แต่ผมต้องขออนุญาตเรียนให้ทุกท่านทราบก่อน ว่ากระทู้นี้อาจมีบรรยากาศ
แตกต่างจากกระทู้ท่องเที่ยวอื่นๆ เนื่องจากเป็นบันทึกการเดินทาง เพื่อเก็บข้อมูล
ในเศษเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์สงครามแห่งชาติเรา ในดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน
ดังนั้น ข้อมูลในกระทู้นี้ จึงประกอบด้วยความขมขื่น สลดหดหู่ การพลัดพราก
บาดเจ็บล้มตาย และความรื่นรมย์กับธรรมชาติ ปะปนกันไป
หลังจาก " ลาว ๒๐๐๙..ฯ "จบไปเมื่อปีที่แล้ว แต่โครงการตามล่าหาความจริง
สำหรับ " สงครามลับในลาว " ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้จะใช้เวลา
ผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม ผมก็ยังคงค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล เพื่อต่อภาพในอดีต
ให้เป็นเรื่องราวสมบูรณ์ที่สุด เท่าที่จะทำได้
" ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ " จึงเป็นบันทึกการเดินทางสำหรับปีนี้
ตามเส้นทางหมายเลข ๒๓ ปากเซ - ปากซอง ในภาคใต้ของลาว โดยเฉพาะแขวงจำปาสัก
ซึ่งรายละเอียดก็ยังคงเป็นเรื่องราวอันขมขื่นของแผ่นดินนี้ เมื่อต้องตกอยู่ท่ามกลางไฟสงคราม

๓๘ ปีที่ผ่านไป สภาพภูมิศาสตร์ยังคงเดิม แต่สภาพสังคมและวิถีชีวิตของคนลาว
เปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว ร่องรอยแห่งสงคราม อันเปรียบเสมือน
ความเจ็บปวดสูญเสียในครั้งนั้น แทบจะไม่ปรากฎให้เห็น และไม่อยู่ในความทรงจำ
ของคนลาวยุคใหม่อีก คงมีแต่การก้าวไปตามวัฏจักรของทุนนิยม ที่เริ่มหลั่งไหล
เข้ามาสู่วิถีชีวิตคนลาว ให้ผันผ่านสู่สภาพสังคม และวัฒนธรรมใหม่
การเดินทางครั้งนี้ แปลกกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องด้วยเป็นระยะทางสั้น
และมีจุดแวะเก็บข้อมูลมากมาย ผมจึงเลือกใช้จักรยานเป็นพาหนะ เพราะต้องแวะ
เก็บรายละเอียดในแต่ละจุด ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมากนัก บันทึกนี้จึงเป็นบันทึก
ที่เขียนเพื่อเพื่อนชาวเสือ จะได้ใช้ข้อมูลและภาพถ่าย เพื่อประกอบการเดินทางต่อไป
ก่อนการเดินทางทุกครั้ง งานหนักคือจะต้องค้นคว้า เก็บรวบรวมข้อมูล ให้มากที่สุด
เท่าที่จะทำได้ เพื่อมิให้ผ่านพ้นจุดสำคัญโดยสูญเปล่า ผมได้แหล่งข้อมูลสำคัญ
ที่ทำให้ผมสามารถลงรายละเอียดแต่ละจุด แต่ละสมรภูมิ ได้อย่างแทบจะเห็นภาพการรบ
ซึ่งผมต้องขอขอบพระคุณ ท่านที่มีรายนามดังต่อไปนี้
๑. ท่านเสธ.ดำ อดีต Case Officer(CO)ของ CIA กรุณาให้ข้อมูลภาพรวม และแหล่งอ้างอิง
๒. "ครูหมี" กัปตันสฤษฎิ์พร ภิบาลกุล อดีตนักบิน Air Continental และ Air America
๓. FAG Racecar พี่โกมล อภิรัตตกุล
๔. FAG Ink Spot พี่พินิต ขุนกลาง
๕. FAG Spotlight พี่ปรีชา นิธิสุภา กลจักรสำคัญของสมาคมนักรบนิรนาม
๖. ท่าน " ภูเสน " พล.ต. เจริญ เตชะวนิช
๗. พี่ " เสือประสิทธิ์ " ส.อ.ประสิทธิ์ แก้วอินทร์ อดีต หน.ชุดยิง ร้อย ๑ พัน BC.613
๘. พี่ " เสือช่อ " ปุรเชษฐ(พิเชษฐ์) ดำนิล อดีต ทสพ. BC.613
สำหรับข้อมูลสภาพเส้นทางและสภาพอากาศ ผมต้องขอขอบคุณ
คุณ " อยากถีบจัง "(โยซูวา) สมาชิกเว็บ Thaimtb.com จากเสือเมืองอุบลฯ
ที่กรุณาให้ข้อมูล อันเป็นประโยชน์ต่อการเดินทางครั้งนี้อย่างยิ่ง
อักษรย่อบางตัว ซึ่งหลายท่านอาจไม่คุ้น ผมก็ขอยกมาแสดงคร่าวๆก่อนนะครับ
หากท่านใดต้องการคำอธิบายขยายความ ก็ขอให้สอบถามได้ ผมยินดีเพิ่มเติมให้ครับ
ทสพ. - ทหารเสือพราน อาสาสมัครไทยในสงครามลาว
ทชล. - ทหารกองทัพแห่งชาติลาว(ทหารลาวฝ่ายขวา)
บก.ฉก.สน. - กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจส่วนหน้า
FAG - Forward Air Guide ผู้นำอากาศยานหน้า
FAC - Forward Air Controller ผู้ควบคุมอากาศยานหน้า
CO - Case Officer นายทหารควบคุมยุทธการ
SGU - Special Guerilla Unit หน่วยทหารกองโจร(หน่วยรบพิเศษ)
BC. - Commando Battalion กองพันทหารราบ
BA. - Artillery Battalion กองพันปืนใหญ่
น.รทก. - เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง
เสือทุ้ย ตะลุยลาวใต้
๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ๐๔.๔๕ น. รถทัวร์นครชัยแอร์ พาผมมาถึงสถานี บขส.อุบล
พร้อมสัมภาระสำคัญในห้องสัมภาระใต้ท้องรถ คือเจ้า " Taz "
จักรยาน Merida Matts 40 SUB ที่ถูกโมดิฟายเป็นรถ Semi-Touring
ใส่ตะแกรงท้าย และเปลี่ยนยางเป็นยางถนน 26 x 1.5 ซึ่งจะเป็นพาหนะของผม ตลอดทริปนี้
หลังจาก Unload แล้ว ผมจัดการประกอบเจ้า Taz เพื่อให้ขี่ไปไหนมาไหนได้ชั่วคราว
เนื่องจากระหว่างเดินทางต้องถอดล้อหน้าออก เพื่อให้เข้าช่องสัมภาระได้
แต่คงต้องถอดชิ้นส่วนอีกครั้ง เมื่อจะต้องต่อรถปากเซ
ค่าระวางรถจักรยาน จาก กทม. ถึงอุบล ๒๓๘ บาท
ค่าโดยสารของคนต่างหาก เป็นข้อมูลสำหรับชาวเสือนะครับ
ข้อมูลที่ผมได้จากหนังสือท่องเที่ยวฉบับหนึ่ง บอกว่ามีรถอุบล-ปากเซ วันละ ๔ เที่ยว
เที่ยวเช้าเริ่ม ๐๗.๓๐ น. เป็นข้อมูลที่ผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย
(หนังสือเล่มนี้เคยทำผมมึนมาครั้งหนึ่งแล้ว ตอนทริปเวียดนาม ไม่ขอออกชื่อนะครับ)
เพราะว่ารถเที่ยวเช้าเจ็ดโมงครึ่ง จะมีเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น ส่วนช่วงปกติ
เที่ยวเช้าเริ่ม ๐๙.๓๐ น. นั่นหมายถึงผมต้องรอรถอีก ๔ ชั่วโมงครึ่ง
ระยะทางจากอุบลฯ ถึงช่องเม็ก ๗๙ กม. และจากช่องเม็กถึงปากเซ ๔๐ กม.
หากผมจะปั่นไปเอง คงจะถึงปากเซเอาบ่ายแก่ๆ ไม่มีทางขึ้นปากซองได้ทัน
หลังจากเซ็งแล้วเซ็งอีก ในที่สุดผมก็ได้โดยสาร " รถโดยสารระหว่างประเทศ "
ด้วยค่าโดยสารของผม ๒๐๐ บาท ของเจ้า Taz ๑๐๐ บาท ผ่านด่านช่องเม็ก
เข้าสู่ด่านวังเต่าของลาว เสียค่า " เหยียบแผ่นดิน " ขาเข้า ให้ ตม.ลาว ๒๐ บาท
(ส่วนขาออก เดี๋ยวมีเรื่องเล่าขำๆครับ)
เสียเวลาที่ด่านไปเกือบชั่วโมง เพราะบรรดาฝรั่งผิวขาวทั้งหลาย
มาทำวีซ่าเอาที่ด่าน แล้วปัญหาแต่ละรายก็มากเรื่อง เล่นเอาเซ็งกันทั้งคันรถ
ในที่สุด หลังจากหลับๆตื่นๆมาบนรถ ผมก็มาถึงปากเซเอาเกือบบ่ายโมงครึ่ง
อากาศร้อนอบอ้าว ผมรีบประกอบเจ้า Taz ทันที ดูเวลาแล้วน่าหนักใจเหมือนกัน
ที่ขนส่งหลักสองปากเซ เจ้า Taz พร้อมลุยไปกับผมแล้วครับ
ในแผนที่จะเห็นตัวเมืองปากเซ ซึ่งเป็นจุดที่น้ำเซ ใหลลงสู่น้ำโขง มีถนนสาย ๑๓
เส้นทางที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของลาว พาดผ่านตัวเมือง ลงไปทางใต้ ไปสุดที่แดนเขมร

(ภาพของเว็บไซท์ท่องเที่ยวลาว)
รถประจำทางจากอุบลฯ จะข้ามสะพาน " มิตรภาพ ลาว - ญี่ปุ่น " เข้าเมืองทางด้านทิศใต้
แล้วตรงไปสุดถนน เลี้ยวขวาไปอีกนิด จะถึงท่ารถ " หลักสอง " หรือท่ารถเกรียงไกร
ในภาพแผนที่ จะเห็นที่ตั้งของสนามบินปากเซ(PKZ) อยู่ในที่ตั้งเดิมตั้งแต่สมัยสงคราม
รันเวย์ถูกลดลงเหลือเพียงรันเวย์เดียว แต่ปรับปรุงให้ยาวขึ้น ส่วน " ค่ายโพนสีไคย "
อันเป็นที่ตั้งของ บก.ผาสุก กองบัญชาการของลาวฝ่ายขวา อันมีนายพลสุดใจ เป็น ผบ.
และ บก.ฉก.ผาสุก ของกองกำลังฝ่ายไทย อันมี " นายแสน " พล.อ.จุไท แสงทวีป
เป็น ผบ. อยู่ตรงข้ามเยื้องสนามบิน แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว
ส่วนภาพนี้ หากครูหมีท่านเข้ามาอ่าน คงนึกถึงบรรยากาศตอนนั้นครับ
Final Approach ของ L-11 สนามบินปากเซ ในสมัยสงครามลาว

ภาพของใครผมจำไม่ได้แล้วครับ ต้องขออภัยด้วย แต่ขอยืมก่อน
ในภาพ มองสุดปลายรันเวย์ด้านทิศใต้ ข้ามโขง จะมองเห็น " ภูกองไก่ " (edited)
อยู่ด้านหน้า และ " ภูมะโลง "(Edited) อยู่ด้านหลังไกลๆ เมืองจำปาสักอยู่หลังภูมะโลงนี้ครับ
เรื่องเกี่ยวกับภูมะโลงนี้ ผมขอยกไปกล่าวถึง ในการเดินทางช่วงจำปาสักนะครับ
ระดับความสูงของเมืองปากเซ อยู่ที่ประมาณ ๓๒๐ ฟิต น.รทก.
(ข้อมูล Field Elevation สนามบินปากเซ)
ตามกำหนดการที่ผมวางไว้แต่แรก ผมน่าจะถึงปากเซก่อนสิบโมงเช้า
แต่ตอนนี้หลุดจากแผนไปเยอะมาก ทำเอาผมสองจิตสองใจ ว่าจะไปต่อ
หรือจะนอนปากเซคืนหนึ่งก่อน แต่ที่ปากเซนี่ร้อนตับแตก ในที่สุด ผมก็คิดว่า
ไปเลยดีกว่า อาจถึงค่ำๆหน่อยก็ยังดี สรุปว่าออกเดินทางเอาบ่ายสองครึ่ง
สภาพชานเมืองปากเซ กม. ๔ ครับ ภาพนี้มองย้อนเข้าตัวเมือง

ภาพนี้เป็นถนนขาออกจากตัวเมือง มองเห็น " ภูบาเจียง "(edited) อยู่ซ้ายมือ
บริเวณ กม.๘ สายเก่า ปัจจุบันเป็นสถานีขนส่งหลัก ๘
ตำนานเลือด แห่งสงครามในพื้นที่ลาวใต้ เท่าที่ผมเก็บข้อมูลย้อนหลัง
ได้เพียงเดือนมกราคม ๒๕๑๔ ขณะที่ ทสพ. BC.601 และ BC.602
เข้าตียึดบ้านห้วยทรายไว้ได้(บ้านห้วยทราย อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ของเมืองปากซอง ห่างจากปากซองไปตามถนน ประมาณ ๒๕ กม.)
ฝ่ายทหารเวียดนาม ทุ่มกำลังเข้าตีเอาคืน เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๑๔
แต่ฝ่ายเราต้านทานไว้ได้ และสามารถสังหารทหารเวียดนามได้ถึง ๑๓๑ ศพ
โดยข้าศึกไม่สามารถนำศพกลับไป ฝ่ายเราสูญเสียเพียงหนึ่งนาย ปรากฎตาม
หนังสือชมเชย ของจอมพลถนอม กิตติขจร ลงวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๑๔
ต่อมาข้าศึกมีการเพิ่มเติมกำลัง และเข้าตีอีกหลายครั้ง เหตุการณ์ช่วงนี้
ครูหมี ท่านได้เล่าไว้ในเรื่อง " งานที่สยองขวัญ "ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารแทงโก้
และในกระทู้ " สงครามลับในลาว " นั่นคือเหตุการณ์ช่วงเดียวกันครับ
เมื่อฝ่ายเราเห็นว่า ข้าศึกมีการเพิ่มเติมกำลังเข้ามาในพื้นที่เรื่อยๆ
และกำลังฝ่ายเรา ยังไม่สามารถเข้ามาสนับสนุนได้ กองพัน ทสพ. BC.601
และ BC.602 จึงถอยร่นลงมาเพื่อปรับกำลัง ร่วมกับกองพันใหม่
ที่ถูกส่งเข้ามาเพิ่มเติม คือ กองพัน BC.613 ในเดือนมิถุนายน
และ BC.614 ในเดือนถัดมา เพื่อวางกำลังรักษาเมืองปากซอง เอาไว้ให้ได้
จากบันทึกของ " ชาลี คเชนทร์ " หรือ FAG " Space "
FAG ประจำกองพัน BC.613 ท่านได้บันทึกเหตุการณ์
ในเดือนมิถุนายน ๒๕๑๔ ไว้ดังนี้
เหนือหลัก กม. ๘ ขึ้นไป ถือเป็นเขตอันตราย เป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาด
ผู้ใดจะผ่านเข้าออก ต้องได้รับอนุญาตจากสารวัตรทหาร ทชล.อย่างเคร่งครัด
เมื่อเดินทางออกไปไกลเท่าใด ดูเหมือนว่าพื้นที่เบื้องหน้าจะสูงขึ้นๆ
เนืองแน่นไปด้วยป่าไม้ เป็นเทือกสูงหนาทึบ เทือกเขาสองแห่งมีความสูงยาวที่สุด
ยอดที่มีความสูงระฟ้า ทางซ้ายมือคือ...ภูปะเจียง และด้านขวามือคือ....ภูโป่ง
จากชะง่อนหน้าผาสูงหลายแห่ง มองเห็นน้ำตกไหลเป็นทางยาว
ส่งคลื่นพลิ้วกระเซ็นเป็นละออง ระลอกแล้วระลอกเล่า กระทบสู่โขดหินเบื้องล่าง
ความเขียวชอุ่มตลอดเส้นทาง ผสานความงามธรรมชาติ นับว่าเป็นความร่มรื่น
วิจิตรตระการตา หาถิ่นใดเทียบได้ยาก กล่าวได้ว่า " ผืนแผ่นดินลาวนั้น
มีความอุดมสมบูรณ์ กลมกลืนด้วยธรรมชาติ และงดงามด้วยศิลปะวัฒนธรรม "
ตลอดเส้นทางจากหลัก กม.๘ เต็มไปด้วยหลุมเล็กบ่อใหญ่จำนวนมาก
ซึ่งเกิดจากการทิ้งระเบิดทางอากาศ และกระสุนปืนใหญ่ภาคพื้นดิน กองพันได้เข้าสู่ที่ตั้ง
หลักกิโลเมตรที่ ๒๑ ตามแผนยุทธการกำหนด
ตะวันบ่ายคล้อย อากาศร้อนอบอ้าว
ผมรู้สึกได้ถึงอาการตื้อของรถ อันเกิดจากความชันของเส้นทางที่เพิ่มขึ้น
แม้จะพยายามลุกจากอาน โหย่งตัวกดแป้นบันได เพื่อให้รถสปริ๊นท์ไปข้างหน้า
แต่พอปล่อยไหล รถก็จะเสียความเร็วลงอย่างรวดเร็ว นึกถึงคำเตือน
ของคุณโยซูวา ว่าทางมันหลอกตา ดูเหมือนทางราบ แต่ชัน
เลยบ่ายสี่โมงเย็นมาแล้ว ผมเพิ่งจะผ่าน กม.๑๔ มาไม่นาน
ดินแดนที่เคยเป็นสนามรบเลือดเดือด ทับถมด้วยชีวิตนักรบทั้งสองฝ่ายนับพันๆนาย
บาดแผลจากสงครามแทบไม่มีหลงเหลืออยู่ คงมีเพียงวิถีชีวิตเรียบง่ายของคนลาว
ย่านหัตถกรรมทำมีด ตีเหล็กโชว์กันสดๆ ข้างทาง ตีเสร็จก็ใส่ด้ามวางขายเลย
ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่แถบนี้ ทำให้มันกลายเป็นแหล่งเกษตรกรรม
ส่งผลิตผลสู่สังคมเมือง โดยเฉพาะการผลิตกาแฟเลื่องชื่อของลาว
ภาพโรงงานผลิตกาแฟครับ

ที่ กม.๑๔ บ้านหนองมะอึกนี้ มีเรือนพักหลายแห่ง แต่ผมเห็นว่าอีกนานกว่าจะมืด
เลยคิดว่าไปต่อดีกว่า ข้างหน้าคงจะหาที่พักได้ไม่ยาก หรืออาจขึ้นถึงปากซองมืดหน่อย
ผมคิดผิดครับ
ห้าโมงเย็น ผมได้ระยะทางยังไม่ถึง ๒๐ กม.เลย แต่ไต่ระดับมาพันกว่าฟิตแล้ว
ที่หมายคือเมืองปากซองนั้น อยู่ที่ระดับ ๔,๒๐๐ ฟิต ยังเหลืออีกเยอะ
ผมใช้น้ำไปลิตรกว่า การพักผ่อนไม่พอ ทำให้ผมรู้สึกล้าเร็วกว่าปกติ
ตะวันก็คล้อยต่ำลงทุกที
การเดินทางแบบนี้ ผมจะเชื่อข้อมูลจาก Altimeter มากกว่า
Altimeter ที่เซ็ทมาถูกต้อง จะให้ค่าความสูงแม่นยำกว่า GPS
ผมถึงบริเวณ กม.๒๑ เมื่อแสงสุดท้ายของวันใกล้จะลับหายไป
จนไม่อาจถ่ายภาพได้อีก บริเวณ กม. ๒๑ นี้ ทหารเสือพรานไทยเรียกว่า
" บ้านหมาร้าย " (หรือบ้านหมาดุ ในภาษาไทย) ตามป้ายหน้าบ้านหลังหนึ่ง
ที่เจ้าของจำต้องทิ้งบ้านลี้ภัยสงคราม จุดนี้เป็นทางแยกสำคัญ ที่จะขึ้นเหนือ
ไปยังเมืองลาวงามได้ ปัจจุบันทางการลาว เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านนี้
เป็น " บ้านห้วยแฮ่ "(edited) หรือที่สมาชิกกลุ่มเสืออุบล เรียกทางแยกนี้ว่า
" แยกกล้วยหอม " เพราะมีกล้วยหอมและผลไม้สวนอื่นๆ ขายเต็มไปหมด
บริเวณแยกบ้านหมาร้ายนี้ เป็นสมรภูมิรบดุเดือดแห่งหนึ่งของ ทสพ.ไทย
กองพัน BC.613 เคยถูกเวียดกงล้อมอยู่ที่นี่หลายวัน สูญเสียจำนวนมาก
และเสบียงอาหารหมด น้ำก็หมด จนทหารต้องดื่มปัสสาวะตัวเอง และไม่สามารถ
ขอการสนับสนุนได้ ในที่สุดก็ต้องตีฝ่าออกไป และถูกซุ่มโจมตีระหว่างทาง
จนไม่อาจรวบรวมกำลังเพื่อตีโต้ตอบ จึงเป็นการร่นถอย รวดเดียวถึงที่มั่น กม.๘ เลย
ผมไม่มีโอกาสได้หยุดพักที่บ้านหมาร้ายนานนัก เพราะระยะทางยังเหลืออีกมาก
ขณะนั้นผมคิดว่า ผมคงไม่สามารถถึงปากซองในวันนี้แน่นอน แต่ทำอย่างไร
จึงจะให้ได้ระยะทางมากที่สุด ความเร็วเฉลี่ยที่ผมทำได้ ไม่ถึง ๑๐ กม./ชม
๑๙.๐๐ น. ทางเริ่มมืด ไม่มีไฟแสงสว่างข้างทาง แต่ยังคงมองเห็นแสงไฟ
จากบ้านเรือนเป็นระยะ นอกนั้นผมก็มีเพียงแสงจากไฟฉายหน้ารถ
ที่พอให้คลำทางไปได้
ห่างหมู่บ้านออกมา ความเงียบและความมืดดูจะยิ่งเพิ่มขึ้น บรรยากาศวังเวง
ผมทราบดีว่าผมกำลังเดินทางในความมืดเพียงลำพัง ท่ามกลางสุสานของนักรบนิรนาม
นับร้อยนับพัน ผมได้แต่อธิษฐานว่า ขอให้วิญญานวีรชนไทย ช่วยให้ผมถึงที่พัก
แห่งใดแห่งหนึ่งเสียที และหากท่านใดอยากกลับบ้าน ขอให้กลับไปกับผมในขากลับ
อีกสองวันข้างหน้าก็แล้วกัน ผมจะเขียนเรื่องย้อนอดีตวีรกรรมของพวกท่าน
คิดอย่างนี้แล้ว กลับมีกำลังใจปั่นต่อ
ระยะ ๔ - ๕ กม. จะผ่านหมู่บ้านสักแห่งหนึ่ง ผมไม่มีเวลาที่จะเช็คแผนที่
ว่าเป็นหมู่บ้านอะไร (ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนชื่อไปแล้ว) คงมองหาแต่หลักกิโลเมตร
ซึ่งมีบ้างไม่มีบ้าง แต่ไมล์ที่รถ ก็ยังบอกระยะทาง คืบหน้าไปเรื่อยๆ แม้จะเชื่องช้า
ถึง กม. ๒๘ มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผมเข้าไปถามว่า พอมีที่พักให้ผมบ้างไหม ?
สาวน้อยที่ดูออกจะงงๆ กับการปรากฎตัวของผม บอกว่าแถวนี้ไม่มี " เฮือนพัก "
สำหรับคนต่างชาติ แต่หากจะพักจริงๆ ต้องไปถาม " นายบ้าน "(หรือผู้ใหญ่บ้าน)
ซึ่งอาจจะพอหาที่พักให้ได้ แต่บ้านของนายบ้าน อยู่ห่างจากถนนใหญ่
เข้าไปนับกิโลเมตร หากจะหาเฮือนพักเช่า ต้องเลยไปถึง " บ้านอีตู้ " ซึ่งอยู่ที่
กม. ๓๕ คืออีก ๗ กม. ผมเลยตัดสินใจไปต่อดีกว่า ขณะนั้นเกือบสองทุ่มแล้ว
และผมก็ล้าเต็มที ดูเหมือนรถจะหนักจนแทบปั่นไม่ไหว และกระเพาะผม
เริ่มเรียกร้องความสนใจ
กฎหมายลาวไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวกางเต๊นท์นอนในที่สาธารณะนะครับ
จะกางเต๊นท์ ก็ต้องในรีสอร์ท หรือพื้นที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และหากไปพักที่ใด
เกินกว่า ๑ วัน เจ้าของที่พัก ต้องนำพาสปอร์ตของ " คนต่างซาด "นั้น
ไปแจ้งแก่ตำรวจแขวง ซึ่งจะแจ้งไปยัง " ห้องการเมือง " อีกที
ในความมืด รอบตัวผมมีแต่ความเงียบ ผมได้ยินเพียงเสียงยางบดไปบนถนน
เสียงฟรีของเฟืองหลัง และเสียงหายใจฟืดฟาดของผมเอง แมลงป่าที่บินสวนไฟ
เข้ามาชนหน้า เข้าปากในบางครั้ง ทางชันขึ้นเรื่อยๆ ผมต้องเปลี่ยนเกียร์ช่วย
สลับกันไปตลอดทาง จนกระทั่งถึง กม.๓๕ เห็นป้ายทางเข้ารีสอร์ทบ้านอีตู้
ทางซ้ายมือ ซึ่งต้องปั่นขึ้นเนินลงเนิน เข้าไปอีกประมาณ ๑ กม.
ถึงรีสอร์ทเอาสามทุ่มกว่า เจ้าของซึ่งผมดูแล้วเป็นลูกครึ่งเวียดนาม แต่พูดไทยชัด
ออกมาบรรยายสรรพคุณของรีสอร์ท ว่าอยู่ติดกับห้วยอีตู้ วิวสวยมาก
แต่ตอนนั้นผมแทบจะยืนไม่ไหวแล้ว เลยต้องรีบตัดบท รับราคา ๓๐๐ บาทไทย
ทั้งๆที่โหดพอสมควร ไม่มีทีวี ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น และไม่มีอาหารขาย
ผมรีบอาบน้ำเย็นเจี๊ยบ ช่วยให้สดชื่นขึ้นบ้าง มาม่าที่ติดตัวมา
ช่วยแก้ปัญหายามคับขันได้เป็นอย่างดี ฟาดซะสองห่อ หลับเป็นตาย






