ้ม
- ขาประจำ
- โพสต์: 3626
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:31
- Tel: 0890414478
- team: Top Cycle
- Bike: Merida
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ผมก็ไม่เข้าใจเหมียนกันครับเพราะไม่ใช่ผู้รู้ละเอียดครับอ.เอี้ยง น่าจะเป็นลักษณะการสร้างบ้านเรือนของคนตระกูลไท-ลาวตั้งแต่โบราณมาmtb.hilander เขียน:สังเกตุบ้านลาวแทบจะทุกหลังเสาไม้จะวางอยู่บนเสาปูน โดยไม่มีการยึดด้วยน๊อตหรือสกรูแต่อย่างใด อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจ
ท่านผู้รู้โปรดชี้แนะ.........
เมืองไทยไม่ค่อยเห็นกันแล้วเพราะความเจริญแผ่ไปทั่ว แต่ในลาวยังเห็นอยู่ไม่เฉพาะในลาวใต้ ลาวเหนือก็พบเห็นได้ทั่วไป ตามบ้านนอกบางบ้านก็หล่อแท่งซีเมนต์รองรับเสาไม้ แต่บางบ้านก็ใช้ก้อนหินธรรมชาติที่มีพื้นผิวค่อนข้างแบนราบมารองรับเสาบ้านไว้ ไม่ว่าบ้านหลังเล็กหรือใหญ่ก็ทำเหมือนกัน ผมเคยเห็นบ้านไม้หลังหนึ่งที่เมืองบุ่นใต้ ทางไปแขวงพงสาลี เป็นบ้านหลังใหญ่มากแต่ทุกเสาก็ใช้ก้อนหินธรรมชาติมารองรับเสาไว้เหนือพื้นดินครับ
* ไม่มีที่ไหนที่ใจเราไปไม่ถึง *
กาสี-เมืองนาน-เชียงเงิน-หลวงพระบาง
ปากเซ-หนองหลวง-ภูอาสา
ท่าแขก-ถ้าน้ำลอดเซบั้งไฟ-ภูเพียงนากาย
กาสี-เมืองนาน-เชียงเงิน-หลวงพระบาง
ปากเซ-หนองหลวง-ภูอาสา
ท่าแขก-ถ้าน้ำลอดเซบั้งไฟ-ภูเพียงนากาย
- พิงธรรม์
- ขาประจำ
- โพสต์: 3400
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ส.ค. 2008, 13:35
- Tel: 08-7938-2688
- team: สถาบันการปั่นท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ
- Bike: ทัวริ่ง Trek 470
- ตำแหน่ง: 181 ซอยพระรามเก้า 41 ถนนเสรีเก้า เขตสวนหลวง แขวงสวนหลวง กรุงเทพ 10250
- ติดต่อ:
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ที่จริงหัวข้อกระทู้ก็สะดุดใจ...(ผมมองเห็นเช้านี้ก็รีบเปิดเข้ามาอ่านโดยชื่อกระทู้เป็นแรงจูงใจ)
ทั้งท่านผู้ดูแลกระดานก็กรุณาตรึงไว้ให้เห็นชัด...(แต่เดิมๆผมลากผ่านมัวไปหากระทู้เพื่อนเพื่อแหย่แซวเขาเล่น)
ขอบคุณเสือทุ้ยมากยิ่งครับที่ทำกระทู้ดีๆมาให้อ่าน
ผมขอติดตามอ่านเก็บความรู้ด้วยคนครับ
โดยความนับถือ
จารึก หลังสวน
Touring in Style...by Jaruek
ประวัติคนเกษียณชวนปั่นประเพณีปีละครั้ง ฉบับย่อ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... &start=885
- ทิวากร
- ขาประจำ
- โพสต์: 6591
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 08:24
- Tel: 081-977692สอง
- team: ขุนหาญทีม
- Bike: เปลี่ยนเป็นเทคแล้ว
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
คุณไม่รู้หรอกว่าอะไรคือของปลอม ถ้ายังไม่เคยเห็นของจริง
บึงกาฬ-ชายแดนลาวเวียดนาม-ฮานอย..กดครับ
สำราจเส้นทางสายใหม่ ไปกัมพูชาพริบตาเดียว ชมนครวัด นครธมด้วยกัน..กดเบาๆครับ
อุ้มผาง ทีลอซู ถนนลอยฟ้า http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=267185
เวียงจันทน์-หลวงพระบาง http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=332042
บึงกาฬ-ชายแดนลาวเวียดนาม-ฮานอย..กดครับ
สำราจเส้นทางสายใหม่ ไปกัมพูชาพริบตาเดียว ชมนครวัด นครธมด้วยกัน..กดเบาๆครับ
อุ้มผาง ทีลอซู ถนนลอยฟ้า http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=267185
เวียงจันทน์-หลวงพระบาง http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=332042
- sarayut
- สมาชิก
- โพสต์: 47
- ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ส.ค. 2008, 10:31
- Tel: เมียถือ 089-5803172
- team: จิ๊กโก๋-ไร้สังกัดไบ้ค์
- Bike: จิ๊กโก๋ S-WORKS , optimo
- ตำแหน่ง: ร้อย.ม.(ลว)3 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ โคราช
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
- G4
- ขาประจำ
- โพสต์: 1534
- ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ม.ค. 2009, 22:36
- Tel: 086.873.3783
- Bike: Look Skywalker
- ตำแหน่ง: 568 soi 27,(Navamin 10 Soi Akhan Songkhro Sai 3 Ko)
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
เมื่อช่วงต้นปี(ช่วงเดือนมีนา) ผมและคณะได้มีโอกาสขี่ไปเที่ยวลาวเหนือ (ไม่แน่ใจว่าพี่หางแฮ้มจำได้ไหม ที่รถในคณะของผมซี่ล้อขาดที่วังเวียง และไปรบกวนพี่หางแฮ้มเปลี่ยนให้) ในคณะของผมมีทีมอาจารย์และลูกศิษย์ถาปัตยไปเพื่อศึกษาโครงสร้างสถาปัตยลาวด้วย อาจารย์เล่าว่าบ้านในลาวสร้างแบบพื้นที่คือสร้างทั้งหลังแล้วยกมาวาง ในกรณีที่หน้าดินไม่เท่ากันจะใช้หินมาวางรอง ไม่แน่ใจว่าบ้านชื่ออะไรที่หลวงพระบาง(ที่เปิดให้เข้าชม ไม่รู้ว่าเป็นบ้านพักรับรองของUnescoหรือเปล่า แต่เห็นว่าเปิดให้เช่าใช้ในงานแต่งงาน) ทั้งหลังไม่มีการใช้ตะปูเลย ถือว่าเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ รายละเอียดเชิงลึกคงต้องให้ผู้รู้สถาปัตย์มาเพิ่มเติมครับหางแฮ้ม เขียน:ผมก็ไม่เข้าใจเหมียนกันครับเพราะไม่ใช่ผู้รู้ละเอียดครับอ.เอี้ยง น่าจะเป็นลักษณะการสร้างบ้านเรือนของคนตระกูลไท-ลาวตั้งแต่โบราณมาmtb.hilander เขียน:สังเกตุบ้านลาวแทบจะทุกหลังเสาไม้จะวางอยู่บนเสาปูน โดยไม่มีการยึดด้วยน๊อตหรือสกรูแต่อย่างใด อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจ
ท่านผู้รู้โปรดชี้แนะ.........
เมืองไทยไม่ค่อยเห็นกันแล้วเพราะความเจริญแผ่ไปทั่ว แต่ในลาวยังเห็นอยู่ไม่เฉพาะในลาวใต้ ลาวเหนือก็พบเห็นได้ทั่วไป ตามบ้านนอกบางบ้านก็หล่อแท่งซีเมนต์รองรับเสาไม้ แต่บางบ้านก็ใช้ก้อนหินธรรมชาติที่มีพื้นผิวค่อนข้างแบนราบมารองรับเสาบ้านไว้ ไม่ว่าบ้านหลังเล็กหรือใหญ่ก็ทำเหมือนกัน ผมเคยเห็นบ้านไม้หลังหนึ่งที่เมืองบุ่นใต้ ทางไปแขวงพงสาลี เป็นบ้านหลังใหญ่มากแต่ทุกเสาก็ใช้ก้อนหินธรรมชาติมารองรับเสาไว้เหนือพื้นดินครับ
- หางแฮ้ม
- ขาประจำ
- โพสต์: 3626
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:31
- Tel: 0890414478
- team: Top Cycle
- Bike: Merida
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
จำได้ครับ เสียดายมีโอกาสเจอกันแป๊บเดียวG4 เขียน:เมื่อช่วงต้นปี(ช่วงเดือนมีนา) ผมและคณะได้มีโอกาสขี่ไปเที่ยวลาวเหนือ (ไม่แน่ใจว่าพี่หางแฮ้มจำได้ไหม ที่รถในคณะของผมซี่ล้อขาดที่วังเวียง และไปรบกวนพี่หางแฮ้มเปลี่ยนให้) ในคณะของผมมีทีมอาจารย์และลูกศิษย์ถาปัตยไปเพื่อศึกษาโครงสร้างสถาปัตยลาวด้วย อาจารย์เล่าว่าบ้านในลาวสร้างแบบพื้นที่คือสร้างทั้งหลังแล้วยกมาวาง ในกรณีที่หน้าดินไม่เท่ากันจะใช้หินมาวางรอง ไม่แน่ใจว่าบ้านชื่ออะไรที่หลวงพระบาง(ที่เปิดให้เข้าชม ไม่รู้ว่าเป็นบ้านพักรับรองของUnescoหรือเปล่า แต่เห็นว่าเปิดให้เช่าใช้ในงานแต่งงาน) ทั้งหลังไม่มีการใช้ตะปูเลย ถือว่าเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ รายละเอียดเชิงลึกคงต้องให้ผู้รู้สถาปัตย์มาเพิ่มเติมครับหางแฮ้ม เขียน:ผมก็ไม่เข้าใจเหมียนกันครับเพราะไม่ใช่ผู้รู้ละเอียดครับอ.เอี้ยง น่าจะเป็นลักษณะการสร้างบ้านเรือนของคนตระกูลไท-ลาวตั้งแต่โบราณมาmtb.hilander เขียน:สังเกตุบ้านลาวแทบจะทุกหลังเสาไม้จะวางอยู่บนเสาปูน โดยไม่มีการยึดด้วยน๊อตหรือสกรูแต่อย่างใด อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจ
ท่านผู้รู้โปรดชี้แนะ.........
เมืองไทยไม่ค่อยเห็นกันแล้วเพราะความเจริญแผ่ไปทั่ว แต่ในลาวยังเห็นอยู่ไม่เฉพาะในลาวใต้ ลาวเหนือก็พบเห็นได้ทั่วไป ตามบ้านนอกบางบ้านก็หล่อแท่งซีเมนต์รองรับเสาไม้ แต่บางบ้านก็ใช้ก้อนหินธรรมชาติที่มีพื้นผิวค่อนข้างแบนราบมารองรับเสาบ้านไว้ ไม่ว่าบ้านหลังเล็กหรือใหญ่ก็ทำเหมือนกัน ผมเคยเห็นบ้านไม้หลังหนึ่งที่เมืองบุ่นใต้ ทางไปแขวงพงสาลี เป็นบ้านหลังใหญ่มากแต่ทุกเสาก็ใช้ก้อนหินธรรมชาติมารองรับเสาไว้เหนือพื้นดินครับ
หินที่ใช้วางรองเสาบ้านคงไม่ได้มีไว้เพื่อรองรับพื้นดินที่ระดับไม่เท่ากันเพราะเห็นรองไว้ทุกเสา น่าจะมีไว้กันเสาทรุดลงไปในดินกรณีที่ฝนตกดินชุ่มน้ำหรือกันปลวกขึ้นบ้านมากกว่าครับ
* ไม่มีที่ไหนที่ใจเราไปไม่ถึง *
กาสี-เมืองนาน-เชียงเงิน-หลวงพระบาง
ปากเซ-หนองหลวง-ภูอาสา
ท่าแขก-ถ้าน้ำลอดเซบั้งไฟ-ภูเพียงนากาย
กาสี-เมืองนาน-เชียงเงิน-หลวงพระบาง
ปากเซ-หนองหลวง-ภูอาสา
ท่าแขก-ถ้าน้ำลอดเซบั้งไฟ-ภูเพียงนากาย
-
เสือทุ้ย
- ขาประจำ
- โพสต์: 189
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
- team: ไม่มี
- Bike: Mongoos
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ผมต้องขออภัยต่อทุกท่าน ที่เมื่อคืนผมไม่ได้โพสท์ต่อ เนื่องจากไฟฟ้าดับเกือบ ๓ ชั่วโมง
เลยมีปัญหาการโหลดภาพชุดวัดภูอยู่พอสมควร ตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่ น่าจะเสร็จภายในวันนี้ละครับ
ตอบพี่ koko ครับ ยินดีครับ หากมีข้อมูลใดที่จะเป็นประโยชน์กับการเดินทางของพี่
ผมยินดีสนับสนุนครับ
ตอบคุณจารึก(พิงธรรม์) และคุณsarayut ขอบคุณที่แวะมาอ่านครับ
เมื่อวานนนี้คุณเอี้ยง (mtb.hilander)และคุณ G4 เปิดประเด็นเรื่องบ้าน และคุณทิวากร
เรื่องโบสถ์ ทั้งสองเรื่องเป็นประเด็นที่ผมสนใจมานานแล้วครับ ตอนสมัยเป็นหนุ่มน้อย
ผมเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ แต่พอเป็นหนุ่มเหลือน้อย เกิดสมองกลับด้าน มาสนใจด้านศิลปะ
และประวัติศาสตร์ขึ้นมา ก็เลยต้องพยายามเก็บเกี่ยวความรู้เอาเอง หรือเรียนแบบครูพักลักจำ
พอจะทราบบ้าง แต่คงต้องอาศัยผู้รู้ ช่วยกรุณาท้วงติงชี้แนะ แบบที่คุณหางแฮ้ม
ได้กรุณาช่วยอยู่ในเวลานี้ครับ
เรื่องแบบแผนบ้านเรือนในลาว รูปแบบที่ผมเห็นมาจะต่างกันไปตามแต่ละภาค
มีทั้งเรือนใต้ถุนสูง เรือนยกพื้นต่ำ และเรือนติดพื้น(แบบบ้านม้ง คือใช้พื้นดิน
เป็นพื้นบ้าน)ตามสภาพวิถีชีวิต ของแต่ละสังคมหรือชุมชน รูปแบบอาจแตกต่างกันไป
แต่รูปแบบการสร้างฐาน ก็จะคล้ายๆกับบ้านไทย คือในพื้นที่ดินแข็ง เสาบ้านจะวางบนหิน
หรือปักลงในพื้นอัดแน่น เหตุผลก็คงเป็นไปตามที่คุณหางแฮ้มได้เสนอแล้ว คือป้องกัน
การทรุดตัว และปลวก-แมลงต่างๆ การตอกเสาเข็มแบบปัจจุบันคงยังไม่มี
(จะมีเฉพาะปราสาทราชมณเฑียร ในพื้นที่ดินอ่อน)
การตอกเข็มสร้างฐานราก เพิ่งมาปรากฎในยุคหลัง เมื่อวัสดุในการสร้างบ้านมีน้ำหนักมากขึ้น
แต่ผมก็เคยเห็น การทำฐานรากของบ้านบนพื้นดินอ่อน หรือริมน้ำซึ่งปลูกในโคลน
โดยใช้ภูมิปัญญาของคนโบราณ น่าสนใจมากครับ หากท่านใดสนใจ ผมจะโพสท์เรื่องนี้ให้ครับ
ที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตให้ทุกท่าน คือบ้านลาวและบ้านไทยสมัยก่อน มีลักษณะเฉพาะตัว
คือเป็นบ้านน๊อคดาวน์ สามารถถอดประกอบ หรือสร้างต่อเติมออกไปได้ ตรงนี้ผมว่าเหมือนกัน
คือทั้งบ้านลาวและบ้านไทย ตอบสนองต่อวิถีชีวิต และสภาพสังคมคล้ายกัน หากพิจารณารูปแบบ
ของบ้าน จะพบว่ามีลักษณะเป็นเรือนขยาย คือสามารถสร้างเพิ่มเติมได้ เพราะสภาพสังคม
แบบครอบครัวใหญ่ มีความผูกพันระหว่างสายเลือด ดังจะเห็นได้ว่า ทั้งบ้านลาวและบ้านไทย
จะมีพื้นที่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ร่วม ให้คนในบ้านได้พบปะ ทำกิจกรรมต่างๆในพื้นที่กลางนี้
ซึ่งจะเป็นพื้นที่รับแขกที่มาเยี่ยมเยียนด้วยในตัว
ผมมีอีกภาพหนึ่งจะนำเสนอครับ เป็นภาพบ้านที่ผมเห็นว่าเป็นบ้านแบบเดิมๆของลาวแท้ๆ

เรือนหลังหน้า เป็นฟอร์แมทที่พบทั่วไปในบ้านแบบลาว แต่ขอให้สังเกตเรือนหลังในนะครับ
เป็นหลังคาจั่วทรงสูงปานกลาง มีปั้นลมแบบไม่มีเหงาซึ่งพังไปข้างหนึ่ง ซึ่งอันนี้ผมเห็นว่า
คล้ายคลึงกับบ้านไทยมาก ผมดูจากสันฐานแล้วคิดว่า บริเวณเรือนหน้า อาจเคยเป็นชานมาก่อน
มีหลังคา" พาไล " คลุมอยู่ แล้วต่อมาจึงต่อเติมฝาและเปลียนหลังคาคลุมเป็นทรงจั่ว
ถ้าหากเป็นอย่างนี้ รูปแบบเดิมก็คือบ้านไทยนั่นเองละครับ
เรื่องบ้านนี้ หากท่านใดสนใจ ก็เปิดประเด็นมาได้นะครับ
ส่วนประเด็นโบสถ์ของคุณทิวากร เอาจริงหรือล้อเล่นครับเนี่ย ? ถ้าเอาจริงก็แสดงว่า
คุณทิวากรเคยเห็นอะไรบางอย่างเหมือนที่ผมเคยเห็น คือเห็นโบสถ์ไทยใหม่ๆแห่งหนึ่ง
ในภาคกลาง ที่เพิ่งสร้างได้ไม่นาน มีการใส่ "ช่อฟ้าบนสันหลังคา" เข้าไปบนหลังคา ซึ่งผม
เห็นว่าเป็นการ " มั่ว " เช่นกันครับ เพราะสิมบนสันหลังคา เป็นสถาปัตยกรรมแต่เดิม
ของล้านช้างและล้านนา ผมไม่อยากวิจารณ์ที่บอร์ดนี้ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องน่าจะเข้าไปดูหน่อย
เดี๋ยวเย็นนี้ผมมาต่อเรื่องวัดภูครับ
เลยมีปัญหาการโหลดภาพชุดวัดภูอยู่พอสมควร ตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่ น่าจะเสร็จภายในวันนี้ละครับ
ตอบพี่ koko ครับ ยินดีครับ หากมีข้อมูลใดที่จะเป็นประโยชน์กับการเดินทางของพี่
ผมยินดีสนับสนุนครับ
ตอบคุณจารึก(พิงธรรม์) และคุณsarayut ขอบคุณที่แวะมาอ่านครับ
เมื่อวานนนี้คุณเอี้ยง (mtb.hilander)และคุณ G4 เปิดประเด็นเรื่องบ้าน และคุณทิวากร
เรื่องโบสถ์ ทั้งสองเรื่องเป็นประเด็นที่ผมสนใจมานานแล้วครับ ตอนสมัยเป็นหนุ่มน้อย
ผมเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ แต่พอเป็นหนุ่มเหลือน้อย เกิดสมองกลับด้าน มาสนใจด้านศิลปะ
และประวัติศาสตร์ขึ้นมา ก็เลยต้องพยายามเก็บเกี่ยวความรู้เอาเอง หรือเรียนแบบครูพักลักจำ
พอจะทราบบ้าง แต่คงต้องอาศัยผู้รู้ ช่วยกรุณาท้วงติงชี้แนะ แบบที่คุณหางแฮ้ม
ได้กรุณาช่วยอยู่ในเวลานี้ครับ
เรื่องแบบแผนบ้านเรือนในลาว รูปแบบที่ผมเห็นมาจะต่างกันไปตามแต่ละภาค
มีทั้งเรือนใต้ถุนสูง เรือนยกพื้นต่ำ และเรือนติดพื้น(แบบบ้านม้ง คือใช้พื้นดิน
เป็นพื้นบ้าน)ตามสภาพวิถีชีวิต ของแต่ละสังคมหรือชุมชน รูปแบบอาจแตกต่างกันไป
แต่รูปแบบการสร้างฐาน ก็จะคล้ายๆกับบ้านไทย คือในพื้นที่ดินแข็ง เสาบ้านจะวางบนหิน
หรือปักลงในพื้นอัดแน่น เหตุผลก็คงเป็นไปตามที่คุณหางแฮ้มได้เสนอแล้ว คือป้องกัน
การทรุดตัว และปลวก-แมลงต่างๆ การตอกเสาเข็มแบบปัจจุบันคงยังไม่มี
(จะมีเฉพาะปราสาทราชมณเฑียร ในพื้นที่ดินอ่อน)
การตอกเข็มสร้างฐานราก เพิ่งมาปรากฎในยุคหลัง เมื่อวัสดุในการสร้างบ้านมีน้ำหนักมากขึ้น
แต่ผมก็เคยเห็น การทำฐานรากของบ้านบนพื้นดินอ่อน หรือริมน้ำซึ่งปลูกในโคลน
โดยใช้ภูมิปัญญาของคนโบราณ น่าสนใจมากครับ หากท่านใดสนใจ ผมจะโพสท์เรื่องนี้ให้ครับ
ที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตให้ทุกท่าน คือบ้านลาวและบ้านไทยสมัยก่อน มีลักษณะเฉพาะตัว
คือเป็นบ้านน๊อคดาวน์ สามารถถอดประกอบ หรือสร้างต่อเติมออกไปได้ ตรงนี้ผมว่าเหมือนกัน
คือทั้งบ้านลาวและบ้านไทย ตอบสนองต่อวิถีชีวิต และสภาพสังคมคล้ายกัน หากพิจารณารูปแบบ
ของบ้าน จะพบว่ามีลักษณะเป็นเรือนขยาย คือสามารถสร้างเพิ่มเติมได้ เพราะสภาพสังคม
แบบครอบครัวใหญ่ มีความผูกพันระหว่างสายเลือด ดังจะเห็นได้ว่า ทั้งบ้านลาวและบ้านไทย
จะมีพื้นที่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ร่วม ให้คนในบ้านได้พบปะ ทำกิจกรรมต่างๆในพื้นที่กลางนี้
ซึ่งจะเป็นพื้นที่รับแขกที่มาเยี่ยมเยียนด้วยในตัว
ผมมีอีกภาพหนึ่งจะนำเสนอครับ เป็นภาพบ้านที่ผมเห็นว่าเป็นบ้านแบบเดิมๆของลาวแท้ๆ
เรือนหลังหน้า เป็นฟอร์แมทที่พบทั่วไปในบ้านแบบลาว แต่ขอให้สังเกตเรือนหลังในนะครับ
เป็นหลังคาจั่วทรงสูงปานกลาง มีปั้นลมแบบไม่มีเหงาซึ่งพังไปข้างหนึ่ง ซึ่งอันนี้ผมเห็นว่า
คล้ายคลึงกับบ้านไทยมาก ผมดูจากสันฐานแล้วคิดว่า บริเวณเรือนหน้า อาจเคยเป็นชานมาก่อน
มีหลังคา" พาไล " คลุมอยู่ แล้วต่อมาจึงต่อเติมฝาและเปลียนหลังคาคลุมเป็นทรงจั่ว
ถ้าหากเป็นอย่างนี้ รูปแบบเดิมก็คือบ้านไทยนั่นเองละครับ
เรื่องบ้านนี้ หากท่านใดสนใจ ก็เปิดประเด็นมาได้นะครับ
ส่วนประเด็นโบสถ์ของคุณทิวากร เอาจริงหรือล้อเล่นครับเนี่ย ? ถ้าเอาจริงก็แสดงว่า
คุณทิวากรเคยเห็นอะไรบางอย่างเหมือนที่ผมเคยเห็น คือเห็นโบสถ์ไทยใหม่ๆแห่งหนึ่ง
ในภาคกลาง ที่เพิ่งสร้างได้ไม่นาน มีการใส่ "ช่อฟ้าบนสันหลังคา" เข้าไปบนหลังคา ซึ่งผม
เห็นว่าเป็นการ " มั่ว " เช่นกันครับ เพราะสิมบนสันหลังคา เป็นสถาปัตยกรรมแต่เดิม
ของล้านช้างและล้านนา ผมไม่อยากวิจารณ์ที่บอร์ดนี้ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องน่าจะเข้าไปดูหน่อย
เดี๋ยวเย็นนี้ผมมาต่อเรื่องวัดภูครับ
แก้ไขล่าสุดโดย เสือทุ้ย เมื่อ 04 มิ.ย. 2010, 12:49, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
- หางแฮ้ม
- ขาประจำ
- โพสต์: 3626
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:31
- Tel: 0890414478
- team: Top Cycle
- Bike: Merida
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
เรื่องเครื่องบนของโบสถ์ทางลาวจะเรียกต่างจากไทยครับทิวากร เขียน:ดูจากรูปแบบแล้ว คล้ายศิลปะวัดไทยสมัยใหม่ครับ แหะๆ(ผมมั่ว)
คำว่า " สิม " จะหมายถึงตัวโบสถ์ทั้งหลัง
" โง " หรือบางคนเรียก " โงน " หมายถึงช่อฟ้าที่อยู่ตรงยอดจั่ว
ส่วนเครื่องประดับตรงกลางสันหลังคาทางลาวกลับเรียกว่า " ช่อฟ้า " ครับ
* ไม่มีที่ไหนที่ใจเราไปไม่ถึง *
กาสี-เมืองนาน-เชียงเงิน-หลวงพระบาง
ปากเซ-หนองหลวง-ภูอาสา
ท่าแขก-ถ้าน้ำลอดเซบั้งไฟ-ภูเพียงนากาย
กาสี-เมืองนาน-เชียงเงิน-หลวงพระบาง
ปากเซ-หนองหลวง-ภูอาสา
ท่าแขก-ถ้าน้ำลอดเซบั้งไฟ-ภูเพียงนากาย
- เสือเนาว์
- สมาชิก
- โพสต์: 96
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2009, 19:55
- Tel: -081-0914686
- team: -ชมรมจักรยานพังงา สาขาตะกั่วป่า
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ขอบคุณเสือทุ้ยมากๆ มีน้ำใจแบ่งปันประสบการณ์ และความรู้
ทางประวัติศาสตร์ คุ้มค่ามากที่เข้ามาเยี่ยมชม
ทางประวัติศาสตร์ คุ้มค่ามากที่เข้ามาเยี่ยมชม
ลูกปัดตรา ตะกัวป่า
- โยชูวา
- ขาประจำ
- โพสต์: 1307
- ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ส.ค. 2009, 23:11
- Tel: 0834169645
- team: FREEDOM
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
นอกจากชาวพุทธแล้วลาวใต้ยังมีชาวคริสต์อยู่ไม่น้อยนะครับ
ที่เส้นทางหมายเลข 13 หลักที่ 29 ก่อนที่จะถึงทางเข้าจำปาสักมีชุมชนชาวคริสต์ อยู่ที่นั่น
ที่ชุมชนนี้เป็นแหล่งผลิตเครื่องหวาย เชิญแวะเข้าไปเยี่ยมชมได้ครับ จากถนนดำเข้าไปไม่ถึง 1 กม.
ที่นี่ก็มีเรื่องราวน่าสนใจไม่น้อยครับ
ที่เส้นทางหมายเลข 13 หลักที่ 29 ก่อนที่จะถึงทางเข้าจำปาสักมีชุมชนชาวคริสต์ อยู่ที่นั่น
ที่ชุมชนนี้เป็นแหล่งผลิตเครื่องหวาย เชิญแวะเข้าไปเยี่ยมชมได้ครับ จากถนนดำเข้าไปไม่ถึง 1 กม.
ที่นี่ก็มีเรื่องราวน่าสนใจไม่น้อยครับ
- ไฟล์แนบ
-
- P1060629 (Small).JPG (47.35 KiB) เข้าดูแล้ว 2172 ครั้ง
-
- P1060652 (Small).JPG (61.19 KiB) เข้าดูแล้ว 2172 ครั้ง
-
เสือทุ้ย
- ขาประจำ
- โพสต์: 189
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
- team: ไม่มี
- Bike: Mongoos
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ตอบคุณหางแฮ้ม ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ ผมจะดำเนินการแก้ไขให้ถุกต้อง
เรื่องชื่อเรียก " สิม " นี้ ผมสับสนมาตั้งแต่แรก ด้วยว่ามีหนังสือไทย(ของหน่วยราชการด้วยละ)
ใช้คำว่า " สิมบนหลังคาวิหาร " พร้อมเสนอภาพ ผมก็เลยติดมาตั้งแต่นั้น
แต่ชื่อ " โง " หรือ " โงน " หรือ " โง่น " นั้นผมเคยได้ยิน แต่ยังไม่มีใคร
ช่วยไขข้อข้องใจสักที มาวันนี้ได้เคลียร์ ตกลงเอางี้แล้วกันนะครับ ผมจะใช้คำว่า
" ช่อฟ้าบนสันหลังคา " และ " ช่อฟ้ายอดจั่ว " เพื่อแยกประเภทให้ชัดเจน
ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ตอบคุณเสือเนาว์ ยินดีครับ ขอบคุณที่แวะมาอ่านครับ
ตอบคุณโยซูวา ผมยินดี ที่ได้ทราบว่าคุณโยซูวา เป็นผู้ศรัทธาในพระคริสต์ครับ
อยากให้คุณโยซูวา ได้พูดคุยกับท่านเสธ.ดำ (อดีต CO ในสงครามลาว)
เพราะท่านเป็นคริสเตียนเหมือนกัน และใช้ชีวิตหลังเกษียณ
อุทิศตนเพื่อพระเจ้า โดยการเป็นผู้บรรยายคำสอนในภาคอิสานครับ
ไปเที่ยวกันต่อเลยนะครับ วันนี้ก็คงยังไม่จบหรอกครับ ดูท่าจะยาว
--------------------------------------------------------
กับระยะทางไปวัดภูแค่ ๗ กม. ผมใช้เวลาไปตั้งชั่วโมงครึ่ง ด้วยเป็นเพราะ
หยุดเก็บภาพ " สาระบนทางเสือผ่าน " มาตลอดทาง ถึงวัดภูเอาแปดโมงพอดี
จ่ายค่าเข้าชม ๓๐,๐๐๐ กีบ(๑๒๐ บาท) ซึ่งผมเห็นว่าเหมาะสมดี มรดกโลกทุกแห่ง
จะเก็บค่าเข้าชมจากชาวต่างชาติ เพื่อนำไปบำรุงรักษา แต่บางแห่งเก็บโหดมาก อย่างนครวัด-
นครธม ซึ่งผู้เข้าชมต้องจ่าย ๒๐ USD ต่อวัน ซื้อสองแถมหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเฉพาะโบราณสถาน
ในกลุ่มอังกอร์ของเขมรนั้น หากจะดูกันจริงๆ ต้องมีสัก ๗ วัน ต้องเตรียมค่าตั๋ว
๓ - ๔ พันบาทต่อคนเลยเชียวนะ แต่ผมก็บ่นไปยังงั้นละครับ
แรงบันดาลใจ ที่พาผมมายังปราสาทวัดภูนี้ ก็ด้วยโจทย์ที่ว่า
วัดภูเป็น Land Mark ซึ่งแสดงเขตอำนาจทางเหนือสุด
ของอาณาจักรขอมโบราณ ซึ่งผมคิดว่า อำนาจของขอมโบราณ
น่าจะไปไกลกว่านั้น เพราะมีตำนานเกี่ยวกับหริภุญไชย(ลำพูน)
ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ ระหว่างหริภุญไชย และละโว้(ลพบุรี)
ซึ่งปรากฎชื่อของละโว้ว่า " ลโวทยะปุระ " ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
แต่ถ้าสิ่งปลูกสร้าง ที่เป็น Land Mark ก็น่าจะเป็นวัดภูนี่ละครับ
ผมขอเกริ่นประวัติของวัดภูกันก่อนคร่าวๆ เท่าที่ผมทราบนะครับ
แต่ขอเรียนให้ทราบก่อน ว่าสิ่งที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นประวัติศาสตร์
ซึ่งเกิดจากการค้นคว้าและบันทึก ของนักประวัติศาสตร์ ผมเพียงแต่ศึกษา
และเก็บรวบรวม ดังนั้น ผิดถูกอย่างไร หรือท่านใดมีข้อมูล ข้อโต้แย้ง
ผมขอเรียนเชิญให้ท่านได้แสดงความเห็น อย่างอิสระได้เลยครับ
ลองหลับตานึกไปถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ก็ ๑๕๐๐ ปีมาแล้ว
ตามบันทึกของจีน พื้นที่แถบอินโดจีนนี้ เป็นที่ตั้งของอาณาจักรสำคัญ
แห่งหนึ่งชื่อ " ฟูนัน " แถบเขมรตอนล่างถึงภาคใต้ของเวียดนาม
ซึ่งต่อมา อาณาจักรฟูนันเสื่อมอำนาจลง
เกิดศูนย์อำนาจแห่งใหม่ บริเวณตอนกลางของเขมร ชื่อว่า " เจนละ "
ขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ อาณาจักรเจนละนี้ แบ่งออกเป็นเจนละบก
และเจนละน้ำ เจนละน้ำมีศูนย์กลาง อยู่ที่เมืองบาพนม ตอนกลางของเขมร
แต่เจนละบกมีศูนย์กลางอยู่ที่ " เสดถาปุระ " ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเมือง
ที่อยู่ใกล้ๆ หรือบริเวณวัดภูนี้ หลักฐานคือศิลาจารึก ซึ่งขุดพบที่หมู่บ้านใกล้ๆวัดภู
ได้กล่าวถึงกษัตริย์ " มเหนทรวรมัน " ว่าเป็นผู้สร้างเมืองนี้
กษัตริย์ผู้ทรงครองเจนละบกและเจนละน้ำ เป็นพระญาติกันนะครับ
ประมาณว่าลูกพี่ลูกน้อง แล้วแบ่งกันไปครองเมือง ไม่ได้รบพุ่งกัน
" เสดถาปุระ " ดำรงความสำคัญอยู่ไม่นาน ไม่ตลอดรัชกาล
ของพระเจ้ามเหนทรวรมัน เพราะเมื่อพระองค์ทรงแผ่พระบารมีลงไปทางใต้
จึงเกิดการรวมศูนย์อำนาจโดยอีกฝ่ายยินยอม ประมาณว่า " ขอคืนพื้นที่ "
จึงเกิดการรวมอาณาจักรเจนละบกและเจนละน้ำเข้าด้วยกัน โดยมีเมืองหลวง
อยู่ที่ " อีศานปุระ " หรือสมโบร์ ไพรกุก ในเขมร
แต่ที่มีการขุดค้นบริเวณพื้นที่รอบๆวัดภูนี้ พบเครื่องปั้นดินเผา
ที่มีอายุไปถึงพุทธศตวรรษที่ ๕ จึงพอสันนิษฐานได้ว่า บริเวณนี้เคยเป็น
แหล่งชุมชนโบราณมานานแล้ว นานก่อนฟูนันด้วยซ้ำ แต่มาเกิดความสำคัญ
เมื่อเป็นศูนย์กลางอำนาจทางเหนือ
เกริ่นประวัติแค่นี้ก่อนนะครับ ผมเกรงว่าท่านผู้อ่านจะเซ็ง ไปเที่ยวกันก่อนดีกว่า
จ่ายค่าบัตรแล้วตรงเข้าไปได้เลยครับ ขวามือของทางเข้า มีอาคารสำนักงาน
และห้องน้ำ เป็นจุดพักนักท่องเที่ยว ซึ่งยังไม่เปิด ผมจึงปั่นตรงไปยังวัดเลย
มองเห็นวัดภูตั้งอยู่บนเขาไม่ไกล แต่ภูเก้าลูกที่คุณหางแฮ้มบอกว่ามีศิวลึงค์
ที่ยอดภู ผมไม่แน่ใจว่าลูกไหนนะครับ เพราะยอดภูสูงสุดคืออีกเนินหนึ่ง

จากปากทางจุดเก็บค่าเข้าชม ไปยังตัวปราสาท เป็นระยะทางประมาณ ๑ กม.
แต่พาหนะทุกชนิด ไม่เว้นแม้แต่จักรยาน เข้าได้แค่ด่านเก็บตั๋วใกล้บาราย(สระน้ำ)
นอกนั้นต้องเดินเข้าไปเอง ซึ่งก็ถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์โบราณสถาน
ภาพบารายครับ

บารายนี้ ผมเข้าใจว่ามีการขุดขึ้นภายหลังวัดภูเป็นเทวสถานแล้ว แต่ยุคแรกๆคงยังไม่มี
ตามประวัติของวัดภู ที่นักโบราณคดีได้ค้นคว้าไว้ วัดภูเริ่มเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู
ลัทธิไศวนิกาย(บูชาพระศิวะ) ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑ ในแผ่นดินของพระเจ้ามเหนทรวรมัน
นั่นเองครับ ผมอยากตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่อาณาจักรเจนละเกิดขึ้นนั้น พุทธศาสนา
ก็ได้กำเนิดขึ้นแล้ว แต่ยังมิได้แพร่หลายเข้ามาในแถบนี้
ภาพผังปราสาทวัดภู ผมหาที่ไหนไม่ได้ ก็เอาจากหลังตั๋วนี่ละครับ

หมายเลข ๑ และ ๒ คืออาคารที่ถูกเรียกว่า " โรงท้าว " และ "โรงนาง "
หมายเลข ๓ คือ " โรงโค "
ชื่อนี้เป็นชื่อที่ชาวลาวเรียกกันภายหลังนะครับ
อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับการใช้งานของตัวอาคารจริงๆก็ได้
หมายเลข ๔ คือเทวาลัย ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป
หมายเลข ๕ คือ " หินจระเข้ " หรือแท่นบูชายัญ
หมายเลข ๖ คือ " หินช้าง " หรือหินรูปช้าง
เรื่องชื่อเรียก " สิม " นี้ ผมสับสนมาตั้งแต่แรก ด้วยว่ามีหนังสือไทย(ของหน่วยราชการด้วยละ)
ใช้คำว่า " สิมบนหลังคาวิหาร " พร้อมเสนอภาพ ผมก็เลยติดมาตั้งแต่นั้น
แต่ชื่อ " โง " หรือ " โงน " หรือ " โง่น " นั้นผมเคยได้ยิน แต่ยังไม่มีใคร
ช่วยไขข้อข้องใจสักที มาวันนี้ได้เคลียร์ ตกลงเอางี้แล้วกันนะครับ ผมจะใช้คำว่า
" ช่อฟ้าบนสันหลังคา " และ " ช่อฟ้ายอดจั่ว " เพื่อแยกประเภทให้ชัดเจน
ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ตอบคุณเสือเนาว์ ยินดีครับ ขอบคุณที่แวะมาอ่านครับ
ตอบคุณโยซูวา ผมยินดี ที่ได้ทราบว่าคุณโยซูวา เป็นผู้ศรัทธาในพระคริสต์ครับ
อยากให้คุณโยซูวา ได้พูดคุยกับท่านเสธ.ดำ (อดีต CO ในสงครามลาว)
เพราะท่านเป็นคริสเตียนเหมือนกัน และใช้ชีวิตหลังเกษียณ
อุทิศตนเพื่อพระเจ้า โดยการเป็นผู้บรรยายคำสอนในภาคอิสานครับ
ไปเที่ยวกันต่อเลยนะครับ วันนี้ก็คงยังไม่จบหรอกครับ ดูท่าจะยาว
--------------------------------------------------------
กับระยะทางไปวัดภูแค่ ๗ กม. ผมใช้เวลาไปตั้งชั่วโมงครึ่ง ด้วยเป็นเพราะ
หยุดเก็บภาพ " สาระบนทางเสือผ่าน " มาตลอดทาง ถึงวัดภูเอาแปดโมงพอดี
จ่ายค่าเข้าชม ๓๐,๐๐๐ กีบ(๑๒๐ บาท) ซึ่งผมเห็นว่าเหมาะสมดี มรดกโลกทุกแห่ง
จะเก็บค่าเข้าชมจากชาวต่างชาติ เพื่อนำไปบำรุงรักษา แต่บางแห่งเก็บโหดมาก อย่างนครวัด-
นครธม ซึ่งผู้เข้าชมต้องจ่าย ๒๐ USD ต่อวัน ซื้อสองแถมหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเฉพาะโบราณสถาน
ในกลุ่มอังกอร์ของเขมรนั้น หากจะดูกันจริงๆ ต้องมีสัก ๗ วัน ต้องเตรียมค่าตั๋ว
๓ - ๔ พันบาทต่อคนเลยเชียวนะ แต่ผมก็บ่นไปยังงั้นละครับ
แรงบันดาลใจ ที่พาผมมายังปราสาทวัดภูนี้ ก็ด้วยโจทย์ที่ว่า
วัดภูเป็น Land Mark ซึ่งแสดงเขตอำนาจทางเหนือสุด
ของอาณาจักรขอมโบราณ ซึ่งผมคิดว่า อำนาจของขอมโบราณ
น่าจะไปไกลกว่านั้น เพราะมีตำนานเกี่ยวกับหริภุญไชย(ลำพูน)
ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ ระหว่างหริภุญไชย และละโว้(ลพบุรี)
ซึ่งปรากฎชื่อของละโว้ว่า " ลโวทยะปุระ " ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
แต่ถ้าสิ่งปลูกสร้าง ที่เป็น Land Mark ก็น่าจะเป็นวัดภูนี่ละครับ
ผมขอเกริ่นประวัติของวัดภูกันก่อนคร่าวๆ เท่าที่ผมทราบนะครับ
แต่ขอเรียนให้ทราบก่อน ว่าสิ่งที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นประวัติศาสตร์
ซึ่งเกิดจากการค้นคว้าและบันทึก ของนักประวัติศาสตร์ ผมเพียงแต่ศึกษา
และเก็บรวบรวม ดังนั้น ผิดถูกอย่างไร หรือท่านใดมีข้อมูล ข้อโต้แย้ง
ผมขอเรียนเชิญให้ท่านได้แสดงความเห็น อย่างอิสระได้เลยครับ
ลองหลับตานึกไปถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ก็ ๑๕๐๐ ปีมาแล้ว
ตามบันทึกของจีน พื้นที่แถบอินโดจีนนี้ เป็นที่ตั้งของอาณาจักรสำคัญ
แห่งหนึ่งชื่อ " ฟูนัน " แถบเขมรตอนล่างถึงภาคใต้ของเวียดนาม
ซึ่งต่อมา อาณาจักรฟูนันเสื่อมอำนาจลง
เกิดศูนย์อำนาจแห่งใหม่ บริเวณตอนกลางของเขมร ชื่อว่า " เจนละ "
ขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ อาณาจักรเจนละนี้ แบ่งออกเป็นเจนละบก
และเจนละน้ำ เจนละน้ำมีศูนย์กลาง อยู่ที่เมืองบาพนม ตอนกลางของเขมร
แต่เจนละบกมีศูนย์กลางอยู่ที่ " เสดถาปุระ " ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเมือง
ที่อยู่ใกล้ๆ หรือบริเวณวัดภูนี้ หลักฐานคือศิลาจารึก ซึ่งขุดพบที่หมู่บ้านใกล้ๆวัดภู
ได้กล่าวถึงกษัตริย์ " มเหนทรวรมัน " ว่าเป็นผู้สร้างเมืองนี้
กษัตริย์ผู้ทรงครองเจนละบกและเจนละน้ำ เป็นพระญาติกันนะครับ
ประมาณว่าลูกพี่ลูกน้อง แล้วแบ่งกันไปครองเมือง ไม่ได้รบพุ่งกัน
" เสดถาปุระ " ดำรงความสำคัญอยู่ไม่นาน ไม่ตลอดรัชกาล
ของพระเจ้ามเหนทรวรมัน เพราะเมื่อพระองค์ทรงแผ่พระบารมีลงไปทางใต้
จึงเกิดการรวมศูนย์อำนาจโดยอีกฝ่ายยินยอม ประมาณว่า " ขอคืนพื้นที่ "
จึงเกิดการรวมอาณาจักรเจนละบกและเจนละน้ำเข้าด้วยกัน โดยมีเมืองหลวง
อยู่ที่ " อีศานปุระ " หรือสมโบร์ ไพรกุก ในเขมร
แต่ที่มีการขุดค้นบริเวณพื้นที่รอบๆวัดภูนี้ พบเครื่องปั้นดินเผา
ที่มีอายุไปถึงพุทธศตวรรษที่ ๕ จึงพอสันนิษฐานได้ว่า บริเวณนี้เคยเป็น
แหล่งชุมชนโบราณมานานแล้ว นานก่อนฟูนันด้วยซ้ำ แต่มาเกิดความสำคัญ
เมื่อเป็นศูนย์กลางอำนาจทางเหนือ
เกริ่นประวัติแค่นี้ก่อนนะครับ ผมเกรงว่าท่านผู้อ่านจะเซ็ง ไปเที่ยวกันก่อนดีกว่า
จ่ายค่าบัตรแล้วตรงเข้าไปได้เลยครับ ขวามือของทางเข้า มีอาคารสำนักงาน
และห้องน้ำ เป็นจุดพักนักท่องเที่ยว ซึ่งยังไม่เปิด ผมจึงปั่นตรงไปยังวัดเลย
มองเห็นวัดภูตั้งอยู่บนเขาไม่ไกล แต่ภูเก้าลูกที่คุณหางแฮ้มบอกว่ามีศิวลึงค์
ที่ยอดภู ผมไม่แน่ใจว่าลูกไหนนะครับ เพราะยอดภูสูงสุดคืออีกเนินหนึ่ง
จากปากทางจุดเก็บค่าเข้าชม ไปยังตัวปราสาท เป็นระยะทางประมาณ ๑ กม.
แต่พาหนะทุกชนิด ไม่เว้นแม้แต่จักรยาน เข้าได้แค่ด่านเก็บตั๋วใกล้บาราย(สระน้ำ)
นอกนั้นต้องเดินเข้าไปเอง ซึ่งก็ถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์โบราณสถาน
ภาพบารายครับ
บารายนี้ ผมเข้าใจว่ามีการขุดขึ้นภายหลังวัดภูเป็นเทวสถานแล้ว แต่ยุคแรกๆคงยังไม่มี
ตามประวัติของวัดภู ที่นักโบราณคดีได้ค้นคว้าไว้ วัดภูเริ่มเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู
ลัทธิไศวนิกาย(บูชาพระศิวะ) ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑ ในแผ่นดินของพระเจ้ามเหนทรวรมัน
นั่นเองครับ ผมอยากตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่อาณาจักรเจนละเกิดขึ้นนั้น พุทธศาสนา
ก็ได้กำเนิดขึ้นแล้ว แต่ยังมิได้แพร่หลายเข้ามาในแถบนี้
ภาพผังปราสาทวัดภู ผมหาที่ไหนไม่ได้ ก็เอาจากหลังตั๋วนี่ละครับ
หมายเลข ๑ และ ๒ คืออาคารที่ถูกเรียกว่า " โรงท้าว " และ "โรงนาง "
หมายเลข ๓ คือ " โรงโค "
ชื่อนี้เป็นชื่อที่ชาวลาวเรียกกันภายหลังนะครับ
อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับการใช้งานของตัวอาคารจริงๆก็ได้
หมายเลข ๔ คือเทวาลัย ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป
หมายเลข ๕ คือ " หินจระเข้ " หรือแท่นบูชายัญ
หมายเลข ๖ คือ " หินช้าง " หรือหินรูปช้าง
แก้ไขล่าสุดโดย เสือทุ้ย เมื่อ 04 มิ.ย. 2010, 10:46, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
-
เสือทุ้ย
- ขาประจำ
- โพสต์: 189
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
- team: ไม่มี
- Bike: Mongoos
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
โรงท้าว - โรงนาง
โบราณสถานกลุ่มแรกที่เห็น คืออาคารสองหลัง ด้านทิศใต้และทิศเหนือ
ซึ่งชาวลาวเรียกว่าเป็น " โรงท้าว โรงนาง "(ต้องรบกวนคุณหางแฮ้มแปลอีกแล้วครับ)
แต่เท่าที่ผมทราบคือประมาณว่าที่พักของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ซึ่งน่าจะเป็นฝ่ายใน
เป็นเชื่อพระวงศ์หรือองค์กษัตริย์และพระมเหษีเอง ตอนนี้ยังบูรณะอยู่ จึงเข้าชมข้างในไม่ได้
ดูจากที่ตั้งอาคารแล้วก็น่าจะมีเหตุผลตรงที่อยู่นอกบริเวณเทวาลัย ตามความเชื่อ
ในลัทธิเทวราช ที่เทพยดาจะไม่อยู่ปะปนกับมนุษย์ และลักษณะอาคาร มีช่องหน้าต่าง
หรือช่อง " ลูกมะหวด " อยู่เป็นระยะจำนวนมาก เพื่อระบายอากาศและความร้อน

ภาพนี้เป็นด้านหลัง จะเห็นรั้วไม้ไผ่ของหน่วยงานปฏิสังขร กั้นไว้อยู่
มีซากฐานของ " อะไรสักอย่าง " คงเหลือให้เห็น จะว่าเป็น " โคปุระ "
หรือซุ้มประตู ผมก็ยังไม่ปักใจนัก เพราะขนาดเล็ก ข้างบนมีใหญ่กว่านี้
ในภาพจะมองเห็น " เสานางเรียง " บอกรัศมีทางเดินไว้ สังเกตว่า
เสานางเรียงนี้ รูปร่างคล้ายสถาปัตยกรรมยุคก่อนสมัยพระนคร(นครวัด)เล้กน้อย
แต่เท่านี้ ยังบอกอะไรไม่ได้ชัดเจน

ภาพนี้เป็น " ประตูหลอก " ครับ คือทำไว้เหมือนประตู แต่เปิดไม่ได้
ขอให้สังเกตฐานของตัวอาคารนะครับ เดี๋ยวผมจะมีรายละเอียดเปรียบเทียบต่อไป

จากโบราณสถานกลุ่มแรก เดินผ่านถนนซึ่งมีเสานางเรียงสองข้าง ไปยังลานชั้นบน
กลุ่มโบราณสถานวัดภูนี้ มีระดับพื้นต่างกันถึง ๕ ระดับ ซึ่งเป็นลักษณะปกติของ " ศาสนบรรพต "

โรงโคครับ โคที่ว่านี้ คือโคนนทิ เป็นพาหนะของพระอิศวร

ตรงพื้นที่ผ่านโรงโคนี้ เป็นแนวถนนโบราณ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นทางเดินไปสู่พระนครได้
ทางขึ้นชั้นที่ ๒ ต้นจำปากำลังออกดอกสะพรั่ง

ชั้นที่ ๒ นี้ละครับ ปรากฏซากฐานหิน ซึ่งน่าจะเป็นโคปุระเดิม(ดูในแผนผังนะครับ)
ผมข้ามชั้นที่สามมาเลยนะครับ เพราะชั้นที่ ๓ เป็นเพียงขั้นบันได้ยกระดับ
ชั้นที่ ๔ เป็นชั้นแคบๆ ซึ่งมีซากฐานอะไรสักอย่าง จำนวน ๖ ฐาน เรียงเป็นแนวเส้นตรง
น่าจะเคยเป็นที่ตั้งรูปเคารพ(เดาเอา)
ถึงเทวาลัยแล้วครับ ชั้นนี้คือชั้นบนสุดของโบราณสถานวัดภู มีอาคารเทวาลัย
ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ แต่ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป

เดี๋ยวคืนนี้เราจะไปต่อกันครับ
โบราณสถานกลุ่มแรกที่เห็น คืออาคารสองหลัง ด้านทิศใต้และทิศเหนือ
ซึ่งชาวลาวเรียกว่าเป็น " โรงท้าว โรงนาง "(ต้องรบกวนคุณหางแฮ้มแปลอีกแล้วครับ)
แต่เท่าที่ผมทราบคือประมาณว่าที่พักของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ซึ่งน่าจะเป็นฝ่ายใน
เป็นเชื่อพระวงศ์หรือองค์กษัตริย์และพระมเหษีเอง ตอนนี้ยังบูรณะอยู่ จึงเข้าชมข้างในไม่ได้
ดูจากที่ตั้งอาคารแล้วก็น่าจะมีเหตุผลตรงที่อยู่นอกบริเวณเทวาลัย ตามความเชื่อ
ในลัทธิเทวราช ที่เทพยดาจะไม่อยู่ปะปนกับมนุษย์ และลักษณะอาคาร มีช่องหน้าต่าง
หรือช่อง " ลูกมะหวด " อยู่เป็นระยะจำนวนมาก เพื่อระบายอากาศและความร้อน
ภาพนี้เป็นด้านหลัง จะเห็นรั้วไม้ไผ่ของหน่วยงานปฏิสังขร กั้นไว้อยู่
มีซากฐานของ " อะไรสักอย่าง " คงเหลือให้เห็น จะว่าเป็น " โคปุระ "
หรือซุ้มประตู ผมก็ยังไม่ปักใจนัก เพราะขนาดเล็ก ข้างบนมีใหญ่กว่านี้
ในภาพจะมองเห็น " เสานางเรียง " บอกรัศมีทางเดินไว้ สังเกตว่า
เสานางเรียงนี้ รูปร่างคล้ายสถาปัตยกรรมยุคก่อนสมัยพระนคร(นครวัด)เล้กน้อย
แต่เท่านี้ ยังบอกอะไรไม่ได้ชัดเจน
ภาพนี้เป็น " ประตูหลอก " ครับ คือทำไว้เหมือนประตู แต่เปิดไม่ได้
ขอให้สังเกตฐานของตัวอาคารนะครับ เดี๋ยวผมจะมีรายละเอียดเปรียบเทียบต่อไป
จากโบราณสถานกลุ่มแรก เดินผ่านถนนซึ่งมีเสานางเรียงสองข้าง ไปยังลานชั้นบน
กลุ่มโบราณสถานวัดภูนี้ มีระดับพื้นต่างกันถึง ๕ ระดับ ซึ่งเป็นลักษณะปกติของ " ศาสนบรรพต "
โรงโคครับ โคที่ว่านี้ คือโคนนทิ เป็นพาหนะของพระอิศวร
ตรงพื้นที่ผ่านโรงโคนี้ เป็นแนวถนนโบราณ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นทางเดินไปสู่พระนครได้
ทางขึ้นชั้นที่ ๒ ต้นจำปากำลังออกดอกสะพรั่ง
ชั้นที่ ๒ นี้ละครับ ปรากฏซากฐานหิน ซึ่งน่าจะเป็นโคปุระเดิม(ดูในแผนผังนะครับ)
ผมข้ามชั้นที่สามมาเลยนะครับ เพราะชั้นที่ ๓ เป็นเพียงขั้นบันได้ยกระดับ
ชั้นที่ ๔ เป็นชั้นแคบๆ ซึ่งมีซากฐานอะไรสักอย่าง จำนวน ๖ ฐาน เรียงเป็นแนวเส้นตรง
น่าจะเคยเป็นที่ตั้งรูปเคารพ(เดาเอา)
ถึงเทวาลัยแล้วครับ ชั้นนี้คือชั้นบนสุดของโบราณสถานวัดภู มีอาคารเทวาลัย
ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ แต่ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป
เดี๋ยวคืนนี้เราจะไปต่อกันครับ
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
- เสือโย่ง..
- สมาชิก
- โพสต์: 55
- ลงทะเบียนเมื่อ: 24 เม.ย. 2009, 09:56
- Tel: 089750**49
- team: ชลบุรี
- Bike: giant Dahon Marin
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ได้ข้อมูลความรู้อีกเยอะเลยครับ เมื่อก่อนเคยไปขี่แต่ไม่ได้รู้ข้อมูลเบื้องลึกมาก่อนเลยขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ