
ทริปนี้เป็นทริปครั้งที่ 2 ของ Bike Friday Club ทาง Bike Friday Club จึงมอบความพิเศษให้กับเหล่าเพื่อนชาวจักรยานที่รักรถพับ Bike Friday และก่อนที่จะถึงวันแห่งความรัก.... Bike Friday Club จึงมอบความพิเศษในทริปนี้ให้กับเหล่าสมาชิก ด้วยการล่องเรือชมความงามของแม่น้ำ ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกที่ Bike Friday Club สามารถมอบให้ได้ในวันแห่งความรัก และแจกความสุขเป็นอังเปาแก่เพื่อนท่านสมาชิกครับ.....
ภาคประวัติและความเป็นมา
พระนครศรีอยุธยา เคยเป็นราชธานี (เมืองหลวง) ของอาณาจักรอยุธยา หรืออาณาจักรสยาม ตลอดระยะเวลา 417 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1893 กระทั่งเสียกรุงแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 ครั้นเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ที่กรุงธนบุรี กรุงศรีอยุธยาก็ไม่ได้กลายเป็นเมืองร้าง ยังมีคนที่รักถิ่นฐานบ้านเดิมอาศัยอยู่ และมีราษฎรที่หลบหนี้ไปอยู่ตามป่า กลับเข้ามาอาศัยอยู่รอบ ๆ เมือง รวมกันเข้าเป็นเมือง จนทางการยกเป็นเมืองจัตวาเรียกว่า "เมืองกรุงเก่า"
เมื่อ พ.ศ. 2325 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงยกเมืองกรุงเก่าขึ้นเป็น หัวเมืองจัตวา เช่นเดียวกับในสมัยกรุงธนบุรี หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จัดการปฏิรูปการปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการปกครองส่วนภูมิภาคนั้น โปรดให้จัดการปกครองแบบเทศาภิบาลขึ้น โดยให้รวมเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน 3-4 เมือง ขึ้นเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครอง โดยในปี พ.ศ. 2438 ทรงโปรดให้จัดตั้งมณฑลกรุงเก่าขึ้น ประกอบด้วยหัวเมืองต่าง ๆ คือ กรุงเก่าหรืออยุธยา อ่างทอง สระบุรี ลพบุรี พรหมบุรี อินทร์บุรี และสิงห์บุรี
ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองอินทร์และเมืองพรหมเข้ากับเมืองสิงห์บุรี ตั้งที่ว่าการมณฑลที่อยุธยา และในปี พ.ศ. 2469 เปลี่ยนชื่อจาก "มณฑลกรุงเก่า" เป็น "มณฑลอยุธยา" ซึ่งจากการจัดตั้งมณฑลอยุธยามีผลให้อยุธยามีความสำคัญทางการบริหารการปกครองมากขึ้น การสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหลายอย่างมีผลต่อการพัฒนาเมืองอยุธยาในเวลาต่อมา จนเมื่อยกเลิกการปกครองระบบเทศาภิบาล ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อยุธยาจึงเปลี่ยนฐานะเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน
ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายบูรณะโบราณสถานภายในเมืองอยุธยา เพื่อเป็นการฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ ประจวบกับในปี พ.ศ. 2498 นายกรัฐมนตรีประเทศพม่าเดินทางมาเยือนประเทศไทย และได้มอบเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อปฏิสังขรณ์วัดและองค์พระมงคลบพิตร เป็นการเริ่มต้นบูรณะโบราณสถานในอยุธยาอย่างจริงจัง ซึ่งต่อมากรมศิลปากรเป็นหน่วยงานสำคัญในการดำเนินการ จนองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโกมีมติให้ประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็น "มรดกโลก" เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2534 มีพื้นที่ครอบคลุมในบริเวณโบราณสถานเมืองอยุธยา
*****วัดพนัญเชิง เป็นอารามหลวงเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก บรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทางด้านใต้ของเกาะเมืองอยุธยา เป็นวัดที่มีมาแต่โบราณก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฎหลักฐาน แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้างและพระ ราชทานนามว่า "วัดเจ้าพระนางเชิง"
ในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐกล่าวว่า แรกสถาปนาพระพุทธเจ้าพแนงเชิง พ.ศ.1867 ก่อนพระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยา 26 ปี เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 14 เมตรเศษ สูง 19 เมตร เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ
ในจดหมายเหตุของแคมเฟอร์ เขียนครั้งกรุงศรีอยุธยาว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นของมอญ ในหนังสือภูมิสถานอยุธยา ว่าเป็นของพระเจ้าสามโปเตียน ซึ่งน่าจะเพี้ยนมาจากภาษาจีนว่า ซำปอกง แปลว่า รัตนตรัย ตามหลักฐานในประวัติศาสตร์ยังค้นไม่พบว่า กษัตริย์อโยธยาองค์ใดที่มีประนามว่า สามโปเตียน พระพุทธรูปองค์นี้ชาวจีนนับถือมากเรียกว่า ซำปอกง คนไทยเรียกทั่วไปว่า หลวงพ่อโต หรือ หลวงพ่อพนัญเชิง
ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อกรุงศรีอยุธยาจะเสียแก่พม่าครั้งที่สองนั้น พระพุทธรูปองค์นี้มีน้ำพระเนตรไหลออกมาทั้งสองข้าง
*****วัดใหญ่ชัยมงคล ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วัดใหญ่ชัยมงคล เดิมชื่อวัดป่าแก้ว หรือ วัดเจ้าไท ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะพระนคร จุดเด่นของวัดได้แก่เจดีย์องค์ใหญ่ที่เชื่อกันว่า ได้รับการปฏิสังขรขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ภายในได้มีการค้นพบชัยมงคลคาถาบรรจุอยู่ ภายในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล พระประธานที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัด
******วัดมงคลบพิตร ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปคุ้มขุนแผน วิหารพระมงคลบพิตรจะอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย มีขนาดหน้า ตักกว้าง 9.55 เมตร และสูง 12.45 เมตร นับเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์หนึ่งในประเทศไทย ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นระหว่างปี พ.ศ. 1991–2145 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าฯให้ย้ายจากทิศตะวันออกนอกพระราชวังมาไว้ทางด้านทิศตะวันตกที่ประดิษฐานอยู่ในปัจจุบันและโปรดเกล้าฯให้ก่อมณฑปสวมไว้ในสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ เมื่อปี พ.ศ. 2249 อสุนีบาตตกลงมาต้องยอดมณฑปพระมงคลบพิตรเกิดไฟไหม้ทำให้ส่วนบนขององค์พระมงคลบพิตรเสียหายจึงโปรดเกล้าฯให้ซ่อมแซมใหม่ แปลงหลังคายอดมณฑปเป็นมหาวิหารและต่อพระเศียรพระมงคลบพิตรในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ (พ.ศ. 2285–2286) ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 วิหารพระมงคลบพิตรถูกข้าศึกเผาเครื่องบนโทรมลงมาต้องพระเมาฬีและพระกรขวาของพระมงคลบพิตรหัก รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้การปฏิสังขรณ์ใหม่ สำหรับบริเวณข้างวิหารพระมงคลบพิตรทางด้านทิศตะวันออกแต่เดิมเป็นสนามหลวง ใช้เป็นที่สำหรับสร้างพระเมรุพระบรมศพของพระมหากษัตริย์และเจ้านายเช่นเดียวกับท้องสนามหลวงของกรุงเทพฯ
*****วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ที่ตั้งเรียงรายอยู่ข้างๆวัดมงคลบพิตรนั่นเอง วัดพระศรีสรรเพชญ์นับเป็นวัดสำคัญที่สุดของราชสำนักอยุธยา มีฐานะเป็นวัดส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ เป็นวัดที่อยู่ในเขตพระราชฐานคล้ายๆกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามของกรุงรัตนโกสินทร์นั่นเอง จึงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์ประจำอยู่ในวัด มีพระเจดีย์ขนาดใหญ่ 3 องค์ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง สลับด้วยมณฑปอีก 3 หลัง และมีวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหุ้มทองคำหนัก 286 ชั่ง หรือคิดเป็นทองคำหนัก 12,880 บาท เป็นพระพุทธรูปประทับยืนสูงถึง 8 วา พระนามว่าพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดในสมัยอยุธยา แต่เป็นที่น่าเสียดายที่วัดนี้ถูกพม่าเผาทำลายและปล้นสะดมเอาทรัพย์สมบัติจำนวนมากไปในครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 ทั้งยังสุมไฟลอกเอาทองที่หุ้มองค์พระศรีสรรเพชญ์ไปสิ้นเหลือไว้แต่แกนสำริดเท่านั้น
กำหนดการมีดังนี้ :
6.30 น. นัดพบกันที่หน้าโลตัส สาขาถนน พระราม 4 เพื่อแพ็ครถแล้วขึ้นรถรับส่งไปยังที่ว่าการกาแฟ ปั้มน้ำมันบางจาก ตลาดโก้งโค้ง บางปะอิน
7.00 น. รถออกจากโตัส พระราม 4
8.30 น. ถึงที่ว่าการกาแฟ ปั้มน้ำมันบางจาก ตลาดโก้งโค้ง บางปะอิน
8.55 น. ออกปั่น จากที่ว่าการกาแฟ ไป 1 กม.แวะตรงตลาดโก้งโค้งก่อนเป็นอันดับแรก เดินชมและชิมสัก 15 นาที แล้วออกเดินทางต่อไปยังวัดพนัญเชิง ใหว้หลวงพ่อชำปอกง หรือหลวงพ่อโต ที่วัดพนัญเชิง ระยะทางช่วงนี้ประมาณ 8.5 กม.......... ออกจากวัดพนัญเชิงปั่นไปวัดใหญ่ชัยมงคลอีก 1.5 กม. เข้าวัดใหว้พระกันอีก ออกจากวัดใหญ่ปั่นเข้าเมืองเที่ยวกรุ่งเก่าเมืองแห่งประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยใน อุทยานประประวัติศาสตร์มีกิจกรรมหลากหลายในสมาชิกได้ยล อยากขี่ช้างชมเมืองก็เชิญได้ (ระยะทางประมาณ 5 กม). ......สมควรแก่เวลาเราไปต่อยังตลาดน้ำคลองสระบัวชมการละเล่นพื้นบ้านการแสดงต่างๆ ชิมอาหารและขนมหลากรส ( ระยะทางช่างนี้ 4.5 กม).........มีเวลาพอเราจะไปสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่บรมราชานุสาวรีย์ ชมภูเขาทอง (ระยะทางประมาณ 6 กม.) แล้วปั่นกลับเข้าเมืองไปยังท่าเรือกานกิตติ (ระยะทางประมาณ 8.6 กม.)
12.00 น. เรือออกจากท่าเรือกานกิติล่องเรือและทานอาหารกลางวันกันกลางลำน้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางบรรยากาศวิถีชีวิตของคนกับสายน้ำเจ้าพระยา จนถึงวัดธรรมประวัติ บางปะอิน ขึ้นชมวัดที่สวยงาม
14.30 หลังจากชมวัดแล้วก็เก็บของแพ็ครถ ขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ กัน ...........
16.00 ถึงกรุงเทพฯ บริเวณหน้าห้างโลตัส พระราม 4
ทริปนี้ TCA ใจดีเหมือนเคยเลี้ยงอาหารกลางวันฟรีบนเรือแต่จะขอเพื่อนสมาชิกที่ร่วมทริปจ่ายคนละ 100 บาท พอเป็นกะษัย และไม่คิดค่ารถทั้งไปและกลับจ่ะ....
ทริปนี้เป็นทริป Bike Friday and Guest ที่สมาชิกจะนำเพื่อนๆที่ปั่น mini bike ของ Louis Garneau มาร่วมด้วย
รายการนี้ปั่นกันแบบชิวๆ ปั่นไป กินไป (ทริปนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก)
สอบถามและจองทริปได้ที่ TCA คุณวารุณี 02 367 3470 ต่อ 501 หรือ 081 673 7259
เกียวกับ Bike Friday Club - Thailand
เนื่องจากเราเป็นไบค์คลับใหม่ล่าสุดของ TCA ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจและความกระจ่างให้เพื่อนๆสมาชิกทราบ ดังนี้ครับ...
1. ท่านที่เป็นเจ้าของ Bike Friday ทุกรุ่นไม่ว่าจะซื้อมาปีไหน และไม่ว่าจะซื้อมาจากที่ใด ไม่ว่าจะเก่าจะใหม่ เข้าเป็นสมาชิกได้ทันทีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
2. ทริปจะแบ่งเป็น 2 แบบนะครับ คือ
.....2.1 Bike Friday Exclusive Trip เป็นทริปที่จัดเฉพาะเจ้าของรถ Bike Friday เท่านั้น
.....2.2 Bike Friday Club & Guest เป็นทริปที่จัดให้ท่านเจ้าของรถ Bike Friday รถพับที่พาเพื่อนๆที่ใช้รถแบรด์อื่นๆเข้ามาร่วมทริปด้วยกัน
3. ทาง Club ขอสงวนสิทธิ์ในการจำกัดจำนวนผู้ร่วมทริป ด้วยเนื่องจากความสะดวกของสมาชิกและการดูแลความปลอดภัยให้ผู้ร่วมทริปทุกท่าน
4. การเรียกค่าใช้จ่ายในการร่วมทริปทาง Club จะพิจารณาเป็นครั้งๆไปขึ้นอยู่กับระยะการเดินทางโดยรถบริการและสถานที่ๆออกทริป
5. ผู้ร่วมทริบควรเตริยมอุปกรณ์ความปลอดภัยมาให้ครบ เช่น หมวก รองเท้าหุ้มส้น ถุงมือ แว่นกันแดด และอื่นๆที่จำเป็น
6. ควรแจ้งผู้นำทริปให้ทราบหากท่านมีโรคประจำตัวหรือมีปัญหาด้านสุขภาพ
แผนที่เส้นทางการปั่น
เส้นสีน้ำเงิน...เป็นเส้นทางปั่นจักรยาน Bike Friday Club ระยะทาง 34 กม.
เส้นสีส้ม...เส้นทางล่องเรือในแม้น้ำเจ้าพระยา ใช้เวลาไม่เกิน 2ชั่วโมง
***หมายเหตุเส้นทางอาจมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อความเหมาะสม ตามสภาพสถานการณ์และเวลา***

ลิงค์แผนที่
http://maps.google.com/maps?f=d&source= ... 97067&z=13
























