งานนี้พวกเคนยายกโขยงมาล่าเงินรางวัลกันเพียบเลยครับ.. มีเอธิโอเปียด้วย
http://www.khonkaenmarathon.com/forum/f ... =2053&PN=1
ถูกต้องแล้วครับพี่ออย ผู้กับกับหนัง เขามาเห็นสถานที่นี้ เขาเลย เอาไปเป็น ลงหนังด้วยครับ... เคยอ่านอยู่... ว่าแต่หนังสนุกไหม?? ผมยังไม่ได้ดูเลย..ฮ่าๆๆ กลับไทยสงสัยออกโรงแล้วแน่ๆoiltrips เขียน:
วันนี้มีเล่าเรื่อง ค้นพบแพนโดร่าถิ่นชาวนาวีในหนัง Avatar ที่ประเทศจีน นำมาให้ชมความสวยงามของอุทยานแห่งชาติอู่หลิงหยวน ตั้งอยู่ในเขตเมืองจางเจียเจี้ย ภาคใต้ของมณฑลหูหนาน จะมีภาพอยู่ในกระทู้นี้ค่ะ
สวัสดีคำม่วน ม่วนซื่นสัมพันธ์ไทย-ลาว
รายงานโดย :ม.ล.สราลี กิติยากร: วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553
สบายดีค่ะ ผู้อ่านที่รักทุกท่าน เที่ยวละไมไทยแลนด์เวิลด์ได้โกอินเตอร์กันบ้างแล้วนะคะ
น้ำผึ้งเลยเปิดกล่าวทักทายทุกท่านด้วยภาษาถิ่นของประเทศ ที่มีความหมายว่า “สวัสดี” คงเดากันได้นะคะว่าน้ำผึ้งไปเที่ยวยังประเทศไหน
คำตอบคือประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อนบ้านที่น่ารักของเรานี่เองค่ะ ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เรามาเป็นหมู่คณะ เรียกว่ากองโฟร์วีลคาราวานเที่ยวละไมไทยแลนด์เวิลด์ที่มีรถร่วมขบวนเกือบสิบคันแหน่ะค่ะ เราเดินทางออกจากประเทศไทยที่ท่าแพ จ.นครพนม ค่ะ บริเวณนี้จะเป็นด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าแพ และการจะนำรถออกจากประเทศไทยได้นั้นเราต้องติดต่อเพื่อทำพาสปอร์ตม่วงไว้ล่วงหน้าก่อน เพราะต้องใช้เวลาในการทำพาสปอร์ตของรถเป็นวันๆ เลยละค่ะ แต่คาราวานเราได้ติดต่อทำไว้เรียบร้อยก่อนหน้าเดินทางหลายวันแล้ว เราจึงสามารถเดินทางกันไปได้เลย ซึ่งเราจะต้องนำรถลงแพขนานยนต์ข้ามฝ่ากระแสน้ำโขงที่ไหลเชี่ยวไปขึ้นที่ ท่าแขก แขวงคำม่วน ฝั่งลาวค่ะ
เมื่อมาถึงฝั่งลาว น้อยตะโกนเสียดังลั่นว่า “เราโกอินเตอร์แล้ว” ทันทีที่ล้อรถแตะถึงฝั่งลาว สิ่งที่เราสังเกตเห็นถึงความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดก็คือ การขับรถ เพราะตอนอยู่ที่เมืองไทยเราขับกันเลนซ้าย พอมาอยู่ที่ลาวต้องใช้เลนขวาค่ะ พอขับเข้าด่านตรวจคนเข้าเมืองเราก็ได้เพื่อนใหม่เป็นชาวลาว เพื่อนๆ กลุ่มนี้มาดูแลน้ำผึ้งและคณะค่ะ ล้วนแล้วแต่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงๆ ทั้งนั้น จะว่าไปเขาได้รับคำสั่งจากฝ่ายบ้านเมืองให้มาช่วยคอยต้อนรับและพาเที่ยว ทุกคนน่ารักมากๆ ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจ จากการแนะนำตัวผู้ชายที่นี่จะนำหน้าด้วย “ท้าว” ซึ่งหมายถึงคำว่า “นาย” ค่ะ
หลังจากตรวจเอกสารการผ่านเข้าเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว เรานั่งรถไปที่ ตลาดสุขสมบูรณ์ เพื่อไปแลกเงินลาวค่ะ
เพราะหนทางข้างหน้าที่เราจะไปจำเป็นต้องใช้เงินลาว เนื่องจากชาวบ้านในแถบพื้นที่ที่เราจะไปนั้นโดยส่วนใหญ่จะไม่รับเงินไทย แต่โดยส่วนมากที่ในประเทศลาวจะสามารถใช้เงินไทยในการจับจ่ายซื้อของได้เลยหากราคาสินค้าไม่สูงมากนักค่ะ และสิ่งแรกที่น้ำผึ้งจำเป็นต้องซื้อนั่นก็คือซิมโทรศัพท์มือถือไว้โทร.กลับเมืองไทยและเป็นการประหยัดตังค์มากกว่าใช้ซิมของเราอีกด้วยค่ะ ส่วนอย่างที่สองที่น้ำผึ้งได้ทดลองใช้เงินลาวก็เป็นน้ำดื่ม น้ำดื่มที่บ้านเรามีหลากหลายยี่ห้อ แต่ถ้าหากเป็นชื่อสิงห์สาราสัตว์ ก็คงไม่พ้นน้ำช้าง น้ำสิงห์ แต่ที่นี่เป็นน้ำเสือค่ะ ราคาก็ใกล้เคียงบ้านเรา
การเดินทางมาลาวครั้งนี้จุดหมายปลายทางของเรามีหลายแห่งทีเดียวค่ะ แต่จุดหมายที่แรกคือที่ถ้ำน้ำลอดเซบั้งไฟค่ะ ซึ่งเราจะต้องนั่งรถทางไกลไปยัง เมืองบัวละพา แขวงคำม่วน บรรยากาศตลอดเส้นทางรายล้อมด้วยภูเขาหินที่มีรูปทรงแปลกตา ดูคล้ายกุ้ยหลิน น้ำผึ้งว่าอย่างนั้นนะคะ น้อยเลยถามว่า “พี่น้ำผึ้งเคยไปกุ้ยหลินเหรอคะ” น้ำผึ้ง บอกว่า “เปล่า...ดูจากรูป” พูดแค่เนี้ยก็หัวร่อกันครึน จะว่าไปสภาพโดยรวมของที่นี่เหมือนเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นภูมิอากาศ ภูมิประเทศ วิถีชีวิตของชาวบ้าน รวมถึงบ้านเรือนดูรูปทรงใกล้เคียงกับบ้านเมืองเรา ทำเอาน้ำผึ้งคิดว่าอยู่ที่ประเทศไทยซะอีกค่ะ เพียงแต่ธรรมชาติที่นี่ยังคงความบริสุทธิ์ด้วยความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง รวมถึงชาวบ้านดูใสซื่อ ไปที่ไหนจะเห็นรอยยิ้มน่ารักๆ ของพวกเขากันค่ะ
เราเดินทางมาถึงเมืองบัวละพาดึกพอสมควรประมาณเกือบ 3 ทุ่ม เมื่อมองไปทางไหนจึงดูสลัวไปทุกทิศทาง ด้วยแรงจากแสงไฟอันน้อยนิดตามข้างทางค่ะ เมืองบัวละพาเมืองทางผ่านนี้เป็นเมืองเล็กๆ ยังไม่เห็นร่องรอยของความเจริญเท่าไรนัก ดังนั้นเวลาใครที่จะมาพักแรมที่เมืองนี้เป็นต้องมาค้างคืนกันที่เกสต์เฮาส์ทรงยุโรปโบราณที่ตั้งโดดเด่นเพียงที่นี่ที่เดียว หรือมิเช่นนั้นต้องกางเต็นท์นอนกันละค่ะ เราพักที่นี่กันหนึ่งคืนเพื่อเตรียมแรงสำหรับเดินทางกันต่อในวันรุ่งขึ้น
รุ่งเช้าที่เมืองบัวละพา เราตื่นไปเที่ยวตลาดเช้า มีผู้คนชาวลาวมาจับจ่ายซื้อของและรับประทานอาหารเช้ากัน จะเป็นตลาดเล็กๆ มีสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นขายเกือบทุกอย่าง มาเที่ยวลาวค่าอาหารแต่ละมื้อเราจ่ายกันเป็นแสนๆ เลยนะคะ ฟังดูเหมือนเยอะแต่เป็นแสนกีบค่ะ ถ้าเทียบกับเงินไทย 1,000 กีบ ก็เท่ากับ 4 บาท ตอนช่วงแรกยังคึกซื้ออะไรมาก็คิดถอดมาเป็นเงินไทยกันอย่างสนุกสนาน คิดบ่อยๆ ชักมึนแฮะ!!!
จากเมืองบัวละพาเราเดินทางกันต่อ คราวนี้เส้นทางนั้นสมควรแล้วที่ต้องใช้โฟร์วีล เพราะโหดทีเดียว เรียกว่าโขยกเขยกกันในรถจนม้ามตับสลับที่กันเลยค่ะ เดินทางกันทั้งวันจนถึงที่หมาย คือบ้านหนองปิง อันเป็นจุดตั้งแคมป์ของเรา ซึ่งจะต้องพักกางเต็นท์นอนที่นี่กันถึงสองคืนค่ะ มาเที่ยวลักษณะนี้ต้องมีใจรักจริงๆ ถึงอยู่ได้ เพราะห้องน้ำห้องท่าใช้ธรรมชาติเป็นหลักตั้งแต่การปลดทุกข์ และการอาบน้ำ ซึ่งเราต้องนุ่งกระโจมอกไปอาบกันที่แม่น้ำเซค่ะ ขอบอกว่าหนาวมาก อาหารการกินก็ทำรับประทานกันเองทุกมื้อ น้ำผึ้งว่ามาเที่ยวแบบนี้ได้อรรถรสดีนะคะ โดยส่วนตัวน้ำผึ้งเวลาไปไหนจะเตรียมความพร้อมสำหรับตัวเองในทุกๆ เรื่อง เลยไม่มีปัญหาจะไปที่ไหนหรือนอนที่ยังไงได้ทุกรูปแบบค่ะ
และแล้วเช้าวันใหม่ที่บ้านหนองปิง หลังจากตุนเสบียงใส่ท้องกันเสร็จเรียบร้อยแล้วเราได้ออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ ถ้ำน้ำลอดเซบั้งไฟ ค่ะ ซึ่งเราต้องนั่งเรือของชาวบ้านล่องมาเพื่อไปยังบริเวณที่ตั้งของถ้ำค่ะ น้ำสีสวยมากเป็นสีเขียวมรกต ความใสของน้ำเห็นถึงพื้นเลยละค่ะ จากนั้นเราต้องปีนข้ามหินขึ้นไปอีกประมาณกว่า 100 เมตร จึงถึงบริเวณหน้าปากถ้ำค่ะ เพียงแค่หน้าถ้ำเราก็สัมผัสได้ถึงความใหญ่อลังการ มองดูหน้าเกรงขามมากค่ะ ชาวบ้านบอกว่าก่อนจะเข้าไปในถ้ำต้องมีการบวงสรวงเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยหัวหมู ไก่ ผลไม้ และดอกไม้ธูปเทียน เพื่อเป็นการบอกกล่าวแก่เจ้าที่เจ้าทางก่อนเข้าไปในตัวถ้ำค่ะ ดังนั้นพวกเราจึงทำตามอย่างไม่รอช้า
แค่เริ่มต้นของการจะเข้าไปชมภายในถ้ำน้ำลอดเซบั้งไฟก็ตื่นเต้นแล้วนะคะ และการเข้าไปชมภายในถ้ำก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายด้วยละค่ะ เพราะกว่าเราจะเข้าไปนั้นเราต้องขอแรงชาวบ้านในการนำเรือข้ามโขดหินมาที่ปากถ้ำ ซึ่งเรือได้แตกไปหลายลำ สุดท้ายเหลือเพียงแค่สองลำที่สามารถล่องเข้าไปได้ เรือลำหนึ่งสามารถนั่งได้ 4 คนรวมคนพาย นั่นหมายถึงพวกเราเข้าไปได้เพียง 6 คนเท่านั้นเองค่ะ แหม...จะว่าไปน้ำผึ้งว่าแค่ชื่อถ้ำว่า เซบั้งบั้งไฟ ก็ดูลึกลับแล้วนะคะ ยิ่งบวกกับความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของถ้ำแล้ว น้ำผึ้งงี้ตื่นเต้นเอามากๆ ขนาดได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงมากเลยละค่ะ
ถ้ำน้ำลอดเซบั้งไฟเขาว่ากันว่าเป็นถ้ำที่ใหญ่สุดๆ มีความยาวประมาณกว่า 9 กิโลเมตรค่ะ ซึ่งได้มีการค้นพบว่ามีถ้ำอยู่บริเวณนี้เมื่อไม่นานค่ะ ภายในถ้ำจะประกอบไปด้วยหินงอกหินย้อย และหินลักษณะดูแปลกตา ซึ่งน้ำผึ้งไม่เคยเห็นที่อื่นมาก่อน และแต่ละห้องภายในถ้ำมันช่างใหญ่โตโอ่โถงเอามากๆ เลยละค่ะ ขนาดเราส่องไฟขึ้นไปบนเพดานถ้ำ แสงไฟยังไม่สามารถส่องขึ้นไปถึงเลย ลองคิดดูสิคะว่าถ้ำนี้ใหญ่ขนาดไหน ประกอบกับความมืดสนิท นอกจากแสงไฟที่เราได้สาดส่องเพื่อชมสิ่งต่างๆ ภายในถ้ำเท่านั้น จึงทำให้บรรยากาศดูวังเวง น่าเกรงขามเป็นอย่างมาก แต่ก็รู้สึกคุ้มค่ากับการได้เข้ามาชมอย่างยิ่งค่ะ
โดยเฉพาะหินบางก้อน จะมีรอยบางอย่างคล้ายรอยของสัตว์เลื้อยคลาน ที่ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า ถ้ำนี้เป็นที่อยู่ของพญานาค ซึ่งเราจะเห็นรอยแบบนี้ได้หลายจุดค่ะ เราล่องกันไปพักใหญ่ ประมาณเกือบ 3 กิโลเมตร จะได้ยินเสียงคล้ายน้ำตก ชาวบ้านบอกว่าข้างหน้าเป็นแก่งหิน ซึ่งชาวบ้านเองก็ไม่เคยเข้าไปถึงบริเวณนั้น จึงเป็นอันสิ้นสุดทางของการล่องชมภายในถ้ำน้ำลอดเซบั้งไฟโดยปริยาย ทั้งๆ ที่ยังเหลือระยะทางอีกหลายกิโลเมตรอยู่แหน่ะค่ะ และแล้วทุกคนก็กลับออกมาจากถ้ำด้วยความปลอดภัย นับเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ประทับใจสุดๆ ของน้ำผึ้งเลยละค่ะ เรื่องราวการมาเที่ยวละไมในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ยังไม่จบเพียงเท่านี้นะคะ ยังไงก็ขอให้ติดตามอ่านกันต่อไปในฉบับหน้าค่ะ
และอย่าลืมติดตามชมภาพความสวยงามในธรรมชาติของเมืองเจ้าจำปี ที่น้ำผึ้งเก็บมาฝากได้ในวันอาทิตย์นี้ เวลา 06.20 น. ทางช่อง 3 กันนะคะ
พี่โรจนาคะ ขนุนที่วันนั้นเอาไปกินบนรถพี่สมศักดิ์รึป่าวค่ะ วันที่เราไปงานบางปะกงนะโรจนา เขียน:โฮ้ยยยย หนุกค่ะ อยากไปดูอีก แต่หนังยาว 3 ชม.ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ 2 ครั้ง เลยพลาดไปบางตอน
ถ้าจะไปดูอีก สงสัยต้องใส่ แพมเพิร์ส หุ หุ
เรียนสอบถามพี่เกษม และท่านผู้รู้ท่านอื่นค่ะ
ต้นขนุนที่บ้านมีลูกตั้ง 52 ลูกแล้วตอนนี้ จริงๆ 53 เพราะมันโตพอที่คนจะเอาไปแกงกินได้แล้ว
เหตุการณ์เช่นนี้ เคยมีที่ไหนบ้างคะ
ตอนนี้ 52 แล้ว พอตัดออกครึ่งหนึ่งก็ เท่ากับ 26
โรจว่า มันเยอะมากเลย
มีใครอยากได้ไว้ทำพันธุ์บ้างมั้ยคะ
ปีที่แล้ว ที่ปล่อยให้โตมี 17 ลูก แจกคนแถวบ้าน ซะทั่ว พร้อมทั้งญาติโยมที่มาเยี่ยม
ที่บ้านกินกันเองจนน้ำตาลขึ้น อร่อย เนื้อหนา พูดถึงแล้วน้ำลายไหล
วันไหนจะไปดูหนังยาวๆ ดื่มน้ำแร่แต่เช้าสิคุณโรจฯ .. อณูของน้ำแร่เล็กกว่าน้ำประปาที่นำมากรองโรจนา เขียน:โฮ้ยยยย หนุกค่ะ อยากไปดูอีก แต่หนังยาว 3 ชม.ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ 2 ครั้ง เลยพลาดไปบางตอน
ถ้าจะไปดูอีก สงสัยต้องใส่ แพมเพิร์ส หุ หุ