อาทิตย์16พ.ค.53 ปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3 ผักไห่
ผู้ดูแล: ผู้ดูแลบอร์ดชมรมย่อย
-
เมืองอ่าง
- ขาประจำ
- โพสต์: 566
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 พ.ค. 2009, 15:48
- Tel: 0867621121
- team: โพธิ์ทอง
- Bike: gary fisher wahoo
Re: อาทิตย์16พ.ค.53 กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3
ไปแน่นอน ประทับใจจากปีที่แล้ว ยังจำไม่ลืม ปีนี้โพธิ์ทองแข็งแรงขึ้น น่าจะไปกันเยอะอะครับ
- PalM
- ขาประจำ
- โพสต์: 193
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ต.ค. 2008, 21:05
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่
- Bike: Merida
Re: อาทิตย์16พ.ค.53 กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3
เมืองอ่าง เขียน:ไปแน่นอน ประทับใจจากปีที่แล้ว ยังจำไม่ลืม ปีนี้โพธิ์ทองแข็งแรงขึ้น น่าจะไปกันเยอะอะครับ
ขอบคุณครับ คงได้เจอกันอีก นะครับ ปีนี้จะให้ดีกว่าปีเก่าอีกครับ
- ธนากร รุจิระกุล
- ขาประจำ
- โพสต์: 879
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 11:03
- Tel: 081-8752724
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่
- Bike: Giant XCT
Re: อาทิตย์16พ.ค.53 กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3
จุดเริ่มต้น จะใช้บริเวณ หน้าที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลท่าดินแดง (วัดท่าดินแดง) อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่บริเวณเส้นทาง ผักไห่ - เสนา ห่างจากตัวอำเภอผักไห่ ไปทางเสนา ประมาณ 6 กิโลเมตร อยู่ทางซ่ายมือ ริมถนน (ถ้ามาจากทางอำเภอผักไห่) หรือถ้าล่องมาจากเสนา ใช้เส้นทางมายังอำเภอผักไห่ ห่างจากเสนาประมาณ 13 กิโลเมตร สถานที่จัดงาน อยู่ทางขวามือ
สำหรับแผ่นที่กำลังดำเนินการอยู่นะครับ
- ธนากร รุจิระกุล
- ขาประจำ
- โพสต์: 879
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 11:03
- Tel: 081-8752724
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่
- Bike: Giant XCT
Re: อาทิตย์16พ.ค.53 กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3
พ.อ.เสนีย์ ประธานชมรมพรหมบุรึ ก็จะพาสมาชิก มาร่วมเหมือนเดิมครับ (เหลือเวลา อีก 1 เดือนนะครับ)
วันนี้ใครถูกหวยกันบ้างครับ ?
วันนี้ใครถูกหวยกันบ้างครับ ?
- supote_c
- สมาชิก
- โพสต์: 94
- ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ม.ค. 2010, 09:16
- Tel: 081-9841578
- team: WD Machine Team
- Bike: Trek 4300
Re: อาทิตย์16พ.ค.53 กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3
พี่ๆเสือ WD มีใครสนใจบ้างครับ
- ธนากร รุจิระกุล
- ขาประจำ
- โพสต์: 879
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 11:03
- Tel: 081-8752724
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่
- Bike: Giant XCT
Re: อาทิตย์16พ.ค.53 กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3
ยินดีต้อนรับครับคุณสุพจน์
- ธนากร รุจิระกุล
- ขาประจำ
- โพสต์: 879
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 11:03
- Tel: 081-8752724
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่
- Bike: Giant XCT
- ธนากร รุจิระกุล
- ขาประจำ
- โพสต์: 879
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 11:03
- Tel: 081-8752724
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่
- Bike: Giant XCT
Re: อาทิตย์16พ.ค.53 กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3
แก้ไขล่าสุดโดย ธนากร รุจิระกุล เมื่อ 21 เม.ย. 2010, 22:49, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- elfen
- ขาประจำ
- โพสต์: 429
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ค. 2009, 17:22
- Tel: 08-5193-9351
- team: วิเศษชัยชาญ
- Bike: CANNONDALE
- ธนากร รุจิระกุล
- ขาประจำ
- โพสต์: 879
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 11:03
- Tel: 081-8752724
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่
- Bike: Giant XCT
Re: อาทิตย์16พ.ค.53 กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3
งานนี้เตรียมแต่ตัวกับหัวใจ มาก็พอครับ"elfen" แล้วก็เตรียมเศษ ตังค์ มาทำบุญแต่ละวัด ด้วยละกัน....อิ อิ อิ อิ อิ
- ธนากร รุจิระกุล
- ขาประจำ
- โพสต์: 879
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 11:03
- Tel: 081-8752724
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่
- Bike: Giant XCT
Re: อาทิตย์16พ.ค.53 กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3
แก้ไขล่าสุดโดย ธนากร รุจิระกุล เมื่อ 21 เม.ย. 2010, 22:52, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- ธนากร รุจิระกุล
- ขาประจำ
- โพสต์: 879
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 11:03
- Tel: 081-8752724
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่
- Bike: Giant XCT
Re: อาทิตย์16พ.ค.53 กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3
ไหว้เสด็จพ่อ ร.5 ที่ วัดสีกุกเพื่อ เป็นศิริมงคล ครับ ศาลาทรงไทย สวยงามมากครับ


อนุสรณ์สถาน รัชกาลที่ 5 (พระองค์ทรงมาประทับแรมที่วัดสีกุก เมื่อคราวเสด็จประภาสต้น ครั้งที่ 2)


อนุสรณ์สถาน รัชกาลที่ 5 (พระองค์ทรงมาประทับแรมที่วัดสีกุก เมื่อคราวเสด็จประภาสต้น ครั้งที่ 2)
แก้ไขล่าสุดโดย ธนากร รุจิระกุล เมื่อ 21 เม.ย. 2010, 22:47, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- ธนากร รุจิระกุล
- ขาประจำ
- โพสต์: 879
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 11:03
- Tel: 081-8752724
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่
- Bike: Giant XCT
Re: อาทิตย์16พ.ค.53 กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3
ประวัติบ้านสีกุก ในสมัยอยุธยา
ครั้งที่กองทัพพม่าเข้ามาจากทวายเมื่อ ปีวอก พ.ศ.๒๓๐๗ นั้น ทางกรุงศรีอยุธยาก็เรียกเกณฑ์คนจากปักษ์ใต้ และฝ่ายเหนือเข้ามารักษาพระนคร พอกองทัพพม่ากลับไป (ทางด่านสิงขร) ก็ปล่อยผู้คนเหล่านั้นกลับ เมื่อทราบข่าวศึก ๒๓๐๘ นี้ ก็เรียกกลับมาอีก ดังนั้น เพราะคำสั่งกลับไป กลับมา การเตรียมรับศึกนี้จึงน่าจะสับสนอลหม่านทั้งระดับบุคคล ระดับหัวเมืองที่ต้องรับศึก และระดับชาติ ถึงกระนี้กระนั้นกระไรก็ตาม กรุงศรีอยุธยาก็ยังสามารถรวบรวมแสนยากรได้ถึง ๖๐,๐๐๐ พร้อมทั้ง ช้าง ๕๐๐ รถบรรทุกปืนใหญ่ ๕๐๐ ไปตั้งรอกองทัพพม่าที่ บ้านสีกุก ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกของพระนคร
มังมหานรธานำทัพยกขึ้นไปทาง สุพรรณบุรี เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๐๙ และ มุ่งสู่ กรุงศรีอยุธยา เมื่อกองทัพมังมหานรธามาถึง กรุงศรีอยุธยา ทราบว่ามีทหารไทยตั้งรออยู่ที่บ้านสีกุก จึงเข้าโจมตีทันที เมื่อชนะแล้วจึงได้ เข้ามาตั้งที่บ้านกานนี (ใกล้ๆ บ้านสีกุก)
การปฏิบัติในฤดูฝนและฤดูน้ำหลาก
อยุธยาธานีศรีสยาม เป็นเมืองงามธรรมชาติช่วยสนอง บริบูรณ์ลุ่มน้ำและลำคลอง ท้าวอู่ทองทรงสร้างให้ชาวไทย . . .
ธรรมชาติของกรุงศรีอยุธยา บริบูรณ์ลุ่มน้ำและลำคลอง เมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำจะท่วมมาก จนฝ่ายรุกรานไม่สามารถตั้งค่ายอยู่ได้ ขอให้ฝ่ายกรุงศรีฯ รักษาป้องกันพระนครให้รอดถึงฤดูน้ำหลากก็จะปลอดภัย เพราะน้ำท่วมชานกรุงฯ เร็วมาก ภายในเวลาเพียง ๕ วัน พื้นที่โดยรอบพระนครก็ไม่ต่างไปจากมหาสมุทรใหญ่ ซึ่งกรุงศรีอยุธยาได้ใช้ วิธีอย่างได้ผลมาหลายครั้ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปอาวุธมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะ ปืนใหญ่ซึ่งใช้ยิงทำลายกำแพงได้ดี แต่ทางกรุงศรีอยุธยาก็ได้พัฒนาการตั้งรับ และการใช้ปืนใหญ่ขึ้นเหมือนกัน เช่น ขุดคู ก่อมูลดิน ลงขวากหนามเอาปืนใหญ่ขึ้นประจำเชิงเทิน (ปรากฏในหลักฐานว่า เมื่อเสร็จศึกแล้วพม่าได้ปืนใหญ่ของไทยไป มากกว่า ๕๐๐ กระบอก แสดงว่ากองทัพกรุงศรีอยุธยามีปืนใหญ่ใช้อย่างมากมาย)
แต่พระเจ้ามังระ ทรงเป็นแม่ทัพหน้า ของพระเจ้าอลองพญา ยกมากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ.๒๓๐๓ น่าจะทรงทราบธรรมชาตินี้ และน่าจะเตือน หรือให้แนวทางปฏิบัติแก่แม่ทัพที่ยกมาในครั้งนี้ เพราะมีวิธีการแก้ปัญหาสามารถผ่านฤดูน้ำหลากไปได้
ทางฝ่ายพม่าก็ได้เตรียมการแก้ปัญหาในฤดูน้ำหลากไว้เช่นกัน เช่น
๑.รวบรวม (ยึด)เสบียงอาหารเก็บสำรองไว้ให้มากที่สุด
๒.เอาวัว ควายที่ยึดไว้เป็นจำนวนมาก ไปใช้ในการทำนาปลูกข้าวในพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบ
๓.นำช้าง ม้าไปอยู่บนที่ดอนที่มีหญ้าอุดมสมบูรณ์
๔.สร้างป้อมค่ายใหม่ในพื้นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง และจัดตั้งกองรักษาการณ์ระหว่างป้อม เพื่อให้ทุกค่ายติดต่อกันได้อย่างต่อเนื่อง
เดือนสิบเอ็ด น้ำนอง เดือนสิบสอง น้ำทรง
ถึงเดือน ๑๒ เวลาน้ำท่วมทุ่ง ข่าวว่าพม่าเตรียมล้อมกรุงข้างด้านตะวันออก พระเจ้าเอกทัศ จึงสั่งให้พระยาเพชรบุรี และพระยาตากคุมกำลังทางเรือ คนละกองออกไปตั้งที่วัดป่าแก้ว คอยสกัดตีกองทัพพม่าที่จะยกมาทางท้องทุ่ง ครั้นเห็นพม่ายกมา พระยาเพชรบุรี จะยกไปโจมตี แต่พระยาตาก ทัดทานไว้เพราะเห็นว่ามากเหลือกำลังนัก แต่พระยาเพชรบุรีไม่ฟัง ยกออกรบที่ริมวัดสังฆาวาส พม่ามีกำลังมากกว่ามากจึงเข้าล้อมเอาไว้ ได้ พระยาเพชรบุรี ตายในที่รบ พระยาตากต้องถอยมาตั้งที่วัดพิชัย และก็ไม่เข้าไปในพระนครอีก
การปฏิบัติหลังฤดูน้ำหลาก
เมื่อหมดฤดูน้ำ แต่ละฝ่ายต่างก็พัฒนาค่าย คู ประตูหอรบของตนเตรียมการรบใหญ่กันต่อไป แต่น่าจะเป็นผลดีแก่ฝ่ายล้อมเพราะผ่านห้วงเวลาวิกฤตไปแล้ว
กรุงศรีอยุธยาเร่งสร้างค่าย ล้อมรอบพระนคร อึก ๕๐ ค่าย เพื่อป้องกันไม่ให้พม่าเข้ามาใกล้ขนาดใช้ปืนใหญ่ยิงทำลายกำแพงพระนครได้
ฝ่ายพม่าก็เร่งยกกองทัพเข้า ตั้งค่ายรายรอบพระนครเหมือนกัน แม่ทัพทั้งสองต้องประชุมแม่ทัพนายกองเพื่อวางแผนเร่งเผด็จศึกกรุงศรีอยุธยา โดยเร็ว เพราะได้รับพระราชสาส์นจากพระเจ้ามังระ เร่งให้เอาชัยชนะให้ได้ในเร็ววัน เนื่องจาก พม่าตอนเหนือถูกกองทัพ จีนจากยูนนานบุก และพม่าอยู่ในสถานการณ์คับขัน
มังมหานรธาเสนอให้ขุดอุโมงค์เข้าไปในกรุงศรีอยุธยา และเสนอให้ตั้งค่ายเป็นแนวล้อมรอบพระนคร ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้พม่าข้าศึกเข้าใกล้พระนคร ได้ จัดส่งกำลังออกตีค่ายพม่า แม้จะไม่ได้รับชัยชนะแต่ก็เป็นการขัดขวางไม่ให้ฝ่ายพม่ามีเสรีในการปฏิบัติ ได้เต็มที่พอกองทัพพม่าเตรียมการที่จะตั้งทำศึก ค้างฤดูฝนเสร็จแล้ว มังมหานรธาก็ป่วย และถึงแก่ความตาย ณ ค่ายสีกุก เนเมียวสีหบดี จึงเป็นแม่ทัพเพียงคนเดียว ทำให้เกิดเอกภาพในการบังคับบัญชา
เดือนยี่ น้ำก็รี่ไหลลง ไหลลง
ฝ่ายข้างพระนคร ถูกพม่าล้อมมาช้านาน เสบียงอาหารอัตคัด เกิดเป็นโจรผู้ร้ายแย่งชิงกันชุกชุมขึ้นทุกที สถานการณ์ ของกรุงศรีอยุธยา เลวร้ายลงทุกขณะ
ครั้น ณ วันเสาร์ เดือน ยี่ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีจอ เวลากลางคืนเกิดไฟไหม้ในพระนคร ตั้งแต่ท่าทรายริมกำแพงข้างด้านเหนือ ลุกลามมาทางประตูข้าวเปลือก ไฟไหม้กุฎีวิหาร และบ้านเรือนในพระนครกว่าหมื่นหลัง ผู้คนพลเมืองก็ยิ่งอัตคัด คับแค้นหนักขึ้น พระเจ้าเอกทัศได้ให้ฑูตออกไปกล่าวกับพม่า จะเลิกรบขอเป็นเมืองขึ้นต่อพระเจ้าอังวะ แม่ทัพพม่าก็ไม่ยอมเลิก ด้วยประสงค์จะตีเอาทรัพย์สมบัติผู้คนไปให้สิ้นเชิง
ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๒ ปีจอ จ.ศ.๑๑๒๘ ตรงกับวันเสาร์ วันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๓๐๙(๑๐) (http://www.payakorn.com) พระยาตากจึงตัดสินใจพาสมัครพรรคพวกตีฝ่าพม่า ไปทางทิศตะวันออก ในค่ำวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๓๐๙ (๑๐) นี้
อยุธยาวสาน
ครั้นถึง วันอังคาร เดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีกุน พ.ศ.๒๓๑๐ เป็นวันเนาสงกรานต์ (ไทยรบพม่า)ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน จ.ศ.๑๑๒๙ ตรงกับวันอังคาร วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๓๑๐ (การตรวจสอบของ http://www.payakorn.com)
พม่าขุดอุโมงค์ลอดใต้กำแพงเอาฟางกับ เศษไม้ใส่ พร้อมทั้งจุดไฟเผา เมื่อกำแพงส่วนหนึ่งพังลงทหารพม่าก็เข้าเมืองได้ เมื่อพม่าเข้าเมืองได้นั้นเป็น เพลากลางคืน พม่าไปถึงไหนก็เอาไฟจุดเผาเหย้าเรือนของชาวเมืองเข้าไปจน ปราสาทราชมณเฑียร ไฟไหม้แสงสว่างดังกลางวัน ครั้นพม่าเห็นว่าไม่มีผู้ใดต่อสู้แล้ว ก็เที่ยวเก็บรวบรวมทรัพย์สินมีค่าไป จับผู้คนอลหม่านไปทั่วทั้งพระนคร มิได้มีการฆ่าฟันผู้คน เพียงแต่จับ ข้าราชสำนักทั้งหมดไปเป็นเชลย แต่เพราะเป็นเวลากลางคืน พวกชาวเมืองจึงหนีรอดไปได้มาก พม่าจับได้สัก ๑๐,๐๐๐ ส่วนพระเจ้าเอกทัศนั้นมหาดเล็กพาไปซุ่ม ซ่อนอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้ที่บ้านจิก ริมวัดสังฆาวาส แต่พม่ายังหารู้ไม่ จับได้แต่พระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงผนวช พม่าก็จับเอา รวมไปไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น พม่าเผาเมือง ทำลายกำแพงลง และ ถมคูพม่านำตัวละคร นักดนตรี ศิลปิน ช่างต่างๆ แพทย์ โหราจารย์ ช่างทอผ้า ช่างเงิน ช่างทอง ผู้มีความรู้ในด้านต่างๆ กวี และอื่นๆ กลับไปด้วย ยังผลให้เกิดการฟื้นฟูวรรณคดี และศิลปะพม่า ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะทางพม่า เกิด จลาจล ไม่สงบภายในต้องปราบปรามกันเป็นเวลาหลายสิบปี ทำให้ศิลปะ วิทยาการต่างๆ เสื่อมโทรมลง แต่แข็งแกร่งทางด้านการทหาร ส่วนฝ่ายไทยนั้น ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง ศิลปะ วิทยาการต่างๆ จึงรุ่งเรืองเฟื่องฟู แต่ในด้านการทหาร กลับไม่แข็งแกร่ง เพราะว่างเว้นศึกมาช้านาน เมื่อเกิดศึก จึงได้จัดการต่อสู้ป้องกันบ้านเมืองไม่สำเร็จ
กองทัพพม่าได้กรุงศรีอยุธยาแล้ว พักอยู่ประมาณ ๙ - ๑๐ วันจนพอรวบรวมเชลย และทรัพย์สิ่งของเสร็จแล้ว เมื่อพม่าจะเลิกทัพกลับไป เนเมียวสีหบดี ตั้งให้สุกี้ มอญที่มีความชอบครั้งตีค่ายบางระจันเป็นนายทัพ คุมพลพม่ามอญ ๓๐,๐๐๐ ตั้งที่ต่ายโพธิ์สามต้น และนายทองอิน คนไทยซึ่งเข้าด้วยพม่าเป็นเจ้าเมืองธนบุรี แล้วจึงแบ่งกองทัพเป็นสามกอง กองทัพข้างเหนือ เนเมียวสีหบดีคุมเจ้านาย และข้าราชการที่เป็นเชลย กับทรัพย์สินสิ่งของที่ดีมีราคามาก กลับไปทางด่านแม่ละเมา กองทัพทางใต้ ให้เจ้าเมืองภุกามเป็นนายใหญ่ คุมเรือบรรทุกทรัพย์สิ่งของอันเป็นของใหญ่ ของหนัก ไปทางเมืองธนบุรี และท่าจีน แม่กลอง กองหนึ่ง ยกไปทางบกทางเมืองสุพรรณ อีกกองหนึ่ง ไปสมทบกับกองเรือที่เมืองกาญจนบุรี รวมกันยกกลับไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ครั้งนั้น พม่าได้เชลยไป ๓๐,๐๐๐ เศษ ปืนใหญ่ ๑,๒๐๐ กระบอก ปืนเล็กหลายหมื่น
ฉะนี้แล กรุงศรีอยุธยาอันบรมกษัตราธิราชได้ทรงครอบครองสืบกันมา ๓๔ พระองค์ ดำรงศักดิ์เป็นราชธานีของสยามประเทศตลอดเวลา ๔๑๗ ปีมาถึงความพินาศด้วยภัยพิบัติจากสงครามครั้งนี้
วัดสีกุก
ตามประวัติวัดสีกุกสร้างมาตั้งแต่ พศ.2240 ก่อนเสียกรุงแก่พม่าและมีประวัติยาวนานสร้างความชอกช้ำระกำใจให้แก่ชาวไทยมากมายนักเพราะเมื่อปี 2307 พม่ารุกราน มังมหานรธา แม่ทัพพม่าฝ่ายใต้เข้าประชิดกรุงศรีอยธยาใช้วัดสีกุกที่มีทำเลเหมาะสม ดังกล่าวข้างต้นเป็นที่ตั้งฐานทัพใหญ่ด้านใต้ตีขนาบซึ้งด้านเหนือมีเนเมียวสีหบดีตั้งค่ายใหญ่อยู่ที่ตำบลป่าฝ้ายปากน้ำประสบ ไทยถูกล้อมกรอบรอวันตาย มังมหานรธา ใช้วัดสีกุกซึ่งพระเณรและชาวบ้านหนีไปหมดแล้ว เป็นที่พักและบัญชาการรบเอา วิหารเก่าเป็นที่เก็บอาวุธกระสุนดินดำ ได้สร้างหอคูประตูรบเผาอิฐก่อเป็นกำแพงล้อมบ้านสีกุกสร้างที่มั่นอย่างแข็งแรงอยู่เกือบสองปี มังมหานรธาเกิดป่วยหนักและตายลง เนเมียวสีหบดีจึงเข้าควบคุมเองจนกระทั้งสามารถพิชิตกรุงศรีอยุธยาได้เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2310 ชาวบ้านได้บันทึกไว้ว่าบ้านเมืองถูกเผาผลาญยับเยิน ยามกลางคืนแสงเพลิงจับท้องฟ้าสว่างดังกลางวัน ปัจจุบันสภาพเดิมไม่มีเหลืออยู่ให้เห็น กำแพงค่ายพม่าชาวบ้านรื้อเอาอิฐไปก่อสร้างใช้ประโยชน์จนหมดสิ้นเหลือเพียงคันสูง อยู่บางแห่งเท่านั้น เมื่อทำการสร้างโบสถ์ใหม่ ชาวบ้านได้เก็บเอากระสุนปืนและปืนใหญ่ของพม่าที่มีเหลืออยู่ฝังไว้ใต้โคกสร้างโบสถ์เป็นจำนวนมาก เดี๋ยวนี้ วัดสีกุก เข้ายุคพัฒนา ด้วยความสามารถของเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เป็นที่ตั้งหน่วยอบรมประชาชน ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติฯ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หน่วยสงเคราะห์พุทธมามกะ ฯลฯ

หลวงพ่อท่านเตรียมของแจกสำหรับทุกท่านที่มาร่วม ปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯและทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ครับ (อยากทราบว่าเป็นอะไร ก็ต้องมาในงานนี้ ครับ )
ครั้งที่กองทัพพม่าเข้ามาจากทวายเมื่อ ปีวอก พ.ศ.๒๓๐๗ นั้น ทางกรุงศรีอยุธยาก็เรียกเกณฑ์คนจากปักษ์ใต้ และฝ่ายเหนือเข้ามารักษาพระนคร พอกองทัพพม่ากลับไป (ทางด่านสิงขร) ก็ปล่อยผู้คนเหล่านั้นกลับ เมื่อทราบข่าวศึก ๒๓๐๘ นี้ ก็เรียกกลับมาอีก ดังนั้น เพราะคำสั่งกลับไป กลับมา การเตรียมรับศึกนี้จึงน่าจะสับสนอลหม่านทั้งระดับบุคคล ระดับหัวเมืองที่ต้องรับศึก และระดับชาติ ถึงกระนี้กระนั้นกระไรก็ตาม กรุงศรีอยุธยาก็ยังสามารถรวบรวมแสนยากรได้ถึง ๖๐,๐๐๐ พร้อมทั้ง ช้าง ๕๐๐ รถบรรทุกปืนใหญ่ ๕๐๐ ไปตั้งรอกองทัพพม่าที่ บ้านสีกุก ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกของพระนคร
มังมหานรธานำทัพยกขึ้นไปทาง สุพรรณบุรี เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๐๙ และ มุ่งสู่ กรุงศรีอยุธยา เมื่อกองทัพมังมหานรธามาถึง กรุงศรีอยุธยา ทราบว่ามีทหารไทยตั้งรออยู่ที่บ้านสีกุก จึงเข้าโจมตีทันที เมื่อชนะแล้วจึงได้ เข้ามาตั้งที่บ้านกานนี (ใกล้ๆ บ้านสีกุก)
การปฏิบัติในฤดูฝนและฤดูน้ำหลาก
อยุธยาธานีศรีสยาม เป็นเมืองงามธรรมชาติช่วยสนอง บริบูรณ์ลุ่มน้ำและลำคลอง ท้าวอู่ทองทรงสร้างให้ชาวไทย . . .
ธรรมชาติของกรุงศรีอยุธยา บริบูรณ์ลุ่มน้ำและลำคลอง เมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำจะท่วมมาก จนฝ่ายรุกรานไม่สามารถตั้งค่ายอยู่ได้ ขอให้ฝ่ายกรุงศรีฯ รักษาป้องกันพระนครให้รอดถึงฤดูน้ำหลากก็จะปลอดภัย เพราะน้ำท่วมชานกรุงฯ เร็วมาก ภายในเวลาเพียง ๕ วัน พื้นที่โดยรอบพระนครก็ไม่ต่างไปจากมหาสมุทรใหญ่ ซึ่งกรุงศรีอยุธยาได้ใช้ วิธีอย่างได้ผลมาหลายครั้ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปอาวุธมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะ ปืนใหญ่ซึ่งใช้ยิงทำลายกำแพงได้ดี แต่ทางกรุงศรีอยุธยาก็ได้พัฒนาการตั้งรับ และการใช้ปืนใหญ่ขึ้นเหมือนกัน เช่น ขุดคู ก่อมูลดิน ลงขวากหนามเอาปืนใหญ่ขึ้นประจำเชิงเทิน (ปรากฏในหลักฐานว่า เมื่อเสร็จศึกแล้วพม่าได้ปืนใหญ่ของไทยไป มากกว่า ๕๐๐ กระบอก แสดงว่ากองทัพกรุงศรีอยุธยามีปืนใหญ่ใช้อย่างมากมาย)
แต่พระเจ้ามังระ ทรงเป็นแม่ทัพหน้า ของพระเจ้าอลองพญา ยกมากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ.๒๓๐๓ น่าจะทรงทราบธรรมชาตินี้ และน่าจะเตือน หรือให้แนวทางปฏิบัติแก่แม่ทัพที่ยกมาในครั้งนี้ เพราะมีวิธีการแก้ปัญหาสามารถผ่านฤดูน้ำหลากไปได้
ทางฝ่ายพม่าก็ได้เตรียมการแก้ปัญหาในฤดูน้ำหลากไว้เช่นกัน เช่น
๑.รวบรวม (ยึด)เสบียงอาหารเก็บสำรองไว้ให้มากที่สุด
๒.เอาวัว ควายที่ยึดไว้เป็นจำนวนมาก ไปใช้ในการทำนาปลูกข้าวในพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบ
๓.นำช้าง ม้าไปอยู่บนที่ดอนที่มีหญ้าอุดมสมบูรณ์
๔.สร้างป้อมค่ายใหม่ในพื้นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง และจัดตั้งกองรักษาการณ์ระหว่างป้อม เพื่อให้ทุกค่ายติดต่อกันได้อย่างต่อเนื่อง
เดือนสิบเอ็ด น้ำนอง เดือนสิบสอง น้ำทรง
ถึงเดือน ๑๒ เวลาน้ำท่วมทุ่ง ข่าวว่าพม่าเตรียมล้อมกรุงข้างด้านตะวันออก พระเจ้าเอกทัศ จึงสั่งให้พระยาเพชรบุรี และพระยาตากคุมกำลังทางเรือ คนละกองออกไปตั้งที่วัดป่าแก้ว คอยสกัดตีกองทัพพม่าที่จะยกมาทางท้องทุ่ง ครั้นเห็นพม่ายกมา พระยาเพชรบุรี จะยกไปโจมตี แต่พระยาตาก ทัดทานไว้เพราะเห็นว่ามากเหลือกำลังนัก แต่พระยาเพชรบุรีไม่ฟัง ยกออกรบที่ริมวัดสังฆาวาส พม่ามีกำลังมากกว่ามากจึงเข้าล้อมเอาไว้ ได้ พระยาเพชรบุรี ตายในที่รบ พระยาตากต้องถอยมาตั้งที่วัดพิชัย และก็ไม่เข้าไปในพระนครอีก
การปฏิบัติหลังฤดูน้ำหลาก
เมื่อหมดฤดูน้ำ แต่ละฝ่ายต่างก็พัฒนาค่าย คู ประตูหอรบของตนเตรียมการรบใหญ่กันต่อไป แต่น่าจะเป็นผลดีแก่ฝ่ายล้อมเพราะผ่านห้วงเวลาวิกฤตไปแล้ว
กรุงศรีอยุธยาเร่งสร้างค่าย ล้อมรอบพระนคร อึก ๕๐ ค่าย เพื่อป้องกันไม่ให้พม่าเข้ามาใกล้ขนาดใช้ปืนใหญ่ยิงทำลายกำแพงพระนครได้
ฝ่ายพม่าก็เร่งยกกองทัพเข้า ตั้งค่ายรายรอบพระนครเหมือนกัน แม่ทัพทั้งสองต้องประชุมแม่ทัพนายกองเพื่อวางแผนเร่งเผด็จศึกกรุงศรีอยุธยา โดยเร็ว เพราะได้รับพระราชสาส์นจากพระเจ้ามังระ เร่งให้เอาชัยชนะให้ได้ในเร็ววัน เนื่องจาก พม่าตอนเหนือถูกกองทัพ จีนจากยูนนานบุก และพม่าอยู่ในสถานการณ์คับขัน
มังมหานรธาเสนอให้ขุดอุโมงค์เข้าไปในกรุงศรีอยุธยา และเสนอให้ตั้งค่ายเป็นแนวล้อมรอบพระนคร ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้พม่าข้าศึกเข้าใกล้พระนคร ได้ จัดส่งกำลังออกตีค่ายพม่า แม้จะไม่ได้รับชัยชนะแต่ก็เป็นการขัดขวางไม่ให้ฝ่ายพม่ามีเสรีในการปฏิบัติ ได้เต็มที่พอกองทัพพม่าเตรียมการที่จะตั้งทำศึก ค้างฤดูฝนเสร็จแล้ว มังมหานรธาก็ป่วย และถึงแก่ความตาย ณ ค่ายสีกุก เนเมียวสีหบดี จึงเป็นแม่ทัพเพียงคนเดียว ทำให้เกิดเอกภาพในการบังคับบัญชา
เดือนยี่ น้ำก็รี่ไหลลง ไหลลง
ฝ่ายข้างพระนคร ถูกพม่าล้อมมาช้านาน เสบียงอาหารอัตคัด เกิดเป็นโจรผู้ร้ายแย่งชิงกันชุกชุมขึ้นทุกที สถานการณ์ ของกรุงศรีอยุธยา เลวร้ายลงทุกขณะ
ครั้น ณ วันเสาร์ เดือน ยี่ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีจอ เวลากลางคืนเกิดไฟไหม้ในพระนคร ตั้งแต่ท่าทรายริมกำแพงข้างด้านเหนือ ลุกลามมาทางประตูข้าวเปลือก ไฟไหม้กุฎีวิหาร และบ้านเรือนในพระนครกว่าหมื่นหลัง ผู้คนพลเมืองก็ยิ่งอัตคัด คับแค้นหนักขึ้น พระเจ้าเอกทัศได้ให้ฑูตออกไปกล่าวกับพม่า จะเลิกรบขอเป็นเมืองขึ้นต่อพระเจ้าอังวะ แม่ทัพพม่าก็ไม่ยอมเลิก ด้วยประสงค์จะตีเอาทรัพย์สมบัติผู้คนไปให้สิ้นเชิง
ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๒ ปีจอ จ.ศ.๑๑๒๘ ตรงกับวันเสาร์ วันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๓๐๙(๑๐) (http://www.payakorn.com) พระยาตากจึงตัดสินใจพาสมัครพรรคพวกตีฝ่าพม่า ไปทางทิศตะวันออก ในค่ำวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๓๐๙ (๑๐) นี้
อยุธยาวสาน
ครั้นถึง วันอังคาร เดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีกุน พ.ศ.๒๓๑๐ เป็นวันเนาสงกรานต์ (ไทยรบพม่า)ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน จ.ศ.๑๑๒๙ ตรงกับวันอังคาร วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๓๑๐ (การตรวจสอบของ http://www.payakorn.com)
พม่าขุดอุโมงค์ลอดใต้กำแพงเอาฟางกับ เศษไม้ใส่ พร้อมทั้งจุดไฟเผา เมื่อกำแพงส่วนหนึ่งพังลงทหารพม่าก็เข้าเมืองได้ เมื่อพม่าเข้าเมืองได้นั้นเป็น เพลากลางคืน พม่าไปถึงไหนก็เอาไฟจุดเผาเหย้าเรือนของชาวเมืองเข้าไปจน ปราสาทราชมณเฑียร ไฟไหม้แสงสว่างดังกลางวัน ครั้นพม่าเห็นว่าไม่มีผู้ใดต่อสู้แล้ว ก็เที่ยวเก็บรวบรวมทรัพย์สินมีค่าไป จับผู้คนอลหม่านไปทั่วทั้งพระนคร มิได้มีการฆ่าฟันผู้คน เพียงแต่จับ ข้าราชสำนักทั้งหมดไปเป็นเชลย แต่เพราะเป็นเวลากลางคืน พวกชาวเมืองจึงหนีรอดไปได้มาก พม่าจับได้สัก ๑๐,๐๐๐ ส่วนพระเจ้าเอกทัศนั้นมหาดเล็กพาไปซุ่ม ซ่อนอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้ที่บ้านจิก ริมวัดสังฆาวาส แต่พม่ายังหารู้ไม่ จับได้แต่พระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงผนวช พม่าก็จับเอา รวมไปไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น พม่าเผาเมือง ทำลายกำแพงลง และ ถมคูพม่านำตัวละคร นักดนตรี ศิลปิน ช่างต่างๆ แพทย์ โหราจารย์ ช่างทอผ้า ช่างเงิน ช่างทอง ผู้มีความรู้ในด้านต่างๆ กวี และอื่นๆ กลับไปด้วย ยังผลให้เกิดการฟื้นฟูวรรณคดี และศิลปะพม่า ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะทางพม่า เกิด จลาจล ไม่สงบภายในต้องปราบปรามกันเป็นเวลาหลายสิบปี ทำให้ศิลปะ วิทยาการต่างๆ เสื่อมโทรมลง แต่แข็งแกร่งทางด้านการทหาร ส่วนฝ่ายไทยนั้น ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง ศิลปะ วิทยาการต่างๆ จึงรุ่งเรืองเฟื่องฟู แต่ในด้านการทหาร กลับไม่แข็งแกร่ง เพราะว่างเว้นศึกมาช้านาน เมื่อเกิดศึก จึงได้จัดการต่อสู้ป้องกันบ้านเมืองไม่สำเร็จ
กองทัพพม่าได้กรุงศรีอยุธยาแล้ว พักอยู่ประมาณ ๙ - ๑๐ วันจนพอรวบรวมเชลย และทรัพย์สิ่งของเสร็จแล้ว เมื่อพม่าจะเลิกทัพกลับไป เนเมียวสีหบดี ตั้งให้สุกี้ มอญที่มีความชอบครั้งตีค่ายบางระจันเป็นนายทัพ คุมพลพม่ามอญ ๓๐,๐๐๐ ตั้งที่ต่ายโพธิ์สามต้น และนายทองอิน คนไทยซึ่งเข้าด้วยพม่าเป็นเจ้าเมืองธนบุรี แล้วจึงแบ่งกองทัพเป็นสามกอง กองทัพข้างเหนือ เนเมียวสีหบดีคุมเจ้านาย และข้าราชการที่เป็นเชลย กับทรัพย์สินสิ่งของที่ดีมีราคามาก กลับไปทางด่านแม่ละเมา กองทัพทางใต้ ให้เจ้าเมืองภุกามเป็นนายใหญ่ คุมเรือบรรทุกทรัพย์สิ่งของอันเป็นของใหญ่ ของหนัก ไปทางเมืองธนบุรี และท่าจีน แม่กลอง กองหนึ่ง ยกไปทางบกทางเมืองสุพรรณ อีกกองหนึ่ง ไปสมทบกับกองเรือที่เมืองกาญจนบุรี รวมกันยกกลับไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ครั้งนั้น พม่าได้เชลยไป ๓๐,๐๐๐ เศษ ปืนใหญ่ ๑,๒๐๐ กระบอก ปืนเล็กหลายหมื่น
ฉะนี้แล กรุงศรีอยุธยาอันบรมกษัตราธิราชได้ทรงครอบครองสืบกันมา ๓๔ พระองค์ ดำรงศักดิ์เป็นราชธานีของสยามประเทศตลอดเวลา ๔๑๗ ปีมาถึงความพินาศด้วยภัยพิบัติจากสงครามครั้งนี้
วัดสีกุก
ตามประวัติวัดสีกุกสร้างมาตั้งแต่ พศ.2240 ก่อนเสียกรุงแก่พม่าและมีประวัติยาวนานสร้างความชอกช้ำระกำใจให้แก่ชาวไทยมากมายนักเพราะเมื่อปี 2307 พม่ารุกราน มังมหานรธา แม่ทัพพม่าฝ่ายใต้เข้าประชิดกรุงศรีอยธยาใช้วัดสีกุกที่มีทำเลเหมาะสม ดังกล่าวข้างต้นเป็นที่ตั้งฐานทัพใหญ่ด้านใต้ตีขนาบซึ้งด้านเหนือมีเนเมียวสีหบดีตั้งค่ายใหญ่อยู่ที่ตำบลป่าฝ้ายปากน้ำประสบ ไทยถูกล้อมกรอบรอวันตาย มังมหานรธา ใช้วัดสีกุกซึ่งพระเณรและชาวบ้านหนีไปหมดแล้ว เป็นที่พักและบัญชาการรบเอา วิหารเก่าเป็นที่เก็บอาวุธกระสุนดินดำ ได้สร้างหอคูประตูรบเผาอิฐก่อเป็นกำแพงล้อมบ้านสีกุกสร้างที่มั่นอย่างแข็งแรงอยู่เกือบสองปี มังมหานรธาเกิดป่วยหนักและตายลง เนเมียวสีหบดีจึงเข้าควบคุมเองจนกระทั้งสามารถพิชิตกรุงศรีอยุธยาได้เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2310 ชาวบ้านได้บันทึกไว้ว่าบ้านเมืองถูกเผาผลาญยับเยิน ยามกลางคืนแสงเพลิงจับท้องฟ้าสว่างดังกลางวัน ปัจจุบันสภาพเดิมไม่มีเหลืออยู่ให้เห็น กำแพงค่ายพม่าชาวบ้านรื้อเอาอิฐไปก่อสร้างใช้ประโยชน์จนหมดสิ้นเหลือเพียงคันสูง อยู่บางแห่งเท่านั้น เมื่อทำการสร้างโบสถ์ใหม่ ชาวบ้านได้เก็บเอากระสุนปืนและปืนใหญ่ของพม่าที่มีเหลืออยู่ฝังไว้ใต้โคกสร้างโบสถ์เป็นจำนวนมาก เดี๋ยวนี้ วัดสีกุก เข้ายุคพัฒนา ด้วยความสามารถของเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เป็นที่ตั้งหน่วยอบรมประชาชน ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติฯ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หน่วยสงเคราะห์พุทธมามกะ ฯลฯ

แก้ไขล่าสุดโดย ธนากร รุจิระกุล เมื่อ 21 เม.ย. 2010, 22:43, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- ธนากร รุจิระกุล
- ขาประจำ
- โพสต์: 879
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 11:03
- Tel: 081-8752724
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่
- Bike: Giant XCT
Re: อาทิตย์16พ.ค.53 กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3
วัดท่าการ้อง

วัดท่าการ้อง จ.พระนครศรีอยุธยา
ประวัติ
วัดท่าการ้อง เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยอยุธยา สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2092 ประมาณ 450 ปี เศษมาแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในปี พ.ศ. ใด สันนิษฐาว่าคงเป็นวัดที่ราษฎรสร้าง เพราะไม่ปรากฏรายชื่อพระอารามหลวงสมัยอยุธยา ตามบันทึกพระราชพงศาวดาร วัดท่าการ้องมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยามากมาย
วัดท่าการ้องได้เป็นที่ฝึกฝนศิลปะแม่ไม้มวยไทยของนัก มวยไทยที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งคือ นายขนมต้ม
ในเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มีการบันทึกว่า ขุนไกร และสามเณรพลายแก้ว ได้มาอุปสมบทที่วัดท่าการ้อง ตอนที่ขุนแผนถูกจองจำ ณ กรุงศรีอยุธยา
ณ วันอังคาร ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน เวลาบ่าย 4 โมง พม่ายิงปืนสูงวัดการ้องระดมเข้ามา ณ กรุงศรีอยุธยาแล้วเอาเพลิงจุดเชื้อที่รากกำแพงทรุดลง
ปี 2309 วัดท่าการ้องได้เคยเป็นที่ตั้งค่ายของพม่าค่าย หนึ่งก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา จนมีคำกล่าวว่า ".. นกกาจากวัดการ้อง บินไปเสียบอก ณ ยอดพระปรางค์วัดพระศรีมหาธาตุ ใจกลางกรุงศรีอยุธยา น้ำตาหลวงพ่อโต วันพนัญเชิง ไหลนองพระเนตร อันเป็นลางบอกเหตุสิ้นแล้วแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา
ในสมัยเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดท่าการ้อง ได้ถูกจ้ดให้เป็นโรงเรียนนายร้อยฝ่ายช่างเทคนิค รุ่น 10-12 เป็นการชั่วคราว โดยใช้ศาลาการเปรียญเป็นห้องเรียน และเป็นที่พักอาศัยก่อนที่จะถูกปล่อยทิ้งขาดการเอาใจใส่ดูแลเป็นเวลานานจนทำ ให้ทรุดโทรมลงในที่สุด เป็นวัดเก่าแก่ สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางชุมชนอิสลาม 2 หมู่บ้านคือ บ้านท่า กับ บ้านการ้อง อันเป็นวัดพุทธศาสนาที่อยู่ท่ามกลางชุมชนมุสลิม ล้อมรอบทั้งตำบล
พระประธานสมัยอยุธยาที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ มีประชาชนเคารพนับถือมาก คือหลวงพ่อรัตนมงคล (หลวงพ่อยิ้ม) ศาลากลางเปรียญ เป็นอาคารทรงไทยไม้สัก สร้างสมัยอยุธยา
วัดท่าการ้องเริ่มได้รับความสนใจจากเหล่าบรรดานักท่อง เที่ยวที่ชอบเสาะหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ได้ไม่นานนัก เริ่มจากไอเดียดีๆ ของวัดแห่งนี้เรื่องการสร้างห้องน้ำระดับโรงแรมไว้ในวัด จนได้รับการยกย่องให้เป็นห้องน้ำดีเด่นเลยทีเดียวนอกเหนือจากห้องน้ำแล้วที่วัดแห่งนี้ยังมีจุดเด่นคือ มีตลาดน้ำ ที่เราสามารถหาของกินได้จากแม่ค้าที่อยู่ในเรือแต่ก็ไม่ได้เหมือนกับตลาดน้ำ ดำเนินสะดวก หรือ ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวาขนาดนั้น เพราะว่าที่วัดท่าการ้องเค้าจะจัดโซนให้สำหรับแม่ค้าเพื่อขายของ ลักษณะการขายก็คือขายอยู่บนเรือแต่ว่าแม่ค้าไม่ได้พายเรือขายของนะครับ เค้าขายอยู่ในเรือแต่ว่าขายอยู่กับที่พายไปไหนไม่ได้ แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับกำลังหาซื้อของกินอยู่แถวๆ ตลาดน้ำได้ไม่น้อยและจุดเด่นที่ได้รับการกล่าวขานกันแบบว่าปากต่อปาก จนทำให้หลายๆ คนอยากไปเห็นด้วยตาตัวเองก็ตรง รูปปั้นเณรที่ยืนเข้าแถวเรียงราย และ ใส่แว่นกันทุกองค์ ทั้งแว่นสายตา และ แว่นกันแดด ดูแล้วก็อดขำไม่ได้ ช่างเป็นไอเดียที่น่าชื่นชม สาเหตุที่ท่านเจ้าอาวาสได้ออกไอเดียในการนำแว่นตามาใส่กับรูปปั้นเณรเหล่า นี้ เป็นเพราะว่าต้องการเตือนในผู้สูงอายุที่มากราบไหว้หลวงพ่อยิ้ม ไม่ให้ลืมแว่นตากันอีก เพราะท่านเจ้าอาวาสบอกว่า แว่นตาที่เห็นเหล่านี้ก็เป็นแว่นตาที่ ผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายมาลืมไว้ที่วัดนั่นเอง

วัดท่าการ้อง จ.พระนครศรีอยุธยา
ประวัติ
วัดท่าการ้อง เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยอยุธยา สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2092 ประมาณ 450 ปี เศษมาแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในปี พ.ศ. ใด สันนิษฐาว่าคงเป็นวัดที่ราษฎรสร้าง เพราะไม่ปรากฏรายชื่อพระอารามหลวงสมัยอยุธยา ตามบันทึกพระราชพงศาวดาร วัดท่าการ้องมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยามากมาย
วัดท่าการ้องได้เป็นที่ฝึกฝนศิลปะแม่ไม้มวยไทยของนัก มวยไทยที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งคือ นายขนมต้ม
ในเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มีการบันทึกว่า ขุนไกร และสามเณรพลายแก้ว ได้มาอุปสมบทที่วัดท่าการ้อง ตอนที่ขุนแผนถูกจองจำ ณ กรุงศรีอยุธยา
ณ วันอังคาร ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน เวลาบ่าย 4 โมง พม่ายิงปืนสูงวัดการ้องระดมเข้ามา ณ กรุงศรีอยุธยาแล้วเอาเพลิงจุดเชื้อที่รากกำแพงทรุดลง
ปี 2309 วัดท่าการ้องได้เคยเป็นที่ตั้งค่ายของพม่าค่าย หนึ่งก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา จนมีคำกล่าวว่า ".. นกกาจากวัดการ้อง บินไปเสียบอก ณ ยอดพระปรางค์วัดพระศรีมหาธาตุ ใจกลางกรุงศรีอยุธยา น้ำตาหลวงพ่อโต วันพนัญเชิง ไหลนองพระเนตร อันเป็นลางบอกเหตุสิ้นแล้วแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา
ในสมัยเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดท่าการ้อง ได้ถูกจ้ดให้เป็นโรงเรียนนายร้อยฝ่ายช่างเทคนิค รุ่น 10-12 เป็นการชั่วคราว โดยใช้ศาลาการเปรียญเป็นห้องเรียน และเป็นที่พักอาศัยก่อนที่จะถูกปล่อยทิ้งขาดการเอาใจใส่ดูแลเป็นเวลานานจนทำ ให้ทรุดโทรมลงในที่สุด เป็นวัดเก่าแก่ สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางชุมชนอิสลาม 2 หมู่บ้านคือ บ้านท่า กับ บ้านการ้อง อันเป็นวัดพุทธศาสนาที่อยู่ท่ามกลางชุมชนมุสลิม ล้อมรอบทั้งตำบล
พระประธานสมัยอยุธยาที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ มีประชาชนเคารพนับถือมาก คือหลวงพ่อรัตนมงคล (หลวงพ่อยิ้ม) ศาลากลางเปรียญ เป็นอาคารทรงไทยไม้สัก สร้างสมัยอยุธยา
วัดท่าการ้องเริ่มได้รับความสนใจจากเหล่าบรรดานักท่อง เที่ยวที่ชอบเสาะหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ได้ไม่นานนัก เริ่มจากไอเดียดีๆ ของวัดแห่งนี้เรื่องการสร้างห้องน้ำระดับโรงแรมไว้ในวัด จนได้รับการยกย่องให้เป็นห้องน้ำดีเด่นเลยทีเดียวนอกเหนือจากห้องน้ำแล้วที่วัดแห่งนี้ยังมีจุดเด่นคือ มีตลาดน้ำ ที่เราสามารถหาของกินได้จากแม่ค้าที่อยู่ในเรือแต่ก็ไม่ได้เหมือนกับตลาดน้ำ ดำเนินสะดวก หรือ ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวาขนาดนั้น เพราะว่าที่วัดท่าการ้องเค้าจะจัดโซนให้สำหรับแม่ค้าเพื่อขายของ ลักษณะการขายก็คือขายอยู่บนเรือแต่ว่าแม่ค้าไม่ได้พายเรือขายของนะครับ เค้าขายอยู่ในเรือแต่ว่าขายอยู่กับที่พายไปไหนไม่ได้ แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับกำลังหาซื้อของกินอยู่แถวๆ ตลาดน้ำได้ไม่น้อยและจุดเด่นที่ได้รับการกล่าวขานกันแบบว่าปากต่อปาก จนทำให้หลายๆ คนอยากไปเห็นด้วยตาตัวเองก็ตรง รูปปั้นเณรที่ยืนเข้าแถวเรียงราย และ ใส่แว่นกันทุกองค์ ทั้งแว่นสายตา และ แว่นกันแดด ดูแล้วก็อดขำไม่ได้ ช่างเป็นไอเดียที่น่าชื่นชม สาเหตุที่ท่านเจ้าอาวาสได้ออกไอเดียในการนำแว่นตามาใส่กับรูปปั้นเณรเหล่า นี้ เป็นเพราะว่าต้องการเตือนในผู้สูงอายุที่มากราบไหว้หลวงพ่อยิ้ม ไม่ให้ลืมแว่นตากันอีก เพราะท่านเจ้าอาวาสบอกว่า แว่นตาที่เห็นเหล่านี้ก็เป็นแว่นตาที่ ผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายมาลืมไว้ที่วัดนั่นเอง
แก้ไขล่าสุดโดย ธนากร รุจิระกุล เมื่อ 19 เม.ย. 2010, 23:56, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- ธนากร รุจิระกุล
- ขาประจำ
- โพสต์: 879
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 11:03
- Tel: 081-8752724
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพผักไห่
- Bike: Giant XCT
Re: อาทิตย์16พ.ค.53 กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่3

- ไฟล์แนบ
-
- ห้องน้ำ คร๊าบบบบบบบบบ
- 6.jpg (72.77 KiB) เข้าดูแล้ว 912 ครั้ง













