
สำรวจเส้นทางปั่น นันทบุรีศรีนคร"น่าน" By CK.
ผู้ดูแล: voody, ratpol, ต้นเรือ
กฏการใช้บอร์ด
ชมรมคูคต เลขที่39/105 หมู่บ้านสวนเอก อ.ลำลูกกา ต.คูคต ปทุมธานี
พี่หนุ่ย (หัวหน้าชมรม) m.085 376 20032
ชมรมคูคต เลขที่39/105 หมู่บ้านสวนเอก อ.ลำลูกกา ต.คูคต ปทุมธานี
พี่หนุ่ย (หัวหน้าชมรม) m.085 376 20032
- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga
สำรวจเส้นทางปั่น นันทบุรีศรีนคร"น่าน" By CK.
25-28 เม.ย. 53 ผมได้มีโอกาส ได้ร่วมสำรวจเส้นทางปั่นท่องเที่ยวด้วยจักรยานของพวกเรา ชาวคูคต โดยปีนี้ตั้งธงไว้ที่จังหวัดน่าน โดยเริ่มต้นสำรวจจาก เด่นชัย จ.แพร่ แล้วมุ่งสู่ จ.น่าน หลักๆ จะเป็นเส้นทางใน จ.น่าน เป็นส่วนใหญ่ ส่วนแพร่นั้น เป็นจุดเริ่มตั้น และจุดสิ้นสุดการเดินทาง ทริปนี้มีน้าสน เป็นหัวหน้าทริป และมีผม อ๊อด นิค โดยมี ผบ.อ๊อด K2. เป็นผู้สนับสนุนการเดินทางและที่พัก เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่น่าปั่นมักๆๆ เหมาะสำหรับ นักปั่นที่ชอบปั่นขึ้นเขาเป็นอย่างยิ่ง แล้วผมจะลงรูปและเส้นทางยั่วน้ำลาย ไปพลางๆ เพื่อให้พวกเรา เกิดความยาก และฝึกซ้อมเพื่อเตรียมสู้กับแรงโน้มท่วงของโลก ที่ไม่ต้องออกไปนอกประเทศ รับรองว่าไม่เป็นรองลาวเหนือแน่นอน


- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga
Re: สำรวจเส้นทางปั่น นันทบุรีศรีนคร"น่าน" By CK.
เมืองน่าน ในอดีตเป็นนครรัฐเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำน่าน และแม่น้ำสาขา ในหุบเขา ทางตะวันออกของภาคเหนือ
ประวัติศาสตร์เมืองน่าน เริ่มปรากฏขึ้นราว พ.ศ. 1825 ภายใต้การนำของพญาภูคา ศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองย่าง (เชื่อกันว่าคือบริเวณริมฝั่งด้านใต้ ของแม่น้ำย่าง ใกล้เทือกเขาดอยภูคาในเขตบ้านเสี้ยว ตำบลยม อำเภอท่าวังผา) เพราะปรากฏร่องรอย ชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ำ คันดิน กำแพงเมืองซ้อนกันอยู่ ต่อมาพระยาภูคา ได้ขยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยส่งราชบุตรบุญธรรม 2 คน ไปสร้างเมืองใหม่ โดย ขุนนุ่น ผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี (เมืองพระบาง) และ ขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนครหรือเมืองปัว
ภายหลังขุนฟองถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนราชบุตรจึงได้ขึ้นครองเมืองปัวแทน ด้านพญาภูคา ครองเมืองย่างมานานและมีอายุมากขึ้น มีความประสงค์จะให้เจ้าเก้าเถื่อนผู้หลานมาครองเมืองย่างแทน จึงให้เสนาอำมาตย์ไปเชิญ เจ้าเก้าเถื่อนเกรงใจปู่จึงยอมไปอย ู่เมืองย่างและมอบให้ชายา คือนางพญาแม่ท้าวคำปิน ดูแลรักษาเมืองปัวแทน เมื่อพญาภูคาถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนจึงครองเมืองย่างแทน ในช่วงที่เมืองปัวว่างจากผู้นำ เนื่องจากเจ้าเก้าเถื่อนไปครองเมืองย่างแทนปู่คือพญาภูคา พญางำเมืองเจ้าผู้ ครองเมืองพะเยา จึงได้ขยายอิทธิพล เข้าครอบครองบ้านเมืองในเขตเมืองน่านทั้งหมด นางพญาแม่เท้าคำปิน พร้อมด้วยบุตรในครรภ์ ได้หลบหนี ไปอยู่บ้านห้วยแร้ง จนคลอดได้บุตรชายชื่อว่าเจ้าขุนใส เติบใหญ่ได้เป็นขุนนาง รับใช้พญาคำเมืองจนเป็นที่โปรดปราน พญางำเมืองจึงสถาปนาให้เป็น เจ้าขุนใสยศ ครองเมืองปราดภายหลังมีกำลังพลมากขึ้นจึงยกทัพ มาต่อสู้ จนหลุดพ้นจากอำนาจเมืองพะเยา และได้รับการสถาปนาเป็นพญาผานอง ขึ้นครองเมือง ปัวอย่างอิสระระหว่างปี 1865 - 1894 รวม 30 ปี จึงพิราลัย
ในสมัยของพญาการเมือง (กรานเมือง) โอรสของพญาผานอง เมืองปัว ได้มีการขยายตัวมากขึ้น ตลอดจน มีความสัมพันธ์ กับเมืองสุโขทัยอย่างใกล้ชิด พงศาวดารเมืองน่านกล่าวถึงพญาการเมืองว่า ได้รับเชิญจากเจ้าเมืองสุโขทัย (พระมหาธรรมราชาลิไท) ไปร่วมสร้างวัดหลวงอภัย (วัดอัมพวนาราม) ขากลับเจ้าเมืองสุโขทัย ได้พระราชทานพระธาตุ 7 องค์ พระพิมพ์ทองคำ 20 องค์ พระพิมพ์เงิน 20 องค์ ให้กับพญาการเมือง มาบูชา ณ เมืองปัวด้วย พญาการเมือง ได้ปรึกษาพระมหาเถรธรรมบาล จึงได้ก่อสร้างพระธาตุแช่แห้งขึ้นที่บนภูเพียงแช่แห้ง พร้อมทั้งได้อพยพผู้คนจากเมืองปัว ลงมาสร้างเมืองใหม่ที่บริเวณพระธาตุแช่แห้ง เรียกว่า ภูเพียงแช่แห้งในปี พ.ศ. 1902 โดยมีพระธาตุแช่แห้งเป็นศูนย์กลางเมือง
หลังจากพญาการเมืองถึงแก่พิราลัย โอรสคือ พญาผากองขึ้นครองแทนอยู่มาเกิดปัญหาความแห้งแล้ง จึงย้ายเมืองมาสร้างใหม่ที่ริมแม่น้ำน่านด้านตะวันตกบริเวณบ้านห้วยไค้ คือบริเวณที่ตั้งของจังหวัดน่านในปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 1911 ในสมัยเจ้าปู่เข่งครองเมืองระหว่างปี พ.ศ. 1950 - 1960 ได้สร้างวัดพระธาตุช้างค้ำ วรวิหาร วัดพระธาตุเขาน้อย วัดพญาภู แต่สร้างไม่ทันเสร็จก็ถึงแก่พิราลัยเสียก่อน พญางั่วฬารผาสุมผู้เป็นหลาน ได้สร้างต่อจนแล้วเสร็จและได้สร้าง พระพุทธรูปทองคำปางลีลา ปัจจุบันคือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร
ในปี พ.ศ. 1993 พระเจ้าติโลกราชกษัตริษ์นครเชียงใหม่ มีความประสงค์จะครอบครองเมืองน่าน และแหล่งเกลือ บ่อมาง (ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ) ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์และหาได้ยากทางภาคเหนือ จึงได้จัดกองทัพ เข้ายึด เมืองน่าน พญาอินต๊ะแก่นท้าว ไม่อาจต้านทาน ได้จึงอพยพหนีไปอาศัยอยู่ ที่เมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) เมืองน่านจึงถูกผนวกเข้าไว้ในอาณาจักรล้านนาตั้งแต่นั้นมา
ตลอดระยะเวลาเกือบ 100 ปี ที่เมืองน่านอยู่ในครอบครองของ อาณาจักรล้านนา ได้ค่อย ๆ ซึมชับเอาศิลปวัฒนธรรมของล้านนา มาไว้ในวิถีชีวิต โดยเฉพาะการรับเอาศิลปกรรมทางด้านศาสนา ปรากฏศิลปกรรมแบบล้านนาเข้ามาแทนที่ศิลปกรรมแบบสุโขทัย อย่างชัดเจน ดังเช่น เจดีย์วัดพระธาตุแช่แห้ง เจดีย์วัดสวนตาล เจดีย์วัดพระธาตุช้างค้ำ แม้จะเหลือส่วนฐานที่มีช้างล้อมรอบ ซึ่งเป็นลักษณะศิลปะแบบสุโขทัยอยู่ แต่ส่วนองค์เจดีย์ขึ้นไปถึงส่วนยอด เปลี่ยนเป็นศิลปกรรมแบบล้านนาไปจนหมดสิ้น
ในระหว่างปี พ.ศ. 2103 - 2328 เมืองน่านได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า อยู่หลายครั้งและต้องเป็นเมืองร้าง ไร้ผู้คนถึง 2 ครา คือ ครั้งแรก ปี พ.ศ. 2247 - 2249 ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ 2321 - 2344
ปี พ.ศ. 2331 เจ้าอัตถวรปัญโญ ได้ลงมาเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เพื่อขอเป็น ข้าขอบขันทสีมา เจ้าอัตถวรปัญโญ หลังจากขึ้นครองเมืองน่านยังมิได้เข้าไปอยู่เมืองน่านเสียทีเดียว เนื่องจากเมืองน่าน ยังรกร้างอยู่ ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ คือ บ้านตึ๊ดบุญเรือง เมืองงั้ว (บริเวณอำเภอนาน้อย) เมืองพ้อ (บริเวณอำเภอเวียงสา) หลังจากได้บูรณะซ่อมแซมเมืองน่านแล้ว พร้อมทั้งได้ขอพระบรมราชานุญาตกลับเข้ามาอยู่ในเมืองน่าน ในปี พ.ศ. 2344 ในยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เมืองน่านมีฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราช เจ้าผู้ครองนครน่านในชั้นหลังทุกองค์ ต่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ ด้วยความเที่ยงธรรม มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี ได้ช่วยราชการบ้านเมืองสำคัญหลายครั้งหลายคราด้วยกัน นอกจากนี้เจ้าผู้ครองนครน่าน ต่างได้ทำนุบำรุง กิจการพุทธศาสนาในเมืองน่าน และอุปถัมภ์ค้ำจูนพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ ได้สร้างธรรมนิทานชาดก การจารพระไตรปิฎกลงในคัมภีร์ใบลาน นับเป็นคัมภีร์ได้ 335 คัมภีร ์นับเป็นผูกได้ 2,606 ผูก ได้นำไปมอบให้ เมืองต่างๆ มีเมืองลำปาง เมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงราย และเมืองหลางพระบาง
ในปี พ.ศ. 2446 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้ เจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดชฯ เลือนยศฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น "พระเจ้านครน่าน" มีพระนามปรากฏตามสุพรรณปัฏว่า "พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงศา ธิบดี สุริตจารีราชนุภาวรักษ์ วิบูลยศักดิ์กิติไพศาล ภูบาลบพิตรสถิตย์ ณ นันทราชวงษ์" เป็นพระเจ้านครน่านองค์แรก และองค์เดียวในประวัติศาสตร์น่าน ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ จึงได้สร้าง หอคำ (คุ้มหลวง) ขึ้นแทนหลังเดิมซึ่งสร้างในสมัยของ เจ้าอนันตวรฤิทธิเดชฯ และด้านหน้าหอคำ มีข่วงไว้ทำหน้าที่คล้ายสนามหลวง สำหรับจัดงานพิธีต่างๆ ตลอดจนเป็นที่จัดขบวนทัพออกสู้ศึก จัดขบวนนำเสด็จหรือขบวนรักแขกเมืองสำคัญ และในปี พ.ศ. 2474 เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่าน ถึงแก่พิราลัย ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครก็ถูกยุบเลิกตั้งแต่นั้นมา ส่วนหอคำได้ใช้เป็น ศาลากลางจังหวัดน่าน จนปี พ.ศ. 2511 จังหวัดน่าน ได้มอบหอคำให้กรมศิลปากร ใช้เป็นสถานที่จัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน จนกระทั่งปัจจุบัน
ค้นคว้าเรียบเรียงจาก
หนังสือ วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์
เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดน่าน
ประวัติศาสตร์เมืองน่าน เริ่มปรากฏขึ้นราว พ.ศ. 1825 ภายใต้การนำของพญาภูคา ศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองย่าง (เชื่อกันว่าคือบริเวณริมฝั่งด้านใต้ ของแม่น้ำย่าง ใกล้เทือกเขาดอยภูคาในเขตบ้านเสี้ยว ตำบลยม อำเภอท่าวังผา) เพราะปรากฏร่องรอย ชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ำ คันดิน กำแพงเมืองซ้อนกันอยู่ ต่อมาพระยาภูคา ได้ขยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยส่งราชบุตรบุญธรรม 2 คน ไปสร้างเมืองใหม่ โดย ขุนนุ่น ผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี (เมืองพระบาง) และ ขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนครหรือเมืองปัว
ภายหลังขุนฟองถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนราชบุตรจึงได้ขึ้นครองเมืองปัวแทน ด้านพญาภูคา ครองเมืองย่างมานานและมีอายุมากขึ้น มีความประสงค์จะให้เจ้าเก้าเถื่อนผู้หลานมาครองเมืองย่างแทน จึงให้เสนาอำมาตย์ไปเชิญ เจ้าเก้าเถื่อนเกรงใจปู่จึงยอมไปอย ู่เมืองย่างและมอบให้ชายา คือนางพญาแม่ท้าวคำปิน ดูแลรักษาเมืองปัวแทน เมื่อพญาภูคาถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนจึงครองเมืองย่างแทน ในช่วงที่เมืองปัวว่างจากผู้นำ เนื่องจากเจ้าเก้าเถื่อนไปครองเมืองย่างแทนปู่คือพญาภูคา พญางำเมืองเจ้าผู้ ครองเมืองพะเยา จึงได้ขยายอิทธิพล เข้าครอบครองบ้านเมืองในเขตเมืองน่านทั้งหมด นางพญาแม่เท้าคำปิน พร้อมด้วยบุตรในครรภ์ ได้หลบหนี ไปอยู่บ้านห้วยแร้ง จนคลอดได้บุตรชายชื่อว่าเจ้าขุนใส เติบใหญ่ได้เป็นขุนนาง รับใช้พญาคำเมืองจนเป็นที่โปรดปราน พญางำเมืองจึงสถาปนาให้เป็น เจ้าขุนใสยศ ครองเมืองปราดภายหลังมีกำลังพลมากขึ้นจึงยกทัพ มาต่อสู้ จนหลุดพ้นจากอำนาจเมืองพะเยา และได้รับการสถาปนาเป็นพญาผานอง ขึ้นครองเมือง ปัวอย่างอิสระระหว่างปี 1865 - 1894 รวม 30 ปี จึงพิราลัย
ในสมัยของพญาการเมือง (กรานเมือง) โอรสของพญาผานอง เมืองปัว ได้มีการขยายตัวมากขึ้น ตลอดจน มีความสัมพันธ์ กับเมืองสุโขทัยอย่างใกล้ชิด พงศาวดารเมืองน่านกล่าวถึงพญาการเมืองว่า ได้รับเชิญจากเจ้าเมืองสุโขทัย (พระมหาธรรมราชาลิไท) ไปร่วมสร้างวัดหลวงอภัย (วัดอัมพวนาราม) ขากลับเจ้าเมืองสุโขทัย ได้พระราชทานพระธาตุ 7 องค์ พระพิมพ์ทองคำ 20 องค์ พระพิมพ์เงิน 20 องค์ ให้กับพญาการเมือง มาบูชา ณ เมืองปัวด้วย พญาการเมือง ได้ปรึกษาพระมหาเถรธรรมบาล จึงได้ก่อสร้างพระธาตุแช่แห้งขึ้นที่บนภูเพียงแช่แห้ง พร้อมทั้งได้อพยพผู้คนจากเมืองปัว ลงมาสร้างเมืองใหม่ที่บริเวณพระธาตุแช่แห้ง เรียกว่า ภูเพียงแช่แห้งในปี พ.ศ. 1902 โดยมีพระธาตุแช่แห้งเป็นศูนย์กลางเมือง
หลังจากพญาการเมืองถึงแก่พิราลัย โอรสคือ พญาผากองขึ้นครองแทนอยู่มาเกิดปัญหาความแห้งแล้ง จึงย้ายเมืองมาสร้างใหม่ที่ริมแม่น้ำน่านด้านตะวันตกบริเวณบ้านห้วยไค้ คือบริเวณที่ตั้งของจังหวัดน่านในปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 1911 ในสมัยเจ้าปู่เข่งครองเมืองระหว่างปี พ.ศ. 1950 - 1960 ได้สร้างวัดพระธาตุช้างค้ำ วรวิหาร วัดพระธาตุเขาน้อย วัดพญาภู แต่สร้างไม่ทันเสร็จก็ถึงแก่พิราลัยเสียก่อน พญางั่วฬารผาสุมผู้เป็นหลาน ได้สร้างต่อจนแล้วเสร็จและได้สร้าง พระพุทธรูปทองคำปางลีลา ปัจจุบันคือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร
ในปี พ.ศ. 1993 พระเจ้าติโลกราชกษัตริษ์นครเชียงใหม่ มีความประสงค์จะครอบครองเมืองน่าน และแหล่งเกลือ บ่อมาง (ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ) ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์และหาได้ยากทางภาคเหนือ จึงได้จัดกองทัพ เข้ายึด เมืองน่าน พญาอินต๊ะแก่นท้าว ไม่อาจต้านทาน ได้จึงอพยพหนีไปอาศัยอยู่ ที่เมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) เมืองน่านจึงถูกผนวกเข้าไว้ในอาณาจักรล้านนาตั้งแต่นั้นมา
ตลอดระยะเวลาเกือบ 100 ปี ที่เมืองน่านอยู่ในครอบครองของ อาณาจักรล้านนา ได้ค่อย ๆ ซึมชับเอาศิลปวัฒนธรรมของล้านนา มาไว้ในวิถีชีวิต โดยเฉพาะการรับเอาศิลปกรรมทางด้านศาสนา ปรากฏศิลปกรรมแบบล้านนาเข้ามาแทนที่ศิลปกรรมแบบสุโขทัย อย่างชัดเจน ดังเช่น เจดีย์วัดพระธาตุแช่แห้ง เจดีย์วัดสวนตาล เจดีย์วัดพระธาตุช้างค้ำ แม้จะเหลือส่วนฐานที่มีช้างล้อมรอบ ซึ่งเป็นลักษณะศิลปะแบบสุโขทัยอยู่ แต่ส่วนองค์เจดีย์ขึ้นไปถึงส่วนยอด เปลี่ยนเป็นศิลปกรรมแบบล้านนาไปจนหมดสิ้น
ในระหว่างปี พ.ศ. 2103 - 2328 เมืองน่านได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า อยู่หลายครั้งและต้องเป็นเมืองร้าง ไร้ผู้คนถึง 2 ครา คือ ครั้งแรก ปี พ.ศ. 2247 - 2249 ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ 2321 - 2344
ปี พ.ศ. 2331 เจ้าอัตถวรปัญโญ ได้ลงมาเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เพื่อขอเป็น ข้าขอบขันทสีมา เจ้าอัตถวรปัญโญ หลังจากขึ้นครองเมืองน่านยังมิได้เข้าไปอยู่เมืองน่านเสียทีเดียว เนื่องจากเมืองน่าน ยังรกร้างอยู่ ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ คือ บ้านตึ๊ดบุญเรือง เมืองงั้ว (บริเวณอำเภอนาน้อย) เมืองพ้อ (บริเวณอำเภอเวียงสา) หลังจากได้บูรณะซ่อมแซมเมืองน่านแล้ว พร้อมทั้งได้ขอพระบรมราชานุญาตกลับเข้ามาอยู่ในเมืองน่าน ในปี พ.ศ. 2344 ในยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เมืองน่านมีฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราช เจ้าผู้ครองนครน่านในชั้นหลังทุกองค์ ต่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ ด้วยความเที่ยงธรรม มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี ได้ช่วยราชการบ้านเมืองสำคัญหลายครั้งหลายคราด้วยกัน นอกจากนี้เจ้าผู้ครองนครน่าน ต่างได้ทำนุบำรุง กิจการพุทธศาสนาในเมืองน่าน และอุปถัมภ์ค้ำจูนพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ ได้สร้างธรรมนิทานชาดก การจารพระไตรปิฎกลงในคัมภีร์ใบลาน นับเป็นคัมภีร์ได้ 335 คัมภีร ์นับเป็นผูกได้ 2,606 ผูก ได้นำไปมอบให้ เมืองต่างๆ มีเมืองลำปาง เมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงราย และเมืองหลางพระบาง
ในปี พ.ศ. 2446 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้ เจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดชฯ เลือนยศฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น "พระเจ้านครน่าน" มีพระนามปรากฏตามสุพรรณปัฏว่า "พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงศา ธิบดี สุริตจารีราชนุภาวรักษ์ วิบูลยศักดิ์กิติไพศาล ภูบาลบพิตรสถิตย์ ณ นันทราชวงษ์" เป็นพระเจ้านครน่านองค์แรก และองค์เดียวในประวัติศาสตร์น่าน ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ จึงได้สร้าง หอคำ (คุ้มหลวง) ขึ้นแทนหลังเดิมซึ่งสร้างในสมัยของ เจ้าอนันตวรฤิทธิเดชฯ และด้านหน้าหอคำ มีข่วงไว้ทำหน้าที่คล้ายสนามหลวง สำหรับจัดงานพิธีต่างๆ ตลอดจนเป็นที่จัดขบวนทัพออกสู้ศึก จัดขบวนนำเสด็จหรือขบวนรักแขกเมืองสำคัญ และในปี พ.ศ. 2474 เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่าน ถึงแก่พิราลัย ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครก็ถูกยุบเลิกตั้งแต่นั้นมา ส่วนหอคำได้ใช้เป็น ศาลากลางจังหวัดน่าน จนปี พ.ศ. 2511 จังหวัดน่าน ได้มอบหอคำให้กรมศิลปากร ใช้เป็นสถานที่จัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน จนกระทั่งปัจจุบัน
ค้นคว้าเรียบเรียงจาก
หนังสือ วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์
เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดน่าน
- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga
Re: สำรวจเส้นทางปั่น นันทบุรีศรีนคร"น่าน" By CK.
จากการสำรวจ และหารือกับน้าสน กับอ๊อด วางเส้นทางไว้คร่าวๆ ดังนี้ครับ
วันที่ 1 เริ่มต้นที่ เด่นชัย-น่าน 147 กม ทาง เรียบ มีขึ้นเขา ประมาณ 30 %
วันที่ 2 น่าน-อ.ปัว 63.7 ขึ้นเขา มากว่า 50 % แต่ถ้าดันถึง ดอยภูคา 84.5 แต่ไม่น่าจะถึง เพราะต่อจาก อ.ปัว ขึ้นเขา 100 %
วันที่ 3 ถ้าเริ่มจาก อ.ปัว ข้ามดอยภูคา ไปบ่อเกลือ มีขึ้นมีลงหนักหนาเหมือนกัน นอนที่บ่อเเกลือ 43.4 กม.
วันที่ 4 จากบ่อเกลือ ไปอ.สันติสุข 55.2 กม. ขึ้นเขาไปปั่นถนนลอยฟ้าคดเคี้ยวไปตามยอดเขาของจริงที่ไม่เป็นรองที่ใดในบ้านเรา
วันที่ 5 อ.สันติสุข ไป อ.นาน้อย เริ่มมีทางเรียบให้ปั่นสลับขึ้นเขาบ้างแล้วมีลงยาวๆ 112 กม.
วันที่ 6 อ.นาน้อย ไป เมืองลี อ.นาหมื่น 40.1 กม. ภูเขามีขึ้น มีลง
วันที่ 7 อาจพักผ่อนที่นาหมื่น 1 วัน
วันที่ 8 เดินทางกลับ จาก เมืองลี ผ่าน อ.ร้องกวาง แพร่ แวะเยี่ยม ชนเผ่า "ผีตองเหลือง" แล้วก็ ขึ้นรถไฟที่เด่นชัย 84 กม. ขึ้นเขาแล้วก็ลงๆๆ
ฝากน้าสนเข้ามาดูอีกที่ว่าตามเส้นทางนี้ ต้องมีการปรับปรุงอีกหรือไม่ 10 วัน รวมการเดินทาง ไป-กลับ ไหวกันไหมครับ
วันที่ 1 เริ่มต้นที่ เด่นชัย-น่าน 147 กม ทาง เรียบ มีขึ้นเขา ประมาณ 30 %
วันที่ 2 น่าน-อ.ปัว 63.7 ขึ้นเขา มากว่า 50 % แต่ถ้าดันถึง ดอยภูคา 84.5 แต่ไม่น่าจะถึง เพราะต่อจาก อ.ปัว ขึ้นเขา 100 %
วันที่ 3 ถ้าเริ่มจาก อ.ปัว ข้ามดอยภูคา ไปบ่อเกลือ มีขึ้นมีลงหนักหนาเหมือนกัน นอนที่บ่อเเกลือ 43.4 กม.
วันที่ 4 จากบ่อเกลือ ไปอ.สันติสุข 55.2 กม. ขึ้นเขาไปปั่นถนนลอยฟ้าคดเคี้ยวไปตามยอดเขาของจริงที่ไม่เป็นรองที่ใดในบ้านเรา
วันที่ 5 อ.สันติสุข ไป อ.นาน้อย เริ่มมีทางเรียบให้ปั่นสลับขึ้นเขาบ้างแล้วมีลงยาวๆ 112 กม.
วันที่ 6 อ.นาน้อย ไป เมืองลี อ.นาหมื่น 40.1 กม. ภูเขามีขึ้น มีลง
วันที่ 7 อาจพักผ่อนที่นาหมื่น 1 วัน
วันที่ 8 เดินทางกลับ จาก เมืองลี ผ่าน อ.ร้องกวาง แพร่ แวะเยี่ยม ชนเผ่า "ผีตองเหลือง" แล้วก็ ขึ้นรถไฟที่เด่นชัย 84 กม. ขึ้นเขาแล้วก็ลงๆๆ
ฝากน้าสนเข้ามาดูอีกที่ว่าตามเส้นทางนี้ ต้องมีการปรับปรุงอีกหรือไม่ 10 วัน รวมการเดินทาง ไป-กลับ ไหวกันไหมครับ
แก้ไขล่าสุดโดย CK. เมื่อ 06 พ.ค. 2010, 07:57, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga
- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga
Re: สำรวจเส้นทางปั่น นันทบุรีศรีนคร"น่าน" By CK.

เด่นชัย-น่าน 147 กม.

น่าน - ปัว 63.7 กม.

ปัว - บ่อเกลือ 43.4 เขาทั้งน้านนน

บ่อเกลือ - อ.สันติสุข 55.2 กม. มีทั้งเขา มี่ทั้งเรา ถนนลอยฟ้าอยู่ช่วงนี้
แก้ไขล่าสุดโดย CK. เมื่อ 06 พ.ค. 2010, 07:59, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga
Re: สำรวจเส้นทางปั่น นันทบุรีศรีนคร"น่าน" By CK.
- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga
Re: สำรวจเส้นทางปั่น นันทบุรีศรีนคร"น่าน" By CK.
- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga
Re: สำรวจเส้นทางปั่น นันทบุรีศรีนคร"น่าน" By CK.

เข้า อุตรดิตถ์ มุ่งหน้า แพร่

สัญญาลักษณ์ แหล่งตีมีดชั้นดี เหล็กน้ำพี้

แหล่ง จำหน่าย ทุเรียน "หลงลับแล"
แก้ไขล่าสุดโดย CK. เมื่อ 07 พ.ค. 2010, 07:45, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga
Re: สำรวจเส้นทางปั่น นันทบุรีศรีนคร"น่าน" By CK.
- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga
Re: สำรวจเส้นทางปั่น นันทบุรีศรีนคร"น่าน" By CK.
- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga
- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga
Re: สำรวจเส้นทางปั่น นันทบุรีศรีนคร"น่าน" By CK.
- ++เสือเล็ก++
- ขาประจำ
- โพสต์: 6995
- ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 20:52
- team: ทีมที่สังกัด ทุกทีม
- Bike: BIANCHI MERIDA
Re: สำรวจเส้นทางปั่น นันทบุรีศรีนคร"น่าน" By CK.
...เข้ามาชมภาพครับ...
ปั่นไป...เหนื่อยพัก...หิวกิน...ง่วงก็นอน...แล้วปั่นกันต่อ....
- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga
- CK.
- ขาประจำ
- โพสต์: 2652
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 21:25
- Tel: 0817719790
- team: KUKOT, ชมรมการบินไทย
- Bike: Bianchi,GT Nomad,SOMA Saga

































