จักรยาน ทัวร์ริ่ง

บอร์ดสำหรับ นักปั่นทัวร์ริ่ง นักปั่นระยะทางไกล พูดคุยเรื่องอุปกรณ์ เทคนิตการปั่น ที่พัก หรือการกินอยู่
กฏการใช้บอร์ด
บอร์ดสำหรับ นักปั่นทัวร์ริ่ง นักปั่นระยะทางไกล พูดคุยเรื่องอุปกรณ์ เทคนิตการปั่น ที่พัก หรือการกินอยู่
poogun
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 85
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 09:00
Tel: 0804046070
team: sumsoong
Bike: merida

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย poogun »

อันนี้ข้างหน้าครับ
ไฟล์แนบ
จานหน้า เขียนว่า -50-
จานหน้า เขียนว่า -50-
DSC00816.jpg (30.29 KiB) เข้าดูแล้ว 1076 ครั้ง
poogun
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 85
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 09:00
Tel: 0804046070
team: sumsoong
Bike: merida

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย poogun »

คำถามคือผมต้องเพิ่มอะไรบ้าง ถ้าอยากให้เป็นเหมือนคันสีขาวในตัวอย่างครับ
(จริงก็อยากให้เป็นแบบนั้นนะและ)ในงบประมาณที่ พอเพียง
ไฟล์แนบ
DSC00812.jpg
DSC00812.jpg (19.18 KiB) เข้าดูแล้ว 1076 ครั้ง
poogun
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 85
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 09:00
Tel: 0804046070
team: sumsoong
Bike: merida

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย poogun »

ลืมแนะนำตัวเอง
ผมอยู่ อ.ซำสูงครับ ห่างจาก อ.เมืองประมาณ 30 กม. ชื่อ หนึ่งครับทำงานที่ซำสูงนี่แหละ กะว่าจะทำจักรยานไว้ขี่มาทำงาน ระยะทางประมาณ 10 กม. +- 5 น่าจะพอไหวครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
Elka
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2527
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
team: จักรยานขอนแก่น
Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
ตำแหน่ง: ขอนแก่น

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย Elka »

ถ้าต้องการเหมือนเขาก็ ...ต้องเปลี่ยน
1. จานหน้าและเพิ่มสับจานหน้า และ/หรือ กะโหลกตามจานใหม่ เพราะของเดิม จานหน้าใบเดียว
2. จานหลังเดิม เป็น 6 ก็ใช้ของเดิมได้ ถ้างบจำกัด
3. ตีนผี ใช้ของเดิมได้
4. โซ่ ถ้ายังไม่ยืด ก็ใช้ของเดิมได้ ทดสอบโดย
จับวางกับจานหน้า ถ้ามันลงตัวดี ลงร่องฟันดี ก็ใช้งานต่อไป
5. มือบิดหรือมืกด ด้านซ้าย ต้องเพิ่มเข้ามา 1 รายการ พร้อมสาย ตามจานหน้า
6. มือบิด หรือมือกด ด้านขวา ไม่เปลี่ยนเฟืองหลังก็ใช้ของเดิมได้ครับ


สำหรับคำแนะนำ
สุ๊ด....ยอดครับ ถ้าจะอัพไว้สำหรับปั่นมาทำงาน.....เชียร์....ส์
1. ไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรเลย รถสวยอยู่แล้ว
2. ให้ถอดอุปกรณ์ทุกชิ้น มาล้างทำความสะอาด ขัดสนิม ใส่จารบีจุดหมุน ทั้งคัน
3. ปรับยาง ยางใน ปรับศูนย์ล้อตึงซี่ ขัดโซ่ ปรับเบรค ขัดอุปกรณ์ทุกชิ้น ให้เงาเลยนะครับ
4. ลงน้ำยาเคลือบเงา ล้างเบาะ (บนเว็บ มีขายครับ ลองค้นหา และติดต่อดูครับ ....หวังว่า
ไม่เขียนมถามอีกนะครับ ว่าค้นหายังไง เพราะถ้าเรารักซะ.... ยากแค่ไหนก็มีวิธีค้นหาจนเจอ)

5. เท่านี้ ก็สามารถตอบสนอง การใช้งาน ที่อยากได้แล้วครับ เหลือเฟือ มากมาย
ที่สำคัญ เมื่อทำความสะอาดและล้าง ใส่ระบบหล่อลื่น มันจะดีและ ...น่าขี น่าปั่นแล้วครับ
หาก หัดทำเองได้ จะดียิ่งขึ้น และจะรู้สึกดี มาก ๆ เวลาปั่นครับ แต่ถ้าทำไม่เป็น ก็เอาไป
ที่ร้าน แล้วนั่งดูเขาทำ วันหลังจะได้ทำเองเป็นครับ ขอให้มีความสุขกับการได้อัพจักรยาน
ขอให้ได้สวยสมใจ ปั่นดี สมอยาก และปั่นมาก ๆ จะได้ มาเที่ยวขอนแก่นกันวันหยุดครับ


รูปภาพ
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
รูปประจำตัวสมาชิก
Elka
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2527
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
team: จักรยานขอนแก่น
Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
ตำแหน่ง: ขอนแก่น

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย Elka »

เอาภาพ จักรยาน ซึ่ง เสือจุ้นจ้าน เคยเอามาลงไว้ มาฉายซ้ำให้ดูกันครับ

รูปภาพ

นัยว่า : จักรยาน ได้กำเนิดมา มากกว่า 200 ปีแล้ว ลองอ่านข้อมูล
ที่คัดลอกมาอ่านกันครับ : ลงไว้ให้อ่านโดย เสือ น่วม แห่งเมือง นคร ฯ

Draisienne ในพิพิธภัณฑ์สถานกรุงปารีส
เป็นรูปร่างของจักรยานคันแรก (คัดลอกมาจากบทความของอาจารย์เสรี ไตรรัตน์) ในปี พ.ศ.2333 หรือ ค.ศ.1790ชาวฝรั่งเศสฃื่อ Count Mede de Sivracได้ประดิษฐ์ยานพาหนะคล้ายรถจักรยานประกอบด้วยล้อ 2 ล้อเชื่อมกันด้วยไม้ทำเป็นรูปคล้ายหลังม้าหรือหลังสัตว์ต่างๆและเคลื่อนไปข้างหน้าโดยการใสด้วยเท้าเขาให้ชื่อยานพาหนะนี้ว่า Celerifere หรือVelocifere มาจากภาษาลาติน Cefer แปลว่าเร็วและ Fere แปลว่า บรรทุก ต่อมาในระหว่างปี พ.ศ.2359 กับ พ.ศ.2391 Baron Karl Friedrich von Drais De Sauerbrun แห่ง Baden=Wurtemburg ชาวเยอรมันผู้รักษาป่าชอง Grand Duke แห่ง

Baden ได้ปรับปรุง Celerifere ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์สำหรับบังคับทิศทาง และที่นั่งมีสปริงและถือว่าเป็นรถจักรยานคันแรกชองโลก ในฝรั่งเศสได้นำมาใช้และให้ชื่อว่า Draiseinne เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ได้ประดิษฐ์ขื้น ศาสตราจารย์ David Gordon Wilson แห่ง MIT ได้กล่าวว่า Von Drais เป็นผู้ประดิษฐ์จักรยานคนแรกของโลก

ประวัติศาสตร์ของจักรยานไทย
รถสองล้อเข้าเมืองไทยเมื่อใดไม่ปรากฎแต่พอประมาณว่าในช่วง พ.ศ. 2427-2430 เป็นรถยี่ห้อฮิลล์แมน เป็นที่โปรดปรานของเจ้านายและเชื้อพระวงศ์ในวังทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ผู้นำมาจำหน่ายในเมืองไทยครั้งแรกคือ กรมพระนราธิปประพันพงศ์ และ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ได้ทรงสั่งเข้ามาท่านละ 100 คัน เพื่อขายให้แก่ผู้จะแต่งเป็นรถบุปผาชาติที่สนามหลวงในคราวรับเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ ซึ่งเสด็จมาเยี่ยมเมืองไทยเมื่อกลางปี 2446 ต่อมามีพ่อค้านำเข้ามาจำหน่ายในกรุงเทพฯและแพร่หลายออกต่างจังหวัดทางราชการได้ทำสถิติ เมื่อ พ.ศ. 2469 มีขึ้นทะเบียนกับกรมทางหลวงแผ่นดินจำนวน 6318 คัน และในปี พ.ศ. 2474 จำนวน 11,867 คัน


The wooden bicycle is centuries old, but fashion is cyclical
รูปภาพ

The Dandy Horse - the forerunner of the bicycle
for more images on wood - made bikes, go here.


: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
รูปประจำตัวสมาชิก
ningnong
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 376
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 14:09
Tel: 0980970731
Bike: BS RADAC , CAAD9

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย ningnong »

ช่วงหลังๆไม่ค่อยได้เข้ากระดาน แนะนำนิดหนึ่ง หากยังไม่ทำสีใหม่ ให้ลอกสีเก่าให้หมด แล้วคิดว่าจะเพิ่มจุดจับกระติกน้ำอีกไหม , เพิ่มจุดยึดตะแกรงหน้า/หลังไหม ,เพิ่มจุดยึดต่างให้ทำเลย อาจจะให้ร้านเชื่อมทองเหลืองหรือหม้อน้ำเชื่อมให้ก็ได้ จึงพ่นสีรองพื้นจับเหล็กก่อน ผมเสียดายมากว่าจะเชื่อมไว้แต่เอาจริงลืมสนิทพ่นสีเฉยเลย สงสัยต้องลอกสีเฉพาะจุดแล้วเชื่อมจุดยึดตามที่คิด ครับ
หลังเมษา หาเรื่องล่องทะเลใต้ดีไหมพี่น้องคราบ จะได้ดูคลื่นยักษ์ในฤดูมรสุม สะใจดี !
รูปประจำตัวสมาชิก
Elka
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2527
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
team: จักรยานขอนแก่น
Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
ตำแหน่ง: ขอนแก่น

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย Elka »

บทความที่น่าสนใจ สำหรับชาวจักรยาน

เราอาจขี่จักรยานเพื่อช่วยให้โลกสะอาดขึ้น นั่นคือเหตุผลเบื้องต้นที่ทำให้ใครๆหันมาขี่จักรยาน แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปกว่านั้น เจาะให้ลึกด้วยหลักวิทยาศาสตร์ คุณจะพบว่าตัวเองสามารถรักษาเซลสมองไว้ได้ จะใช้มันเพื่อสานสัมพันธ์ในครอบครัวก็ได้ ที่เห็นชัดๆคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิคแบบนี้ช่วยขยายความจุของปอดได้ดี ตามมาด้วยการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขหรือเอนดอร์ฟีน ถ้างั้นแล้วการขี่จักรยานกันสม่ำเสมอจะไม่ดีหรือ? มันดีแน่ๆด้วยเหตุผลต่อไปนี้

1. เดินทางได้เร็วขึ้นด้วยจักรยาน : ถ้ามีวันไหนที่ว่างขอให้ลองขี่จักรยานไปทำงาน จับเวลาแล้วคุณจะพบว่าใช้เวลาน้อยกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์จริงๆ โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่การจราจรเคลื่อนตัวช้าหรือติดขัด การใช้จักรยานวิบากหรือเสือหมอบปั่นลัดเลาะเข้าซอยก่อนถึงจุดหมายจะช่วยย่นระยะเวลาได้มาก

2. หลับได้สนิท : การออกไปควบจักรยานตอนเช้าตรู่อาจรู้สึกทรมานบ้างในช่วงแรกๆ แต่เมื่อทำให้ชินแล้วมันจะช่วยเร่งกระบวนการเมตาบอลิซึ่มให้เผาผลาญสารอาหารช่วงเช้าได้ดี มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดแห่งสหรัฐฯได้วิจัยโดยให้คนมีอาการนอนไม่หลับปั่นจักรยานวันละ 20-30 นาทีทุกวันนานเป็นเดือน ผลคือคนพวกนี้หลับสนิทเร็วขึ้นกว่าเดิมเป็นครึ่ง เดิมทีต้องข่มตาหลับนานถึงสองสามชั่วโมงลดลงมาเหลือแค่ชั่วโมงกว่าเท่านั้น

3. คงความอ่อนเยาว์ไว้ได้นานกว่า : นักวิทยาศาสตร์จากสแตนฟอร์ดเจ้าเดิมพบว่าการขี่จักรยานเป็นประจำสามารถทำให้ผิวหนังปรับตัวป้องกันตัวเองจากรังสียูวีได้ รวมทั้งทำให้แก่ช้าลงด้วยรายละเอียดว่าการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดด้วยการออกกำลังกาย จะช่วยให้ทั้งออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ผิวหนังได้ดีขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งขับของเสียและสารพิษต่างๆออกไปด้วย นอกจากนี้การออกกำลังยังเป็นการสร้างสภาพภายในร่างกายให้เหมาะสมต่อการผลิตคอลลาเจนอันเป็นสารเคมีให้ความชุ่มชื้นต่อผิวพรรณลงไปเร่งกระบวนการซ่อมแซมผิวส่วนที่สึกหรอกระนั้นก็ยังอดเตือนไม่ได้ว่าควรทาครีมกันแดด SPF30 ทุกครั้งก่อนออกแดด เพราะเดี๋ยวนี้แดดแรงมาก แรงจริงๆ

4. ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานเป็นปกติ : จากการวิจัยของทีมนักวิทยาสาสตร์มหาวิทยาลัยบริสตอล อังกฤษ การขี่จักรยานเป็นประจำจะทำให้ระบบทางเดินอาหารแข็งแรง ด๊อกเตอร์อานา ไรมุนโต แห่งทีมนักวิจัยบอกว่า “การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะทำให้อาหารไหลเวียนได้คล่อง ลดปริมาณน้ำที่ร่างกายจะดูดซึมกลับ อาหารจะไหลเข้าสู่ระบบต่างๆได้ง่าย ร่างกายดูดซึมได้ง่ายเช่นกัน”

5. ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง แจ่มใส : ถ้าอยากให้สมองโปร่งคิดอะไรออกง่ายๆ ทางอกง่ายๆคือการปั่นจักรยาน คณะวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์พบว่าการได้ออกกำลังกายแบบแอโรบิคโดนเฉพาะปั่นจักรยานจะช่วยให้คนทำแบบทดสอบเกี่ยวกับสมองและความจำทำคะแนนดีขึ้นถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เมื่อการปั่นจักรยานกระตุ้นให้หัวใจสูบฉีดเลือดมันจึงสูบเลือดไปเลี้ยงสมองด้วยโดยปริยาย มีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้นก็ทำงานได้ดีขึ้นอยู่แล้วเป็นปกติและจะดียิ่งขึ้นเมื่อคุณอายุเลย 30 ไปซึ่งเซลสมองเสื่อมลงตามวัย การปั่นจักรยานสม่ำเสมอจะช่วยให้สมองเสื่อมช้าลง

6. ร่างกายแข็งแรงขึ้น : เมื่อก่อนมีคำพูดว่าให้กินแอปเปิ้ลวันละลูกแล้วจะไม่ต้องไปหาหมอ ตอนนี้ต้องคิดใหม่แล้วว่าถ้าการกินแต่แอปเปิ้ลโดยไม่ออกกำลังคงไม่มีทางแข็งแรง ต้องออกกำลังบ่อยๆแล้วจะทำให้เซลภูมิป้องกันแข็งแรงเอง ลดอาการติดเชื้อ ตามคำยืนยันของแคธ คอลลินส์หัวหน้านักโภชนาการแห่งโรงพยาบาลเซนต์จอร์จ ลอนดอน มหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนายังเสนอผลงานวิจัยสนันสนุนอีกด้วยว่าเอาแค่ขี่จกัรยานให้ได้วันละ 30 นาทีอาทิตย์ละห้าวันคุณก็จะแข็งแรงจนแทบสะกดคำว่า “หมอ” ไม่ถูกแล้ว จะจริงหรือไม่ก็ลองปั่นจักรยานดูเถอะ

7. อายุยืน : คิงส์ คอลเลจแห่งลอนดอนได้เปรียบเทียบแฝดแท้จำนวน 2,400 คู่ที่ออกกำลังและไม่ได้ออกกำลัง พบว่าฝ่ายที่ปั่นจักรยานครั้งละ 45 นาทีอาทิตย์ละสามวันติดต่อกันมาเก้าปี จะคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้มากกว่าแฝดคนที่ไม่ได้ปั่น คนปั่นบ่อยจะลดอัตราการเสี่ยงโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดลงได้มาก เช่น โรคหัวใจ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เบาหวาน มะเร็งทุกประเภท รวมทั้งความดันเลือดสูงและโรคอ้วน ร่างกายคุณจะปกป้องตัวเองจากอันตรายภายนอกทั้งจากสภาพแวดล้อมและเชื้อโรค นี่จึงเป็นเหตุให้นักจักรยานมีอายุยืน

8. ช่วยลดมลภาวะ ช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น : ความจริงเรื่องเนื้อที่ คือจักรยานยี่สิบคันสามารถจอดได้ในที่ว่างที่จอดรถยนต์เพียงคันเดียวได้ ใช้พลังงานและวัตถุดิบเพียงห้าเปอร์เซ็นต์ของที่ใช้สร้างรถยนต์หนึ่งคันเพื่อสร้างจักรยานคันเดียวและที่สำคัญจักรยานไม่ก่อมลพิษเลยแม้แต่น้อย จักรยานเป็นพาหนะที่มีประสิทธิภาพสูง เราเดินทางด้วยจักรยานเร็วกว่าเท้าถึงสามเท่าด้วยพลังงานเท่ากันเทียบกับการเติมน้ำมันรถยนต์แล้วคือจักรยานใช้พลังงานเมื่อขี่ไกล 2,24 แกลลอนต่อไมล์ ที่เราไม่ค่อยได้คิดกันคือ เรื่องสัดส่วนน้ำหนก โดยเฉลี่ยนคนขี่จะหนักกว่าจักรยานหกเท่าในขณะที่รถยนต์หนักกว่าตัวเราถึงยี่สิบเท่า

9. จักรยานคือเครื่องแสดงสถานะ : เปล่า มันไม่ได้แสดงว่าคุณรวยเลยถ้าได้ขี่จักรยานแพวๆ แต่ที่เห็นได้ชัดๆคือมันแสดงให้รู้ว่าคุณคือคนใส่ใจสุขภาพ เป็นชนชั้นที่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์พลังงานจริงๆ ทำให้ใครๆเห็นบ่อยๆแล้วเขาจะเข้าใจจริงๆว่าคุณไม่ได้ทำเอาหน้าการขี่จักรยานบ่อยๆอาจทำให้เกิดการเลียนแบบได้และในที่สุด “ชนชั้นจักรยาน” จะเกิดขึ้นและแพร่ออกไปเป็นกลุ่มใหญ่

10. ช่วยให้เรื่องบนเตียงดีขึ้น : การเป็นคนแอ๊คทีฟ ออกกำลังกายบ่อยๆโดยเฉพาะขี่จักรยานจะทำให้ระบบหลอดเลือดทำงานดีขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเพศดีขึ้นด้วยทั้งระยะเวลาและอายุการใช้งาน รายงานการวิจัยชิ้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐฯ ระบุว่านักกีฬาชายที่เล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอจะมีความสามารถทางเพศเทียบเท่ากับเพศเดียวกันที่อ่อนกว่าสองถึงห้าปี ยืดระยะเวลาการถึงวัยทองต่อไปได้อีกมากมาย

อีกชิ้นหนึ่งคือรายงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ค พบว่าผู้ชายวัย 50 กว่าๆที่ปั่นจักรยานได้อาทิตย์ละสามชั่วโมงจะมีความเสี่ยงต่ออาการไม่แข็งตัวน้อยลง 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับพวกไม่ชอบปั่นซ้ำยังดื่มเหล้าสูบบุหรี่

11. เป็นแม่พันธ์ที่ดี : ใครจะเชื่อบ้างว่าการขี่จักรยานเป็นประจำจะทำให้คุณเป็นพ่อคนแม่คนที่มีสุขภาพดี ตามรายงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่าหญิงตั้งครรภ์ชาวสหรัฐที่ออกกำลังสม่ำเสมอระหว่างตั้งท้องจะคลอดลูกง่ายกว่าปกติ คลอดแล้วยังฟื้นสภาพกลับมาเป็นปกติได้เร็วกว่า อารมณ์ก็ไม้ขึ้นๆลงๆเหมือนแม่ทั่วไปที่เอาแต่กินด้วยระหว่างเก้าเดือนแห่งการตั้งครรภ์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอระหว่างการตั้งครรภ์นั้นทำให้แม่แข็งแรงซึ่งผลพลอยได้คือเธอสามารถป้องทารกในครรภ์ได้ดี ผลพวงจากแม่แข็งแรงนี้ส่งผลกระทบไปถึงลูกด้วยซึ่งจะแข็งแรงนี้ส่งผลกระทบไปถึงตัวลูกด้วยซึ่งจะแข็งแรงตามกันเมื่อเขาลืมตาดูโลก

12. หัวใจแข็งแรง : รายงานการวิจัยหลายชิ้นจากหมาวิทยาลัยเปอร์ดิวในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการขี่จักรยานสม่ำเสมอจะทำให้โอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจลงได้ถึงครึ่งตามรายงานของศูนย์ป้องกันโรคหัวใจแห่งอังกฤษระบุว่าผู้คนชาวอังกฤษสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นโรคหัวใจได้หลายหมื่นคน เมื่อพยายามทำให้ตัวเองฟิตอยู่เสมอ แค่ขี่จักรยานให้ได้อาทิตย์ละ 30 ก.ม. เป็นอย่างต่ำเท่านี้ก็ลดโอกาสเป็นโรคหัวใจได้ชะงัดแล้ว

13. การขี่จักรยานสมัยนี้ปลอดภัยกว่าแต่ก่อนมาก : เพราะเทคโนโลยีการสร้างจักรยานในปัจจุบันเจริญก้าวหน้าไปมากนั่นก็ใช่อีกเรื่องคืผู้คนสมัยนี้รู้จักจักรยานมากกว่าเมื่อก่อน และรู้จักด้วยว่ามันเป็นพาหนะทางเลือกที่สามารถใช้แทนยวดยานชนิดอื่นได้ดี มีจักรยานให้เลือกหลากชนิดตั้งแต่เสือหมอบเพื่อแข่งระดับแกรนด์ทัวร์ไปจนถึงจักรยานจ่ายตลาด จักรยานนอนถีบ มีการให้การศึกษาเรื่องการใช้ถนนร่วมกับจักรยานในหลายประเทศ เกือบทุกประเทศมีเลนสำหรับจักรยานหรือแม้แต่ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองคนขี่จักรยาน (เมืองไทยเราด้วยหรือเปล่าหนอ?) การขี่จักรยานทั้งเพื่อออกกำลังและเพื่อใช้เป็นพาหนะจึงปลอดภัยขึ้นกว่าเดิมเมื่อหลายสิบปีก่อนมาก

14. ขี่จักรยานแล้วเจ้านายจะรัก : เปล่า เราไม่ได้หมายถึงเจ้านายหนุ่มๆจะชอบบั้นท้ายของสาวๆในกางเกงจักรยานผ้าไลครา แต่หมายความว่าไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนเข้างานหรือระหว่างพักกลางวันจะให้ผลผลิตได้มากและรู้จักจัดการกับเวลาได้ดีกว่าคนที่ไม่ทำอะไรเลย การศึกษาตัวอย่าง 200 คน ที่กระทำโดยมหาวิทยาลัยบริสตอลของอังกฤษยืนยันคำกล่าวอ้างนี้ได้ดี

15. ปั่นจักรยานห่างไกลมะเร็ง : มีหลักฐานมากมายแสดงให้เห็นว่าการปั่นจักรยานทำให้ห่างมะเร็ง มีอีกหลายชิ้นเหมือนกันที่แสดงว่าการขี่จักรยานเท่านั้นที่เหมาะแก่การจัดเรียงเซลให้ทำงานได้เป็นปกติ การวิจัยระยะยาชิ้นที่กระทำโดยกลุ่มนักวิจัยชาวฟินแลนด์พบว่าชายผู้ขี่จักรยานอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง มีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยลง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำได้ไม่ยากเลยแค่ปั่นจักรยานไปทำงาน หรือถ้าปั่นไปทำงานไม่ได้ก็ซื้อเทรนเนอร์ไว้ปั่นที่บ้านก่อนออกไปทำงานสักครึ่งชั่วโมงก็ยังดี ส่วนสาวๆที่มีโอกาสได้ปั่นจักรยานในเวลาเท่ากันยังลดโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ถึง 34 เปอร์เซ็นต์ด้วย

16. ลดน้ำหนักได้ชะงัก : แน่นอนอยู่แล้วว่าการออกกำลังทำให้เราเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าปกติ บางคนอาจคิดว่าการออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งคือหนทางลดน้ำหนักที่ดี แต่ก็ไม้เสมอไป การวิ่งเผาผลาญไขมันไปได้เยอะก็จริงแต่ก็ไม่ใช่หนทางที่ดีสำหรบคนอ้วนน้ำหนักมากเพราะน้ำหนักของคุณนั่นเองแหละที่จะไปทำลายข้อต่อกระดูกหัวเข่า ข้อเท้า จักรยานนี่แหละคือทางเลือกที่หมอแนะนำเพราะมันมีอานมาคอยแบกน้ำหนักตัวอยู่แล้วเกือบทั้งหมด คุณสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้เท่าเดิมหรือมากกว่าด้วยซ้ำโดยข้อต่อต่างๆไม่เสื่อม ดีกว่าเห็นๆ เพลินกว่าชัดๆเมื่อปั่นได้นานกว่าและสบายกว่า

17. คนจักรยานรับมลพิษได้น้อยกว่าคนนั่งในรถยนต์ : เวลาเห็นใครขี่จักรยานในถนนเราอาจพากันคิดว่าเขาคงสูดเอาไอพิษเข้าไปเพียบ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เช่นนั้นเพราะเขากลับรับมันได้น้อยกว่าคนขับรถ หลักฐานยืนยันมั่นเหมาะคืองานวิจัยที่กระทำโดยอิมพีเรียล คอลเลจ กรุงลอนดอน ที่นักวิจัยพบว่าผู้โดยสารรสบัส แท๊กซี่และรถยนต์ส่วนตัวนั่นแหละที่สูดก๊าซพิษเข้าไปมากกว่าคนขี่จักรยานและคนเดินทางเท้า โดยเฉลี่ยนแล้วคนนั่งแท๊กซี่จะได้รับอนุภาคขนาดเล็กมากเข้าร่างกายมากกว่าแสนโมเลกุลต่อลูกบาศก์เมตร มันจะไปจับที่ปอดและทำลายเซลต่างๆคนนั่งรถเมล์จะสูดเข้าไปเกือบแสนในขณะที่คนขับรถตามปกติจะดูดซับได้ 40,000 โมเลกุล แต่คนขี่จักรยานจะสูดอนุภาคเหล่านี้เข้าไปแค่ 8,000 โมเลกุลต่อลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เพราะนักจักรยานจะขี่อยู่ริมถนนและไม่ได้อยู่ท่ามกลางแถวรถยนต์ที่ปล่อยควันพิษตรงๆ รายงานชิ้นนี้อาจเปลี่ยนไปถ้ามาทำที่ กทม.!

18. ครอบครัวสมัครสมานกันมากกว่าคนที่ไม่ได้ขี่จักรยาน : การขี่จักรยานเป็นกิจกรรมที่ง่ายที่สุดที่ครอบครัวจะทำร่วมกันได้ ขี่จักรยานได้ทั้งพ่อแม่ลูกปู่ย่าตายาย ถ้าลูกๆเห็นคุณพ่อคุณแม่ปั่นจักรยานเป็นประจำอยู่แล้วพวกแกจะคิดว่านี่คือเรื่องธรรมดาและอยากทำบ้าง เวลาไปเที่ยวจะพกจักรยานไปด้วยก็ยังได้ จักรยานพับช่วยให้นำพามันไปไหนๆได้ง่ายขึ้นในปัจจุบัน และแน่นอนที่สุดคอนการขี่จักรยานด้วยกันในครอบครัวต้องใช้เวลาอย่างต่ำหนึ่งชั่วโมงจึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คนในครอบครัวได้ใช้ร่วมกัน

19. เป็นโอกาสให้ได้กินขนมกรอบเค็ม : แม้ว่าการลดหรืองดอาหารเค็มๆจะเป็นสิ่งที่หมอแนะนำ แต่เมื่อใดที่คุณจะขี่จักรยานได้ไกลหรือแข่ง ก่อนการขี่ครั้งนั้นสองถึงสามวันคุณกินสแน๊คพวกนี้ได้ เพราะเกลือที่ปนอยู่ในอาหารพวกนี้จะช่วยปกป้องร่างกายไว้จากสภาวะสูญเสียความร้อน อันเป็นสภาพที่เกิดจากการดื่มน้ำมากเกินโดยไม่มีเกลือปน พูดง่ายๆคือการรับเกลือโซเดียมเข้าร่างกายเสียก่อนที่จะเสียมันออกมาทางเหงื่อ พอเสียเหงื่อจริงๆจะได้ไม่เสียเกลือมากเกินไปนั่นเอง

20. ปั่นจักรยานเพื่อให้เล่นกีฬาอื่นได้ดีขึ้น : เป็นเรื่องจริงทีเดียวเมื่อพูดถึงการได้เคลื่อนไหวอยู่เสมอ นักจักรยานเมาเทนไบค์จะลงซิงเกิลแรคแค่วันเสาอาทิตย์เท่านั้น วันธรรมดาเขาจะขี่เสือหมอบเพื่อคงความสามารถทางด้านแอโรบิคไว้ นักฟุตบอลจะเตะและวิ่งไล่ลูกได้ดีขึ้นถ้าเขาปั่นจักรยานเป็นกิจกรรมเสริม ไม่ว่าคุณจะเล่นกีฬาเคลื่อนไหวใดๆก็ตาม การให้จักรยานเข้าไปเสริมย่อมทำให้กีฬาที่เล่นอยู่แล้วนั่นเล่นได้ดีขึ้น แลนซฺอาร์มสตรองเองก็ชอบเล่นกอล์ฟ

21. ก่อให้เกิดจินตนาการ : ไม่แปลกเมื่อหัวข้อแรกๆของบทความนี้ได้บอกไว้แล้วว่าจักรยานพัฒนาสมอง นักเขียน นักดนตรี ศิลปินสาขาต่างๆและพวกนักบริหารคือสาขาอาชีพที่ต้องใช้การออกกำลังกายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาด้านจิตใจ หรืออะไรก็ตามที่เข้ามาขวางการตัดสินใจ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ปั่นจักรยานเป็นประจำคุณจะเข้าใจความรู้สึกว่าการปั่นเสร็จแล้วหัวโล่งสมองปลอดโปร่ง เพราะหัวใจที่ได้รับการบริหารได้ส่งเลือดไปเลี่ยงอวัยวะอื่นๆรวมทั้งสมองได้ดีขึ้นนั่นเอง มันจึงส่งผลถึงสมองและทำให้คุณคิดอะไรได้เยอะแยะด้วย

22. ฟิตได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก : เมื่อพูดถึงความฟิตเปรี๊ยะ เกือบทุกคนจะคิดถึงการออกกำลังกายหักโหมหามรุ่งหามค่ำ หรือออกกำลังภายในโรงยิม ตามรายงานการประชุมสัมมนาของศูนย์ป้องกันโรคหัวใจแห่งสหรัฐฯ ประชาชนชาวอเมริกันที่ขี่จักรยานบ่อยๆจะมีความฟิตเท่ากับคนที่อ่อนกว่าตนเองถึง 10 ปี จะดีหรือไม่ล่ะถ้าคุณมีอายุ 45 แต่แข็งแรงเท่ากับคนอายุแค 35 ปี

23. ช่วยให้ปอดใหญ่กว่าใครๆ : เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่เมื่อออกกำลังโดยเฉพาะแบบแอโรบิคเช่นจักรยานปอดจะทำงานหนักกว่าปกติ นักจักรยานในวัยผู้ใหญ่ที่ปั่นเป็นประจำสม่ำเสมอจะใช้ออกซิเจนมากกว่าคนธรรมดาสิบเท่าแม้จะนั่งดูทีวีอยู่เฉยๆ การปั่นจักรยานบ่อยๆจะช่วยให้ระบบหลอดเลือดแข็งแรง ช่วยให้หัวใจทำงานได้ดีกว่าเดิม รับเอาออกซิเจนเข้าไปมากกว่าปกติเมื่อเคลื่อนไหวต่อเนื่อง พอปอดขยายได้ถึงระดับหนึ่งจะทำให้คุณไม่ต้องใช้ความพยายามมากในการหายใจเพื่อรับออกซิเจนจำนวนมาก อัตราเต้นปกติของหัวใจจะช้าลงกว่าคนที่ไมได้ออกกำลัง ดีหรือไม่ล่ะถ้าหัวใจไม่ต้องทำงานหนัก?

24. เผาผลาญไขมันได้มากกว่า : นักวิทยาศาสตร์การกีฬาค้นพบว่าอัตราการเผาผลาญสารอาหาร หรือเมตาบอลิซึ่ม โดยเฉพาะส่วนที่เผาผลาญไขมันนั้นจะไม่เพียงแค่ทำงานหนักขึ้นระหว่างกระขี่จักรยานเท่านั้น มันยังทำงานต่อเนื่องหลังคุณลงจากอานแล้วต่อไปได้อีกหลายชั่วโมง นี่เองจึงเป็นเหตุผลให้เราต้องกินอะไรเข้าไปหลังจากขี่จักรยานหนักๆมาแล้วภายในสองชั่วโมง เพื่อให้อาหารทั้งหมดถูกเผาผลาญได้หมดจนไม่ต้องเก็บไว้เป็นไขมัน แต่ถ้าไม่กินหรือกินน้อย (ถ้าคุณทนหิวได้) ร่างกายคุณก็จะดึงไขมันที่เก็บไว้ออกมาใช้ ถ้าคุณฝึกแบบอินเตอร์วัลรวมเข้าไปด้วยการขับขี่ทางไกลธรรมดา คุณก็จะเร่งกระบวนการเผาผลาญให้มากและเร็วขึ้นอีกถึงสามเท่าครึ่ง เมื่อเทียบกับนักจักรยานที่ขี่ช้าๆด้วยรอบขาสม่ำเสมออย่างรวดเร็ว

25. ก่อเกิดการเสพติดในทางที่ดี : ติดเหล้าติดบุหรี่ยังอันตราย ติดช๊อคโกแลตก็อันตราย แต่ไม่มีใครตายเพราะติดการปั่นจักรยาน เมื่อใดที่ออกกำลังแล้วทำต่อเนื่องร่างกายคุณจะหลั่งสารแห่งความสุขคือเอ็นดอร์ฟีนออกมากระตุ้นให้คุณต้องจูงจักรยานคันโปรดออกไปปั่นอีกจนได้เมื่อถึงเวลา ปั่นบ่อยๆมันก็ดีต่อสุขภาพ การเสพติดปั่นจักรยานจึงเป็นการเสพติดที่ดีและควรเสพเป็นอย่างยิ่ง

26. ปั่นจักรยานทำให้มีเพื่อนเยอะแยะและเป็นเพื่อนที่แข็งแรงทั้งนั้น : เชื่อว่าการไปปั่นจักรยานนั้นคงต้องมีหลายครั้งที่คุณไม่ได้ปั่นคนเดียว ต้องมีกลุ่มไม่ว่าจะเป็นเสือแบบไหน การปั่นรวมกลุ่มทำให้เกิดสังคมของคนชอบกิจกรรมแบบเดียวกันและถูกคอกัน การรวมกลุ่มขี่จักรยานค่อยข้างแตกต่างกับการทำกิจกรรมอื่น เพราะคนที่จะมาขี่จักรยานด้วยกันและตามกันทันนั้นต้องแข็งแรงเท่าๆกันหรือมากกว่าอันหมายถึงสุขภาพที่ดี ทุกคนแข็งแรง รวมทั้งคุณด้วยที่จะได้ทั้งความเพลิดเพลินและสุขภาพ

ทั้งยี่สิบหกข้อนี้ยังน้อยถ้าจะเทียบกับเหตุผลที่แต่ละคนมีอยู่แล้วเพื่อขี่จักรยาน ทั้งหมดนี้เป็นแค่การแนะนำหรือบอกต่อกันแบบย่อๆเท่านั้น ไม่ว่าจักรยานของคุณจะเป็นแบบไหนมันย่อมดีทั้งนั้นเพราะคุณใช้มันได้ทั้งเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ เพื่อนเป็นพาหนะและเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อ่านเสร็จแล้วอย่ารอช้าเลยคว้าจักรยานมาขี่กันเถอะ


--------------------------------------------------------------------------------


รูปภาพ
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
bird1
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2383
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2009, 10:05
Tel: 0894180558
team: ชมรมจักรยานบึงทุ่งสร้างขอนแก่น
Bike: เทรค8900 commencal n3
ตำแหน่ง: 192/199 ต.ในเมือง อ.เมือง จว.ขอนแก่น

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย bird1 »

ชอบ ข้อ 10 ครับ :mrgreen:
มีสติทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก...
มีอคติทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่...



ผมรักพ่อหลวง
รูปประจำตัวสมาชิก
Elka
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2527
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
team: จักรยานขอนแก่น
Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
ตำแหน่ง: ขอนแก่น

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย Elka »

bird1 เขียน:ชอบ ข้อ 10 ครับ :mrgreen:
ท่าน ดาบครับ ผู้อ่านส่วนมาก ก็สนใจแต่ ข้อ 10 นี่แหละครับ
ผลของการศึกษา ต้องรออีกระยะครับ ว่า ถ้าเอามาใช้เมืองไทย ยังมีความสเถียร...หรือเปล่า
:) :D :lol:
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
รูปประจำตัวสมาชิก
Elka
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2527
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
team: จักรยานขอนแก่น
Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
ตำแหน่ง: ขอนแก่น

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย Elka »

วันนี้ มีข่าวดีมาบอก ผิดถูกอย่างไร พิจาณาดู นะครับ
โดยเฉพาะ การปั่นจักรยาน ทัวริ่ง ระยะทางไกล สะสมหลาย ๆ วัน
มักจะมีความ เมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ การได้ผ่อนคลาย ย่อมเป็นช่องทาง
ที่ต้อง สรรหาและเลือกใช้ให้เหมาะสม ตามสมควร...


ดื่มเบียร์ วันนี้ มีประโยชน์ได้นะ
ปกติแล้วจะได้ยินแต่โทษของการดื่มเบียร์
แต่วันนี้ ขอนำผลการศึกษา เบียร์
การดื่มเบียร์ ก็มีประโยชน์ มา.....ดื่มกัน... :) :D :lol:

ประโยชน์ด้านหัวใจ : จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยอีโมรี พบว่า
ผู้หญิงและผู้ชายสูงอายุจำนวน 2,200 คนที่ดื่มเบียร์วันละ 1.5 แก้วต่อวัน
มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลวลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
เพราะว่าเบียร์ช่วยสูบฉีดโลหิต ทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง
ช่วยให้ไขมันที่เกาะอยู่ตามหลอดเลือด ลดลงไป ได้


ประโยชน์ด้านสมอง : นักวิทยาศาสตร์ในบอสตัน พบว่า
คนที่ดื่มเบียร์ตั้งแต่ 1-6 แก้วต่อสัปดาห์ จนถึง 7-14 แก้วต่อสัปดาห์
จะเกิดอาการชักได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเลย เพราะว่าเบียร์ช่วยให้เม็ดเลือด
ไหลเวียนดี เลือดไม่ไปคั่ง ที่ไดที่หนึ่ง มากจนเกินไป


ประโยชน์ด้านจิตใจ : การดื่มเบียร์ช่วยลดความเครียดได้
ช่วยให้ผ่อนคลาย หายกังวล แก้อาการอาย ทำให้อารมณ์ดี
เป็นการป้องกัน โรคซึมเศร้า ได้ดีอย่างยิ่ง จริง ๆ
พี่น้องชาวเสือ ฯ รู้จักผล ฯ ตรงนี้ ดีเป็นพิเศษ


ประโยชน์ด้านอื่น ๆ : เบียร์มีสารอาหารสำคัญอยู่หลายตัว
ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามิน B ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม เซเลเนียม และธาตุเหล็ก
เพราะมันทำมาจากยอดอ่อนของข้าว หนึ่งสุกแล้วเอาไปหมักกับยีสต์
ใครที่ดื่มเบียร์ จึงมักจะไม่ขาดสารอาหารที่จำเป็น


สำหรับการดื่ม : สาโทที่ทำจากข้าวกล้อง(ข้าวเหนียว)
พบว่า สารอาหาร ที่มีอยูในสาโท(อีสาน) มีคุณค่าทางสารอาหาร
สูงกว่าเบียร์ ถึง 5 เท่า
:) :D


ฝากแจ้ง อ.โก :จากการศึกษาของ ที่ทำงานผม ทีมงาน
แจ้งผลว่า การดื่ม สาโท(อีสาน) ที่ผ่านระบบกรองและได้มาตฐาน
สามารถ ช่วยให้ความถี่ ดีขึ้นถึง 2 เท่า ...ลองไหม ? ...ลองไหม ?


รู้อย่างนี้แล้ว ก็หันมาดื่นเบียร์กันดี......ไหม ?
แต่ก็ต้องไม่ดื่มมากจนเกินไป ........เด้อ..ครับ
เพราะประโยชน์อาจจะกลายเป็นโทษได้
:mrgreen: :mrgreen: :mrgreen:
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
รูปประจำตัวสมาชิก
Dulyavit
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 748
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.ย. 2008, 12:20
Tel: 0864585244
team: MTB ขอนแก่น
Bike: VOODOO

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย Dulyavit »

ดี ครับสนับสนุนอีก 1 เสียง เอาเย็นนี้เลย ฉลองเคอร์ฟิว :D จะได้ไม่ต้องออกจากบ้าน
เหนือกว่า ชัยชนะก็คือเพื่อนที่ดี
รูปประจำตัวสมาชิก
willy
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 628
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 07:08
Tel: 0815927634
team: Khon Kaen Group
Bike: Trek 6500, Year 2005

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย willy »

สนับสนุนเห็นด้วยขอรับ
may the FORCE be with U
รูปประจำตัวสมาชิก
Elka
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2527
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
team: จักรยานขอนแก่น
Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
ตำแหน่ง: ขอนแก่น

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย Elka »

:) :D :lol:

ท่าจะดี เจ็ง ๆ เหอะ ...เหอะ.... มีเสียง ..หนับ..หนุ๋น

เพิ่มเติมข้อมูล เรื่อง ซี่จักรยาน ครับ
ซี่ลวด DT ที่นิยมและเลือกใช้ ในบ้านเรามักจะพบอยู่เพียง 3 รุ่น จะขอเรียงลำดับจาก ราคาถูกไปแพงนะครับ

1. ซี่ DT Champion เป็นซี่แบบตรง (Straight gauge) มีสมบัติ แข็งแรง ราคาถูกกว่ารุ่นอื่น ๆ ที่จะกล่าวถึง
เป็นซี่ลวดที่ ออกแบบมาให้ใช้งานแบทั่วไป ไม่ผ่านการรีดให้บางเบา ดังนั้น หากสมาชิกชอบปั่นแบบ All mountain,
Freeride แนวโดด หรือ แม้แต่ XC โหดๆ หน่อย หันมาเลือกใช้งาน ซี่ตัวนี้จะพบความแข็งแรง และยังเหมาะกับ
เพื่อนนักปั่น คนที่มีน้ำหนักตัวมาก ๆ ด้วยนะครับ

2. ซี่ DT Comp (Competition) ซี่ตัวนี้ ให้สังเกต ช่วงกลางของซี่ลวด จะใช้เทคนิคทำการ รีด (Butted)
ทำให้บางลงมาจากซี่ Champion แต่เขายังมีความแข็งแรงค่อนข้างดี ราคาแพงกว่า ซี่ DT Champion
แต่ถูกกว่า ซี่ revo ครับ เหมาะกับการแข่งขัน เนื่องจากเบา แต่แข็งแรง

3. ซี่ DT Revo (Revolution) ซี่ตัวนี้ ให้สังเกต ช่วงกลางของซี่ลวดจะทำการรีด (Butted) ลงมาอีกระดับหนึ่ง
ทำให้บาง เบาลงมากกว่าซี่ Comp ราคาก็จะสูงกว่า ซี่ทั้ง 2 แบบที่กล่าวถึงมาก่อน
สำหรับเพื่อนสมาชิกที่มีน้ำหนักตัวไม่มากนัก และ ใช้ปั่นในงาน ไม่โหดร้ายมาก เรียกว่าเน้นแต่งเบา...

ข้อสังเกต : ถ้าเพื่อนสมาชิก ปั่นไม่แรง ทางเรียบ ทั่วๆไป ไม่ได้ปั่นทาง XC ที่ต้องลุยขึ้น ๆ ลง ๆ เขาเยอะ ๆ
ผมแนะนำว่า ลองหันไปใช้ซี่ไต้หวัน ก็สามารถประหยัดงบได้นะครับ ราคาก็จะถูกกว่าซี่ DT มากเลย
แต่สำหรับ ขาทัวร์ริ่ง แนะนำ ซี่ DT Champion ครับ เพราะจะช่วยลดปัญหาทั้งปวง
ไฟล์แนบ
DSC.JPG
DSC.JPG (68.89 KiB) เข้าดูแล้ว 866 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย Elka เมื่อ 24 พ.ค. 2011, 11:21, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
รูปประจำตัวสมาชิก
Elka
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2527
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
team: จักรยานขอนแก่น
Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
ตำแหน่ง: ขอนแก่น

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย Elka »

เห็นสมาชิก เตรียมกันเดินทาง และเริ่ม เดินทางไกลกันมากขึ้น
จึงอยากนำข้อมูลที่ผมรวบรวม และ ศึกษาจากผู้รู้ จึงขอนำมาเผยแพร่ต่อนะครับ

ขอขอบคุณ ป๋าลู คุณหมอที่ช่วยกรุณาให้ความรู้กับ "วงการจักรยาน" มากมาย


Heat stroke
พูดถึง Heat stroke นี่ ปกติแล้วถ้าหากไม่ใช่แพทย์ที่คุ้นเคยกับกีฬามหาโหด อย่างวิ่งมาราธอน หรือ ไตรกีฬาแล้ว มักจะเป็นสิ่งที่ถูกนึกไว้ทีหลังอยู่เรื่อยครับ เพราะสาเหตุอย่างอื่นน่าคิดถึงมากกว่า โดยเฉพาะภาวะหัวใจมีเลือดมาเลี้ยงไม่พอเนี่ย หรือ ภาวะหัวใจที่เต้นผิดปกติ

ชีพจร 170 ครั้งต่อนาทีนี่เป็นเรื่องที่คนปกติในสภาวะปกติเขาไม่เป็นกัน ถ้าจะเป็นก็จะต้องมีลักษณะที่เรียกว่าSVT หรือ supraventricular tachycardia ซึ่งเป็นภาวะที่หมอพบบ่อยๆ แต่ถ้าหากอัตราชีพจรระดับนี้ เกิดในขณะที่ออกกำลังกายหนักๆ อัตราชีพจรจะมีลักษณะปกติ โดยจะเป็นลักษณะของSinus tachycardia ซึ่งจะไม่พบในภาวะพักเช่นกัน

ถ้าหากแพทย์ผู้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แล้วไม่พบความผิดปกติอื่นๆ เจาะเลือดไม่พบระดับเกลือแร่ที่ผิดปกติ เมื่อนั้นก็จะโยนความผิดไปให้Heat stroke

ดังนั้นการจะวินิจฉัยภาวะHeat strokeได้นั้น จะต้องพึ่งประวัติปัจจุบัน และต้องทราบว่าผู้ป่วยแต่เดิมมานั้นแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว และได้เผชิญกับสภาวะที่เป็นสาเหตุให้เกิดHeatStrokeได้ เช่น ขาดน้ำ อากาศร้อนจัด อากาศชื้นมากๆ ( เหงื่อไม่ระเหย ร่างกายจึงลดความร้อนไม่ได้ ) ออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงติดต่อกันนานๆ อาการและอาการแสดงที่เราจะเจอได้แน่ๆก็คือ ตัวร้อนจัด วัดไข้ได้สูงกว่า 41 -41.5 องศาเซลเซียส หัวใจเต้นเบาเร็ว ความดันโลหิตตก เพ้อ วุ่นวาย สับสน จนถึงกับหมดสติ เป็นลม บางรายอาจจะถึงกับเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ ( อุณหภูมิของเลือดที่สูงมากๆ จะทำให้การทำงานของหัวใจผิดเพี้ยนไปได้ ) จนอาจถึงแก่ชีวิตได้

การดูแลที่สำคัญก็คือ
1. ดูเรื่องการหายใจก่อนเป็นอันดับแรก หากหมดสติให้จับนอนตะแคง เพราะหากมีเศษอาหารจะได้ไหลออกมาโดยไม่สำลัก หากทางเดินหายใจอุดตัน เช่น ลิ้นไปจุกคอ ให้เชยคาง หรือ พยายามดูในปากว่ามีอะไรกีดขวางอยู่

2. พยายามพาผู้ป่วยให้ย้อนกลับไปสู่สภาวะปกติครับ เช่น อุณหภูมิกายที่ร้อนจัด ทำให้อวัยวะทำงานสับสน ก็ต้องค่อยๆลดอุณหภูมิลงมา หลักการคือค่อยๆลดให้มันค่อยๆลงมา เช่น เอาน้ำมาเช็ดตัวลูบตัว ให้ดื่มน้ำ ถอดเสื้อผ้าที่รุ่มร่ามออก อากาศเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด เพราะลมจะเป็นตัวพาความร้อนออกจากร่างกาย ดังนั้นจงไล่"ไทยมุง"ออกไปให้หมด หลักของการลดอุณหภูมินั้น ห้ามลดอย่างทันทีทันใด เพราะในขณะที่เกิดภาวะHeatStrokeนั้น หลอดเลือดต่างๆทั่วร่างกายจะขยายใหญ่ทั้งหมด ทำให้เลือดไปกองรวมอยู่ การลดอุณหภูมิกายอย่างรวดเร็วรุนแรงเกินไป เช่น เอาน้ำเย็นราด หรือ อาบ แช่ เลยนั้น จะทำให้หลอดเลือดเกิดการหดตัวอย่างรวดเร็ว จะทำให้การระบายความร้อนของร่างกายช้าลงไป นอกจากนี้ยังจะมีเลือดเป็นจำนวนมากที่เทกลับเข้าหัวใจ ( มากกว่าภาวะปกติเสียอีก ) หัวใจอาจจะรับเลือดไม่ทัน ทั้งนี้เพราะว่าในสภาวะที่หัวใจเต้นเร็วมากๆนั้น เวลาในการรับเลือดเข้าหัวใจในแต่ละstrokeจะสั้นมาก หากมีเลือดเทเข้ามาเยอะๆ หัวใจจะรับไม่ทัน ( ผิดกับภาวะปกติ ) ซึ่งจะนำมาซึ่งสภาวะหัวใจคั่งเลือด ( Congestive heart failure ) เอาง่ายๆ

เอาเป็นว่าหากค่อยๆลดอุณหภูมิกายลงมาช้าๆ จนกระทั่งอุณหภูมิลงมาได้ต่ำกว่า 40 องศาแล้ว ค่อยๆนำส่งโรงพยาบาลต่อไปครับ


เพิ่มเติมครับ
Heatstroke พจนานุกรมศัพท์แพทย์แปลว่า ลมแดด
ส่วนสาเหตุ, อาการ รวมถึงวิธีการดูแลผู้ป่วย ป๋าลูตอบโดยรายละเอียดไว้แล้ว

สำหรับ เรื่องหัวใจ ป๋าลูเคย อธิบายไว้ดังนี้ครับ

กล้ามเนื้อหัวใจนั้น ไม่เหมือนกับกล้ามเนื้อลายหรือกล้ามเนื้อโครงสร้างของร่างกาย เพราะมันไม่เคยล้า เนื่องจากมันทำงานเฉพาะอยู่ในช่วงaerobicเท่านั้นครับ หรือพูดแบบฟันธงเลยก็คือมันไม่เคยทำงานแบบanaerobicแบบกล้ามเนื้อลาย ( ถ้าหากจะให้มันทำ มันก็ทำไม่เป็นซะด้วยสิ----> อันนี้เป็นเรื่องนะ ) ธรรมชาติไม่เคยให้มันขาดออกซิเจนซะด้วยสิครับ มันจึงเป็นเนื้อเยื่อเพียงชนิดเดียวของร่างกายที่มีความสามารถในการสกัดคัดแยกเอาออกซิเจนออกจากเลือดได้สูงที่สุดถึง 70 %ของปริมาณออกซิเจนทั้งหมดที่ส่งมากับเลือดที่เข้าไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ถ้าหากเลือดไปเลี้ยงไม่พอ มันก็จะขาดออกซิเจน ตามมาด้วยอาการเจ็บอก ซึ่งก็เป็นตัวฟ้องว่ากล้ามเนื้อหัวใจเริ่มได้รับเลือดมาเลี้ยงไม่พอแล้ว ( ในกรณีของกล้ามเนื้อลาย มันก็ยังยิ้มอยู่ได้อีกสักพัก เพราะว่ามันยังสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องใช้ออกซิเจน )

พูดถึงอาการหัวใจโตนั้น มันมีอยู่ 2 แบบด้วยกัน
1. Concentric hypertrophy กลุ่มนี้กล้ามเนื้อหัวใจจะโตออกด้านนอก และโตเข้าด้านในห้องหัวใจ ทำให้ผนังหัวใจมีขนาดหนา อวบ อึ๋ม เนื่องจากมันต้องออกแรงมหาศาลในการดันเลือดอยู่เนืองๆ เราจึงเจอภาวะหัวใจโตแบบนี้ในกลุ่มผู้ที่มีความดันโลหิตสูง กับ กลุ่มผู้ที่เล่นWeight trainingมานานๆ ทั้งนี้เพราะในช่วงออกแรงดึงกล้ามเนื้อต้านกับตุ้มน้ำหนักนั้น เมื่อเล่นกันถึงระดับนน.มากๆแล้ว ในช่วงนั้นความดันโลหิตจะสูงขึ้นครับ การเล่นweight training ในกลุ่มผู้เป็นความความดันโลหิตสูง คนสูงอายุ และกลุ่มโรคหัวใจขาดเลือด จึงไม่ควรเล่นที่น้ำหนักสูงๆ และไม่ควรเล่นโหดๆหรือเล่นหนักๆรุนแรงเกินขอบเขต พูดถึงตรงนี้แล้ว ใครที่เล่นweight training เพื่อทำBody build แล้วบอกว่าหัวใจฉันก็แข็งแรงเหมือนกันนะ หุ หุ หุ จริงๆอยากจะบอกว่า ไม่ถูกต้องเสียทั้งหมด เพราะแรงบีบตัวที่เพิ่มขึ้นนั้น มาจากกล้ามเนื้อที่ขนาดอวบอึ๋มต่างหาก แต่ปริมาตรของช่องหัวใจที่จะรับเลือดนั้นอาจจะไม่เพิ่มขึ้น และอาจจะลดลงด้วยซ้ำ รวมไปถึงความต้องการออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจก็เพิ่มขึ้นตามขนาดของมันด้วย

2. Eccentric hypertrophy กลุ่มนี้แหละครับ คือกลุ่มที่พวกเรากำลังเป็นกันอยู่ ในผู้ที่ออกกำลังกายในลักษณะ long distance หรือ long aerobic เมื่อส่องหัวใจจากเอกซเรย์ ก็อาจจะเห็นว่าหัวใจมีขนาดโตกว่าคนปกติ แต่การที่โตขึ้นมานี้ ไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจอวบอึ๋มแบบพวกแรก แต่เป็นการโตจากการเพิ่มปริมาตรของห้องหัวใจต่างหาก กล้ามเนื้อหัวใจแทบจะไม่ได้หนาตัวขึ้นมาสักกี่มากน้อยเลย ข้อดีของการที่ห้องหัวใจโตขึ้นมานี้ก็คือ แรงในการหดตัวบีบเลือดจะเพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติของเขา ( ขอไม่อธิบายนะครับ เพราะเป็นเรื่องของFrank-Starling's law นี้ อธิบายให้นักศึกษาแพทย์ฟังครั้งละ 2- 3 ชม. จึงจะปูพื้นฐานกันให้เข้าใจกันได้ ซึ่งคงจะไม่สามารถอธิบายกันเป็นตัวหนังสืออย่างเดียวได้ครับ ) ผลก็คือว่าปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบตัวส่งออกมา 1 ครั้งจะมีปริมาตรมากกว่าคนปกติเขาทำกัน ผลลัพธ์ปลายทางก็คือ อัตราการเต้นของหัวใจก็จะช้าลง และช้าลง ตามผลของการฝึก แต่ความต้องการออกซิเจนไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายแบบกลุ่มแรก เพราะขนาดของกล้ามเนื้อที่แตกต่างกันนั่นเอง

เราจึงพบกันว่า กลุ่มนักกีฬาที่ออกกำลังกายในลักษณะความอดทน เช่น จอกกิ้ง ( วิ่งโดยไม่อัดนะครับ ) ปั่นจักรยานทางไกล ( ไม่มีการsprint กันหน้าเส้น )หรือ ว่ายน้ำแบบสบายๆไปเรื่อยๆ ไม่อัดแข่งกับใคร กลุ่มนี้จะมีอัตราชีพจรในระยะพักที่ต่ำกว่าคนทั่วๆไปครับ ยิ่งมีaerobic capacityมากขึ้นเท่าใด ชีพจรระยะพักก็ยิ่งต่ำลง ผิดกับกลุ่มแรกครับ ชีพจรระยะพักไม่ได้ต่ำลงมาแบบกลุ่มที่ 2

การจะแยกแยะให้เห็นว่ากล้ามเนื้อหัวใจโตแบบข้อแรกหรือข้อหลังนั้น แพทย์ทางหทัยวิทยา ( cardiologist ) สามารถแยกแยะได้ครับ การทำEchocardiogram หรือการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ก็สามารถบอกได้แล้วครับว่าผนังหัวใจหนาตัวลักษณะใด ห้องหัวใจมีขนาดเล็กลง หรือใหญ่ขึ้น
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
รูปประจำตัวสมาชิก
Elka
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2527
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2008, 08:19
team: จักรยานขอนแก่น
Bike: "หงษ์แดง" เป็นจักรยาน ล้อเดียว พัฒนาขึ้นโดยเอกชัย Sep. 28, 2008
ตำแหน่ง: ขอนแก่น

Re: จักรยาน ทัวร์ริ่ง

โพสต์ โดย Elka »

ทานอาหารอย่างไร ให้มีพลังมาก ๆ
ป๋าลู (lucifer) เคยให้ความรู้นี้ไว้ ที่เว็บบอร์ด bikeloves.com ดังนี้ครับ

ทานอาหารอย่างไรที่จะเพิ่มความทนทาน(endurance) ไม่ว่าเราจะฝึกได้ดีแค่ไหน
ความทนทานในการออกกำลังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเก็บไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ
เมื่อไกลโคเจนหมดพลังงานก็หมด เราจะรู้สึกวิงเวียนศรีษะ หน้ามืด เมื่อยล้า
พวกนักจักรยานเรียกภาวะนี้ว่าBonking โชคดีที่เราสามารถเพิ่มความสามารถ
ทำให้กล้ามเนื้อเก็บไกลโคเจนให้มากขึ้นได้

มี2วิธี คือ

.........1. โดยการฝึก เป็นวิธีที่ดีที่สุด กล้ามเนื้อที่ฝึกมาดี จะสามารถเพิ่มการเก็บไกลโคเจน
ได้มากกว่าปกติถึง20-50%การจะเพิ่มการเก็บให้ได้มากขึ้นคุณต้องทานอาหารที่มี
คารโบไฮเดรทให้สูงขึ้น และต้องทานทุกๆวัน วันไหนที่ซ้อมและทานคาร์โบไฮเดรทไม่พอ
เมื่อไกลโคเจนในกล้ามเนื้อลดต่ำลง คุณจะรู้สึกเมื่อยล้าและสถิติก็จะแย่ลง หลายๆวันก่อน
ที่จะแข่งขันเราต้องเก็บสะสมไกลโคเจนเก็บไว้ในกล้ามเนื้อให้ได้มากที่สุด โดยการลดการซ้อมลง
ทานอาหารที่มีคาร์โบไอเดรทในอัตราส่วน75%ของพลังงานที่ร่างกายต้องการทั้งหมด
เมื่อใช้น้อยเก็บมากวันแข่งขันจะเป็นวันที่คุณมีถังพลังงานที่เต็มปรี่พร้อมที่จะระเบิดออกมาใช้
อย่างเต็มที่ ถ้าคุณไม่มั่นใจว่าจะทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรทสูงพอหรือไม่ เดี๋ยวนี้มีเครื่องดื่ม
ที่มีคาร์โบไฮเดรทสูงสำหรับวัตถุประสงค์นี้จำหน่าย ซึ่งบางชนิดสามารถให้ปริมาณคาร์โบไฮเดรท
สูงถึง200กรัมต่อขวด(ให้พลังงานเท่ากับ 4x200 คือ 800 แครอลี่) และอีกนิดหนึ่ง ขบวนการที่
ตับจะเก็บอาหารที่ทานเข้าไปเป็นไกลโคเจนไว้ในกล้ามเนื้อนั้น มันจะทำได้และเร็วมาก
หลังการออกกำลังภายใน2ชั่วโมง ดังนั้น เมื่อจะต้องซ้อมอีก หรือมีการแข่งอีก ในวันต่อไป
ให้รีบทานอาหารในช่วงเวลาดังกล่าว และช่วงนี้คารโบไฮเดรทชนิดไหนก็ได้ครับ ทั้งโมเลกุลเดี่ยว
หรือหลายโมเลกุล มันดูดซึมได้เร็วทั้งนั้น

2. เครื่องดื่มเพิ่มพลังงาน
..........นักจักรยานระดับโลกก็มีโอกาสหมดแรงได้เหมือนกันถ้าเขาไม่ได้รับพลังงานเพิ่มระหว่างการขี่
หรือแข่งขัน อธิบายง่ายๆก็คือ เมื่อเราขี่จักรยานช่วงแรกๆร่างกายใช้พลังงานจากไกลโคเจนที่สะสม
ในกล้ามเนื้อก่อน เมื่อไกลโคเจนในกล้ามเนื้อเริ่มลดลง ร่างกายจะเอาพลังงานจากน้ำตาลในเลือด
มาใช้ต่อ ถ้าคุณยังต้องขี่จักรยานต่อคุณต้องเติมน้ำตาลในส่วนนี้ให้สูงพอ วิธีไหนล่ะ เครื่องดื่มเพิ่ม
พลังงานที่มีน้ำตาลผสมอยู่ยังไงครับ ซึ่งเราคงเคยเห็นหรือเคยได้ใช้มันมาบ้างแล้ว ปัญหาคือความเข้มข้น
เท่าไหร่ดีที่ร่างกายจะสามารถดูดซึมน้ำตาลเหล่านี้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะพบว่า
ถ้าความเข้มข้นสูงเกินไปร่างกายจะดูดซึมได้ช้าลง ทำให้หิวน้ำมากขึ้น บางครั้งทำให้คลื่นไส้อาเจียนด้วย
ความเข้มข้นของน้ำตาลที่เหมาะสมที่สุดคือ5-7% นักจักรยานบางคนอาจจะใช้น้ำผลไม้ที่เจือจางด้วยน้ำ
และ บางคนสามารถดื่มเครื่องดื่มที่มีความเข้มข้นสูงกว่า 7% ได้โดยไม่มีปัญหา ซึ่งอาจจะสูงถึง25%
ใครสามารถดื่มเครื่องดื่มที่ความเข้มข้นสูงมากโดยที่มันยังดูดซึมได้ดีและเร็ว ก็ได้ประโยชน์มาก
ได้พลังงานทดแทนมาก แต่จะทำได้หรือจะหาค่าที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนนั้น คงต้องใช้วิธีทดลอง
ปรับความเข้มข้นไปเรื่องๆระหว่างการฝึกซ้อม อย่าไปลองอีตอนวันแข่งเข้านา ความเข้มข้นที่สูงที่สุด
ที่สามารถดื่มได้โดยไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาที่กล่าวมานั่นแหละ ทั่วไปแล้วแนะนำว่าควรดื่มให้ได้ปริมาณ
น้ำตาลในอัตรา40-60กรัมต่อ ชม และน้ำตาลที่ผสมควรหลีกเลี่ยงน้ำตาลFructoseซึ่งหลายยี่ห้อ
นิยมใช้เพราะราคาถูกน้ำตาลพวกนี้มีอยู่ในน้ำตาลทรายที่ใช้ประกอบอาหาร ข้อเสียของมันคือดูดซึมยาก
และทำให้ไม่สบายท้อง ดังนั้นก่อนซื้อลองดูข้างขวดดูหน่อยไหมครับ หลายยี่ห้อ(ไม่บอก )
ราคาก็แพงกว่าคนอื่น แต่ใช้ไอ้เจ้าน้ำตาลราคาถูกๆนี่แหละผสม คนก็ชอบซื้อกินเพราะน้ำตาลชนิดนี้รสชาด
ค่อนข้างหวานถูกใจ จำไว้เลยนะครับ ของดีจริง ต้องหวานปะแล่มๆ ไม่หวานจ๋อยครับ พยายามหา
เครื่องดื่มที่ผสมด้วย Glucose, Glucose polymerซึ่งเป็นน้ำตาลที่ประกอบด้วยกลูโคสหลาย ๆ
โมเลกุลมาเชื่อมต่อกัน ซึ่งนอกจากจะดูดซึมได้เร็วพอๆกับกลูโคสแล้วเมื่อเข้าไปในเลือดมันสามารถ
แตกเป็นโมเลกุลกลูโคสได้หลายๆตัว สำหรับการขี่ที่นานกว่า2.5-3ชม ขึ้นไป เครื่องดื่มพวกนี้จะให้
พลังงานไม่พอ ต้องเสริมด้วยอาหารแท่งที่มีปริมาณความเข้มข้นสูงกว่านี้ เช่นpower bar
ทานร่วมกับขนมปังแข็งพวกโดนัท กล้วย หรือผลไม้แห้ง แต่พวกนี้ทำให้กระหายน้ำมากเนื่องจาก
การดูดซึมต้องใช้น้ำร่วมด้วย ดังนั้นดื่มน้ำตามมากๆเมื่อต้องทานอาหารพวกนี้ เห็นมาเยอะ ครับ
ในสนามแข่ง ทานแห้งๆซักพัก คอแห้ง ร่างกายดูดซึมไม่ได้ อ้วกแตกอ้วกแตน ขาดทุนกว่าเดิมอีก
ฝากนิดหนึ่งนะครับ สำหรับบรรดานักแข่ง เราต้องรู้จักเติมพลังงานให้พอ ไม่ใช่ฝึกให้ทนในสภาวะที่
ไม่มีพลังงาน หรือขาดน้ำนะครับ รถแข่ง F1ยังต้องเข้าพิต แรงแค่ไหนก็เหอะ ใครกะน้ำมันได้ดี
เติมได้เร็วกว่าคนอื่น ย่อมได้เปรียบครับ
: เสือ 5 ภาค “Friendly, No Boundaries” : << การปั่นเที่ยวไปในอุษาคเนย์ เป็นความสุขอย่างยิ่ง >>
คิดดี พูดดี ทำดีและแบ่งปันดี สังคมน่าอยู่ เป็นสุข : "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ"
ตอบกลับ

กลับไปยัง “ทัวร์ริ่ง (Touring)”